
กระถางที่ได้จากขุย มะพร้าว
เป็นที่ทราบกันดีว่าวัสดุที่ทำมาจากพลาสติก นั้น เป็นวัสดุที่ย่อยสลายยาก และต้องใช้เวลาหลายสิบปีทีเดียวกว่าพลาสติกเหล่านี้จะย่อยสลาย ที่สำคัญ พลาสติก ยังเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของโลกอยู่ในขณะนี้หลายฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ต่างหันมาช่วยกันรณรงค์ในเรื่องของการลดสภาวะโลกร้อนด้วยกันหลายวิธี และวิธีลดการใช้พลาสติกก็เป็นอีกแนวทางในการรณรงค์ในเรื่องดังกล่าว คณะคุรุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี โดยนายพงศธร หนูเล็ก นายจิราณุวัฒน์ แสงมุกด์ และนายชินพันธุ์ แซ่ซิ้ม ได้ร่วมกันคิดค้นวิธีการผลิตกระถางเพาะชำจากวัสดุทางการเกษตรขึ้น มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการลดการใช้กระถางพลาสติกลง โดยมี ผศ.สุจิน สุนีย์ และ ผศ.ธีรเวท ฐิติกุล เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา
กระถางที่นำมาใช้งาน ระยะหนึ่งแล้ว
นายพงศธร กล่าวว่า เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดนครนายก และจังหวัดปราจีนบุรี ส่วนหนึ่งประกอบอาชีพเพาะชำกล้าไม้และพันธุ์พืชหลากหลายชนิด เช่น ไม้ดอก ไม้ประดับ และไม้ผล ซึ่งในการเพาะพันธุ์พืชเหล่านี้ [...]

หลังจากนายแก้จนทราบข่าวการฝึกอบรม ของทางกรมประมง โดยสถาบันวิจัยสัตว์น้ำสวยงามและพรรณไม้น้ำ ซึ่งจัดฝึกอบรมหลักสูตร “เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพรรณไม้น้ำ รุ่นที่ 2″ โดยทางกรมฯใจดีจัดอบรมให้แก่เกษตรกร และผู้สนใจทั่วไปโดยไม่มีค่าใช้จ่าย พอดีว่าทางกรมประมงรับผู้เข้าอบรมจำนวนจำกัด โชคดีที่วันนี้เจ้าหน้าที่ของทางกรมแจ้งมาให้นายแก้จนได้มีโอกาสเข้าร่วมอบรมเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเนื่อพรรณไม้น้ำครั้งนี้ด้วยครับ ท่านใดไม่มีโอกาสได้เข้าอบรม นายแกจนนำเอาข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพเกษตรกรที่น่าสนใจมาฝากแทน และแน่นอนในวันฝึกอบรม วันที่ 23-24 มีนาคม 2553 นี้ นายแก้จนจะรวบรวมรายละเอียดและเก็บภาพมาบรรยายให้ทุกๆท่าน ได้ฝึกฝนกันครับ
การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช (Plant Tissue Culture)
ประวัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช
การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชเริ่มต้นในปี ค.ศ.1902 โดย Haberlandt นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันได้ทำการแยกเซลล์พืชมาเลี้ยง เพื่อจะทำการศึกษาคุณสมบัติของเซลล์ แต่ยังไม่ประสบผลสำเร็จจนถึงระดับเซลล์มีการแบ่งตัว เพียงแต่พบว่าเซลล์มีการขยายขนาดขึ้นเท่านั้น ในปี ค.ศ.1930 ได้มีการพัฒนาการเลี้ยงเซลล์ที่แยกมาจากรากของพืชหลายชนิดโดยเลี้ยงในสภาพปลอดเชื้อ ต่อมาในปี ค.ศ. 1938 สามารถเพาะเลี้ยงอวัยวะ( Organ ) และ แคลลัส ( [...]

ไส้เดือนอาจเป็นสัตว์ที่หลายคนรังเกียจ และน่าขยะแขยง แต่มาวันนี้ไส้เดือนสามารถสร้างรายได้ให้แก่มนุษย์เงินเดือนเป็นกอบเป็นกำ ขยายเป็นฟาร์มเลี้ยงไส้เดือน เพื่อขยายพันธุ์ นำมูลไส้เดือนมาทำเป็นปุ๋ยหมักชีวภาพ และน้ำหมัก ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้แบรนด์ “น้องเดือน”
สถาพร และ เยาวลักษณ์ ฉายะโอภาส เจ้าของฟาร์มไส้เดือนมิตรใหม่ เล่าว่า การเริ่มต้นทำฟาร์มไส้เดือน เกิดจากความสนใจในคุณประโยชน์ของไส้เดือน โดยเฉพาะมูลของมัน ที่สามารถนำมาทำเป็นปุ๋ยชีวภาพได้ โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งในต่างประเทศได้มีการทำวิจัยเรื่องนี้มานาน นายสถาพรจึงได้หาข้อมูลเพิ่มเติมจากสถานศึกษา ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถึงวิธีการเลี้ยงไส้เดือน ซึ่งทั้ง 2 สถาบันนี้ได้ทำการวิจัยมาตั้งแต่ปี 2534 แต่คนไทยรู้จักและรู้ถึงคุณประโยชน์ของไส้เดือนเมื่อประมาณ 5-6 ปีที่ผ่านมา รวมถึงมีการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา และอินเดีย ที่มีการเลี้ยงไส้เดือนเพื่อทำปุ๋ยอยู่ก่อนแล้ว [...]
11 Feb, 2010
Posted by: prim_webmaster In: เกษตรแก้จน

