02 Aug, 2009
ไชยกวัฒน์ เบญจรงค์ทอง18k ใส่ความต่าง สร้างยอดขาย
Posted by: Mr.Keajon In: Home|อาชีพเสริม
“ไชยกวัฒน์เบญจรงค์” ใส่ความต่าง สร้างยอดขาย
จาก ผลิตภัณฑ์งานเบญจรงค์ซึ่งมองเห็นเป็นสินค้าขาดความต่าง หากแต่คู่แข่งขันนั้นกลับสูง ต่อเมื่อย่างเท้าเข้ามาใน “ไชยกวัฒน์เบญจรงค์” เห็นทีความคิดนี้จะหมดไป กับผลงานชุดเบญจรงค์เคลือบทอง 18 K ซึ่งถือว่าหาช่างฝีมือดียาก ด้วยเหตุนี้จึงมิต้องแปลกใจ เพราะเพียงเปิดหน้าร้านขายปลีก ยอดขายเติบโตได้ถึงหลักล้าน
ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อย สามารถก้าวย่างอยู่บนสายธุรกิจได้ ทั้งๆ ผลิตภัณฑ์จัดจำหน่ายคู่แข่งทางการตลาดสูงจนนับรายไม่ถ้วน ดังยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์ “เบญจรงค์” ซึ่งมีผู้ผลิตกระจัดกระจายหลายจังหวัด หนำซ้ำกลุ่มเป้าหมายจำกัดไว้กับผู้ซื้อซึ่งมีฐานะทางการเงินดี ด้วยเพราะสินค้าประเภทนี้ หากเทียบประโยชน์ใช้สอย เมื่อครั้งอดีต เป็นได้แค่ของโชว์ ของฝากผู้หลักผู้ใหญ่ มิใช่ของใช้ประจำบ้าน อันสืบเนื่องจากสนนราคาจำหน่ายนับพันนับหมื่น หรือหลักแสน
ด้วย ราคาขายผลิตภัณฑ์ประเภทงานเบญจรงค์ค่อนข้างสูง จึงยั่วยวนให้ใครหลายคนหันเหสู่ธุรกิจผลิตจำหน่ายเบญจรงค์มากราย แต่กระนั้นหากฝีมืออ่อนด้อย การตลาดไม่เข้มแข็งพอ กอปรกับสินค้าหาจุดต่างไม่ได้ ธุรกิจนี้เห็นทีเติบโตยาก
จากอาชีพนักดนตรี
ผันสู่ผู้ค้าขายเบญจรงค์
เท็จ จริงประการใด คุณไชยกวัฒน์ วรวงษ์ หนุ่มคนขยัน ขออาสาเล่าเรื่องราว ตั้งแต่เริ่มก้าวสู่ธุรกิจ จวบจนล้มลุกคลุกคลาน เงินมรดกแม่ให้จมหาย แต่ด้วยหัวใจไม่ท้อถอย ถึงวันนี้ “ไชยกวัฒน์เบญจรงค์” สามารถเติบโตท่ามกลางคู่แข่งหนาตา และมีทีท่าขยับสู่ความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ในอนาคต
“เมื่อก่อนผมไม่ ได้ประกอบอาชีพนี้ เพราะหลังเรียนจบชั้น ม.6 ทำตามความฝันคือเป็นนักดนตรี กระทั่งแม่เสียชีวิต ทิ้งเงินไว้ให้ 200,000 บาท คิดว่าต้องทำอะไรจริงจังแล้ว ซึ่งในส่วนของเบญจรงค์ ผมเห็นมาหลายปี และชอบ คงเพราะเป็นงานศิลปะ จึงคิดว่าอาชีพนี้เติบโตได้”
ด้วยความรู้ด้าน ผลิตไม่มี ใช้วิธีจ้างผู้ชำนาญทำส่งให้ แต่เพียง 2-3 เดือนล่วงผ่าน เงินทองจากแม่จมหาย เพราะการบริหารจัดการธุรกิจให้สำเร็จมิอาจทำได้กับระบบซื้อมาขายไป แต่ผู้จำหน่าย ต้องเข้าใจกระบวนการผลิต สามารถลงมือทำเองได้และที่สำคัญ ต้องวางแผนอย่างมีระบบ ทั้งในส่วนของกำลังคน ต้นทุน บัญชี การตลาด
“ผมเคยนำชิ้นงานมาคำนวณ จากต้นทุนผลิต 125 บาท แต่ราคาขายกำหนดไว้ 120 บาท นอกจากไม่ได้กำไรแล้ว ยังขาดทุนด้วย”
