10 Aug, 2009
กฤษณา ราชาไม้หอม การตลาดนำการผลิต ถึงจะก้าวหน้า
Posted by: Mr.Keajon In: Home|อาชีพเสริม|เกษตรแก้จน
ไม้กฤษณาคืออะไร
คำ ว่า กฤษณา หมายถึง ไม้กฤษณา หรือกฤษณา หรือต้นไม้หอม ไม้กฤษณาที่ยังเป็นต้นไม้อยู่ (ตอนที่ยังไม่เกิดบาดแผล) จะมีเนื้อไม้สีขาว แต่เมื่อเกิดบาดแผลแล้วก็จะมีน้ำมันสีดำเกิดขึ้น และขยายวงกว้างออกไป สำหรับไม้กฤษณาที่เกรดดี ๆ ที่มีราคาหลายหมื่นบาท ก็จะต้องทิ้งไว้หลายปี จนเป็นสีดำสนิท หรือสีน้ำตาล
การขยายพันธุ์
ชาว บ้านทั่วไปมักจะใช้การเพาะเมล็ด เมล็ดของกฤษณามาจากดอกที่จะออกดอกช่วงผลัดใบ ประมาณเดือนมีนาคม-เมษายน หรือช่วงหลังปีใหม่ ถ้าฝนแล้งก็จะมีดอกช่วงเดือนมีนาคม โดยจะมีดอก 2 ชุดคือ ชุดเล็กและชุดใหญ่ (บางครั้งจะมี 1 ชุด) ผลจะแก่ช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ก็จะทยอยร่วงหล่น ผลมีเมล็ด 2 แบบคือ เมล็ดแก่จะมีสีเขียว และถ้าเมล็ดแก่มาก ๆ จะมีสีน้ำตาล และแตกออก ทำให้สามารถเก็บไปเพาะพันธุ์ต่อได้
มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์มีการเพาะเมล็ดพันธุ์กฤษณา แต่เป็นวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ซึ่งใช้เวลานาน จึงต้องใช้พันธุ์ที่ดีจึงจะคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป และการใช้วิธีแบบนี้จะให้ผลผลิตที่ดีมาก ถ้าได้พันธุ์ที่ไม่ดี จะทำให้เกิดกฤษณาพันธุ์ที่ไม่ดีหลายหมื่นต้น ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองต้นทุน
![]() |
การเพาะปลูก
สำหรับ ไม้กฤษณาสามารถขึ้นได้ทั่ว ๆ ไป แต่ถ้าจะให้ดีควรมีการจัดสรรที่ที่เหมาะสม สภาพดินต้องมีความชุ่มชื้น ไม่ควรเป็นดินทรายจัด ดินลูกรัง หินดาน หรือที่แห้งแล้งจนเกินไป ฝนตกไม่ต่ำกว่า 5 เดือน และต้องตัดแต่งกิ่งให้ดีด้วย จะต้องมีระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 3.3 ตารางเมตร เมื่อปลูกได้แล้ว หลังจาก 5 ปี ควรจะวัดเส้นรอบวงได้ประมาณ 50 เซนติเมตร โดยวัดสูงจากพื้นดิน 1 เมตร
ราคา
ที่จังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตราด ต้นกล้าสูงประมาณ 1 ฟุต ขาย 10 บาท แต่ถ้าสูง 5-6 เซนติเมตร ขาย 4-5 บาท
การเกิดจากเชื้อราตามที่สมัยก่อนเชื่อ
จาก ความเชื่อแต่โบราณ ในงานวิจัยนี้ได้มีการนำเชื้อราจากต้นไปตรวจพบว่า ไม่ได้ทำให้เกิดกฤษณา แต่เป็นการทำลายเนื้อไม้ให้ผุ จึงสรุปได้ว่า เชื้อราเป็นตัวทำให้เกิดกฤษณาเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่ส่วนใหญ่ การที่จะทำให้เกิดกฤษณาได้ต้องทำให้เกิดบาดแผลเท่านั้น |
