<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?> <rss
version="2.0"
xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
> <channel><title>แก้จนดอทคอม 108อาชีพเสริม &#187; อาหารพารวย</title> <atom:link href="http://www.keajon.com/category/food-for-rich/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" /><link>http://www.keajon.com</link> <description>108ธุรกิจส่วนตัว อาชีพเสริม อาชีพอิสระ ของคนทำมาหากิน</description> <lastBuildDate>Tue, 07 Feb 2012 20:52:28 +0000</lastBuildDate> <language>en</language> <sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod> <sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency> <generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator> <item><title>ทุกเรื่องแมลง ถาม &#8220;อมรา ขายส่งแมลง(ทอด)&#8221;</title><link>http://www.keajon.com/%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b2-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%87/</link> <comments>http://www.keajon.com/%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b2-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%87/#comments</comments> <pubDate>Tue, 07 Feb 2012 20:52:28 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[ประชาสัมพันธ์สินค้า]]></category> <category><![CDATA[อาหารพารวย]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=6202</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b2-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%87/"><img
align="left" hspace="5" width="150" height="150" src="http://www.keajon.com/wp-content/plugins/thumbnail-for-excerpts/tfe_no_thumb.png" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="" title="" /></a>อาชีพพ่อค้าแม่ค้าขายแมลงทอด เริ่มเบ่งบานได้รับความนิยมในตลาดผู้นิยมชมชบแมลงทอด มาในช่วงสิบปีมานี้จะด้วยรสชาติ กรอบ อร่อย หอม มัน เค็มๆ ซอส พริกไทย ที่เหยาะนิดเติมหน่อยลงไปในแมลง ที่ทำให้การบริโภคแมลงได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ พ่อค้าแม่ค้าแมลง ขายดิบขายดีไปตามๆกันมีข่าวคราวแจ้งมาจาก พี่เอ๋ อมรา แมลงทอด ว่า เป็ดธุรกิจค้าขาย แมลงสารพัดชนิดอยู่ที่ ปักษ์ใต้ เมืองสุราษฎร์ธานี เพราะเนื่องจากเดิมที เคยขายส่งผ้า แต่ก็รู้สึกว่า เป็นธุรกิจที่ต้องสายป่านยาว ลงทุนสูงเกินควร จึงหันมาจับอาชีพค้าขายส่งแมลง ซึ่งก็เป็นอาชีพใหม่ที่สร้างรายได้ ดีทีเดียวแมงและแมลงเหล่านี้มาจากหลายที่ ส่วนหนึ่งรับซื้อมาจากตลาดแมงจากสุราษฎร์ธานี ส่วนหนึ่งชาวบ้านเอามาส่ง เพราะแมงและแมลงเหล่านี้มีทั้งแบบเลี้ยงเพื่อทอดขาย อย่างดักแด้ไหม,จิ้งหรีดไข่ และมีทั้งแบบจับมาจากธรรมชาติตามฤดูกาลอย่างตั๊กแตน,หนอนไม้ไผ่,แมงดา,รถด่วน,มดนาง โดยแม่ค้าจะซื้อแบบชั่งกิโล ราคาแพงสุดจะเป็นตั๊กแตนราคากิโลกรัมละ 270-300 บาทแต่โชคดีที่เวลาทอดมันจะฟู รถด่วนจะราคากิโลกรัมละ 250 บาท ส่วนแมงและแมลงอย่างอื่นตกกิโลกรัมละ 100 กว่าบาท แม้ราคาต้นทุนจะไม่เท่ากันกัน แต่เราจะเห็นพ่อค้าแม่ค้าขายราคาเท่ากันหมดคือครั้งละ 10-20 บาทราคานี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ด้วยเพราะจะต่างกันตอนตักขาย ที่ขายได้ทั้งปีก็จะเป็นจิ้งหรีด,รถด่วน,ตั๊กแตน,ดักแด้ แต่ที่มีขายบางช่วงจะเป็นพวกแมลงตับเต่า,แมงป่อง,กีนูน              คราวนี้&#8230;เรามาทำความรู้จักกับแมงและแมลงทอดชนิดต่างๆ ที่สามารถกินได้กันพอสังเขปดีกว่าตั๊กแตนทอด              เป็นเมนูที่มีคนนิยมรับประทานมากที่สุดกว่าแมง-แมลงชนิดอื่นๆ [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p>อาชีพพ่อค้าแม่ค้าขายแมลงทอด เริ่มเบ่งบานได้รับความนิยมในตลาดผู้นิยมชมชบแมลงทอด มาในช่วงสิบปีมานี้<br
/><br
/>จะด้วยรสชาติ กรอบ อร่อย หอม มัน เค็มๆ ซอส พริกไทย ที่เหยาะนิดเติมหน่อยลงไปในแมลง ที่ทำให้การบริโภคแมลงได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ พ่อค้าแม่ค้าแมลง ขายดิบขายดีไปตามๆกัน<br
/><br
/>มีข่าวคราวแจ้งมาจาก พี่เอ๋ อมรา แมลงทอด ว่า เป็ดธุรกิจค้าขาย แมลงสารพัดชนิดอยู่ที่ ปักษ์ใต้ เมืองสุราษฎร์ธานี <br
/>เพราะเนื่องจากเดิมที เคยขายส่งผ้า แต่ก็รู้สึกว่า เป็นธุรกิจที่ต้องสายป่านยาว ลงทุนสูงเกินควร จึงหันมาจับอาชีพค้าขายส่งแมลง ซึ่งก็เป็นอาชีพใหม่ที่<a
href="http://www.keajon.com/th/category/subwork/"target="_self"title="อาชีพสร้างรายได้" >สร้างรายได้</a> ดีทีเดียว<br
/><br
/>แมงและแมลงเหล่านี้มาจากหลายที่ ส่วนหนึ่งรับซื้อมาจากตลาดแมงจากสุราษฎร์ธานี ส่วนหนึ่งชาวบ้านเอามาส่ง เพราะแมงและแมลงเหล่านี้มีทั้งแบบเลี้ยงเพื่อทอดขาย อย่างดักแด้ไหม,จิ้งหรีดไข่ และมีทั้งแบบจับมาจากธรรมชาติตามฤดูกาลอย่างตั๊กแตน,หนอนไม้ไผ่,แมงดา,รถด่วน,มดนาง โดยแม่ค้าจะซื้อแบบชั่งกิโล ราคาแพงสุดจะเป็นตั๊กแตนราคากิโลกรัมละ 270-300 บาทแต่โชคดีที่เวลาทอดมันจะฟู รถด่วนจะราคากิโลกรัมละ 250 บาท ส่วนแมงและแมลงอย่างอื่นตกกิโลกรัมละ 100 กว่าบาท แม้ราคาต้นทุนจะไม่เท่ากันกัน แต่เราจะเห็นพ่อค้าแม่ค้าขายราคาเท่ากันหมดคือครั้งละ 10-20 บาทราคานี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ด้วยเพราะจะต่างกันตอนตักขาย ที่ขายได้ทั้งปีก็จะเป็นจิ้งหรีด,รถด่วน,ตั๊กแตน,ดักแด้ แต่ที่มีขายบางช่วงจะเป็นพวกแมลงตับเต่า,แมงป่อง,กีนูน<br
/><br
/>              คราวนี้&#8230;เรามาทำความรู้จักกับแมงและแมลงทอดชนิดต่างๆ ที่สามารถกินได้กันพอสังเขปดีกว่า<br
/><br
/><strong>ตั๊กแตนทอด</strong><br
/><br
/>              เป็นเมนูที่มีคนนิยมรับประทานมากที่สุดกว่าแมง-แมลงชนิดอื่นๆ โดยตั๊กแตนที่นิยมนำมาทอดกินมี 2 ชนิดคือ “ตั๊กแตนปาทังก้า” ซึ่งถือเป็นศัตรูของพืชหลายชนิด และ ”ตั๊กแตนเล็ก” (ตั๊กแตนข้าว) จะชอบกินใบข้าว อ้อยและหญ้า โดยปกติแม่ค้าจะนิยมนำมาทอดขาย แต่อันที่จริงยังสามารถนำตั๊กแตนมาคั่ว นึ่งได้ด้วย<br
/><br
/>              วิธีกิน : เด็ดขาส่วนที่เป็นหนาม ปีก และไส้ข้างในออก แล้วกินได้ทั้งตัว รสชาติจะกรอบ หวาน มัน เค็มนิดๆ <br
/><br
/><strong>จิ้งหรีด(จี้หล่อ)</strong><br
/><br
/>              อาศัยอยู่ในรูใต้ดินตามคันนา ทุ่งหญ้าในเวลากลางวัน แต่ช่วงเวลากลางคืนจะบินออกมาเล่นแสงไฟ เวลาจับต้องขุดหลุมลงใต้ดิน ส่วนมากแม่ค้าจะนิยมนำจิ้งหรีดแดง และจิ้งหรีดไข่มาทอด หรือไม่ก็คั่ว แต่หากจะนำไปประกอบอาหารเมนูอื่นก็จะนิยมนำไปชุบแป้งทอด เสียบไม้ย่างหรือนึ่งก็อร่อยไม่แพ้กัน<br
/><br
/>              วิธีกิน : หากเป็นจิ้งหรีดแดงอาจจะต้องเด็กปีกออกก่อน แต่ถ้าเป็นจิ้งหรีดไข่กินได้ทั้งตัว รสชาติออกเค็ม<br
/><br
/><strong>มันแม่เป้ง (นางพญา)</strong><br
/><br
/>              ส่วนมากจะนิยมนำมดแดงมารับประทาน ตามรถขายแมง-แมลงทอดจะนำแม่เป้ง ซึ่งเป็นมดตัวเต็มวัยที่มีขนาดใหญ่กว่ามดแดงทั่วไป โดยใช้เรียกรวมทั้งตัวเมีย(ราชินีมด) หรือมดนางที่มีสีเขียว และตัวผู้ที่มีสีแดง แม่เป้งจะมีปีกบาง มีหน้าที่ผสมพันธุ์และวางไข่ โดยจะนำแม่เป้งมาคั่วผสมกับเกลือ ผงชูรส ตะไคร้ซอยและพริกซอย ส่วนไข่มดแดงจะนิยมนำไปประกอบอาหารหลายชนิด เช่น ใส่แกง ยำ ทอดกับไข่ เป็นต้น<br
/><br
/>              วิธีกิน : กินได้ทั้งตัว หรือหากใครไม่ชอบปีกก็อาจจะเด็ดปีกออกก่อนก็ได้ ถ้าเป็นเมนูคั่วแม่เป้งจะนิยมรับประทานคู่กับผักกระโดน เพราะจะให้รสฝาดที่ตัดกับรสเปรี้ยวและมันของแม่เป้งและเผ็ดของพริกที่ซอยใส่<br
/><br
/><strong>ดักแด้ไหม</strong><br
/><br
/>              หลังจากที่เราสาวไหมออกเป็นเส้นๆ แล้วจะเหลือตัวดักแด้อยู่ข้างในปลอกหุ้ม เจ้าดักแด้นี่เองที่เราสามารถนำมารับประทานได้ด้วยการนึ่ง คั่ว ทอด แกง หรือป่นใส่น้ำพริก<br
/><br
/>              วิธีกิน : ดักแด้ไหมนี้กินได้ทั้งตัว จะนุ่มและมันออกเค็มนิดๆ ดังนั้นเด็กและผู้สูงอายุจะนิยมรถรับประทาน <br
/><br
/><strong>แมงดานา</strong><br
/><br
/>              อาศัยอยู่ในน้ำตามนาข้าว หนอง บึง ชอบบินมาเล่นแสงไฟ ชาวบ้านจะจับโดยการใช้แสงไฟสีน้ำเงินล่อ แมงดานาตัวผู้จะมีกลิ่นฉุนกว่าตัวเมีย นอกจากจะนำมาทอดขายแล้ว ยังสามารถนำมาตำเป็นน้ำพริก หรือนำมาดองกับน้ำปลารับประทานก็ได้เช่นกัน<br
/><br
/>              วิธีกิน : แมงดาทอดต้องเด็ดปีกออกก่อนรับประทานทั้งตัว รสชาติจะออกเค็ม มัน กรอบ มีกลิ่นฉุน แต่ก็อร่อยไม่แพ้แมง-แมลงชนิดอื่น<br
/><br
/><strong>แมลงตับเต่า (ด้วงดิ่ง)</strong><br
/><br
/>              เป็นแมลงปีกแข็ง ตัวสีดำเรียบเป็นมัน ขอบปีกมีสีน้ำตาลอ่อนเป็นทาง ชอบอยู่ในน้ำตามหนอง บึง โดยมักจะอยู่นิ่งๆ บนผิวน้ำ ชอบเล่นแสงไฟในเวลากลางคืน รับประทานโดยนำมาคั่ว ทอด นึ่งหรือแกง<br
/><br
/>              วิธีกิน : เด็ดปีกแข็งๆ ออกแล้วค่อยรับประทานทั้งตัว รสชาติจะเค็มๆ มันๆ มีกลิ่นฉุนนิดๆ แต่ไม่ฉุนเท่าแมงดา<br
/><br
/><strong>หนอนไม้ไผ่ (ตัวแน่,รถไฟ,รถด่วน)</strong><br
/><br
/>              เป็นหนอนผีเสื้อกินเยื่อไผ่ที่อยู่ในกระบอกไม้ไผ่ พบได้ทางภาคเหนือช่วงฤดูฝน แต่ที่เห็นมีขายให้เรารับประทานตลอดทั้งปีนี้ก็เพราะว่าชาวเหนือจะเก็บหนอนที่ว่าแช่แข็งไว้ในปี๊บ โดยส่วนใหญ่แล้วจะนิยมนำมาคั่วหรือทอดกิน ซึ่งจะเห็นว่าเป็นที่นิยมรับประทานกันทั้งในและต่างประเทศ<br
/><br
/>              วิธีกิน : กินได้ทั้งตัว รสชาติจะหวาน มัน เค็มนิดๆ ชิมแล้วจะติดใจ<br
/><br
/><strong>แมลงกินูน (แมลงอินูน)</strong><br
/><br
/>              เป็นแมลงปีกแข็ง มีขนาดและสีแตกต่างกันแล้วแต่ชนิด ช่วงกลางวันจะอยู่ใต้ดินหรือกองใบไม้ กลางคืนจะออกมากินใบอ่อนของพืช ชาวบ้านจะใช้มือจับหรือไม่อาจจะใช้กระบอกไม้ไผ่จ่อที่ตัวแมลงเพื่อให้ตกลงกระบอกไม้ไผ่ นิยมนำมาทอด นึ่ง หรือแกงเพื่อรับประทาน<br
/><br
/>              วิธีกิน : แมลงกินูนที่นำมาทอดขายก่อนรับประทานต้องเด็ดปีกออกก่อนรับประทาน รสชาติจะเค็มๆ มันๆ ไม่มีกลิ่น แต่จะแข็งกว่าจิ้งหรีดนิดหน่อย<br
/><br
/>              ยังมีแมงและแมลงอีกเยอะแยะมากมาย ที่ถือว่าเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านของคนอีสาน ในเรื่องของอาหารการกิน เพราะเป็นการนำเอาสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวมาประกอบอาหารแสนอร่อยรับประทานในชีวิตประจำวัน ซึ่งทุกวันนี้อาจจะลบเลือนไปบางส่วนแล้ว&#8230;<br
/><br
/>              ถ้าใครอยากลองลิ้มรสชาติเค็ม มัน กรอบ แซบนัวของแมง-แมลงเหล่านี้ ลองไปที่ตลาดนัดวัดสารพัดนึก,ตลาดนิกรธานี,โต้รุ่งห้วยวังนอง,ตลาดเสื้อผ้าโลตัส แต่ระวัง! ลองแล้วจะติดใจเด้อ<br
/><br
/>หากพ่อค้าแม่ค้าสนใจ จะนำแมลงไปทอด เหยาะซอสขาย ตามตลาดนัด<br
