????????? “อโรม่า กรุ๊ป”รุกหนักธุรกิจร้านกาแฟ? ชู “ชาวดอย” พระเอกนำร่องสร้างฐานลูกค้าระดับกลาง? ประเดิมจับมือร้านบะหมี่ชื่อดัง ปูพรมขยายสาขาทั่วประเทศ? คาด 3 เดือนทะลุ 100 สาขา? พร้อมเร่งเครื่องหาพันธมิตรเพิ่ม? หวังจับคู่กับร้านอาหารดังเสริมความแข็งแรงธุรกิจ? ขณะที่ “94 คอฟฟี่”? ยังเดินหน้าขยายสาขาต่อเนื่อง? หลังประกาศยกเลิกค่า
แฟรนไชส์? เผยกระแสตอบรับธุรกิจร้านกาแฟยังพุ่ง เร่งตั้งตัวแทนจำหน่ายเครื่อง-วัตถุดิบครบทุกภูมิภาค? ฟันธงธุรกิจร้านกาแฟยังโตได้อีก เหตุอัตราส่วนคนไทยดื่มกาแฟต่ำสุดๆ แค่ครึ่งกิโลต่อปี
???????????????? ?นายพริษฐ์?? อนุกูลธนาการ ผู้ช่วยรองกรรมการผู้จัดการ? อโรม่า กรุ๊ป และผู้จัดการทั่วไป บริษัท? อัลติเมท? เบเวอร์เรต? โปรดักส์ จำกัด ผู้บริหารร้านกาแฟไนน์ตี้ โฟร์ คอฟฟี่ , ชาวดอย และโอเค? เอสเปรโซ เปิดเผยกับ”ฐานเศรษฐกิจ” ว่า? นโยบายการดำเนินธุรกิจของบริษัทในปีนี้ มุ่งเน้นการรองรับการเติบโตของธุรกิจร้านกาแฟ? ทั้งการเป็นผู้นำเข้าและจำหน่ายเครื่องชงกาแฟ และวัตถุดิบให้กับลูกค้ารวมกว่า 1,000 ราย แบ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่? 20% อาทิ? เชนร้านกาแฟในสถานีบริการชั้นนำ? , ร้านสะดวกซื้อ? และลูกค้ารายย่อย 80% ซึ่งเป็นร้านกาแฟสดทั่วไป? และการขยายสาขาธุรกิจร้านกาแฟ ภายใต้แบรนด์ไนน์ตี้ โฟร์ คอฟฟี่ (94 ๐Coffee)? , ชาวดอย และโอเค? เอสเปรโซ
?????????????? ?บริษัทจะใช้แบรนด์ร้านกาแฟชาวดอย เป็นตัวหลักในการขยายสาขา หลังจากที่ศึกษาตลาดพบว่า ธุรกิจร้านกาแฟระดับกลาง ราคา 25-40 บาท เป็นกลุ่มธุรกิจร้านกาแฟที่มีการเติบโตมากที่สุด โดยล่าสุดบริษัทได้เจรจาเป็นพันธมิตรกับร้านบะหมี่ – เกี๊ยวชื่อดังที่ปัจจุบันมีสาขารวมกว่า 2,500 แห่งทั่วประเทศ? เพื่อเปิดให้บริการแฟรนไชส์ร้านกาแฟชาวดอยควบคู่ไปกับแฟรนไชส์บะหมี่-เกี๊ยว? ให้บริการภายในบริเวณเดียวกัน? โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดวางระบบต่างๆ คาดว่าจะเริ่มเปิดขยายสาขาได้ในไตรมาสที่ 2? ซึ่งคาดว่าจะมีผู้สนใจลงทุนกว่า 100 จุดใน 3 เดือนนี้ จากปัจจุบันที่มีสาขารวม 200 จุด
?”เดิมผู้ประกอบการบะหมี่รายนี้ สนใจจะทำธุรกิจร้านกาแฟอยู่แล้ว แต่ด้วยโพสิชันนิ่งของบะหมี่ ซึ่งเป็นแบรนด์ที่คนรับรู้ หากจะนำมาทำเป็นแบรนด์กาแฟจะไม่เหมาะ? ขณะที่ชาวดอยเองมีโพสิชันนิ่งที่ตรงกันจึงคิดว่าน่าจะเป็นคู่ธุรกิจที่ลงตัว การเป็นพันธมิตรกันในครั้งนี้จะช่วยเสริมธุรกิจของกันและกันให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น เพราะแฟรนไชส์ร้านบะหมี่จะมีรายได้เพิ่มขึ้น ขณะที่ชาวดอยเองจะเป็นที่รู้จักมากขึ้นด้วย อย่างไรก็ดี บริษัทมีแผนที่จะเพิ่มพันธมิตรธุรกิจโดยเข้าไปจับคู่กับธุรกิจอาหาร ที่มีเชนสาขาจำนวนมาก เพื่อเปิดให้บริการร้านกาแฟชาวดอยควบคู่กันไป โดยขณะนี้เจรจาอยู่ 2-3 ราย ทั้งนี้ผู้สนใจเข้าร่วมแฟรนไชส์ร้านกาแฟชาวดอย จะใช้เงินลงทุน 39,000 บาท”
?นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า สำหรับการขยายสาขาของร้านกาแฟไนน์ตี้ โฟร์ คอฟฟี่ ในปัจจุบันที่มีอยู่ 38 สาขา ในปีนี้อาจจะมีการขยายสาขาน้อยลง เพราะหาทำเลยากขึ้น? อย่างไรก็ดีบริษัทตั้งเป้าที่จะขยายสาขาในรูปแบบของแฟรนไชส์เฉลี่ย เดือนละ 1 สาขา โดยล่าสุดบริษัทได้ปรับรูปแบบแฟรนไชส์ โดยยกเลิกการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมแรกเข้า 400,000 บาท? ส่งผลให้การลงทุนลดลงเหลือเพียง 1 ล้านบาท? ทั้งนี้เพื่อให้ผู้สนใจสามารถเข้ามาลงทุนได้ง่ายขึ้น และสร้างให้มีความเป็นเจ้าของธุรกิจยิ่งขึ้น? ? ส่วนโอเค เอสเปรโซ? เป็นแบรนด์ร้านกาแฟน้องใหม่ ที่บริษัทตั้งขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกให้กับนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่สนใจจะดำเนินธุรกิจร้านกาแฟ? โดยใช้เงินลงทุน 39,900 บาทต่อสาขา? ปัจจุบันมีสาขารวม 80 จุด โดยในปีนี้คาดว่าจะมีผู้สนใจซื้อแฟรนไชส์เพิ่มมากขึ้น
?สำหรับการสร้างแบรนด์กาแฟ ในปีนี้ บริษัทยังมุ่งเน้นการออกงานแสดงสินค้าเฉลี่ย 4 ครั้งต่อปี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สนใจธุรกิจได้เข้ามาศึกษารายละเอียด ซึ่งการออกงานแต่ละครั้งจะมีผู้สนใจเข้ามาติดต่อจำนวนมาก? โดยงานล่าสุดที่บริษัทเข้าร่วมแสดงสินค้า ได้แก่ งานกาแฟ ที่จะมีขึ้นที่เดอะ มอลล์ บางกะปิในกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้
?นอกจากนี้ บริษัทมีแผนที่จะเพิ่มตัวแทนจำหน่าย ให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค จากปัจจุบันที่มีตัวแทนจำหน่ายรวม 6 ราย? เพื่อจำหน่ายเครื่องชงกาแฟ? วัตถุดิบ ตลอดจนสินค้าอื่นๆ?
?”ปัจจุบันเรามีตัวแทนจำหน่ายรวม 6 ราย แต่เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจร้านกาแฟที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน บริษัทตั้งเป้าที่จะมีตัวแทนจำหน่ายภาคละ 2 ราย? โดยในปีนี้คาดว่าจะมีตัวแทนจำหน่ายครบ 10 รายอย่างแน่นอน” ![]()
?สำหรับผลประกอบการของบริษัทในปีที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้รวม 500 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากการจำหน่ายเครื่องชงกาแฟ และวัตถุดิบ 70% และรายได้จากธุรกิจร้านกาแฟ 30%? มีการเติบโต 30%? สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าจะเติบโต 20%? เนื่องจากมีผู้สนใจเข้าลงทุนในธุรกิจร้านกาแฟเพิ่มขึ้น สำหรับในปีนี้บริษัทตั้งเป้าเติบโต 30% เนื่องจากเชื่อมั่นในการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวม? ขณะที่ธุรกิจร้านกาแฟสด ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าตลาดประมาณ 6,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 5% ของตลาดกาแฟโดยรวมในประเทศไทย ซึ่งมีมูลค่า 30,000 ล้านบาท พบว่า ร้านกาแฟระดับกลาง มีการเติบโตมากสุด ขณะที่ร้านกาแฟระดับพรีเมียม มีข้อจำกัดด้านทำเล ที่กระจุกตัวอยู่ในเขตเมือง? ส่งผลให้มีการขยายตัวช้าลง? ขณะที่ปริมาณการบริโภคกาแฟของคนไทย มีอัตราส่วน .50 กิโลกรัมต่อคนต่อปี? ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับการบริโภคของชาวยุโรป ที่บริโภค 8 กิโลกรัมต่อคนต่อปี และชาวญี่ปุ่น 4 กิโลกรัมต่อคนต่อปี? ทำให้เชื่อว่าการบริโภคกาแฟในเมืองไทยยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก








แบนเนอร์โฆษณา 140×140