ทราบได้อย่างไรว่าเกิดกฤษณาขึ้น
1. นำไม้ที่ต้องการตรวจไปลอยน้ำ ถ้าลอยน้ำแสดงว่าเกิดกฤษณาน้อย หรือไม่มี แต่ถ้าจมน้ำแสดงว่าเกิดกฤษณามาก และไม้มีสีดำ
2. นำไม้ที่ต้องการตรวจไปเผาไฟ ถ้ามีกฤษณาก็จะมีกลิ่นหอม
3. ตรวจดูจากแผลที่เกิด ถ้ามีกฤษณาก็จะมีสีน้ำตาล หรือดำ และขยายวงกว้างออกไป
การกลั่นน้ำมัน
นำ เนื้อไม้ที่ได้ไปบดให้ละเอียด ส่วนใหญ่ใช้เกรดที่ต่ำที่สุด แล้วนำไปแช่น้ำ 5 วัน สัดส่วนน้ำต่อเนื้อไม้ 50:50 เมื่อครบ 5 วัน ก็นำไปต้มในหม้อความดัน เป็นเตาแก๊สหรือเตาถ่านก็ได้ ก็จะเกิดน้ำมันออกมา และก็นำไปแบ่งออกตามเกรด ราคาน้ำมัน 4,000-8,000 บาท ต่อ 1 solar (12 กรัม)
ความต้องการของตลาด
ส่วน ใหญ่จะนำไปประกอบพิธีทางศาสนา สมุนไพร และมักใส่ในน้ำหอม ทำให้ติดทนนาน ในแถบตะวันออกกลาง มักจุดใช้ในครัวเรือนทำให้มีกลิ่นหอม เป็นเครื่องแสดงฐานะ
ควรจะส่งเสริมให้เป็นพืชเศรษฐกิจหรือไม่
ใน ปัจจุบันคนเริ่มมีความสนใจและปลูกกันมากขึ้น เพราะเห็นว่ามีช่องทางที่จะทำเป็นการค้าขายได้ แต่ความเป็นจริงยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ถึงเรื่องของปริมาณจำนวนแผลที่จะ เกิดขึ้นต่อต้นเป็นเท่าไร และจะเกิดผลผลิตเท่าไร ทั้งนี้จะต้องอยู่ในระยะเวลาที่กำหนดด้วย คือยังไม่สามารถที่จะคาดการณ์ถึงผลกำไรว่าจะคุ้มค่าทางเศรษฐกิจหรือไม่ ในแง่ของการส่งเสริมคิดว่าไม่แนะนำให้ปลูก เพราะว่าดูแลยาก จะต้องดูถึงสภาพดินและพันธุ์ไม้ด้วย อาจจะไม่คุ้มกับทุน แต่ถ้าจะปลูกแบบแซมกับต้นไม้ชนิดอื่น ๆ ปลูกรอบสวน ปลูกบังลม แล้วปล่อยให้โตเองโดยที่ไม่ต้องดูแลมาก แต่อาจจะทำให้เกิดแผลไปเรื่อย ๆ ไม่ควรปลูกโดยใช้พื้นที่จำนวนมากหรือเป็นป่า เพราะผลผลิตอาจเกิดน้อย ส่วนใหญ่มักนำเนื้อไม้ไปทำพวกกล่องเพชร ลูกประคำ คันธนู ฯลฯ แต่คุณค่าจริง ๆ อยู่ที่น้ำมันกฤษณา จึงต้องใช้เวลานานในการปลูก เพราะฉะนั้นจึงจะต้องมีทุนจำนวนมากและมีพื้นที่
ข้อแนะนำสำหรับเกษตรกรผู้สนใจ
1. สำหรับเกษตรกรที่มีทุนมาก และสามารถรอได้ จะปลูกเป็นผืนป่าก็ได้
2. สำหรับเกษตรกรที่มีทุนน้อย ควรจะปลูกแบบรอบ ๆ สวนมากกว่า
การตลาดไม้กฤษณา
ตลาดในประเทศ