/>ขอให้โทรไปสอบถาม กับคุณอมรา ได้โดยตรง ที่เบอร์</p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b2-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> <item><title>ขายน้ำเต้าหู้ ของดีมีประโยชน์ ขายง่ายกำไรงาม</title><link>http://www.keajon.com/%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b9%89/</link> <comments>http://www.keajon.com/%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b9%89/#comments</comments> <pubDate>Tue, 24 Jan 2012 20:59:40 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[อาชีพเสริม]]></category> <category><![CDATA[อาหารพารวย]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=6171</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b9%89/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://www.keajon.com/wp-content/uploads/2012/01/img_0676.jpg" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="น้ำเต้าหู้" title="การทำน้ำเต้าหู้" /></a>สูตรวิธีการทำน้ำเต้าหู้ เพื่อรับประทานหรือทำขาย น้ำเต้าหู้ที่ทำจากถั่วเหลือง ที่คนไทยรู้จักกันดีตอนที่เราเป็น เด็ก แม่จะซื้อน้ำเต้าหู้มาใหรับประทานทุกวัน หรือไม่ก็ไปหาซื้อกินเองก่อนไปเรียนหรือ ก่อนทำงานบ้าง ทุกวันนี้ยังกินอยู่เลยครับ น้ำเต้าหู้ นับว่ามี ประโยชน์มากเพราะทำมาจากถั่วเหลือง บวกกับเครื่องในที่ใส่เพิ่มอย่าง ลูกเดือย,งา แล้วแต่สูตรใครสูตรมัน คุณค่าของน้ำเต้าหูก็เหมือนกับน้ำนมถั่วเหลืองยิ่งคื่มยิ่งมีประโยชน์ วันนี้เองจึงอยากจะแนะนำการทำน้ำเต้าหู้ เพื่อใครที่สนใจทำเป็นอาชีพ เรามาดูกันเลยว่าขั้นตอนการทำเป็นอย่างไร ประโยชน์ของน้ำเต้าหู้จากถั่วเหลือง - ช่วยลดและป้องกัน โรคมะเร็งเต้านมได้ &#8211; ช่วยป้องกันและยับยั้งโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก &#8211; ช่วยป้องกันโรคระบบทางเดินอาหาร &#8211; ถั่วเหลืองมีสารอะมิโน เอซิด ที่จำเป็นต่อร่างกาย ที่ช่วย &#8211; เป็นแหล่งโปรตีนสำคัญ &#8211; และยังมีประโยชนือีกมากมาย ดื่มแทนน้ำนมยังได้เลย ส่วนประกอบการทำน้ำเต้าหู้ ส่วนประกอบ ถั่วเหลืองเลาะเปลือกแยกกากและเศษผงออก 1 ถ้วย ต่อ น้ำสะอาด 7 ถ้วย + น้ำตาลทราย 3/4 ถ้วย &#8211; ชำระล้างทำความสะอาดถั่วเหลืองให้สะอาดแล้วแช่น้ำไว้อย่างน้อย 6 ชั่วโมง &#8211; โม่หรือไม่ก็บดถั่วให้ละเอียด กรองด้วยผ้าสะอาดบางแยกน้ำออก [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<h2>สูตรวิธีการทำน้ำเต้าหู้ เพื่อรับประทานหรือทำขาย</h2><p>น้ำเต้าหู้ที่ทำจากถั่วเหลือง ที่คนไทยรู้จักกันดีตอนที่เราเป็น เด็ก แม่จะซื้อน้ำเต้าหู้มาใหรับประทานทุกวัน หรือไม่ก็ไปหาซื้อกินเองก่อนไปเรียนหรือ ก่อนทำงานบ้าง ทุกวันนี้ยังกินอยู่เลยครับ น้ำเต้าหู้ นับว่ามี ประโยชน์มากเพราะทำมาจากถั่วเหลือง บวกกับเครื่องในที่ใส่เพิ่มอย่าง ลูกเดือย,งา แล้วแต่สูตรใครสูตรมัน คุณค่าของน้ำเต้าหูก็เหมือนกับน้ำนมถั่วเหลืองยิ่งคื่มยิ่งมีประโยชน์ วันนี้เองจึงอยากจะแนะนำการทำน้ำเต้าหู้ เพื่อใครที่สนใจทำเป็นอาชีพ เรามาดูกันเลยว่าขั้นตอนการทำเป็นอย่างไร</p><h3>ประโยชน์ของน้ำเต้าหู้จากถั่วเหลือง</h3><p>- ช่วยลดและป้องกัน โรคมะเร็งเต้านมได้<br
/> &#8211; ช่วยป้องกันและยับยั้งโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก<br
/> &#8211; ช่วยป้องกันโรคระบบทางเดินอาหาร<br
/> &#8211; ถั่วเหลืองมีสารอะมิโน เอซิด ที่จำเป็นต่อร่างกาย ที่ช่วย<br
/> &#8211; เป็นแหล่งโปรตีนสำคัญ<br
/> &#8211; และยังมีประโยชนือีกมากมาย ดื่มแทนน้ำนมยังได้เลย</p><h3>ส่วนประกอบการทำน้ำเต้าหู้</h3><p><a
href="http://www.keajon.com/%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b9%89/img_0676/" rel="attachment wp-att-6172"><img
class="alignleft size-full wp-image-6172" title="การทำน้ำเต้าหู้" src="http://www.keajon.com/wp-content/uploads/2012/01/img_0676.jpg" alt="img 0676 ขายน้ำเต้าหู้ ของดีมีประโยชน์ ขายง่ายกำไรงาม" width="336" height="448" /></a></p><p>ส่วนประกอบ ถั่วเหลืองเลาะเปลือกแยกกากและเศษผงออก 1 ถ้วย ต่อ น้ำสะอาด 7 ถ้วย + น้ำตาลทราย 3/4 ถ้วย<br
/> &#8211; ชำระล้างทำความสะอาดถั่วเหลืองให้สะอาดแล้วแช่น้ำไว้อย่างน้อย 6 ชั่วโมง<br
/> &#8211; โม่หรือไม่ก็บดถั่วให้ละเอียด กรองด้วยผ้าสะอาดบางแยกน้ำออก หากมีเครื่องแยกกาก<br
/> ก็ใช้เครื่องแยกกากไดเลย<br
/> &#8211; นำขึ้นตั้งไฟ ตอนใกล้ๆเดือดต้องคอย ๆ คนอยู่เสมอเพื่อไม่ให้ไหม้<br
/> &#8211; ใส่น้ำตาลทราย คนให้ละลายแล้วปิดไฟ อาจแยกบางส่วนไม่ใส่น้ำตาลทรายเลยก็ได้ แล้วแต่ชอบ<br
/><br
/>การลงทุน กับร้านเต้าหู้ แบบรถเข็นหรือคีออส ที่วางขายตามหัวมุมในตลาดนัด หรือตลาดตอนเช้า<br
/>ราคาอุปกรณ์จะไม่สูงมากนัก เช่น ค่าคีออส ราคาราว 2000 บาท ค่าป้าย โฆษณาร้าน 500 บาท ค่าอุปกรณ์ เช่น หม้อต้มน้ำเต้าหู้ เป็นต้น</p><p>จุดยิ่งใหญ่ของการทำน้ำเต้าหู้อยู่ที่กระบวนการทำต้องหมั่นคนไม่อย่างนั้นจะมีกลิ่นไหม้<br
/> น้ำนมถั่วเหลืองบริสุทธิ์ที่ไม่ได้เจือปนสิ่งอี่นใดลงไปเพื่อเพิ่มปริมาตรหรือทำให้แลดูข้น<br
/> จะเอร็ดอร่อยและเก็บได้นานกว่า…</p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b9%89/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> <item><title>มาหัดเรียนทำเค้กอร่อยๆ ไว้ฉลองปีใหม่กัน</title><link>http://www.keajon.com/%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%81/</link> <comments>http://www.keajon.com/%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%81/#comments</comments> <pubDate>Wed, 14 Dec 2011 18:42:14 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[อาหารพารวย]]></category> <category><![CDATA[คัพเค้ก]]></category> <category><![CDATA[วิธีการทำเค้ก]]></category> <category><![CDATA[ส่วนผสมเค้ก]]></category> <category><![CDATA[เค้กกล้วยหอม]]></category> <category><![CDATA[เค้กวันเกิด]]></category> <category><![CDATA[เค้กแต่งงาน]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=6037</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%81/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://www.keajon.com/wp-content/uploads/2011/12/cake.jpg" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="การทำเค้ก" title="cake" /></a>หลังจากผ่านพ้นวิกฤตน้ำท่วมมาหมาดๆ ใกล้เข้าสู่ช่วงเทศกาลแห่งความสุข ที่หลายๆคนรอคอย ทั้งเทศกาลคริสมาสต์ และเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ในเทศกาลนี้ เวลาเฉลิมฉลองจัดงานกัน ก็มักนิยมสั่งเค้กจากร้านดังๆ อย่าง ร้าน S&#38;P ร้าน gateauxhouse ที่มักจะมีเค้กรสชาตินุ่มๆ อร่อยๆ ไว้บริการ แต่ก็ราคาแพงพอสมควร วันนี้หากอยากจะลองทำเค้กเอาไว้ฉลองเทศกาลปีใหม่ นายแก้จนเอาวิธีการทำขนมเค้กแสนอร่อยมาแบ่งปันกันครับเวลาเราจะทำขนมเค้ก เราเองอาจจะมีหนังสือคู่มือ ที่ซื้อมาจากร้าน มาเปิดอ่านแล้วทำตามนะครับขั้นตอนการทำเค้ก ส่วนมากในตำรับจะบอกวิธีการทำที่เหมาะสมไว้สำหรับเค้กนั้นแล้ว เค้กแต่ละประเภทจะมีวิธีการทำหลายวิธี ดังจะกล่าวต่อไปนี้ เค้กที่มีไขมันเป็นส่วนผสมหลัก ( เค้กเนย ) เป็นวิธีผสมที่จะทำให้เกิดอากาศและเก็บไว้ในแป้งให้มากและนานสุด ซึ่งต้องทำอย่างเร็ว วิธีที่1 ตีเนยกับน้ำตาล 1. ใช้หัวตีใบไม้ ใช้ความเร็วในการตีเนยเบอร์สองเพราะถ้าตีแรงเกินจะทำให้เนยกลายเป็นของเหลว ขาดคุณสมบัติในการเก็บอากาศ แต่ถ้าตีมากเกินเนยจะเหลวเก็บอากาศไม่ได้ 2. การใช้เนยสดไม่ควรใช้เนยที่เย็นมากเพราะจะแข็งการตีจะยาก ควรตั้งไว้ในอุณหภูมิห้องสัก 15-20 นาทีก่อนแต่ห้ามนำไปโดนความร้อนเพราะเนยจะเหลวไป 3.น้ำตาลที่ใช้ควรเป็น น้ำตาลบดเพราะจะช่วยในการตีเนยนั้นสามารถเก็บอากาศได้มากขึ้น แต่ถ้าใช้ไอซิ่งจะทำให้เนื้อเค้กแน่น เนื่องจากในไอซิ่งมีแป้งหนักผสม 4. การเติมน้ำตาลต้องเติมทีละน้อยประมาณครั้งละช้อนเพราะการเติมมากเกินไป การเก็บอากาศจะทำได้ไม่ดีใช้เวลาประมาณ8-15 นาที การเติมน้ำตาลทำต่อเนื่องช้อนต่อช้อนจนหมด 5.การเติมไข่ต้องเติมทีละฟอง แล้วตีให้เข้ากันดีก่อนจึงจะเติมฟองต่อไปใช้เวลาประมาณฟองละ 1/2 [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p>หลังจากผ่านพ้นวิกฤตน้ำท่วมมาหมาดๆ ใกล้เข้าสู่ช่วงเทศกาลแห่งความสุข ที่หลายๆคนรอคอย ทั้งเทศกาลคริสมาสต์ และเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่<br
/>ในเทศกาลนี้ เวลาเฉลิมฉลองจัดงานกัน ก็มักนิยมสั่งเค้กจากร้านดังๆ อย่าง ร้าน S&amp;P ร้าน<cite>gateauxhouse</cite> ที่มักจะมีเค้กรสชาตินุ่มๆ อร่อยๆ ไว้บริการ แต่ก็ราคาแพงพอสมควร วันนี้หากอยากจะลองทำเค้กเอาไว้ฉลองเทศกาลปีใหม่ นายแก้จนเอาวิธีการทำขนมเค้กแสนอร่อยมาแบ่งปันกันครับ<br
/>เวลาเราจะทำขนมเค้ก เราเองอาจจะมีหนังสือคู่มือ ที่ซื้อมาจากร้าน มาเปิดอ่านแล้วทำตามนะครับ<strong><br
/><a
href="http://www.keajon.com/wp-content/uploads/2011/12/cake.jpg"><img
class="alignleft size-full wp-image-6038" title="cake" src="http://www.keajon.com/wp-content/uploads/2011/12/cake.jpg" alt="cake มาหัดเรียนทำเค้กอร่อยๆ ไว้ฉลองปีใหม่กัน" width="450" height="338" /></a><br
/><br
/>ขั้นตอนการทำเค้ก</strong><br
/> ส่วนมากในตำรับจะบอกวิธีการทำที่เหมาะสมไว้สำหรับเค้กนั้นแล้ว เค้กแต่ละประเภทจะมีวิธีการทำหลายวิธี ดังจะกล่าวต่อไปนี้<br
/> <br
/><strong>เค้กที่มีไขมันเป็นส่วนผสมหลัก ( เค้กเนย )</strong><br
/> เป็นวิธีผสมที่จะทำให้เกิดอากาศและเก็บไว้ในแป้งให้มากและนานสุด ซึ่งต้องทำอย่างเร็ว<br
/> <strong><br
/>วิธีที่1 ตีเนยกับน้ำตาล</strong><br
/> 1. ใช้หัวตีใบไม้ ใช้ความเร็วในการตีเนยเบอร์สองเพราะถ้าตีแรงเกินจะทำให้เนยกลายเป็นของเหลว ขาดคุณสมบัติในการเก็บอากาศ แต่ถ้าตีมากเกินเนยจะเหลวเก็บอากาศไม่ได้<br
/> 2. การใช้เนยสดไม่ควรใช้เนยที่เย็นมากเพราะจะแข็งการตีจะยาก ควรตั้งไว้ในอุณหภูมิห้องสัก 15-20 นาทีก่อนแต่ห้ามนำไปโดนความร้อนเพราะเนยจะเหลวไป<br
/> 3.น้ำตาลที่ใช้ควรเป็น น้ำตาลบดเพราะจะช่วยในการตีเนยนั้นสามารถเก็บอากาศได้มากขึ้น แต่ถ้าใช้ไอซิ่งจะทำให้เนื้อเค้กแน่น เนื่องจากในไอซิ่งมีแป้งหนักผสม<br
/> 4. การเติมน้ำตาลต้องเติมทีละน้อยประมาณครั้งละช้อนเพราะการเติมมากเกินไป การเก็บอากาศจะทำได้ไม่ดีใช้เวลาประมาณ8-15 นาที การเติมน้ำตาลทำต่อเนื่องช้อนต่อช้อนจนหมด<br
/> 5.การเติมไข่ต้องเติมทีละฟอง แล้วตีให้เข้ากันดีก่อนจึงจะเติมฟองต่อไปใช้เวลาประมาณฟองละ 1/2 นาที เพราะไข่เป็นของเหลวจะเข้ากับครีมยาก ไข่ที่ใช้ควรเป็นไข่ที่พึ่งนำออกจากตู้เย็น<br
/> 6.การผสมแป้งต้องผสมอย่างเบาและเร็วสามารถใช้เครื่องได้ โดยใช้ความเร็วเบอร์ต่ำสุด<br
/> โดย แบ่งแป้งเป็น 3 ส่วน แบ่งนมหรือน้ำเป็น 2 ส่วนสลับกันใส่โดยใส่แป้งไป 1/3 ก่อน แล้วจึงใส่นมตาม ต้องใส่แป้งสุดท้ายเพราะแป้งจะได้ดูดซับนมไว้<br
/> 7.การผสมแป้งแต่ละครั้งต้องให้เข้าเป็นเนื้อเดียวก่อนเติมนม และเมื่อเข้ากันดีไม่ควรคนต่อ<br
/> เพราะจะทำให้เนื้อขนมที่ได้แน่นเหนียว<br
/>กรณีใช้มือทำควรใช้หัวตีตะกร้อคนไปทางเดียวกันตลอดเพื่อเก็บอากาศ แต่เมื่อจะผสมแป้งและน้ำลงควรใช้พายยางตะล่อมเบาๆ แต่เร็ว เพื่อเก็บอากาศไว้ให้มากที่สุด</p><p><strong>วิธีที่ 2</strong> ตีเนยกับแป้ง ใช้กับเค้กที่มีปริมาณน้ำตาลหรือน้ำในส่วนผสมมาก เค้กที่ได้จะมีปริมาณต่ำแต่มีความชุ่มนุ่ม รูละเอียด เนื้อสัมผัสและคุณภาพในการเก็บดี<br
/> 1. ร่อนแป้งกับของแห้งเช่น ผงฟู เกลือ โกโก้เป็นต้น แล้วใส่อ่างผสมไว้<br
/> 2. เติมเนยที่มีอุณหภูมิห้อง ( ลักษณะคล้ายดินน้ำมัน ) พอแป้งเป็นเม็ดเล็กๆ คล้ายเม็ดทราย ใช้หัวตีตะกร้อความเร็วต่ำ (เบอร์ 1)<br
/> 3. เติมของเหลวประมาณ 1/2 ส่วนของของเหลวทั้งหมด ผสมพอเข้ากันจึงเติมของเหลวที่เหลือทั้งหมด ใช้ความเร็วปานกลาง ( เบอร์ 2 )<br
/> 4. พอส่วนผสมเข้ากันจนเนียนแล้วเทใส่พิมพ์ที่ทาไขมันบางๆ นำเข้าอบ<br
/> <strong><br
/>วิธี ที่3</strong> ผสมน้ำกับน้ำตาล วิธีนี้จะทำให้ขนมขึ้นฟูดี เพราะฉะนั้น จึงไม่จำเป็นที่จะต้องปาดอ่างผสมระหว่างทำ การใช้ผงฟูสำหรับวิธีนี้ให้ลดลงประมาณ 10 % ของปริมาณปกติที่จะต้องใช้<br
/> 1. ผสมน้ำตาลที่มีในตำรับทั้งหมดในอ่างผสมใส่น้ำ ( ซึ่งมีปริมาณน้ำหนักครึ่งหนึ่งของน้ำหนักน้ำตาล ) ลงไปคนให้น้ำตาลละลาย<br
/> 2. นำของแห้งที่ร่อนรวมกันไว้แล้วเทลง ตีด้วยความเร็วปานกลาง ( เบอร์ 2 ) จนกระทั้งขึ้นฟู<br
/> 3. เติมไข่ไก่ลงไปทีละฟองตีจนกระทั่งเรียบเนียน ผสมกับเนยละลาย เทลงพิมพ์<br
/> <br
/><strong>วิธี ที่4</strong> ผสมแบบขั้นตอนเดียว ส่วนมากเหมาะกับเค้กสำเร็จรูป วิธีนี้จะต้องใช้สารอิมัลซิไฟล์เออร์จึงจะได้ผลดี ต้องใช้เครื่องผสมจะดีกว่า ( อิมัลซิไฟเออร์ได้แก่ เอสพี , โอวาเล็ต )<br
/> 1. นำส่วนผสมที่เป็นของเหลวเทลงอ่างผสม แล้วเทส่วนของแห้งตาม<br
/> 2. ใช้หัวตีตะกร้อตีด้วยความเร็วต่ำ (เบอร์1 ) พอเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน ( ประมาณ? นาที )<br
/> 3. ปาดอ่างผสมก่อนแล้วใช้ความเร็วสูงสุดตีต่ออีก 6 นาที แล้วลดความเร็วเป็นต่ำสุดตีอีก 1-1/5 นาที<br
/> 4. นำส่วนผสมเทลงพิมพ์ที่ทาไขมันบางๆ</p><p><strong>วิธีที่5</strong> ผสมแยกไข่ขาวไข่แดง ต้องแยกไข่ขาวออกจากไข่แดงก่อน และทิ้งให้ไข่มีอุณหภูมิปกติก่อนจะทำให้ไข่ขาวขึ้นฟูมาก<br
/> วิธีนี้จะได้เค้กที่ขึ้นฟูและมีปริมาณมากสุด แต่เสียเวลาในการทำ<br