ลำไยถือเป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่มีความสำคัญชนิดหนึ่งของไทย ซึ่งแต่ละปีสามารถส่งออกและสร้างรายได้ให้กับประเทศ ทั้งในรูปของการส่งออกลำไยสด ลำไยอบแห้ง และผลิตภัณฑ์รวมกันปีละกว่า 5 พันล้านบาท โดยผลผลิตส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 80 อยู่ในภาคเหนือ แต่เมื่อถึงช่วงฤดูกาลที่ลำไยให้ผลผลิตคือ ในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม เกษตรกรมักประสบกับปัญหาราคาตกต่ำจนภาครัฐต้องมีมาตรการเข้าไปช่วยเหลือเป็นประจำทุกปี ในขณะที่ความต้องการของตลาดจีนที่เป็นคู่ค้ารายใหญ่มีเกือบตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์และงานฉลองวันชาติจีน และในช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ ซึ่งอยู่ในช่วงเทศกาลปีใหม่และตรุษจีน ดังนั้น หากเกษตรกรสามารถกระจายผลผลิตให้ออกในช่วงเวลาที่ตลาดต้องการแล้ว ก็จะเป็นการช่วยแก้ปัญหาราคาลำไยตกต่ำได้อย่างยั่งยืน การวิเคราะห์โครงการทางการเงินเพื่อศึกษาความคุ้มค่าในการผลิตลำไยนอกฤดู พบว่า เกษตรกรควรมีงบลงทุนเริ่มแรกแปลงละประมาณ 70,000-90,000 บาท (ประมาณ 5 ไร่) เพื่อใช้ในการวางระบบน้ำ การขุดบ่อน้ำบาดาล รวมทั้งเป็นค่าใช้จ่ายต่อไร่ ในการปลูกลำไย และจัดซื้อเครื่องมืออุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น เครื่องฉีดพ่นวัชพืชและกำจัดแมลง โดยมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาปีที่ 1-4 เฉลี่ยปีละ 3,000-4,000 บาท ปีที่ 5-10 เฉลี่ยตั้งแต่ไร่ละ 7,000- 13,000 บาท และปีที่ 11-20 เฉลี่ยตั้งแต่ไร่ละ 15,000-18,000 บาท มีอัตราผลตอบแทนจากโครงการ [...]
11 Feb, 2010
Posted by: prim_webmaster In: เกษตรแก้จน

ที่บ้านห้วยต้ม ต.นาทราย อ.ลี้ จ.ลำพูน ชาวบ้านที่นี่เป็นชาวกะเหรี่ยง ฉะนั้น จึงมีผ้าทอที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คือ เป็นผ้าทอลายกะเหรี่ยงโบราณ แค่ไหนไม่รู้ เอาเป็นว่า เป็นลายเก่า ๆ ที่ได้รับการสืบทอดมาแต่บรรพบุรุษ ไม่มีลายแพนด้าน้อยแน่นอน…ซึ่งศูนย์ส่งเสริมการเกษตรที่สูงจังหวัดลำพูนเห็นว่า การทอผ้าด้วยมือ เป็นงานหัตถกรรมที่ควรส่งเสริมการผลิตเพื่อจำหน่ายเป็นรายได้เสริม จึงได้ สนับสนุน กลุ่มหัตถกรรมผ้าฝ้ายทอมือกะเหรี่ยงโบราณบ้านห้วยต้ม ด้วยปัจจัยด้านการผลิต เช่น ฝ้ายดิบ สีย้อมผ้า ให้ความรู้วิชาการด้านการผลิต การตลาด การ บัญชีในเรื่องของรายรับ รายจ่าย…เป็นต้น ปัจจุบัน กลุ่มฯ สามารถผลิตผ้าฝ้ายลายกะเหรี่ยงโบราณทอด้วยกี่เอว มีผลิตภัณฑ์หลากหลาย เช่น เสื้อกะเหรี่ยง ผ้าปูโต๊ะ รองจาน เป็นต้น หากสนใจสอบถามได้ที่ 08-5707-5129 08-5707-5129