เมื่อ รู้ปัญหา คุณไชยกวัฒน์ขอเริ่มต้นใหม่โดยค่อยๆ ก้าว เพราะทุนในกระเป๋าร่อยหรอ นอกจากนั้น พยายามค้นหาความต่าง ด้วยเพราะผลิตภัณฑ์เบญจรงค์ นับจำนวนผู้ผลิตแล้วมากราย กระทั่งลงตัวกับชุดงานเบญจรงค์เคลือบทอง 18 K ที่หาช่างฝีมือดียาก ต้องอาศัยฝึกฝน แต่คุณไชยกวัฒน์ไม่ท้อถอย กระทั่งเกิดความชำนาญ รังสรรค์ผลิตภัณฑ์สวยสะดุดตา
“งานเคลือบทอง 18 K ค่อนข้างทำยาก ต้องพิถีพิถัน แต่เรามองว่าอะไรที่ยากยิ่งต้องทำ เพื่อให้เกิดความต่าง และผลตอบรับออกมาดีจริง โดยขณะนั้น ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ติดต่อขอชมผลิตภัณฑ์ และเลือกชุดเบญจรงค์เคลือบทอง 18 K ไปเป็นสินค้าภายในห้าง กอปรกับช่วงปี 2544-2545 เศรษฐกิจประเทศอยู่ในเกณฑ์ดี สินค้าผลิตเท่าไรขายหมด ซึ่งจากอดีต คนรวยซื้อไปโชว์ ไปเป็นของฝาก ปัจจุบันเริ่มซื้อไปใช้”
รายได้หลัก จากแต่ก่อน มาจากกลุ่มคนระดับบน ปัจจุบันกลุ่มเป้าหมายครอบคลุม แม้ผู้มีรายได้ปานกลางลงล่าง ให้ความสนใจจับจอง ด้วยเพราะไชยกวัฒน์เบญจรงค์ เล็งเห็นความต้องการของผู้อุปโภค จึงผลิตสินค้าหลากหลายคุณภาพขึ้นมารองรับ
ความแปลกแตกต่างของ ผลิตภัณฑ์ ส่งผลให้ตลาดเติบโตดี มีผู้สนใจติดต่อซื้อขายไม่ขาด โดยในช่วงปี 2546-2547 ร้านนารายภัณฑ์ ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาดูกิจการ สถานที่ผลิต จากนั้นสั่งสินค้าชุดเบญจรงค์เคลือบทอง 18 K ส่งผลถึงรายได้ต่อเดือนสูง 700,000-900,000 บาท ในขณะต้นทุนผลิตจริงเพียง 200,000 บาทเท่านั้น
โดดเด่นด้วยลวดลาย
โทนสีทันสมัย ต้องตา
ผล กำไรพร้อมเงินซึ่งยื่นความประสงค์ขอกู้กับศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 8 จังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 500,000 บาท นำมาขยายกิจการ ปรับปรุงธุรกิจ พร้อมพัฒนาสินค้าให้เกิดความหลากหลาย และเหมือนเป็นความโชคดี เพราะหลังยื่นความประสงค์ ขอเข้าเป็นสินค้าประจำตำบล ตั้งแต่นั้นป้ายสัญลักษณ์ OTOP ปรากฏชัด ส่งผลให้ไชยกวัฒน์เบญจรงค์ รับโอกาสอันดี เดินทางร่วมออกงานแสดงสินค้าใหญ่ปีละ 3 ครั้ง ได้แก่ งานแสดงสินค้าโอท็อป และงานเมดอินไทยแลนด์ โดยรายได้ต่อครั้ง หรือราว 7 วัน 1,600,000 บาท
ตลาดส่งขายหลักอีกแห่งหนึ่งคือ ตลาดนัดจตุจักร โดยบรรทุกสินค้าเต็มรถกระบะไปส่งสัปดาห์ละครั้ง แต่เพียงไม่นานก็หยุด ด้วยเพราะหันมามุ่งสร้างหน้าร้านเป็นของตัวเอง เพื่อให้ผลตอบแทนในส่วนของรายได้เพียงพอในยุคข้าวของขึ้นราคา เพราะหากส่งขาย กำไรอาจได้ไม่คุ้มทุน