/> 1. ร่อนแป้ง ผงฟู ของแห้งรวมกันพักไว้<br
/> 2. ตีเนยพอขึ้นเติมน้ำตาลทีละช้อนจนหมดใช้หัวตีใบพัดและใช้ความเร็วปานกลาง (เบอร์2) ใช้เวลาประมาณ 10 นาที แล้วแต่ปริมาณน้ำตาล<br
/> 3. เติมไข่แดงลงในข้อ 2 ทีละฟอง ต้องตีให้เข้ากันดีก่อนที่จะเติมฟองต่อไป<br
/> 4. นำของแห้งที่ร่อนเตรียมไว้ลงสลับกับของเหลวที่เหลือ ต้องใช้ความเร็วต่ำ (เบอร์1)<br
/> 5. ตีไข่ขาวที่แยกไว้กับครีมออฟทาร์ทาร์ (หรือจะใช้น้ำมะนาวแทนได้) ด้วยความเร็วสูงสุดของเครื่อง จนกระทั่งตั้งยอดอ่อนเติมน้ำตาลที่แบ่งไว้ทีละน้อยจนหมด ตีต่อจนตั้งยอดแข็ง เนียนขึ้นเงามัน ( ประมาณ 15-20 นาที)<br
/> 6. นำส่วนผสมไข่แดงเทลงเบาๆ ในส่วนไข่ขาวแล้วตะล่อมเบาๆ ให้เข้ากันควรผสมด้วยมือ<br
/> ตะล่อมโดยกลับล่างขึ้นบนสลับกันต้องทำเร็วแต่เบาๆ เพื่อรักษาฟองอากาศไว้ให้มากที่สุด<br
/> 1. เมื่อส่วนผสมเข้ากันดีอย่าคนต่อขนมจะยุบตัวต้องรีบใส่พิมพ์และนำเข้าอบทันที</p><p><strong>วิธีที่6.</strong> ผสมทุกอย่างยกเว้นไขมัน วิธีนี้ต้องใช้สารอิมัลซิไฟล์เออร์ ช่วย และต้องใช้ไขมันละลาย ต้องใช้เครื่องผสมเท่านั้น<br
/> 1. ถ้าใช้เนยต้องนำไปละลายและทิ้งไว้ให้เย็นก่อนที่จะมาผสม<br
/> 2. นำของเหลวเทลงอ่างผสม แล้วเททุกอย่างยกเว้นไขมันละลาย ตีด้วยความเร็วต่ำประมาณ 1/5 นาที<br
/> 3. เมื่อส่วนผสมเข้ากันดีเปลี่ยนเป็นความเร็วสูงสุดตีต่ออีก 10 นาที แล้วเปลี่ยนความเร็วต่ำ 1/2 นาที<br
/> 4. นำไขมันละลายที่เตรียมมาเคล้าเบาๆ แต่เร็วๆ ให้เข้ากัน ต้องผสมด้วยมือแล้วเทลงพิมพ์ที่ทาไขมันบาง ๆ</p><p><strong><a
href="http://www.keajon.com/wp-content/uploads/2011/12/cake2.jpg"><img
class="alignleft size-full wp-image-6040" title="cake2" src="http://www.keajon.com/wp-content/uploads/2011/12/cake2.jpg" alt="cake2 มาหัดเรียนทำเค้กอร่อยๆ ไว้ฉลองปีใหม่กัน" width="225" height="225" /></a><br
/>เค้กที่มีไข่เป็นส่วนผสมหลัก</strong><br
/> เค้ก ชนิดนี้จะใช้วิธีตีให้โปรตีนในไข่แข็งตัว ชามที่ใช้ตีไข่จะต้องสะอาดและไม่ควรใช้ชามพลาสติกเนื่องจากไข่จะลื่น การขึ้นฟูของไข่จะไม่ดีเท่าที่ควร<br
/> ไข่ที่จะตีจะต้องไม่เย็น และภาชนะที่ใช้จะต้องไม่เย็นด้วยมิฉะนั้นไข่จะไม่ค่อยขึ้นฟู พิมพ์ที่ใช้อบไม่ต้องทาไขมัน แต่นำไปลวกน้ำร้อนแทน หรือทาไขมันแล้วฝดรยแป้งบางๆ<br
/> <strong>1. แองเจิลเค้ก ใช้แต่ไข่ขาวมีวิธีการทำดังนี้</strong><br
/> &#8211; ตีไข่ขาวกับครีมออฟทาร์ทาร์ให้ตั้งยอดอ่อน<br
/> &#8211; เติมน้ำตาลทีละน้อยจนหมดตีต่อจนตั้งยอดแข็ง สังเกตุจะมีความเงามันเนียน<br
/> &#8211; ต้องตีให้ขึ้นเงาจึงจะใช้ได้ แต่ถ้าตีน้อยหรือมากเกินไปขนมจะด้านและเนื้อหยาบ<br
/> &#8211; นำของแห้งที่ร่อนรวมกันลงผสมตะล่อมเบาๆ แต่เร็ว<br
/> &#8211; นำใส่พิมพ์ที่ลวกน้ำร้อน ใช้พิมพ์ที่มีปล่องกลางจะเนื้อเค้กที่ดีกว่าดี<br
/> &#8211; เค้กที่อบเสร็จแล้วนำมาคว่ำหน้าบนตะแกรงให้เย็นแล้วเค้กจะหดตัวหลุดจากพิมพ์เอง<br
/> <strong>2. สปองจ์เค้ก ใช้ไข่ทั้งฟองหรือเฉพาะไข่แดง</strong><br
/> &#8211; นำไข่มาตีด้วยความเร็วสูงสุด พอเป็นฟองหมดแล้ว เติมน้ำตาลทีละน้อยตีจนเป็นครีมข้น ตั้งยอดอ่อน ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที แล้วลดความเร็วต่ำตีต่ออีก 1/2 นาที<br
/> &#8211; นำของแห้งที่ร่อนรวมไว้แล้วผสมลงทีละน้อยตะล่อมเบาๆ ให้เข้ากัน<br
/> &#8211; เมื่อเข้ากันดีแล้วรีบเทลงพิมพ์ไม่ต้องทาไขมัน แตะฟองอากาศที่หน้าถ้ามี แล้วรีบนำเข้าอบ<br
/> &#8211; เมื่อสุกดีแล้วนำมาคว่ำหน้าบนตะแกรงจนเย็นเค้กจะหลุดออกมาเอง เนื่องจากเค้กจะหดตัว<br
/> • เค้กไข่จะมีความนุ่มแต่แห้งการตีไข่มีความสำคัญมากต้องดีให้ขึ้นฟูจนเป็นครีมข้นตั้งยอดได้<br
/> • ถ้าตีไข่ไม่ได้ที่เค้กจะยุบง่ายเมื่อผสม แต่ถ้าตีมากเกินไปเค้กจะเนื้อหยาบและยุบง่ายด้วย<br
/> • เค้กไข่ถ้าใช้เวลาในการผสมแป้งนานเค้กจะยุบหยาบเนื่องจากเสียอากาศระหว่างคนผสม<br
/> • เมื่อผสมเสร็จต้องรีบอบทันที ถ้าทิ้งนานก่อนอบเค้กจะเสียอากาศระหว่างรอ<br
/> • ระหว่างการอบต้องให้เค้กเริ่มอยู่ตัวจึงจะเปิดดูได้ ต้องให้ใกล้เวลาที่สุด และการเปิดดูต้องทำเร็วๆ เพราะระหว่างเปิดเตา จะมีการสูญเสียความร้อนทำให้เค้กยุบได้<br
/> • การทดสอบเค้กไข่ ต้องใช้วิธีแตะหน้าเค้ก โดยกดเบาๆ ที่หน้าถ้าเป็นสปริงดีแสดงว่าใช่ได้<br
/> • การตรวจว่าไข่ตั้งยอดทำโดยใช้พายยางสะอาดๆ จุ่มแล้วยกขึ้นถ้าส่วนผสมขึ้นตามเป็นยอดแหลมแล้วยอดงอลงนิดหน่อยแสดงว่าใช้ได้<br
/> • การตีไข่กับน้ำตาลวิธีการตรวจเหมือนกันแต่ส่วนครีมที่ได้ต้องเนียนเป็นเงามันด้วย<br
/> • เมื่อตีไข่ได้ที่แล้วควรลดความเร็วต่ำสุดตีต่ออีก 1/2 นาทีเพื่อไล่ฟองอากาศที่ใหญ่ออกไป</p><p><strong><a
href="http://www.keajon.com/wp-content/uploads/2011/12/cake3.jpg"><img
class="alignleft size-full wp-image-6041" title="cake3" src="http://www.keajon.com/wp-content/uploads/2011/12/cake3.jpg" alt="cake3 มาหัดเรียนทำเค้กอร่อยๆ ไว้ฉลองปีใหม่กัน" width="225" height="225" /></a>เค้กที่มีการแยกไข่ขาวไข่แดง</strong><br
/> ได้แก่พวกชิฟฟ่อนเค้ก เป็นเค้กระหว่างเค้กเนยกับเค้กไข่ มีเนื้อเบา และนุ่มมากคล้ายเค้กไข่ แต่มีความชุ่มคล้ายเค้กเนย<br
/> <strong>มีการเตรียม 2 ขั้นตอน</strong><br
/> 1. ร่อนแป้ง ผงฟู หรือของแห้งอื่น (ยกเว้นครีมออฟทาร์ทาร์ที่ต้องใช้ตีกับไข่ขาว) เทลงชามผสม<br
/> 2. นำของเหลวอื่นๆผสมรวมกัน (ยกเว้นไข่ขาว) คนรวมกันและน้ำตาลส่วนหนึ่งเทลงในแป้งที่ทำเป็นบ่อไว้คนพอเข้ากัน<br
/> 3. การคนต้องคนเร็วๆ ไม่ต้องคนทางเดียวกันแป้งจะเหนียว พอแป้งเข้ากันไม่เป็นเม็ด ให้หยุด<br
/> 4. นำไข่ขาวและครีมออฟทาร์ทาร์ตีด้วยกันจนตั้งยอดอ่อน เติมน้ำตาลที่แบ่งไว้ส่วนหนึ่งตีจนตั้งยอดแข็งขึ้นเงามัน<br
/> 5. นำส่วนของไข่แดงเทลงในไข่ขาวที่ตีเสร็จแล้ว ผสมด้วยมือตะล่อมเบาๆ แต่เร็ว<br
/> 6. เทใส่พิมพ์ที่เตรียมไว้<br
/> • การทำและการระวังคล้ายเค้กไข่<br
/> • การสังเกตุว่าไข่ตั้งยอดใช้พายตักดูถ้าตั้งยอดได้เติมน้ำตาลได้เลย<br
/> • การตีไข่เมื่อใส่น้ำตาลหมดแล้วต้องตีจนขึ้นเงามันเนื้อไข่ขาวจะเริ่มเนียนเงาและตั้งยอดได้ให้หยุดตี<br
/> • การผสมต้องเทส่วนไข่แดงลงส่วนไข่ขาวแล้วใช้วิธีตะล่อมล่างขึ้นบนทำเบาๆ แต่เร็วเพื่อรักษาฟองอากาศ<br
/> • ผสมอย่าให้มีฟองไข่ขาวที่ก้อนใหญ่เหลือเพราะถ้าอบสุกจะเห็นเป็นก้อนไข่ขาวอยู่ในเค้ก<br
/> • การผสมส่วนไข่แดงไม่ควรกวนนานจะทำให้เหนียวเพราะเกิดเส้นใยในแป้งและทำให้เข้ากับส่วนไข่ขาวยากขึ้น<br
/> • ไม่ควรทิ้งส่วนผสมไข่แดงไว้นานเพราะจะทำให้แป้งแห้งและเหนียว ส่วนไข่ขาวถ้ารอผสมนานจะยุบเพราะสูญเสียอากาศ ( ระหว่างตีไข่ขาวควรทำส่วนไข่แดง)<br
/> • การตีไข่ขาวสามารถตีแบบสั้นได้โดยการตีไข่ขาวกับครีมออฟทาร์ทาร์และน้ำตาล พร้อมกันใช้ความเร็วสูงสุดเวลาประมาณ 5 นาทีสังเกตุจากไข่ที่ตีได้จะมีความละเอียดเนียนเงาเหมือนครีมตั้งยอดอ่อนๆ แสดงว่าไข่ที่ตีใช้ได้แล้วลดความเร็วต่ำตีต่ออีกสัก 1/5 นาทีแล้วนำส่วนไข่แดงมาผสม การตีวิธีนี้ง่ายกว่าและเร็วกว่าแต่ไข่ขาวที่ได้จะปริมาณน้อยกว่า</p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> <item><title>ทำขายของกินญี่ปุ่น ซูชิ 5 บาท ซื้อง่าย-ขายก็คล่อง</title><link>http://www.keajon.com/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b8%8b%e0%b8%b9%e0%b8%8a%e0%b8%b4/</link> <comments>http://www.keajon.com/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b8%8b%e0%b8%b9%e0%b8%8a%e0%b8%b4/#comments</comments> <pubDate>Wed, 14 Dec 2011 00:06:29 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[อาหารพารวย]]></category> <category><![CDATA[ขายซูชิ]]></category> <category><![CDATA[ซูชิ 5 บาท]]></category> <category><![CDATA[ซูชิตลาดนัด]]></category> <category><![CDATA[ทำซูชิ]]></category> <category><![CDATA[อาหารญี่ปุ่น]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=6032</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b8%8b%e0%b8%b9%e0%b8%8a%e0%b8%b4/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://www.keajon.com/wp-content/uploads/2011/12/sc03.jpeg" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="ขายซูชิ" title="ซูชิ 5 บาท" /></a>‘ซูชิ 5 บาท’ ซื้อง่าย-ขายคล่องยุคนี้คนไทยนิยมรับประทานอาหารญี่ปุ่นกันไม่น้อย รวมถึงอาหารที่เรียกว่า “ซูชิ” ซึ่งก็มีผู้ที่นำเอาซูชิมาใช้เป็น “ช่องทางทำกิน” ได้อย่างน่าสนใจ ดังเช่นรายที่ทางทีมงานจะนำเสนอในวันนี้&#8230;ศรีกาญจนา วงษ์ชื่น เจ้าของร้าน “ซูชิ ชิ้นละ 5 บาท” ทำขายกันใหม่ ๆ ที่ตลาดนัดหลังกระทรวงการคลัง ขายมาเกือบ 1 ปีแล้ว เธอบอกว่า ด้วยความที่ชอบทำสิ่งสวย ๆ งาม ๆ จึงเปลี่ยนจากอาชีพเดิมมองหาอาชีพใหม่ที่เกี่ยวข้องกับความชอบ ก็มีเพื่อนแนะนำให้ขาย “ซูชิ” พร้อมทั้งบอกวิธีทำ และสอนเทคนิคการทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ ซึ่งตนเองก็มีความมั่นใจในความคิดว่าอาหารประเภทนี้ยังพอมีทางไปได้แน่ ๆ แม้ว่าส่วนตัวจะไม่ค่อยชอบก็ตาม หลังจากหาทำเลขายได้แล้ว วันแรกก็ไปซื้อของ วันที่สองนั่งหัดทำที่บ้านทั้งวัน พอวันที่สามจึงออกขายเลย ซึ่งก็ไม่น่าเชื่อว่าขายหมดตั้งแต่วันแรกเมื่อประสบผลสำเร็จในวันแรก จึงมุมานะพยายามมากขึ้น ด้วยการออกแบบหน้าซูชิต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอีกเพื่อความหลากหลาย อันเป็นการสร้างแรงดึงดูดให้ลูกค้าแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนร้านมากขึ้น จากเดิมที่หน้าซูชิในระยะเริ่มแรกมีเพียง 8-9 หน้า เมื่อ 8 เดือนผ่านไป [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p>‘ซูชิ 5 บาท’ ซื้อง่าย-ขายคล่อง<br
/><br
/><a
href="http://www.keajon.com/wp-content/uploads/2011/12/sc03.jpeg"><img
class="alignleft  wp-image-6033" title="ซูชิ 5 บาท" src="http://www.keajon.com/wp-content/uploads/2011/12/sc03.jpeg" alt=" ทำขายของกินญี่ปุ่น ซูชิ 5 บาท ซื้อง่าย ขายก็คล่อง" width="399" height="299" /></a><br
/>ยุคนี้คนไทยนิยมรับประทานอาหารญี่ปุ่นกันไม่น้อย รวมถึงอาหารที่เรียกว่า “ซูชิ” ซึ่งก็มีผู้ที่นำเอาซูชิมาใช้เป็น “ช่องทางทำกิน” ได้อย่างน่าสนใจ ดังเช่นรายที่ทางทีมงานจะนำเสนอในวันนี้&#8230;<br
/><br
/>ศรีกาญจนา วงษ์ชื่น เจ้าของร้าน “ซูชิ ชิ้นละ 5 บาท” ทำขายกันใหม่ ๆ ที่ตลาดนัดหลังกระทรวงการคลัง ขายมาเกือบ 1 ปีแล้ว เธอบอกว่า ด้วยความที่ชอบทำสิ่งสวย ๆ งาม ๆ จึงเปลี่ยนจากอาชีพเดิมมองหาอาชีพใหม่ที่เกี่ยวข้องกับความชอบ ก็มีเพื่อนแนะนำให้ขาย “ซูชิ” พร้อมทั้งบอกวิธีทำ และสอนเทคนิคการทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ ซึ่งตนเองก็มีความมั่นใจในความคิดว่าอาหารประเภทนี้ยังพอมีทางไปได้แน่ ๆ แม้ว่าส่วนตัวจะไม่ค่อยชอบก็ตาม หลังจากหาทำเลขายได้แล้ว วันแรกก็ไปซื้อของ วันที่สองนั่งหัดทำที่บ้านทั้งวัน พอวันที่สามจึงออกขายเลย ซึ่งก็ไม่น่าเชื่อว่าขายหมดตั้งแต่วันแรก<br
/><br
/><br
/><br
/>เมื่อประสบผลสำเร็จในวันแรก จึงมุมานะพยายามมากขึ้น ด้วยการออกแบบหน้าซูชิต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอีกเพื่อความหลากหลาย อันเป็นการสร้างแรงดึงดูดให้ลูกค้าแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนร้านมากขึ้น จากเดิมที่หน้าซูชิในระยะเริ่มแรกมีเพียง 8-9 หน้า เมื่อ 8 เดือนผ่านไป หน้าซูชิก็มีเพิ่มขึ้นถึง 30 หน้าแล้ว และเธอก็ยิ่งมีความมั่นใจว่าอาหารประเภทซูชินี้มีอนาคตแน่นอน หากมีฝีมือ และมีทำเลที่ดี<br
/><br
/>ในแต่ละวัน ศรีกาญจนาจะใช้ข้าวญี่ปุ่น เฉลี่ยวันละ 7 กก. ซึ่งราคาค่อนข้างสูง คือประมาณ 60 บาท/1 กก. ไม่สามารถลดต้นทุนด้วยการใช้ข้าวไทยได้ เพราะร่วน ไม่เหนียว เวลาห่อออกมาแล้วข้าวแตก ไม่เกาะกัน<br
/><br
/>นอกเหนือจากข้าวแล้ว วัตถุดิบอื่น อาทิ หน้าซูชิต่าง ๆ แผ่นสาหร่าย ซอสญี่ปุ่น วาซาบิ ก็ควรสั่งซื้อจากที่เดียวกัน เพื่อป้องกันความสับสน<br
/><br