“โชคดีตรงทำเลผลิตอยู่ติดถนน ใหญ่ จึงทำหน้าร้านขึ้น ส่วนลูกค้าหลักเป็นคนไทย ทั้งขาประจำและขาจร ซึ่งส่วนใหญ่พบเจอกันในงานแสดงสินค้า และได้มาแบบปากต่อปาก ส่วนเหตุผลที่ทำตลาดในประเทศเพราะผมต้องการผลิตสินค้าดีให้คนไทยใช้ก่อน อยากให้คนไทยรู้จักเบญจรงค์มากขึ้น โดยยอดขายส่วนใหญ่จากค้าปลีก ซึ่งรายได้ถือว่าอยู่ในเกณฑ์พึงพอใจ เนื่องด้วยกลุ่มเป้าหมายครอบคลุมทุกระดับ”
นอกจากสร้างความต่างกับ งานเบญจรงค์เคลือบทอง 18 K แล้ว ความโดดเด่นในส่วนของลวดลาย โทนสี ยังเรียกความสนใจจากผู้ซื้อได้ไม่แพ้กัน โดยเฉพาะ “ลายพิกุล” ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ให้ความละเอียดอ่อนช้อย
ผู้ประกอบการคน ขยันว่า การออกแบบผลิตลายใหม่ เพื่อทดสอบตลาดเป็นสิ่งซึ่งไชยกวัฒน์เบญจรงค์ เลือกทำมาอย่างต่อเนื่อง “ต้องกล้าผลิตสินค้าทดสอบตลาด อย่ามัวแต่กลัวจะขายไม่ได้ ไม่อย่างนั้นความแปลกใหม่ไม่เกิด การออกแบบแม้บางครั้งไม่ประสบผลสำเร็จ ตลาดไม่นิยม เพียงแค่หยุดทำ แต่หลายแบบตลาดเลือกรับ อย่างเมื่อก่อนกับตลาดในห้างสรรพสินค้า และร้านนารายภัณฑ์ ผมสามารถกำหนดราคาขายได้เอง คือเขาไม่เกี่ยงของแพง แต่กับบางตลาดต้องให้เขากำหนดมาให้ จากนั้นผลิตสินค้าตามความประสงค์ของผู้ซื้อ นี่คือข้อดีของการทำสินค้าได้หลากหลาย ลูกค้าย่อมหลากหลายตาม”
เปิดตัวเองให้กว้าง
หาทางลดต้นทุน
คุณ ไชยกวัฒน์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันหันมาดูแลปรับลดในส่วนของต้นทุนผลิตให้ต่ำลง แต่มิได้หมายถึงปรับลดคุณภาพ เพียงแต่ให้ความสำคัญกับรายละเอียดของค่าใช้จ่ายในส่วนเกิน ควบคุมการบริหารจัดการต้นทุนให้ต่ำ อันจะส่งผลถึงกำไรงอกงามตามมา
การ เปิดโลกทรรศน์ตัวเองให้กว้าง ถือเป็นอีกช่องทางหนึ่งนำไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งคุณไชยกวัฒน์ไม่เพียงเดินดูสินค้ากับตลาดในประเทศ แต่ยังจับจองตั๋วเครื่องบินมุ่งสู่ประเทศจีน ซึ่งมีชื่อเสียงเรื่องการผลิตงานเซรามิค เพื่อปรับใช้ให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจของตน
“ไปครั้งแรกไม่ได้อะไร กลับมา เพราะไม่ได้ศึกษาข้อมูลให้ถี่ถ้วนก่อน ทั้งในเรื่องแหล่งผลิต และภาษา กระทั่งกลับมาวางแผน แล้วเดินทางไปใหม่อีกครั้ง โดยได้คนไทยซึ่งพูดภาษาจีนได้ช่วยแปลให้ สิ่งที่เราพบคือ ความเก่งด้านฝีมือ การผลิตเขาเติบโตมานานหลายปี จึงมีความชำนาญ ต้นทุนวัตถุดิบต่ำ ทำให้ราคาขายสินค้าถูก”
คุณไชยกวัฒน์เปรียบ เทียบแก้วน้ำเซรามิค ประเทศจีนจัดจำหน่ายในราคาใบละ 17 บาท ในขณะผู้ประกอบการคนไทยผลิตขาย 40 กว่าบาท ต่อใบ แถมกำไรยังแทบไม่เหลือ นั่นเพราะราคาวัตถุดิบต่างกัน โดยเปรียบเทียบคุณภาพดิน ถ้าซื้อในประเทศไทยตกตันละ 7,000 บาท ส่วนประเทศจีนขายตันละ 700 บาท หนำซ้ำคุณภาพดีเทียบเท่าตันละ 10,000 บาท ของไทย