/>การหุงข้าว หุงด้วยหม้อหุงข้าวไฟฟ้าแบบปกติ แต่มีเทคนิคในการเพิ่มรสชาติให้ข้าวไม่จืดชืดด้วยการเติมน้ำซุปสูตรพิเศษ ซึ่งเป็นส่วนผสมระหว่างน้ำส้มสายชู 1 ถ้วย และน้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ ที่ละลายให้เข้ากัน ราดลงให้ทั่วข้าวหลังจากที่ข้าวสุกแล้ว จากนั้นถ่ายข้าวสุกใส่ในภาชนะพลาสติกสีขาวอย่างดี ตั้งพักไว้ให้ข้าวเย็นลง เพื่อจะได้ไม่ร้อนมือเวลาที่ปั้นข้าว และต่อมาก็จะเป็นการม้วนข้าว ซึ่งจะใช้สาหร่ายแผ่น ขนาดประมาณ 8X5 นิ้ว ในแต่ละวันถ้าใช้ข้าว 7 กก. จะใช้แผ่นสาหร่ายประมาณ 70-80 แผ่น<br
/><br
/>การม้วนข้าวนั้นจะมีอุปกรณ์ตัวช่วย 1 อย่างที่ขาดไม่ได้ คือ แผ่นไม้ม้วนข้าว ทำมาจากไม้ วางแผ่นสาหร่ายลงไปบนแผ่นม้วนข้าว ตักข้าวประมาณ 1 ทัพพีกว่า ๆ ลงไปบนแผ่นสาหร่าย เกลี่ยข้าวให้ทั่ว บีบมายองเนสตามแนวขวางบนแผ่นสาหร่ายด้านบน เพื่อทำหน้าที่เป็นกาวให้แผ่นสาหร่ายติดกันเวลาม้วน จากนั้นม้วนข้าวให้เป็นก้อนกลม ซึ่งการม้วนข้าวนี้กว่าจะม้วนให้ออกมาสวยก็ต้องฝึกกันหน่อย<br
/><br
/>ม้วนแล้วก็ใช้กรรไกรคมกริบตัดข้าวห่อสาหร่ายออกมาเป็นชิ้น ๆ ข้าวห่อสาหร่าย 1 แท่งจะตัดออกมาได้ 8 ชิ้น และข้าวสวย 7 กก. จะม้วนข้าวได้เท่ากับจำนวนสาหร่ายแผ่นที่ใช้ในแต่ละวัน<br
/><br
/>ต่อมาก็เป็นเรื่องของ “หน้าซูชิ” หน้าหลัก ๆ ที่จำเป็นต้องมีระยะเริ่มต้น มีเพียง 5-6 อย่างเท่านั้น ได้แก่ ไข่กุ้งส้ม 500 กรัม, ยำสาหร่ายเขียว 250-500 กรัม, กุ้งต้ม 100–150 ตัว, ปูอัด 100-150 ชิ้น, ไข่หวาน 500 กรัม, ปลาแซลมอน (ปลาดิบ) และครีมมายอง เนส หากขายแล้วได้กำไร ก็สามารถลงทุนซื้อหน้าเพิ่มได้อีก อาทิ ไข่กุ้งแดง ไข่กุ้งดำ ปลาไหล แมงกะพรุน ฯลฯ เพื่อเพิ่มความหลากหลายของสินค้า<br
/><br
/><a
href="http://www.keajon.com/wp-content/uploads/2011/12/45544_004.jpg"><img
class="alignleft size-full wp-image-6034" title="ขายซูชิ" src="http://www.keajon.com/wp-content/uploads/2011/12/45544_004.jpg" alt="45544 004 ทำขายของกินญี่ปุ่น ซูชิ 5 บาท ซื้อง่าย ขายก็คล่อง" width="173" height="414" /></a>หน้าซูชิหลัก ๆ ที่ต้องวางโชว์หน้าร้านแบบขาดไม่ได้มี 8-9 หน้า ได้แก่ หน้ากุ้ง, หน้าปูอัด, หน้าปลาแซลมอน (ปลาดิบ), หน้าไข่กุ้งส้ม, หน้ายำสาหร่ายเขียว, หน้ายำสลัดปูอัด, หน้าสลัดไข่กุ้งส้ม, หน้าไข่หวาน หลังจากนั้นก็เพิ่มความหลากหลายได้ถึง 30 หน้า อาทิ หน้าชีส, หน้าสลัดทูน่า, หน้าแมงกะพรุน, หน้าแฮม, หน้าปลาซาบะ, หน้าก้ามปู, หน้าหอยเชลล์ ฯลฯ โดยขายในราคาชิ้นละ 5 บาท<br
/><br
/>“ที่ร้านจะทำไปขายไป หากของเหลือก็จะไม่นำมาขายซ้ำอีก และของหมุนเวียนที่ใช้ทุกวันจะซื้อมาตุนคราวละจำนวนมาก ๆ แต่จะต้องให้หมดภายในเวลา 3 วัน” ศรีกาญจนาบอก<br
/><br
/>การทำหน้าซูชินั้น อารมณ์ต้องเย็น ต้องประณีตเพื่อความสวยงาม ที่สำคัญ ของที่ใช้แต่งหน้าซูชินั้น ต้องทำให้ดูมาก พูน น่าทาน ซึ่งก็ต้องตักเยอะจริง ๆ เมื่อลูกค้าซื้อไปทานแล้ว จะได้คุ้มค่าเงินที่จ่ายไป<br
/><br
/>สัดส่วนข้าวในปริมาณดังกล่าว ใช้เงินลงทุนวัตถุดิบรวมวันละประมาณ 3,000-4,000 บาท หากขายหมดจะได้เงินประมาณ 5,000-6,500 บาท ซึ่งล่าสุดกระแสความนิยมอาหารชนิดนี้ก็ยังไม่ตก<br
/><br
/>ศรีกาญจนา ขาย “ซูชิ ชิ้นละ 5 บาท” เป็น “ช่องทางทำกิน” อยู่ที่ตลาดนัดหลังกระทรวงการคลัง เยื้องกับ 7-11 ทุกวัน เว้นวันหยุดราชการ ตั้งแต่เวลา 07.00-13.30 น. ใครหาร้านไม่เจอก็ โทร. 08-1614-9593.<br
/><br
/>ขอบคุณข่าวอาชีพโดย<br
/><a
href="http://www.keajon.com/wp-content/uploads/2010/03/dailynews.jpg"><img
class="alignleft size-full wp-image-3839" title="dailynews" src="http://www.keajon.com/wp-content/uploads/2010/03/dailynews.jpg" alt="dailynews ทำขายของกินญี่ปุ่น ซูชิ 5 บาท ซื้อง่าย ขายก็คล่อง" width="161" height="42" /></a></p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b8%8b%e0%b8%b9%e0%b8%8a%e0%b8%b4/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> <item><title>มาหัดตำส้มตำ ไว้ขายเป็นอาชีพเสริมกันดีกว่า</title><link>http://www.keajon.com/som-tam/</link> <comments>http://www.keajon.com/som-tam/#comments</comments> <pubDate>Sun, 02 Oct 2011 18:17:02 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[อาชีพเสริม]]></category> <category><![CDATA[อาหารพารวย]]></category> <category><![CDATA[ข้าวเหนียว]]></category> <category><![CDATA[ตำปูปลาร้า]]></category> <category><![CDATA[ส้มตำ]]></category> <category><![CDATA[ส้มตำไทยปู]]></category> <category><![CDATA[ไก่ย่าง]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=5878</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/som-tam/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://www.tkc.go.th/uploads/wiki/270/2_1211765226.jpg" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="2_1211765226" title="2_1211765226" /></a>&#8220;ส้มตำ&#8221; ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง ของกินชนิดหนึ่ง เอาผลไม้มีมะละกอเป็นต้น มาตำผสมกับเครื่องปรุงมีรสเปรี้ยว บางท้องถิ่นเรียก &#8220;ตำส้ม&#8221; &#8220;ส้มตำ&#8221; เป็นอาหารยอดนิยมของคนไทย(อาจจะรวบถึงชาวต่าศอีกมากมาย ที่รู้จักประเทศไทยจากส้มตำ)ในทุกๆภาคในปัจุบันโดยเฉพาะคนอีสานพบได้ทุกสถาน ที่ โดยเฉพาะตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เช่น ทะเล ภูเขา น้ำตก ฯลฯ จะพบอาหารนี้ได้ทุกซอก ทุกมุม ซึ่งหารับประทานได้ง่ายตามสถานที่ทั่วไป แม้แต่ตามซอกซอย ตามภัตตาคารหรือตามห้างต่างๆ เรียกว่า ส้มตำเป็นอาหารจานโปรดของทุกคนเลยก็ได้ ทำเอาพ่อค้าแม่ขายอาชีพนี้รวยไปตามๆ กัน ส้มตำมีหลายประเภท ได้แก่ ส้มตำไทย, ส้มตำไทยใส่ปู, ส้มตำปูใส่ปลาร้า, ส้มตำลาวใส่มะกอก ส้มตำมักรับประทานกับข้าวเหนียว และแกล้มกับผักชนิดต่างๆ และที่ขาดไม่ค่อยได้เลยคือไก่ย่าง ซึ่งจะพบว่าร้านส้มตำเกือบทุกร้านจะต้องขายไก่ย่างควบคู่กันไปด้วย &#8220;ส้มตำ&#8221; เป็นภาษากลางที่ใช้เรียกกันทั่วไป ชาวอีสานเรียก ตำบักหุ่ง หรือตำส้ม ส้มตำของชาวอีสานมีความหลากหลายมาก พืชผัก ผลไม้ชนิดต่างๆ ก็สามารถนำมาตำรับประทานได้ทั้งสิ้น เช่น ตำมะละกอ ตำถั่วฝักยาว ตำกล้วยดิบ ตำหัวปลี ตำมะยม ตำลูกยอ ตำแตง ตำสับปะรด [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p
align="center"><img
title="2_1211765226" src="http://www.tkc.go.th/uploads/wiki/270/2_1211765226.jpg" alt="2 1211765226 มาหัดตำส้มตำ ไว้ขายเป็นอาชีพเสริมกันดีกว่า" width="400" height="300" /></p><p>&#8220;ส้มตำ&#8221; ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง ของกินชนิดหนึ่ง เอาผลไม้มีมะละกอเป็นต้น มาตำผสมกับเครื่องปรุงมีรสเปรี้ยว บางท้องถิ่นเรียก &#8220;ตำส้ม&#8221;</p><p>&#8220;ส้มตำ&#8221; เป็นอาหารยอดนิยมของคนไทย(อาจจะรวบถึงชาวต่าศอีกมากมาย ที่รู้จักประเทศไทยจากส้มตำ)ในทุกๆภาคในปัจุบันโดยเฉพาะคนอีสานพบได้ทุกสถาน ที่ โดยเฉพาะตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เช่น ทะเล ภูเขา น้ำตก ฯลฯ จะพบอาหารนี้ได้ทุกซอก ทุกมุม ซึ่งหารับประทานได้ง่ายตามสถานที่ทั่วไป แม้แต่ตามซอกซอย ตามภัตตาคารหรือตามห้างต่างๆ เรียกว่า ส้มตำเป็นอาหารจานโปรดของทุกคนเลยก็ได้ ทำเอาพ่อค้าแม่ขายอาชีพนี้รวยไปตามๆ กัน ส้มตำมีหลายประเภท ได้แก่ ส้มตำไทย, ส้มตำไทยใส่ปู, ส้มตำปูใส่ปลาร้า, ส้มตำลาวใส่มะกอก ส้มตำมักรับประทานกับข้าวเหนียว และแกล้มกับผักชนิดต่างๆ และที่ขาดไม่ค่อยได้เลยคือไก่ย่าง ซึ่งจะพบว่าร้านส้มตำเกือบทุกร้านจะต้องขายไก่ย่างควบคู่กันไปด้วย</p><p>&#8220;ส้มตำ&#8221; เป็นภาษากลางที่ใช้เรียกกันทั่วไป ชาวอีสานเรียก ตำบักหุ่ง หรือตำส้ม ส้มตำของชาวอีสานมีความหลากหลายมาก พืชผัก ผลไม้ชนิดต่างๆ ก็สามารถนำมาตำรับประทานได้ทั้งสิ้น เช่น ตำมะละกอ ตำถั่วฝักยาว ตำกล้วยดิบ ตำหัวปลี ตำมะยม ตำลูกยอ ตำแตง ตำสับปะรด ตำมะขาม ตำมะม่วง เป็นต้น ซึ่งจะมีรสชาติที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเภท แต่โดยรวมๆแล้วจะเน้นที่ความมีรสจัดจ้านถึงใจและเน้นที่ความเปรี้ยวนำ</p><p>ส้มตำลาว ของชาวอีสานบางครั้งจะใส่ผลมะกอกพื้นบ้าน(เฉพาะฤดูที่มีผลมะกอกพื้นบ้าน) เข้าไปด้วยเพื่อเพิ่มรสชาติ โดยฝานเป็นชิ้นรวมกับส้มตำมะละกอ ช่วยให้รสชาติอร่อยขึ้น ส้มตำลาวเป็นเมนูอาหารหลักของชาวอีสานรองจากข้าวเหนียว สามารถรับประทานกันได้ทุกวันและทุกมื้อ<br
/>วัฒนธรรมการกินอาหารอย่างหนึ่ง ของชาวอีสาน คือ หากมื้อใดมีการทำส้มตำรับประทานก็มักจะเรียกเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงมาร่วม สังสรรค์ รับประทานส้มตำด้วย บางคนถึงกับบอกว่า ทานคนเดียวไม่อร่อย ต้องทานหลายๆ คน หรือแย่งกันทาน เรียกว่าส้มตำรวยเพื่อนก็ไม่ผิดนัก และตาม<br
/>งานบุญต่างๆของชาวอีสานจะขาดส้มตำไม่ได้เลย ถ้าขาดส้มตำอาจจะทำให้งานนั้นกร่อยเลยทีเดียว<br
/>บาง คนครั้งส้มตำลาวจะอร่อยหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับปลาร้าเป็นสำคัญ ถ้าหากปลาร้าอร่อยมีรสชาติดี ก็จะทำให้ส้มตำลาวครกนั้นมีรสชาติอร่อยไปด้วย ปลาร้าที่ใส่ส้มตำสามารถใส่ได้ทั้งน้ำและตัวปลาร้า หรือบางคนก็ใส่แต่น้ำปลาร้า ใส่เพื่อพอให้มีกลิ่นแล้วแต่คนชอบแต่ต้องทำให้สุกเสียก่อน ชาวอีสานส่วนใหญ่ยังมีความคิดว่ากินปลาร้าดิบแซ่บกว่าปลาร้าสุก ดังนั้นชาวบ้านตามชนบทมักจะใช้ปลาร้าดิบเป็นส่วนประกอบในส้มตำ</p><p>ด้วยความคิดเช่นนี้จึงทำให้กลายคนดินปลาร้าแล้วได้พยาธิ(ส่วนใหญ่จะ เป็นพยาธิใบไม้ในตับ) ประมาณร้อยละ 30 ของน้ำหมักปลาในการหมัก ก็เป็นเพียงการช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคที่ทำให้เกิดอาการอาหาร เป็นพิษได้เท่านั้น แต่ยังไม่มีคำยืนยันจากนักวิชาการว่าเกลือ<br
/>สามารถฆ่าพยาธิได้ ดังนั้น ควรใช้ปลาร้าที่ต้มสุกแล้วจะปลอดภัยกว่า</p><p>นอกจากนี้จากผลการวิจัยขอคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ยังพบว่าในปลาร้าดิบมีสารที่ยับยั้งการทำงานของวิตามินบีหนึ่ง ซึ่งการที่จะทำให้สารชนิดนี้หมดไปได้มีวิธีเดียวเท่านั้น คือ การทำให้สุกโดยใช้ความร้อน</p><h4>เครื่องปรุง</h4><ul><li>มะละกอสับตามยาว1 ถ้วย (100 กรัม)</li><li>มะเขือเทศสีดา3 ลูก (30 กรัม)</li><li>มะกอกสุก1 ลูก (5 กรัม)</li><li>พริกชี้หนูสด1 ลูก (5 กรัม)</li><li>พริกชี้หนูสด10 เม็ด (15 กรัม)</li><li>กระเทียม10 กลีบ (30 กรัม)</li><li>น้ำมะนาว1-2 ช้อนโต๊ะ (30 กรัม)</li><li>น้ำปลา½ ช้อนโต๊ะ (8 กรัม)</li><li>น้ำปลาร้าต้มสุก1 ช้อนโต๊ะ (15 กรัม)</li><li>ผักสด ถั่วฝักยาว กะหล่ำปลี ยอดปักบุ้ง ยอดและฝักกระถิน ยอดมะยม ไก่ย่าง แคบหมู</li></ul><h3>วิธีทำ</h3><p>1. โขลกกระเทียม พริกขี้หนู พอแตก<br
/>2. ใส่มะละกอ มะเขือเทศผ่าซีก ฝานมะกอกเป็นชิ้นบางใส่ลงโขลกเข้าด้วยกัน<br
/>3. ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำปลาร้า น้ำมะนาว โขลกเบาๆ พอเข้ากันชิมตามชอบ รับประทานกับผักสด</p><h3>สรรพคุณทางยา</h3><p>ในด้านการนำมาทำอาหาร คนไทยทุกภาครู้จักและรับประทานยอดมะกอกเป็นผักสด ในภาคกลางรับประทานยอดอ่อน ใบอ่อน ร่วมกับน้ำพริกปลาร้า เต้าเจี้ยวหลน ชาวอีสารรับประทานร่วมกับลาบก้อย แจ่วป่น และฝานผลเป็นชิ้นรวมกับส้มตำมะละกอหรือพล่ากุ้งช่วยให้รสชาติอร่อยขึ้น</p><h3>รสชาติอาหาร</h3><p>ส้มตำ 1ครก จะมีหลายรสชาติ เช่น เปรี้ยว มัน เค็ม หวาน (น้ำตาลแล้วแต่คนชอบ) ขม เปลือกมะนาวหรือผลมะกอก) อุดมไปด้วยวิตามิน และแร่ธาตุที่ให้คุณค่าแก่ร่างกายสูง โดยเฉพาะเมื่อนำมาแกล้มกินกับผัก คนอีสานนิยมรับประทานกับเส้นขนมจีน ว่ากันว่ารับประทานเข้ากันดีนัก สำหรับ<br
/>คน ภาคกลางมักจะรับประทานร่วมกับอาหารอื่นๆ เช่น ส้มตำ-ไก่ย่าง, ลาบ, น้ำตก, ข้าวเหนียว เรียกว่าเป็นเมนูชุดใหญ่ โดยมีส้มตำเป็นอาหารหลักเลยทีเดียว ซึ่งก็จะช่วยให้เราได้สารอาหารประเภทโปรตีนจากเนื้อสัตว์เพิ่มไปด้วย นอกเหนือจากการกินแต่ผักอย่างเดียว</p><h3>คุณค่าทางโภชนาการ</h3><p>ส้มตำลาวใส่มะละกอ 1 ชุด ให้พลังงานต่อร่างกาย 205 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย<br
/>- น้ำ 417.77 กรัม<br
/>- โปรตีน 17 กรัม<br
/>- ไขมัน 2.856 กรัม<br
/>- คาร์โบไฮเดรต 29 กรัม<br
/>- กาก 5.75 กรัม<br
/>- ใยอาหาร 2.67 กรัม<br
/>- แคลเซียม 163.4 มิลลิกรัม<br
/>- ฟอสฟอรัส 190.36 มิลลิกรัม<br
/>- เหล็ก 24.27 มิลลิกรัม<br
/>- เบต้าแคโรทีน 473.9 ไมโครกรัม<br
/>- วิตามินเอ 12243 IU<br
/>- วิตามินบีหนึ่ง 0.552 มิลลิกรัม<br
/>- วิตามินบีสอง 0.5 มิลลิกรัม<br
/>- ไนอาซิน 5.545 มิลลิกรัม<br
/>- วิตามินซี 162 มิลลิกรัม</p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/som-tam/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> <item><title>ก๋วยเตี๋ยว&#8221;เนื้อจระเข้&#8221;เทรนด์ใหม่ อร่อยด้วยสูตรตำราจีนประยุกต์</title><link>http://www.keajon.com/%e0%b8%81%e0%b9%8b%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b9%8b%e0%b8%a2%e0%b8%a7-%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89/</link> <comments>http://www.keajon.com/%e0%b8%81%e0%b9%8b%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b9%8b%e0%b8%a2%e0%b8%a7-%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89/#comments</comments> <pubDate>Sat, 10 Sep 2011 09:17:43 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[อาชีพเสริม]]></category> <category><![CDATA[อาหารพารวย]]></category> <category><![CDATA[ก๋วยเตี๋ยว]]></category> <category><![CDATA[ตุ๋นยาจีน]]></category> <category><![CDATA[อาหารสร้างอาชีพ]]></category> <category><![CDATA[อาหารแปลก]]></category> <category><![CDATA[เนื้อจระเข้]]></category> <category><![CDATA[เนื้อนกกระจอกเทศ]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=5824</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/%e0%b8%81%e0%b9%8b%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b9%8b%e0%b8%a2%e0%b8%a7-%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://www.keajon.com/wp-content/uploads/2011/09/630-300x180.jpg" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="" title="630" /></a>เมื่อวันวานมีข่าวแพร่ไปทั่วโลก&#8230;ชาวฟิลิปปินส์ไล่ล่าและจับ จระเข้โคตรยักษ์เพศผู้ ที่มีขนาดราว 6 เมตร หรือ 21 ฟุต ได้สำเร็จบริเวณอ่าวเล็กๆแห่งหนึ่งในเมืองบูนาวาน ของ ฟิลิปปินส์ โดยมี น้ำหนักตัวถึง 1,000 กิโลกรัม (1 ตัน) ต้องใช้คนนับร้อยช่วยกันดึงมันขึ้นจากอ่าวไปยังที่โล่ง ก่อน ใช้เครนยักษ์ยกมันขึ้นสู่รถบรรทุก เพื่อนำไปเลี้ยงดูแล ให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมที่ อุทยานแห่งชาติในเชิงอนุรักษ์ต่อไป&#8230;หาก จระเข้ตัวนี้ถูกจับอยู่ในบ้านเรา&#8230;มันอาจจะไม่ได้อยู่อย่างสุขสบาย แต่จะกลายเป็นอาหารอันโอชะไปแล้ว&#8230;เนื่องจากปัจจุบันนี้มีการ ใช้เนื้อจระเข้มาปรุงเป็นก๋วยเตี๋ยว ได้แล้ว โดย นายพรเทพ คงเอี่ยมพิธี หรือ นายฮุย เจ้าตำรับก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นหมูยักษ์ บอกว่า หมูมีราคาแพง เลยมี ความคิดอยากทำของแปลกใหม่ ซึ่งก็ใช้ความรู้ที่มีอยู่ ตุ๋นเนื้อจระเข้ แม้ว่า การบริโภคเนื้อจระเข้ในประเทศไทย ยังไม่มากนัก แต่ ในประเทศตะวันตก และ ทวีปเอเชีย เช่น จีน, ไต้หวัน, ฮ่องกง ฯลฯ ตลาดมี ปริมาณความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ&#8230;!! นาย พรเทพ [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p><a
href="http://www.keajon.com/wp-content/uploads/2011/09/630.jpg"><img
class="alignleft size-medium wp-image-5827" title="630" src="http://www.keajon.com/wp-content/uploads/2011/09/630-300x180.jpg" alt="630 300x180 ก๋วยเตี๋ยวเนื้อจระเข้เทรนด์ใหม่ อร่อยด้วยสูตรตำราจีนประยุกต์" width="300" height="180" /></a><br
/>เมื่อวันวานมีข่าวแพร่ไปทั่วโลก&#8230;ชาวฟิลิปปินส์ไล่ล่าและจับ จระเข้โคตรยักษ์เพศผู้ ที่มีขนาดราว 6 เมตร หรือ 21 ฟุต ได้สำเร็จบริเวณอ่าวเล็กๆแห่งหนึ่งในเมืองบูนาวาน ของ ฟิลิปปินส์ โดยมี น้ำหนักตัวถึง 1,000 กิโลกรัม (1 ตัน) ต้องใช้คนนับร้อยช่วยกันดึงมันขึ้นจากอ่าวไปยังที่โล่ง ก่อน ใช้เครนยักษ์ยกมันขึ้นสู่รถบรรทุก เพื่อนำไปเลี้ยงดูแล ให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมที่ อุทยานแห่งชาติในเชิงอนุรักษ์ต่อไป<br
/><br
/>&#8230;หาก จระเข้ตัวนี้ถูกจับอยู่ในบ้านเรา&#8230;มันอาจจะไม่ได้อยู่อย่างสุขสบาย แต่จะกลายเป็นอาหารอันโอชะไปแล้ว&#8230;เนื่องจากปัจจุบันนี้มีการ ใช้เนื้อจระเข้มาปรุงเป็นก๋วยเตี๋ยว ได้แล้ว โดย นายพรเทพ คงเอี่ยมพิธี หรือ นายฮุย เจ้าตำรับก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นหมูยักษ์ บอกว่า หมูมีราคาแพง เลยมี ความคิดอยากทำของแปลกใหม่ ซึ่งก็ใช้ความรู้ที่มีอยู่ ตุ๋นเนื้อจระเข้ แม้ว่า การบริโภคเนื้อจระเข้ในประเทศไทย ยังไม่มากนัก แต่ ในประเทศตะวันตก และ ทวีปเอเชีย เช่น จีน, ไต้หวัน, ฮ่องกง ฯลฯ ตลาดมี ปริมาณความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ&#8230;!!<br
/><br
/><a
href="http://www.keajon.com/wp-content/uploads/2011/09/560.jpg"><img
class="alignleft size-medium wp-image-5825" title="560" src="http://www.keajon.com/wp-content/uploads/2011/09/560-225x300.jpg" alt="560 225x300 ก๋วยเตี๋ยวเนื้อจระเข้เทรนด์ใหม่ อร่อยด้วยสูตรตำราจีนประยุกต์" width="279" height="372" /></a></p><div>นาย พรเทพ บอกอีกว่า ด้วยมูลของเหตุผลนี้เอง จึงได้ทดลองปรุง ก๋วยเตี๋ยวใส่เนื้อจระเข้ตามตำราแพทย์จีน โดยทดลอง ใช้เนื้อจระเข้ประมาณ 3 กิโลกรัม (กก.ละ 200 บาท) ส่วน เนื้อบ้องตัน (ตรงโคนหาง กก.ละ 400 บาท) มาต้มในน้ำเดือด จากนั้น ใส่เครื่องสมุนไพรจีน ประกอบด้วย สมุนไพรเก๋ากี้, ตังเซี้ยม, ฮ่วยซัว, ปักคี้ และ รากเง็กเต็ก ในอัตราส่วนทั้งหมดรวมกัน 100 กรัม มาใส่หม้อตุ๋นที่เป็นสุญญากาศเป็นเวลานานประมาณ 2 ชั่วโมง แล้วจึงใส่สมุนไพรไทยๆ เช่น ตะไคร้ ใบเตย เห็ดหอม และ ซีอิ๊วขาว ตามลำดับ</div><div>“เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมาได้รับการติดต่อจาก สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) ให้นำเนื้อจระเข้ไปปรุงเป็นก๋วยเตี๋ยว พร้อมกับเปิดโอกาสจำหน่ายได้ในงาน “มหกรรมทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่น” ที่จัดขึ้นที่ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ จ.นนทบุรี ปรากฏว่ามี ผู้บริโภค ให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก&#8230;ถึงแม้จะขายใน ราคาสูงถึงชามละ 50 บาท ก็ขายจนหมดเกลี้ยง” นายฮุย บอกอย่างนั้น</div><div><div>สำหรับ ราคาต้นทุนของเนื้อจระเข้ สมุนไพรจีน ทั้งหมดและ ค่าอุปกรณ์การตุ๋นอยู่ที่ประมาณ 5,000 บาท สามารถปรุงออกมาจำหน่ายได้จำนวน 200 ชาม ชามละ 50 บาท&amp;nbsp; เท่ากับ มีกำไรอยู่ที่ 5,000 บาท ถือว่าวันเดียวเท่านั้น ขายได้ขนาดนี้ก็เป็นรายได้ที่ดี&#8230;<br
/><br
/>&#8230;ส่วนแนวคิดที่จะออกเปิดร้าน “ก๋วยเตี๋ยวเนื้อจระเข้นายฮุย” นั้นก็คงต้องรอดูตลาดผู้บริโภคให้ความสนใจมากน้อยแค่ไหน ซึ่งขณะนี้ได้ทำเฉพาะงาน หากมีผู้สนใจต้องการความรู้ก็พร้อมให้คำแนะนำฟรีๆหรือ จะให้ไปออกงานพิเศษ กริ๊งกร๊างได้ที่ 08-1943-5831, 08-6304-0915 ในเวลาที่เหมาะสม.<a
href="http://www.keajon.com/wp-content/uploads/2011/09/252.jpg"><img
class="alignleft size-medium wp-image-5826" title="252" src="http://www.keajon.com/wp-content/uploads/2011/09/252-300x180.jpg" alt="252 300x180 ก๋วยเตี๋ยวเนื้อจระเข้เทรนด์ใหม่ อร่อยด้วยสูตรตำราจีนประยุกต์" width="300" height="180" /></a></div></div> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/%e0%b8%81%e0%b9%8b%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b9%8b%e0%b8%a2%e0%b8%a7-%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>1</slash:comments> </item> <item><title>แปรรูปผักหวานป่า เป็นใบชาเพื่อสุขภาพ งานอาชีพสร้างรายได้</title><link>http://www.keajon.com/%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2/</link> <comments>http://www.keajon.com/%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2/#comments</comments> <pubDate>Thu, 25 Aug 2011 18:08:58 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[อาชีพเสริม]]></category> <category><![CDATA[อาหารพารวย]]></category> <category><![CDATA[เกษตรแก้จน]]></category> <category><![CDATA[กลุ่มแม่บ้าน]]></category> <category><![CDATA[การผลิตใบชา]]></category> <category><![CDATA[การแปรรูปสินค้าเกษตร]]></category> <category><![CDATA[ชาผักหวานป่า]]></category> <category><![CDATA[ชาเพื่อสุขภาพ]]></category> <category><![CDATA[ผักหวาน]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=5794</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://goldenbuttons.net.www.readyplanet5.com/images/column_1259575380/sweet.gif" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="" title="ผักหวานป่า" /></a>ผักหวานป่าแปรรูป สู่ใบชาชงดื่มเพื่อสุขภาพความนิยมของคนไทยที่หันมาดื่มชาเขียวญี่ปุ่นกันมาก ประกอบกับคุณสมบัติที่เหมาะสมของผักหวานป่า ซึ่งเป็นพืชผักท้องถิ่นที่มีสารต้านอนุมูลอิสระทั้งวิตามิน A, C, D และ K ถึง 5.48 เปอร์เซ็นต์ ทำให้นักศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์การอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ได้ศึกษาถึงการแปรรูปผักหวานป่าเป็นชาเพื่อสุขภาพ สำหรับผู้ที่สนใจนำความรู้ไปต่อยอดผลิตเป็นอาชีพได้ วิธีผลิตชาจากผักหวานป่า เริ่มจากนำยอดสดผักหวานป่า มาเด็ดเอาเฉพาะส่วนยอดอ่อน และใบ มาล้างน้ำให้สะอาด กรองด้วยผ้าขาวบาง ไม่ให้เศษผักหลุด เขย่าให้สะเด็ดน้ำ ผึ่งลมให้แห้ง แต่ไม่ควรนำไปตากแดดเพราะจะทำให้สูญเสียวิตามินไป นำไปคั่วด้วยไฟอ่อนที่สุด จนใบแห้งและม้วนตัว ให้ใช้มือคลึง จนใบเริ่มจับตัวกัน นำไปอบที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส นาน 7 ชั่วโมง จนแห้ง ให้บด บรรจุซองสำหรับใส่ชาขนาด 2 กรัม ผักหวานป่าสดน้ำหนัก 1 กิโลกรัม เด็ดก้านออกจะเหลือน้ำหนักสด160  กรัม นำไปผ่านกระบวนการคั่ว และอบแห้งแล้ว จะมีน้ำหนักเหลือ 60 กรัม บรรจุซองได้ 30 ซอง มีต้นทุนรวมค่าบรรจุภัณฑ์อยู่ที่ [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p><strong>ผักหวานป่าแปรรูป สู่ใบชาชงดื่มเพื่อสุขภาพ</strong><br
/><br
/><img
class="alignleft" title="ผักหวานป่า" src="http://goldenbuttons.net.www.readyplanet5.com/images/column_1259575380/sweet.gif" alt="sweet แปรรูปผักหวานป่า เป็นใบชาเพื่อสุขภาพ งานอาชีพสร้างรายได้" width="212" height="287" /><br
/>ความนิยมของคนไทยที่หันมาดื่มชาเขียวญี่ปุ่นกันมาก ประกอบกับคุณสมบัติที่เหมาะสมของผักหวานป่า ซึ่งเป็นพืชผักท้องถิ่นที่มีสารต้านอนุมูลอิสระทั้งวิตามิน A, C, D และ K ถึง 5.48 เปอร์เซ็นต์ ทำให้นักศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์การอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ได้ศึกษาถึงการแปรรูปผักหวานป่าเป็นชาเพื่อสุขภาพ สำหรับผู้ที่สนใจนำความรู้ไปต่อยอดผลิตเป็นอาชีพได้ <br
/> <br
/> วิธีผลิตชาจากผักหวานป่า เริ่มจากนำยอดสดผักหวานป่า มาเด็ดเอาเฉพาะส่วนยอดอ่อน และใบ มาล้างน้ำให้สะอาด กรองด้วยผ้าขาวบาง ไม่ให้เศษผักหลุด เขย่าให้สะเด็ดน้ำ ผึ่งลมให้แห้ง แต่ไม่ควรนำไปตากแดดเพราะจะทำให้สูญเสียวิตามินไป นำไปคั่วด้วยไฟอ่อนที่สุด จนใบแห้งและม้วนตัว ให้ใช้มือคลึง จนใบเริ่มจับตัวกัน นำไปอบที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส นาน 7 ชั่วโมง จนแห้ง ให้บด บรรจุซองสำหรับใส่ชาขนาด 2 กรัม <br
/> <br
/> ผักหวานป่าสดน้ำหนัก 1 กิโลกรัม เด็ดก้านออกจะเหลือน้ำหนักสด160  กรัม นำไปผ่านกระบวนการคั่ว และอบแห้งแล้ว จะมีน้ำหนักเหลือ 60 กรัม บรรจุซองได้ 30 ซอง มีต้นทุนรวมค่าบรรจุภัณฑ์อยู่ที่ 150 &#8211; 160 บาท ขายได้ในราคา 220 บาท ถือว่ามีราคาถูกกว่าชาเขียวชนิดอื่นๆ ในท้องตลาด โดยชาผักหวานป่านี้มีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ คือ มีกลิ่นหอม รสหวาน และฝาดเล็กน้อยตามธรรมชาติ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในกลุ่มผู้รักสุขภาพ เกษตรกรและผู้สนใจสามารถขอรายละเอียดเพื่อนำไปผลิตเป็นอาชีพได้<br