สำหรับทองเขียน ลาย หากซื้อผ่านตัวแทนจำหน่ายในประเทศ ขวดละ 19,000 บาท แต่หากซื้อจากประเทศจีนโดยตรง 13,000 บาท ซึ่งไชยกวัฒน์เบญจรงค์ ใช้วัตถุดิบชนิดนี้เดือนละราว 20 ขวด ฉะนั้น หากนำเข้าจากประเทศจีนด้วยตัวเอง คาดว่าตัวเลขต้นทุนลดลงมากโข
“ตอน นี้รับแก้วน้ำ รวมไปถึงสินค้าบางรายการจากประเทศจีนมาเขียนลายเอง เพราะจีนไม่มีความถนัดด้านนี้ แต่ในส่วนของวัตถุดิบไม่ว่าดิน ทองเขียนลาย ปัจจุบันยังคงรับซื้อในประเทศไทย เพราะกำลังผลิตไม่มาก แต่อนาคตอันใกล้เตรียมพร้อมเปิดโรงงานแห่งใหม่ในจังหวัดนครราชสีมา ถึงครานั้นวัตถุดิบคงเลือกรับจากประเทศจีน เพราะแม้บวกเพิ่มภาษี ค่าขนส่งแล้วยังถูกกว่ามาก”
ย้อนถามถึงแรงงงานผลิต คุณไชยกวัฒน์ ว่า แต่ก่อนมีพนักงานประจำโรงงานราว 30-40 คน แต่การบริหารคนไม่ใช่เรื่องง่าย อีกทั้งทุกคนมีความฝัน เหตุนี้คุณไชยกวัฒน์ จึงคัดเลือกผู้มีฝีมือ และต้องการก้าวออกไปเติบโตจัดตั้งกลุ่มผลิตขึ้นเอง โดยปัจจุบันราว 7-8 กลุ่ม ซึ่งแต่ละกลุ่มมีสมาชิกเริ่มต้นตั้งแต่ 4-5 คน ไปจนถึงสูงสุดราว 20 คน
ให้พนักงานสร้างกลุ่ม
เติบโตได้ด้วยตัวเอง
ใน ส่วนของเงินลงทุนเบื้องต้นกับการจัดตั้งกลุ่มราว 75,000 บาท คุณไชยกวัฒน์เบญจรงค์ ออกให้ก่อน แล้วค่อยผ่อนใช้ภายหลัง “วัตถุดิบทั้งหมดรับซื้อจากโรงงานไชยกวัฒน์เบญจรงค์ ในขณะผมรับซื้อสินค้าทั้งหมด แต่ถามว่ากลัวเขาไปขายให้คนอื่นหรือไม่ ไม่กลัว เพียงแต่เราต้องบริหารจัดการเป็น เรื่องต้นทุนต้องรู้จริง ซึ่งปัจจุบันให้สิทธิ์สามารถขายกับผู้รับซื้อรายอื่นได้ แต่ต้องส่งสินค้าให้ไชยกวัฒน์เบญจรงค์เป็นหลักอย่างเพียงพอ”
สำหรับ ผู้ไม่มีกำลังทุนผลิตเตาเผา ซึ่งสนนราคาสูงราว 45,000 บาท กับค่าวัสดุและงานก่อสร้าง สามารถส่งผลิตภัณฑ์มาเผาได้ที่โรงงาน “โรงงานมีเตาเผาหลายเตา แต่ปัจจุบันทำงานจริงเตาเดียว โดยเผา 2 รอบ รอบหนึ่งถ้าคิดเป็นมูลค่าทางการเงินราว 40,000 บาท”
ถามถึงรายได้ ของกลุ่มผู้ผลิตสินค้าส่งให้ คุณไชยกวัฒน์ ว่า ขึ้นอยู่กับความชำนาญของผู้ผลิต และความยากง่ายของลวดลาย ส่วนรายได้นั้นสำหรับกลุ่มผู้มีสมาชิก 4-5 คน ราว 60,000-70,000 บาท หรือบางกลุ่มมีสมาชิกมาก รายได้สูงถึง 200,000 บาท
ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ของไชยกวัฒน์เบญจรงค์ หลากหลายรายการ เน้นประโยชน์ใช้สอย อาทิ เครื่องใช้ประเภทถ้วยโถ อุปกรณ์ครัวเรือน โดยสินค้าขายดี แก้วน้ำ ถ้วยชากาแฟ และโกศ ซึ่งร้านจำหน่ายเครื่องสังฆภัณฑ์หลายแห่งเดินทางมาสั่งซื้อเดือนหนึ่งหลาย ชิ้น ส่วนลวดลายขายดีนั้นเป็นลวดลายทำขึ้นง่ายๆ ราคาขายต่ำ แสดงให้เห็นถึงกลุ่มผู้ซื้อส่วนใหญ่ระดับกลางลงล่าง
คุณไชยกวัฒน์ ยังเผยถึงยอดขายในปัจจุบันว่า ราว 1,000,000 บาท โดยหลังหักต้นทุนแล้วคงเหลือกำไร 20 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป หรือให้ระบุตัวเลขอย่างไม่ปิดบังราว 400,000-500,000 บาท
“อีกสิ่ง ซึ่งผมภูมิใจมาก คือ ทางวัดแคราย ตำบลแคราย อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร มอบหมายให้เขียนลายเบญจรงค์ภายในโบสถ์ ถือเป็นความต่างซึ่งเกิดขึ้นบนผนัง สามารถดึงดูดผู้สนใจเข้ามาเยี่ยมชมได้มาก เป็นโบสถ์เบญจรงค์แห่งเดียวในประเทศไทย หากใครสนใจใคร่ชม สามารถเดินทางมาได้”
ก่อนจากหน้ากระดาษนี้ไป ผู้ประกอบการคนขยันยังแย้มถึงกรรมวิธีผลิตให้ฟังคร่าวๆ โดยเริ่มต้นรับซื้อดิน ซึ่งบริษัทจัดจำหน่าย บรรทุกมาจากจังหวัดปราจีนบุรี นครศรีธรรมราช เชียงใหม่ ลำปาง นำดินขึ้นแบบปั้น และเคลือบ จึงเข้าเตาเผาซึ่งมี 2 ระบบคือ ไฟฟ้า และแก๊ส โดยใช้ความร้อนสูง 1,300 องศา นำออกมาพักให้เย็น เพื่อเขียนลาย ลงสี นำเข้าเตาเผาอีกครั้ง อุณหภูมิ 800 องศา ตรวจสอบความเรียบร้อยก่อนจัดจำหน่าย
สนใจผลิตภัณฑ์ เบญจรงค์ เดินทางไปได้ที่ “ไชยกวัฒน์เบญจรงค์” 17/5 หมู่ 8 ตำบลคลองมะเดื่อ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร โทรศัพท์ (034) 848-657, (081) 907-1998
ข้อมูลจำเพาะ
กิจการ ผลิตจำหน่ายเครื่องเบญจรงค์
ชื่อกิจการ ไชยกวัฒน์เบญจรงค์
ลักษณะกิจการ ผู้ประกอบการโอท็อป
เจ้าของกิจการ คุณไชยกวัฒน์ วรวงษ์
เงินลงทุน หลักแสนขึ้นไป
ผลิตภัณฑ์ เครื่องเบญจรงค์ ประเภทของใช้ เครื่องครัว
ของประดับตกแต่งบ้าน เป็นต้น
วัตถุดิบหลัก ดิน ทองเขียนลาย สี พู่กัน เป็นต้น
แหล่งซื้อ ตัวแทนจำหน่ายในประเทศ
อุปกรณ์ อุปกรณ์เขียนสี พู่กัน เตาเผา เป็นต้น
ราคาขายสินค้า เริ่มต้น 30 บาท กระทั่งสูงสุด 100,000 บาท
ยอดขาย ประมาณ 1,000,000 บาท ต่อเดือน
กำไร 20 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป
รูปแบบการขาย เน้นขายปลีก
ช่องทางจัดจำหน่าย เปิดหน้าร้าน และออกงานแสดงสินค้า
พนักงาน ประมาณ 40-60 คน
ปัญหาอุปสรรค เงินทุนหมุนเวียน และสำหรับขยับขยายกิจการ
สถานที่ผลิต 17/5 หมู่ 8 ตำบลคลองมะเดื่อ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร
โทรศัพท์ (034) 848-657, (081) 907-1998
เรื่องโดย : บุญเตือน
เอื้อเฟื้ออาชีพโดย : มติชน เส้นทางเศรษฐี









แบนเนอร์โฆษณา 140×140