/><br
/><strong>ชาผักหวานป่า ครื่องดื่มทางเลือกใหม่ของคนรักสุขภาพ</strong><br
/><br
/>   ผักหวานป่าเป็นพืชจัดอยู่ในวงศ์ Opiliaceae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Melientha suavis Pierre เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงปานกลาง สูง 6-10 เมตร และอาจสูงได้ถึง 20 เมตร ใบอ่อนรูปร่างรีเล็กปลายแหลม สีเขียวอมเหลือง ใบแก่สีเขียวเข้มเป็นมัน เนื้อใบกรอบและเปราะ ปลายใบมน ใบมีขนาด 5 X12 เซนติเมตร ก้านใบสั้น ดอกและผลมีลักษณะเป็นช่อ เกิดตามกิ่งแก่และลำต้นหลัก ผลรูปร่างรี ขนาด 1.5-2.5 เซนติเมตร ผลอ่อนมีสีเขียว และเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้มเมื่อแก่ต้นผักหวานป่าที่เจริญเติบโตในสภาพป่าธรรมชาตินั้น สามารถมีอายุยืนยาวหลายปี บางต้นมีอายุได้มากกว่าร้อยปี สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โดยสถานีวิจัยพืชลำตะคอง จึงได้ศึกษาการปลูกและการขยายพันธุ์ผักหวานป่า เพื่อลดการเก็บเกี่ยวผักหวานป่าในเชิงการค้ามากขึ้น ผลจากการศึกษาวิจัยพบว่า ผักหวานป่าสามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีการตอนกิ่งได้ และมีอัตราการเกิดรากสูงถึง 70-80 เปอร์เซนต์<br
/><br
/>   ชาผักหวานป่า ประกอบด้วย สารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซี สารประกอบฟีโนลิค ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันในร่างกายและป้องกันการเกิดโรคต่างๆ อันเนื่องมาจากการเสื่อมสภาพของร่างกาย ทั้งนี้ วว. ได้ศึกษาคุณสมบัติในการต้านออกซิเดชั่นจากชาเขียวผักหวานป่า พบว่าค่าความเข้มข้นที่ยับยั้งการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นได้ 50 เปอร์เซนต์ ( IC 50 ) ของชาผักหวานป่า เท่ากับ 5.48 เปอร์เซนต์ ( v/v ) ซึ่งดีกว่าชาใบหม่อนและชาดอกคำฝอย รวมทั้งได้ผ่านการตรวจวิเคราะห์พิษเฉียบพลันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว<br
/><br
/><strong>ชาผักหวานป่า</strong><br
/><br
/><strong>คุณสมบัติ</strong><br
/><br
/>ช่วยแก้กระหายน้ำและทำให้ชุ่มคอ หากดื่มเป็นประจำยังส่งผลดีต่อร่างกาย เนื่องจากมีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซี สารประกอบฟีนอลิค ซึ่งสารเหล่านี้มีคุณสมบัติช่วยป้องกันการเกิดปฎิกิริยาออกซิเดชั่น อันเป็นสาเหตุของการเกิดอนุมูลอิสระและช่วยป้องกันการเกิดโรคต่างๆ อันเนื่องมาจากการเสื่อมสภาพของร่างกาย เช่นโรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน และการเสียสมดุลของร่างกายเป็นต้น<br
/><br
/><strong>ผลจากการศึกษา</strong><br
/><br
/>เปรียบเทียบความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ ปริมาณวิตามินซี และปริมาณฟันอคิลของชาผักหวานผ่ากับชาใบหม่อน ชาใบแปะก๊วย และชาดอกคำฝอย พบว่าความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระของชาผักหวานป่าสูงกว่าชาใบหม่อน ชาดอกคำฝอย แต่ต่ำกว่าชาแปะก๊วย โดยความเข้มข้นที่ยับยั้งการเกิดปฎิกิริยาออกซิเดชั่นได้ 50 เปอร์เซ็นต์ ของผักหวานป่าเท่ากับ 5.48เปอร์เซ็นต์ (v/v) รวมทั้งชาผักหวานป่าได้ผ่านการตรวจวิเคราะห์พิษเฉียบพลันเป็นที่เรียบร้อย<br
/><br
/><strong>วิธีชงชาผักหวานป่า</strong><br
/><br
/>คล้ายกับการชงชาทั่วไป โดยใช้ผักหวานป่า 1 ช้อนชา หรือน้ำหนัก 2 กรัม ต่อน้ำร้อน 100 มิลลิกรัม อุณหภูมิ 90-95 องศาเซลเซียส ชงในน้ำร้อนนาน 3 นาที สามารถเติมน้ำร้อนได้ 3 ครั้ง ชงดื่มแทนน้ำได้ตลอดทั้งวัน<br
/><br
/>ชาผักหวานผ่าของ วว. มีรสชาติคล้ายกับชาเขียวจากญี่ปุ่น ใช้ดื่มแก้กระหายชุ่มคอ และยังดีต่อสุขภาพ นับเป็นเครื่องดื่มทางเลือกใหม่สำหรับผู้นิยมดื่มชาเพื่อสุขภาพรวมทั้งช่วยส่งเสริมให้เกิดอาชีพแก่เกษตรกรผู้ปลุกผักหวานป่ามีรายได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สถานีวิจัยพืชลำตะคอง วว. โทร. 044 390 107</p><table
class="content_normal_th" width="600" border="0" cellspacing="0" cellpadding="8" align="center" bgcolor="#B2D5F7"><tbody><tr
align="center" valign="middle"><td
colspan="2"><div
align="left"><span
class="more_th"><strong>ชาผักหวานป่า ครื่องดื่มทางเลือกใหม่ของคนรักสุขภาพ</strong></span></div></td></tr><tr><td
colspan="2" height="7"><div
align="left"><table
width="100%" border="0" cellspacing="5"><tbody><tr><td><p
class="more_th">   ผักหวานป่าเป็นพืชจัดอยู่ในวงศ์ Opiliaceae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า <em>Melientha suavis Pierre </em>เป็น ไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงปานกลาง สูง 6-10 เมตร และอาจสูงได้ถึง 20 เมตร ใบอ่อนรูปร่างรีเล็กปลายแหลม สีเขียวอมเหลือง ใบแก่สีเขียวเข้มเป็นมัน เนื้อใบกรอบและเปราะ ปลายใบมน ใบมีขนาด 5 X12 เซนติเมตร ก้านใบสั้น ดอกและผลมีลักษณะเป็นช่อ เกิดตามกิ่งแก่และลำต้นหลัก ผลรูปร่างรี ขนาด 1.5-2.5 เซนติเมตร ผลอ่อนมีสีเขียว และเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้มเมื่อแก่ต้นผักหวานป่าที่เจริญเติบโตในสภาพป่า ธรรมชาตินั้น สามารถมีอายุยืนยาวหลายปี บางต้นมีอายุได้มากกว่าร้อยปี สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โดยสถานีวิจัยพืชลำตะคอง จึงได้ศึกษาการปลูกและการขยายพันธุ์ผักหวานป่า เพื่อลดการเก็บเกี่ยวผักหวานป่าในเชิงการค้ามากขึ้น ผลจากการศึกษาวิจัยพบว่า ผักหวานป่าสามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีการตอนกิ่งได้ และมีอัตราการเกิดรากสูงถึง 70-80 เปอร์เซนต์</p><p
class="more_th">   ชาผักหวานป่า ประกอบด้วย สารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซี สารประกอบฟีโนลิค ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันในร่างกายและป้องกัน การเกิดโรคต่างๆ อันเนื่องมาจากการเสื่อมสภาพของร่างกาย ทั้งนี้ วว. ได้ศึกษาคุณสมบัติในการต้านออกซิเดชั่นจากชาเขียวผักหวานป่า พบว่าค่าความเข้มข้นที่ยับยั้งการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นได้ 50 เปอร์เซนต์ ( IC 50 ) ของชาผักหวานป่า เท่ากับ 5.48 เปอร์เซนต์ ( v/v ) ซึ่งดีกว่าชาใบหม่อนและชาดอกคำฝอย รวมทั้งได้ผ่านการตรวจวิเคราะห์พิษเฉียบพลันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว</p><p
class="more_th">   สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สถานีวิจัยพืชลำตะคอง วว. โทร. ( 044 ) 390107</p></td></tr></tbody></table></div></td></tr></tbody></table> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> <item><title>โดนัทจิ๋วเจ๊ปลา โดนัทเนื้อนุ่ม ทางสร้างรายได้ของคนสู้ชีวิต</title><link>http://www.keajon.com/%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%97%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b9%8b%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%8a%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b2-%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%99/</link> <comments>http://www.keajon.com/%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%97%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b9%8b%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%8a%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b2-%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%99/#comments</comments> <pubDate>Wed, 24 Aug 2011 09:57:54 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[ธุรกิจ SME]]></category> <category><![CDATA[อาหารพารวย]]></category> <category><![CDATA[ขนมวอฟเฟิล]]></category> <category><![CDATA[เครื่องทอดโดนัท]]></category> <category><![CDATA[โดนัทจิ๋ว]]></category> <category><![CDATA[โดนัทเนื้อนุ่ม]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=5788</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%97%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b9%8b%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%8a%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b2-%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%99/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://www.keajon.com/wp-content/uploads/2011/08/dessert-donut-tiny.jpg" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="โดนัทจิ๋ว" title="dessert-donut-tiny" /></a>ในโลกยุคนี้ผู้คนจำนวนไม่น้อยมักนิยมประกอบอาชีพหลายอย่าง ไม่ได้ทำงานหลักอย่างเดียว เรียกว่ามีทั้งงานประจำและงานพาร์ตไทม์ บ้างก็ขายเสื้อผ้า บ้างก็ทำขนมนมเนย ขายเบเกอรี่หรือทำอาหารตามแต่จะถนัด ซึ่งบางคนรายได้จากงานพาร์ตไทม์อาจจะได้ดีกว่างานประจำด้วยซ้ำ ฉะนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่จะเห็นธุรกิจสอนวิชาชีพจำนวนมากทั้งของรัฐและเอกชน เพื่อตอบสนองทั้งคนที่ทำงานแล้วและคนที่ยังไม่มีงานทำ รวมทั้งคนที่อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง คุณสุรีย์พร ภรณ์พิริยะนิยม หรือ เจ๊ปลา เจ้าของ สูตรขนมโดนัทจิ๋วที่ใครชิมแล้วต่างติดใจ เป็นอีกรายหนึ่งที่นอกจากจะเปิดขายแฟรนไชส์แล้ว ยังเปิดฝึกอบรมการทำขนมโดนัทจิ๋ว และการทำซาลาเปาเพื่อสุขภาพ 7 สี 7 ไส้ ซึ่งของเธอมีจุดเด่นตรงที่ใส่สมุนไพร พืชผักผลไม้ตากแห้งที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเข้าไปในขนมโดนัทจิ๋วด้วย ทำให้ลูกค้าต่างชื่นชอบ เพราะนอกจากจะไม่หวานจัดแล้ว ยังนุ่มอร่อย ถ้าได้ชิม 1 ชิ้นแล้ว จะต้องมีชิ้นที่ 2 ตามมา ความจริงเจ๊ปลาไม่ใช่เป็นนักธุรกิจมาแต่ดั้งแต่เดิม เธอเป็นพนักงานแบงก์มายาวนานถึง 15 ปี แต่พอดีปี 2545 ทางธนาคารมีโครงการเออร์ลี่รีไทร์ เลยออกมาทำธุรกิจ เริ่มจากการทำหอพักนักศึกษา แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จต้องขายทิ้งแล้วหันมาทำรถพ่วง ซึ่งก็ไม่ดีเพราะเจอปัญหาน้ำมันแพง จากนั้นมาเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยว ลูกชิ้นยักษ์ ปรากฏว่าขายดีมาก แต่ก็เกิดปัญหาหมูขึ้นราคา อีกทั้งโรงงานที่นำลูกชิ้นมาส่งผสมแป้งมากเกินไป สุดท้ายหันมาขายของตามตลาดนัดที่ต่างๆ โดยเฉพาะที่ตลาดนัดดาวท่าช้าง ในตัวอำเภอเดิมบางนางบวช ซึ่งขายได้ทั้ง [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p><a
href="http://www.keajon.com/wp-content/uploads/2011/08/dessert-donut-tiny.jpg"><img
class="alignnone size-full wp-image-5789" title="dessert-donut-tiny" src="http://www.keajon.com/wp-content/uploads/2011/08/dessert-donut-tiny.jpg" alt="dessert donut tiny โดนัทจิ๋วเจ๊ปลา โดนัทเนื้อนุ่ม ทางสร้างรายได้ของคนสู้ชีวิต" width="382" height="279" /></a><br
/>ในโลกยุคนี้ผู้คนจำนวนไม่น้อยมักนิยมประกอบอาชีพหลายอย่าง ไม่ได้ทำงานหลักอย่างเดียว เรียกว่ามีทั้งงานประจำและงานพาร์ตไทม์ บ้างก็ขายเสื้อผ้า บ้างก็ทำขนมนมเนย ขายเบเกอรี่หรือทำอาหารตามแต่จะถนัด ซึ่งบางคนรายได้จากงานพาร์ตไทม์อาจจะได้ดีกว่างานประจำด้วยซ้ำ ฉะนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่จะเห็นธุรกิจสอนวิชาชีพจำนวนมากทั้งของรัฐและเอกชน เพื่อตอบสนองทั้งคนที่ทำงานแล้วและคนที่ยังไม่มีงานทำ รวมทั้งคนที่อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง</p><p>คุณสุรีย์พร ภรณ์พิริยะนิยม หรือ เจ๊ปลา เจ้าของ สูตร<strong>ขนมโดนัทจิ๋ว</strong>ที่ใครชิมแล้วต่างติดใจ เป็นอีกรายหนึ่งที่นอกจากจะเปิดขาย<a
href="http://www.keajon.com/franchise/"target="_self"title="ธุรกิจแฟรนไชส์" >แฟรนไชส์</a>แล้ว ยังเปิดฝึกอบรมการทำ<strong>ขนมโดนัทจิ๋ว</strong> และการทำซาลาเปาเพื่อสุขภาพ 7 สี 7 ไส้ ซึ่งของเธอมีจุดเด่นตรงที่ใส่สมุนไพร พืชผักผลไม้ตากแห้งที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเข้าไปในขนมโดนัทจิ๋วด้วย ทำให้ลูกค้าต่างชื่นชอบ เพราะนอกจากจะไม่หวานจัดแล้ว ยังนุ่มอร่อย ถ้าได้ชิม 1 ชิ้นแล้ว จะต้องมีชิ้นที่ 2 ตามมา</p><p>ความจริงเจ๊ปลาไม่ใช่เป็นนักธุรกิจมาแต่ดั้งแต่เดิม เธอเป็นพนักงานแบงก์มายาวนานถึง 15 ปี แต่พอดีปี 2545 ทางธนาคารมีโครงการเออร์ลี่รีไทร์ เลยออกมาทำธุรกิจ เริ่มจากการทำหอพักนักศึกษา แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จต้องขายทิ้งแล้วหันมาทำรถพ่วง ซึ่งก็ไม่ดีเพราะเจอปัญหาน้ำมันแพง จากนั้นมาเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยว ลูกชิ้นยักษ์ ปรากฏว่าขายดีมาก แต่ก็เกิดปัญหาหมูขึ้นราคา อีกทั้งโรงงานที่นำลูกชิ้นมาส่งผสมแป้งมากเกินไป</p><p>สุดท้ายหันมาขายของตามตลาดนัดที่ต่างๆ โดยเฉพาะที่ตลาดนัดดาวท่าช้าง ในตัวอำเภอเดิมบางนางบวช ซึ่งขายได้ทั้ง 7 วัน โดยแต่ละวันขายของไม่ซ้ำกัน เธอตระเวนขาย<strong>ขนมโดนัทจิ๋ว</strong>ตามตลาดนัด ประกอบกับได้รับการเผยแพร่ในหน้าหนังสือพิมพ์หัวสีหลายฉบับ เพราะน่าจะเป็นคนแรกที่คิดทำ<strong>ขนมโดนัทจิ๋ว</strong>แบบนี้ ทำให้มีคนสนใจโทรศัพท์มาหาจำนวนมาก กระทั่งมีคนลอกเลียนแบบ ซึ่งเธอก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะถือว่าอยู่ได้ด้วยคุณภาพ</p><p>จุดเด่นของ<strong>ขนมโดนัทจิ๋ว</strong>คือจะนุ่ม เนื้อคล้ายขนมเค้ก ถ้าอยู่ในกล่อง 3 วันก็ยังนิ่มอยู่ หรือถ้าเก็บไว้ในตู้เย็นเอาออกมานอกตู้ตั้งทิ้งไว้สักระยะหนึ่งเนื้อก็จะ นิ่มเหมือนเดิม โดยใช้หน้าเป็นพวกธัญพืชต่างๆ มีเม็ดฟักทอง เม็ดทานตะวัน งาดำ รับประทานแล้วจะมีประโยชน์</p><p>ส่วนจุดเด่นของวอฟเฟิลเราคือ กรอบนอกนุ่มใน วอฟเฟิลทั่วไปคล้ายรังผึ้งของไทยเรา แต่ของที่นี่ไม่ใช่ ทำแล้วจะทรงตัวอยู่แบบนี้ แม้จะทานพรุ่งนี้ก็จะยังเป็นแบบนี้อยู่ เป็นชิฟฟ่อนสูตรน้ำอ้อยผสมงาดำ ในนาม ปู กะ ปลา</p><p>วอฟเฟิลขายแผ่นละ 20 บาท ที่อื่นขาย 25 บาท ถ้าขายตามหน้าโรงเรียนแบ่งเป็น 4 ชิ้น ก็ขายชิ้นละ 5 บาทได้ หรือโดนัทก็แบ่งขาย 2 ชิ้น 5 บาท หรือ 3 ชิ้น 10 บาท ช่วงที่ผ่านมา เธอขายแฟรนไชส์โดนัทจิ๋วได้มากกว่า 50 ราย ซึ่งบางคนไม่ได้ทำเป็นอาชีพหลัก เพราะมีงานประจำอยู่แล้ว</p><p>แม้จะไม่ได้เรียนจบด้านการทำอาหารและขนมมา แต่ด้วยความสนใจส่วนตัว เจ๊ปลาซึ่งเป็นคนชอบรับประทานก็มักจะปรับปรุงสูตรทำขนมอยู่ตลอด นอกจากจะทำขนมโดนัทจิ๋วแล้ว เธอยังทำซาลาเปาเพื่อสุขภาพ 7 สี 7 ไส้ และชิฟฟ่อนเค้กด้วย แต่ปัญหาของชิฟฟ่อนคือ อายุสั้นมาก 2 วันก็เริ่มมีปัญหาแล้ว สำหรับขนมโดนัทจิ๋วที่เจ๊ปลาขายอยู่ตามตลาดนัดนั้น ราคาไม่แพง กล่องละ 20 บาท มี 7 ชิ้น ตกชิ้นละ 3 บาท ในขณะที่ต้นทุน 11 บาท ได้กำไรกล่องละ 9 บาท</p><p>ลูกค้าจากศรีสะเกษที่ซื้อแฟรนไชส์ของเธอไปขายอยู่ตามห้างสรรพสินค้านั้น หักเปอร์เซ็นต์จากยอดขายให้ห้างแล้วจะเหลือเดือนละ 60,000-70,000 บาท ซึ่งถือเป็นยอดขายดีทีเดียว สำหรับการซื้อแฟรนไชส์ขนมโดนัทจิ๋วจากเธอนั้นไม่มีสัญญาผูกมัดอะไร เพราะเจ้าตัวบอกทำแบบลูกทุ่ง สัญญาก็ไม่ต้องทำ</p><p>ทุกอย่างอยู่ที่ใจ แค่เสียค่าใช้จ่าย 19,000 บาท ก็จะได้เครื่องมือไปด้วย มีทั้งเครื่องพิมพ์ ถ้วยตวง ถาด โต๊ะ และป้ายที่ใช้ยี่ห้อ SP โดนัทจิ๋ว ซึ่งเจ๊ปลาจดลิขสิทธิ์เรื่องกระบวนการผลิตเรียบร้อยแล้ว และยังได้รับเครื่องหมาย อย. รับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา พร้อมผลการคัดสรรโอท็อป 4 ดาว เมื่อปี 2550</p><p>ทั้งนี้ ในการซื้อแฟรนไชส์ เธอจะอบรมวิธีการทำขนมโดนัทจิ๋ว พร้อมแถมวอฟเฟิลให้ด้วย ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีความรู้อะไร มาฝึกทำ 3 ชั่วโมงก็ได้แล้ว แต่ถ้าใครมาไม่ได้เช่น จากลาว หนองคาย จะมีแผ่นซีดีให้ เป็นการอธิบายขั้นตอนกรรมวิธีทุกอย่าง สำหรับแป้งนั้นจะสอนให้ซื้อเอง แต่จะบังคับให้ซื้อครีมเทียมจาก SP เพราะเป็นสูตรเฉพาะ ถุงละ 65 บาท หนัก 4 ขีด ทำได้ประมาณ 200 ชิ้น</p><p>บางคนถามว่าไม่มีความรู้เลยจะทำได้หรือไม่ กลัวว่าดิฉันจะกันความรู้ไว้ การขายแฟรนไชส์ขนมโดนัทจิ๋วนั้นต้องการขายแป้งขายอุปกรณ์ต่อเนื่อง เพราะฉะนั้น จะให้หมดเลย ดิฉันเป็นแม่ค้าตลาดนัดจริงๆ โครงการต่อไปคิดจะนำรายได้ส่วนหนึ่งที่ได้จากการขายแฟรนไชส์ไปสร้างสถานที่ ปฏิบัติธรรมที่วัดเขาใหญ่ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพราะดิฉันไปปฏิบัติธรรมที่นั่นแล้วไม่มีที่พัก เลยคิดจะหาทุนเพื่อไปสมทบกับหลวงพ่อที่นั่น ฉะนั้น คนที่ซื้อแฟรนไชส์ของดิฉันนอกจากจะรวยเงินแล้วยังรวยบุญอีกด้วย</p><p>ทำง่าย บางคนกลัวนั่นกลัวนี่ ชาตินี้ไม่ต้องทำอะไรหรอก เราต้องทำแล้วเจอปัญหาแล้วก็แก้ อะไรที่เรายังไม่ได้ทำเราควรจะกลัวว่าเราไม่ได้ทำมัน เพราะทุกคนต้องเจอปัญหา ปัญหาเล็กปัญหาใหญ่เมื่อเจอทุกคนต้องแก้ แต่ถ้าวันนี้คุณหมดแรงก็ยังมีพรุ่งนี้ให้แก้ ขอให้คุณสู้อย่างเดียว ท้อได้แต่ถอยไม่ได้ต้องสู้เพราะเศรษฐกิจเป็นแบบนี้ ดิฉันจะบอกทุกคนแบบนี้ เราให้กำลังใจเขา</p><p>ที่ทำมาหลายอย่าง บางอย่างไม่สำเร็จเพราะถ้ามองเห็นว่าไปไม่ได้ก็จะไม่ดื้อ เนื่องจากรายจ่ายของเรารออยู่ข้างหน้าเยอะมาก ฉะนั้น ถ้าอันนี้ไม่ได้ก็ไม่ทำไปทำอย่างอื่น โครงการที่คิดจะทำต่อไปคือผลไม้ดองแช่อิ่มแช่น้ำผึ้ง คิดว่าน่าจะได้กำไรดี เรามีพื้นที่ขายที่เทสโก้ โลตัส ที่บิ๊กซี ซึ่งเขาจัดที่ให้ขายแล้วทำไมเราไม่ลองทำอย่างอื่นเป็นของฝากจากอำเภอสามชุก เพราะสามชุกกำลังดัง มะม่วงดองมีตลอดก็น่าจะนำมาแช่น้ำผึ้งทำให้อายุยืนขึ้น กำลังคิดจะดึงกลุ่มแม่บ้านมาช่วยกันทำ</p><p>ที่ผ่านมา ลูกค้าแฟรนไชส์ส่วนใหญ่ของเจ๊ปลาจะขายตามตลาดนัด และในห้าง อย่างเช่นที่ศรีสะเกษ และมหาสารคาม ทั้งนี้ การขายในห้างต้องมีทุนสำรองอยู่บ้างและค่อนข้างจุกจิก เรื่องนี้เจ๊ปลาให้คำแนะนำว่า ถ้าจะขายในห้างนั้นนอกจากจะขายขนมโดนัทจิ๋วและวอฟเฟิลแล้วยังสามารถนำขนม อื่นไปขายได้ด้วยเพื่อเป็นรายได้เพิ่มเติม เช่น ข้าวแต๋น</p><p>ตอนนี้ขนมหลักๆ ที่เจ๊ปลาทำคือ ขนมโดนัทจิ๋ว แต่ซาลาเปาและชิฟฟ่อนจะทำตามคำสั่งซื้อและจะทำเป็นช่วงๆ เท่านั้น ซึ่งเจ้าตัวบอกธุรกิจก็ไปได้ดี เพราะถือคติว่าอะไรที่ทำไม่ได้ก็จะไม่ฝืนทำ</p><p>ปัจจุบันคิดว่าน่าจะทำอะไรดีที่มีรายได้เข้ามากที่สุด เพราะรายจ่ายมาก คู่แข่งก็มีมากแต่เราไม่กลัวเพราะแข่งกันที่คุณภาพ เพราะขนมโดนัทจิ๋วเราไม่ใช่โดนัททอด ไม่มัน ทานแล้วได้คุณค่า ยุคนี้คนรักษาสุขภาพกันมาก ส่วนชิฟฟ่อนจุดเด่นคือเป็นสูตรน้ำอ้อยผสมงา ใช้ชื่อ ปู กะ ปลา มี 5 รส คือ เนยสด ใบเตย ช็อกโกแลต กล้วยหอม และกาแฟ เด็กๆ จะชอบชิฟฟ่อนรสช็อกโกแลต แล้วก็ยังมีเค้กฟองน้ำ ซึ่งใช้วัตถุดิบที่คัดสรรมาอย่างดี ใช้ไข่ไก่ที่ใหม่สดจากฟาร์ม ทำให้เนื้อขนมขึ้นฟูนุ่มลิ้น</p><p>นอกจากจะขาย<strong>ขนมโดนัทจิ๋ว</strong>ตามตลาดนัดแล้ว ตอนเย็นตอนค่ำเธอก็ยังมีอีกธุรกิจคือ ร้านขายหมูกระทะ ซึ่งกิจการก็พอไปได้ เจ้าตัวเล่าว่า หมูกระทะที่กรุงเทพฯ กับต่างจังหวัดไม่เหมือนกัน ท้องของคนไม่เท่ากัน ที่นี่ขายหัวละ 108 บาท ได้กำไรวันละ 700-800 บาท 3 ทุ่มก็เลิก</p><p>แม้เจ๊ปลาจะทำกิจการหลายอย่าง แต่เธอก็ยังเจียดเวลาไปทำบุญไปนั่งสมาธิ และยังมีเวลารับสอนให้กับผู้สนใจที่จะเรียนการทำซาลาเปาเพื่อสุขภาพ 7 สี 7 ไส้ การทำ<strong>ขนมโดนัทจิ๋ว</strong> และการทำชิฟฟ่อน ซึ่งจะเปิดสอนในวันเสาร์ สนใจอยากลิ้มลองความอร่อยหรือเป็นตัวแทนขาย อยากซื้อแฟรนไชส์ หรืออยากมาเรียน ติดต่อสอบถามได้ที่ โทรศัพท์ (081) 570-3870</p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%97%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b9%8b%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%8a%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b2-%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> <item><title>เป็ดย่างประจักษ์ : ประจักษ์ศตวรรษแห่งความอร่อย</title><link>http://www.keajon.com/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b9%8c/</link> <comments>http://www.keajon.com/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b9%8c/#comments</comments> <pubDate>Wed, 17 Aug 2011 16:09:10 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[ตำนานการทำกิน]]></category> <category><![CDATA[อาหารพารวย]]></category> <category><![CDATA[การทำเป็ดย่าง]]></category> <category><![CDATA[ประจักษ์เป็ดย่าง]]></category> <category><![CDATA[เป็ดพะโล้]]></category> <category><![CDATA[เป็ดย่างประจักษ์]]></category> <category><![CDATA[เป็ดย่างหนังกรอบ]]></category> <category><![CDATA[เป็ดย่างไฟแดง]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=5780</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b9%8c/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://i56.photobucket.com/albums/g162/ultrataro/pajak/1.jpg" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="" title="" /></a>ถ้าพูดถึงเป็ดย่างอร่อย ๆ แล้วนับว่าหายากครับ เพราะคำว่า &#8220;อร่อย&#8221; สำหรับเมนูเป็ดย่างนั้น ไม่ใช่แค่ทานแล้วรสชาติดีเพียงเท่านั้น สำหรับผมแล้วความ &#8220;อร่อย&#8221; ของเป็ดอย่างนั้นจะต้องประกอบไปด้วยคุณสมบัติ 3 ประการครับ สีสวย กลิ่นหอมหวาน รสชาติดีกลมกล่อม เป็ดย่างร้านประจักษ์คือ ความ &#8220;อร่อย&#8221; ครับ เพราะมีครบทั้ง 3 ประการนี้ครับ เริ่ม จาก &#8220;สีสวย&#8221; ไม่ได้หมายความว่า &#8220;สีสด&#8221; ครับ หลาย ๆ ร้านสมัยนี้มักจะเน้นสีของหนังเป็ดให้สีส้มแดงสด ๆ เข้าไว้ก่อน โดยใส่สีผสมอาหารในปริมาณที่มากเกินพอดี สำหรับผมแล้ว อาหารไม่จำเป็นต้องสีสด แต่ควรสีสวยต่างหาก สีสวย คือ สีกำลังดีไม่สดเกินไป ไม่อ่อนเกินไป และที่สำคัญคือ ไม่ Fake ครับ ร้านอาหารสามารถใช้สีผสมอาหารเพื่อเพิ่มความสดได้ แต่ไม่ควรมากเกินไปจนเหมือนกับ อาหารจานนั้นไม่เป็นธรรมชาติ และสิ่งที่หลาย ๆ ร้านมักจะมองข้ามไปคือ สีของเนื้อเป็ดครับ ถ้าสังเกตดี ๆ นะครับ สีของเนื้อเป็ดย่างที่ดีควรจะเป็นสีน้ำตาลอ่อน [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p>ถ้าพูดถึงเป็ดย่างอร่อย ๆ แล้วนับว่าหายากครับ เพราะคำว่า &#8220;อร่อย&#8221; สำหรับเมนูเป็ดย่างนั้น ไม่ใช่แค่ทานแล้วรสชาติดีเพียงเท่านั้น สำหรับผมแล้วความ &#8220;อร่อย&#8221; ของเป็ดอย่างนั้นจะต้องประกอบไปด้วยคุณสมบัติ 3 ประการครับ</p><ol><li>สีสวย</li><li>กลิ่นหอมหวาน</li><li>รสชาติดีกลมกล่อม</li></ol><p>เป็ดย่างร้านประจักษ์คือ ความ &#8220;อร่อย&#8221; ครับ เพราะมีครบทั้ง 3 ประการนี้ครับ</p><p>เริ่ม จาก &#8220;สีสวย&#8221; ไม่ได้หมายความว่า &#8220;สีสด&#8221; ครับ หลาย ๆ ร้านสมัยนี้มักจะเน้นสีของหนังเป็ดให้สีส้มแดงสด ๆ เข้าไว้ก่อน โดยใส่สีผสมอาหารในปริมาณที่มากเกินพอดี สำหรับผมแล้ว อาหารไม่จำเป็นต้องสีสด แต่ควรสีสวยต่างหาก สีสวย คือ สีกำลังดีไม่สดเกินไป ไม่อ่อนเกินไป และที่สำคัญคือ ไม่ Fake ครับ ร้านอาหารสามารถใช้สีผสมอาหารเพื่อเพิ่มความสดได้ แต่ไม่ควรมากเกินไปจนเหมือนกับ อาหารจานนั้นไม่เป็นธรรมชาติ และสิ่งที่หลาย ๆ ร้านมักจะมองข้ามไปคือ สีของเนื้อเป็ดครับ ถ้าสังเกตดี ๆ นะครับ สีของเนื้อเป็ดย่างที่ดีควรจะเป็นสีน้ำตาลอ่อน ไม่ใช่น้ำตาลเข้ม</p><p
align="left">กลิ่น หอมหวาน หมายถึง ถ้าคุณหลับตาแล้วสูดกลิ่นคุณจะรู้สึกว่าเป็ดย่างประจักษ์ ทั้งหอมทั้งหวาน (ไม่ใช่แค่หอมอย่างเดียว) ไม่มีกลิ่นคาว หรือกลิ่นเลี่ยน ๆ แบบร้านอื่น ๆ ถ้านึกไม่ออกว่ากลิ่นหอมหวานเป็นยังไง ลองนึกถึงเวลาที่คุณหอมแก้มแฟนตอนที่ไม่ได้ Makeup สิ :p <span
style="font-size: xx-small;">(อยาก จะบอกว่า ผู้ชายน่ะ ไม่ชอบหอมแก้มผู้หญิงที่ Makeup หนา ๆ หรอกครับ ยิ่งบางคนที่ทารองพื้นด้วยแล้ว ยิ่งไม่อยากหอมเลยครับ เข้าทำนองว่า &#8220;สวยแต่รูป จูบไม่หอม&#8221; ครับ ตรงบริเวณ U โซน น่ะ จริง ๆ แล้วไม่จำเป็นต้องแต่งอะไรมาหรอกครับ แค่ปัด blush on สักนิด แบบไม่ต้องทารองพื้นหรอก เลือกสีอ่อนนิด ๆ รับรองว่า หน้าไม่จืดหรือดูลอย ๆ หรอกครับ เอ&#8230;จะกลายเป็น ผู้ชายเจ้าชู้ชวนสวยไปซะงั้น นอกเรื่องล่ะ=_=&#8221;)</span></p><p>รส ชาติดีกลมกล่อม คือ ไม่เลี่ยน ไม่เค็ม ไม่หวาน แต่เป็นการรวมรสมัน เค็ม และหวาน อย่างลงตัว เป็ดย่างบางร้าน รสชาติดีแต่ไม่กลมกล่อม เพราะหนักเค็มไป บางร้านมันเกินไป บางร้านเน้นหวานนำ เป็ดย่างประจักษ์ คือคำตอบของคำว่า &#8220;รสชาติดีกลมกล่อม&#8221; ครับ</p><p><img
id="fullSizedImage" src="http://i56.photobucket.com/albums/g162/ultrataro/pajak/1.jpg" alt="1 เป็ดย่างประจักษ์ : ประจักษ์ศตวรรษแห่งความอร่อย"  title="เป็ดย่างประจักษ์ : ประจักษ์ศตวรรษแห่งความอร่อย" /></p><p><span
id="more-5780"></span></p><p>&nbsp;</p><p><img
id="fullSizedImage" src="http://i56.photobucket.com/albums/g162/ultrataro/pajak/2.jpg" alt="2 เป็ดย่างประจักษ์ : ประจักษ์ศตวรรษแห่งความอร่อย" width="381" height="254" title="เป็ดย่างประจักษ์ : ประจักษ์ศตวรรษแห่งความอร่อย" /></p><p>ร้านจะมี 2 ชั้นนะครับ ชั้นล่างจะหาที่นั่งยากนิดนึง เพราะลูกค้ามากันไม่ขาดสายเลย</p><p><img
id="fullSizedImage" src="http://i56.photobucket.com/albums/g162/ultrataro/pajak/3.jpg" alt="3 เป็ดย่างประจักษ์ : ประจักษ์ศตวรรษแห่งความอร่อย" width="393" height="262" title="เป็ดย่างประจักษ์ : ประจักษ์ศตวรรษแห่งความอร่อย" /></p><p>เริ่มกันด้วยที่เกี๊ยวน้ำรองท้องก่อน</p><p><img
id="fullSizedImage" src="http://i56.photobucket.com/albums/g162/ultrataro/pajak/4.jpg" alt="4 เป็ดย่างประจักษ์ : ประจักษ์ศตวรรษแห่งความอร่อย" width="390" height="260" title="เป็ดย่างประจักษ์ : ประจักษ์ศตวรรษแห่งความอร่อย" /></p><p>มะระครับ เอาไว้ซดน้ำ</p><p>มะระที่นี่ไม่ขมครับ น้ำซุปซดคล่องคอครับ</p><p><img
id="fullSizedImage" src="http://i56.photobucket.com/albums/g162/ultrataro/pajak/5.jpg" alt="5 เป็ดย่างประจักษ์ : ประจักษ์ศตวรรษแห่งความอร่อย" width="381" height="254" title="เป็ดย่างประจักษ์ : ประจักษ์ศตวรรษแห่งความอร่อย" /></p><p>ข้าวผัด อีก 1 ในเมนูเด็ดที่ผมไม่ทราบมาก่อนเลย</p><p>ผม มาทานอาหารที่ร้านประจักษ์ตั้งแต่เด็ก ๆ เพราะแต่ก่อนบ้านอยู่ละแวกนั้น จำได้เลยว่า มาทีไรก็สั่งแต่เป็ดย่าง หรือไม่ก็บะหมี่ ไม่เคยสั่งข้าวผัดเลย จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ได้มีโอกาสไปทานกับเพื่อน จึงรู้ว่า ข้ามผัดนี่ล่ะ เด็ด! และเมื่อได้สั่งมาก็ เด็ด! จริง ๆ ครับ อร่อยมาก ข้ามเป็นสีเหลืองทุกเม็ด หอมเย้ายวนมาก เมื่อได้แล้ว โห&#8230;!! อร่อยครับ (แนะนำให้ทานพร้อมกับซดน้ำซุปมะระครับ)</p><p><img
id="fullSizedImage" src="http://i56.photobucket.com/albums/g162/ultrataro/pajak/6.jpg" alt="6 เป็ดย่างประจักษ์ : ประจักษ์ศตวรรษแห่งความอร่อย" width="384" height="256" title="เป็ดย่างประจักษ์ : ประจักษ์ศตวรรษแห่งความอร่อย" /></p><p>บะหมี่</p><p>ธรรมดาครับ ไม่ได้อร่อยอะไรมาก แต่พอทานคู่กับเป็ดแล้ว ชูรสกันได้ดีเลยครับ</p><p><img
id="fullSizedImage" src="http://i56.photobucket.com/albums/g162/ultrataro/pajak/7.jpg" alt="7 เป็ดย่างประจักษ์ : ประจักษ์ศตวรรษแห่งความอร่อย"  title="เป็ดย่างประจักษ์ : ประจักษ์ศตวรรษแห่งความอร่อย" /></p><p>มาแล้วครับพระเอกของเรา</p><p>เป็ดย่างประจักษ์</p><p><img
id="fullSizedImage" src="http://i56.photobucket.com/albums/g162/ultrataro/pajak/8.jpg" alt="8 เป็ดย่างประจักษ์ : ประจักษ์ศตวรรษแห่งความอร่อย" width="381" height="254" title="เป็ดย่างประจักษ์ : ประจักษ์ศตวรรษแห่งความอร่อย" /></p><p>อีกสักจานครับ (ไปกันคนละวันครับกับจานข้างบนครับ)</p><p><img
id="fullSizedImage" src="http://i56.photobucket.com/albums/g162/ultrataro/pajak/9.jpg" alt="9 เป็ดย่างประจักษ์ : ประจักษ์ศตวรรษแห่งความอร่อย"  title="เป็ดย่างประจักษ์ : ประจักษ์ศตวรรษแห่งความอร่อย" /></p><p>สีสวย+กล่อมหอมหวาน+รสชาติดกลมกล่อม</p><p>ประจักษ์ ร้านนี้ไม่เคยทำให้ผมผิดหวังเลยครับ ตั้งแต่เด็กจนโต ไปทานกี่ครั้งก็อร่อยทุกครั้ง</p><p>ร้าน อาหารสมัยนี้น้อยร้านที่จะอยู่ถึง 10 ปี บางร้านเก่าแก่หน่อยก็ 20 ปี บางร้านที่มีลูกค้าทั้งประจำและขาจรมากหน่อย ก็อยู่ถึง 30 ปี แต่ร้านที่ดำรงอยู่ได้ถึง 100 ปี นั้น นับว่าเป็นที่สุดของที่สุดครับ เพราะนอกจากจะรักษาความอร่อยของอาหารไว้ได้แล้ว ยังต้องรักษาความภาคภูมิใจและความเอาใจใส่ที่มีแต่อาหารของร้านไว้ด้วย ถึงจะทำให้ขาประจำยังคงแวะเวียนมาทาน และทำให้ขาจรกลายเป็นขาประจำได้ครับ ถ้าคุณอยากรู้ว่า ศตวรรษแห่งความอร่อย คืออะไร ผมขอแนะนำว่า &#8220;ประจักษ์ คือคำตอบ&#8221; ครับ</p><p>นอกจากนี้แล้ว ช่วงเทศกาลตรุษจีนหรือสารท์จีนทางร้านรับสั่งเป็ดย่างเป็นตัวด้วยครับ (จริง ๆ ก็สามารถสั่งได้ทุกวันครับ)  ประจักษ์เป็นตัวอย่างร้านอาหารเก่าแก่ที่ไม่หยุดนิ่งครับ เพราะปัจจุบันมีเป็ดในบรรจุภัณฑ์สูญญากาศออกจำหน่ายแล้ว ทำให้ง่ายต่อการซื้อและเก็บในตู้เย็น นับว่าถือเป็นนวัตกรรมของร้านเป็ดย่างในประเทศไทยได้เลยครับ แบบนี้ไม่จำ เป็นต้องมีแผนก R&amp;D ก็สามารถคิดพัฒนาธุรกิจ <a
href="http://www.keajon.com"target="_blank"rel="external"title="ธุรกิจSME" >SME</a>s ได้ครับ</p><p>จริง ๆ แล้ว บางรักมีเป็ดย่างอร่อยอยู่ 3 ร้านครับ ได้แก่ ประจักษ์ นายสูง(ผมเคยชวนชิมไปแล้ว) และแสนยอด ไว้ถ้ามีโอกาสผมจะชวนชิมที่ร้านแสนยอดนะครับ</p><p>&nbsp;</p><p>ร้าน : ประจักษ์</p><p>อาหารแนะนำ : เป็ดย่าง หมูแดง ข้าวผัด ฯลฯ (เรียกได้ว่า &#8220;ทุกสิ่งอย่าง&#8221; ครับ)</p><p>ราคา : ปานกลาง</p><p>เวลาเปิดบริการ : 08.30 น. &#8211; 20.30 น.</p><p>ที่อยู่ : เยื้อง ๆ กับโรบินสันบางรัก</p><p>โทรศัพท์ : 02-234-3755 02-235-6324 .</p><p><span
style="font-size: small;">Website :</span> <a
href="http://www.prachakrestaurant.com/">http://www.prachakrestaurant.com</a></p><p>ปล.</p><p>- สำหรับประวัติความเป็นมาของร้านประจักษ์นี้ ลองเข้าไปอ่าน <a
href="../legend-duck/" target="_blank">ที่นี่</a> นะครับ</p><p>- เวลา ที่ได้ทานอาหารในร้านอาหารที่ชื่นชอบและไม่ได้ทานมานาน ความรู้สึกเหมือนกับได้พบคนรักเก่าที่รักไม่เคยน้อยลงเลย ทุกครั้งที่ได้เจอก็พูดได้เต็มปากว่า &#8220;ผมรักคุณ&#8221;</p><p>- ผู้ชายเจ้าชู้ชวนชิมห่างหายไปนานเลยนะครับ ไม่มีคำแก้ตัวครับ นอกจากคำว่า &#8220;คิดถึงนะครับ&#8221; ^^</p><p>- ช่วงนี้เข้าฤดูฝนแล้ว รักษาสุขภาพด้วยนะครับ<br
/><br
/>เรื่องโดย : ผู้ชายเจ้าชู้ ชวนชิม</p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b9%8c/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> <item><title>วิธีทำขนมจีนน้ำยา</title><link>http://www.keajon.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%82%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a2%e0%b8%b2/</link> <comments>http://www.keajon.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%82%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a2%e0%b8%b2/#comments</comments> <pubDate>Sun, 14 Aug 2011 08:10:47 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[อาหารพารวย]]></category> <category><![CDATA[ขนมจีนน้ำยา]]></category> <category><![CDATA[น้ำยาป่า]]></category> <category><![CDATA[วิธีทำขนมจีนน้ำยา]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=5766</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%82%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a2%e0%b8%b2/"><img
align="left" hspace="5" width="150" height="150" src="http://www.keajon.com/wp-content/plugins/thumbnail-for-excerpts/tfe_no_thumb.png" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="" title="" /></a>  ขนมจีนน้ำยา (สูตรเจ)                                                       เครื่องปรุง เห็ดฟาง                                     200      กรัม ผักกาดดอง                                   1       ถ้วย                              ถั่วงอกเด็ดหัวเด็ดหาง                      1       ถ้วย แมงลักเด็ดเป็นใบ                           1       ถ้วย มะพร้าวขูด                                400       กรัม ลูกชิ้นเจ                                   100       กรัม เต้าหู้หลืองแห้งทอดกรอบ                5       ชิ้น ฟองเต้าหู้ทอดกรอบ                       1       แผ่น ขนมจีน                                    500       กรัม ซีอิ๊วขาว                                      2       ช้อนโต๊ะ เครื่องแกง                              พริกแห้งเม็ดใหญู่ 6 เม็ด กระชายหั่นละเอียด [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<div><strong></strong><strong>  </strong><strong>ขนมจีนน้ำยา (สูตรเจ)</strong><strong>  <br
/>                                                     </strong></div><div><strong> เครื่องปรุง<br
/> <br
/> </strong></div><div><span
style="font-size: x-small;">เห็ดฟาง                                     200      กรัม</span></div><div><span
style="font-size: x-small;">ผักกาดดอง                                   1       ถ้วย</span><strong>                             </strong></div><div><span
style="font-size: x-small;">ถั่วงอกเด็ดหัวเด็ดหาง                      1       ถ้วย</span></div><div><span
style="font-size: x-small;">แมงลักเด็ดเป็นใบ                           1       ถ้วย</span></div><div><span
style="font-size: x-small;">มะพร้าวขูด                                400       กรัม</span></div><div><span
style="font-size: x-small;">ลูกชิ้นเจ                                   100       กรัม</span></div><div><span
style="font-size: x-small;">เต้าหู้หลืองแห้งทอดกรอบ                5       ชิ้น</span></div><div><span
style="font-size: x-small;">ฟองเต้าหู้ทอดกรอบ                       1       แผ่น</span></div><div><span
style="font-size: x-small;">ขนมจีน                                    500       กรัม </span></div><div><span
style="font-size: x-small;">ซีอิ๊วขาว                                      2       ช้อนโต๊ะ</span></div><div></div><div><strong>เครื่องแกง</strong><strong><br
/>                 </strong><span
style="font-size: x-small;"><br
/>             พริกแห้งเม็ดใหญู่ 6 เม็ด กระชายหั่นละเอียด 6 แว่น</span></div><div><span
style="font-size: x-small;">ข่าหั่นละเอียด 3 แว่น ตะไคร้หั่นฝอย 2 ต้น</span></div><div><span
style="font-size: x-small;">ผิวมะกรูดหั่นละเอียด 1 เสี้ยว ใบมะกรูดหั่นละเอียด 2 ใบ</span></div><div><span
style="font-size: x-small;">เกลือป่น 1/2 ช้อนชา</span></div><div><span
style="font-size: x-small;">โขลกเครื่องแกงทั้งหมดรวมกันให้ละเอียด</span></div><div></div><div><strong>วิธีทำ <br
/> </strong></div><div><span
style="font-size: x-small;">1. คั้นมะพร้าว ให้ได้กะทิ 5 ถ้วย</span></div><div><span
style="font-size: x-small;">2. ล้างเห็ดฟาง เฉือนโคนที่สกปรกออก สับให้ละเอียด โขลกรวมกับเครื่องแกงให้เข้ากัน</span></div><div><span
style="font-size: x-small;">3. ล้างผักกาดดอง หั่นซิ้นเล็ก ล้างใบแมงลัก ถั่วงอก พักไว้ให้สะเด็ดน้ำ </span></div><div><span
style="font-size: x-small;">4. ใส่กะทิในหม้อ ตั้งไฟให้เดือด ใส่เครื่องแกงลงละลาย ใส่ลูกชิ้นเจ ต้มให้สุก ใส่ซีอิ๊วขาว ชิมรสตามชอบ</span></div><p><span
style="font-size: x-small;">5. จัดขนมจีนใส่จาน พร้อมเต้าหู้ทอด ฟองเต้าหู้ทอด ถั่วงอก ใบแมงลัก และผักกาดดอง รับประทานกับน้ำยา</span><span
style="font-size: x-small;"><br
/></span></p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%82%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a2%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> </channel> </rss>