การ ซื้อขายไม้กฤษณาที่ผ่านมาในอดีตค่อนข้างมีข้อมูลน้อย เนื่องจากปัญหาในเรื่องของกฎหมายจากการลักลอบนำไม้กฤษณาจากป่าธรรมชาติมาขาย และต้มกลั่น ทำให้ข้อมูลด้านนี้ไม่ได้รับการเปิดเผยมากนัก การซื้อขายไม้กฤษณาและผลิตภัณฑ์จากไม้กฤษณาเพื่อใช้ประโยชน์ในประเทศมีน้อย ไม้กฤษณาที่ได้ส่วนใหญ่นำเข้ามาจากประเทศลาวและกัมพูชา และนอกจากนี้ยังเป็นการลักลอบนำไม้จากป่าอนุรักษ์ภายในประเทศ
สำหรับ ไม้จากสวนป่า เนื่องจากประเทศไทยมีสวนป่าอายุมากที่สุดประมาณ 12 ปี การตลาดของไม้กฤษณาจากไม้ปลูกเริ่มต้นอย่างจริงจัง เมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา แต่ยังไม่แพร่หลายมากนัก มีความพยายามที่จะศึกษาวิธีการกระตุ้นสารกฤษณาด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน เริ่มมีเกษตรกรผู้ปลูกสวนป่าได้ตั้งโรงกลั่น เพื่อกลั่นไม้กฤษณาในจังหวัดตราด และจันทบุรี เริ่มซื้อไม้จากการทำสารกระตุ้นกฤษณา และไม้ปากขวาน กิโลกรัมละ 50 -250 บาท ซึ่งเป็นเกรดของไม้กฤษณาที่ต่ำสุด ในปัจจุบันการกระตุ้นสารกฤษณาจากไม้กฤษณาปลูกไม่ว่าด้วยวิธีการใดเป็นที่ยอม รับของชาวต่างชาติถึงคุณภาพของน้ำมันกฤษณาและชิ้นไม้จุดดม ซึ่งมีการเซ็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าไม้กฤษณาจากไม้ปลูกแล้ว
การตลาด ปัจจุบันมีประเทศที่เป็นสมาชิก ที่ต้องการใช้ผลิตภัณฑ์จากไม้กฤษณาอยู่ 78 ประเทศ ซึ่งแยกตามกลุ่มใหญ่ ๆ รวมเป็นกลุ่มดังต่อไปนี้คือ
กลุ่ม ที่ 1 ชาวตะวันออกกลางหรือกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก หรือ กลุ่มโอเปก ซึ่งมีความต้องการผลิตภัณฑ์จากไม้กฤษณาสูงมาก เช่น ประเทศดูไบ , ซาอุดิอาระเบีย , อิสราเอล , ลิเบีย ฯลฯ รวมทั้งประเทศที่นับถือศาสนาอิสลามทั่วโลก
กลุ่มที่ 2 ชาวจีน รวมทั้งจีนแผ่นดินใหญ่ และไต้หวัน ส่วนใหญ่ใช้น้ำมันกฤษณา น้ำจากใบกฤษณา
ผงธูปและไม้แก่น ในการทำยาสมุนไพร และทำกำยาน ซึ่งปัจจุบันชาวจีนมีพลเมืองพันกว่าล้านคน
กลุ่มที่ 3 ชาวยุโรป เช่นฝรั่งเศส ,สหรัฐอเมริกา ,ฮอลแลนด์ ,เยอรมัน, แคนนาดา ฯลฯ ส่วนใหญ่ใช้น้ำมันกฤษณาเป็นหัวเชื้อน้ำหอม
กลุ่มที่ 4 ชาวญี่ปุ่น ใช้น้ำมันกฤษณาเป็นตัวยารักษามะเร็งลำไส้ และกระเพาะอาหาร และปัจจุบันกำลังใช้รักษามะเร็งในตับได้อีกด้วย
กลุ่มที่ 5 กลุ่มชาวอินเดีย หรือ กลุ่มผู้นับถือศาสนาอิสลามและฮินดู เช่นอินเดียว ,ปากีสถาน
ใน อนาคตอันใกล้นี้ตลาดซื้อขายไม้กฤษณาจะย้ายฐานมาอยู่ในประเทศไทย เนื่องด้วยอนุสัญญาไซเตส กำหนดให้ประเทศสมาชิกการนำเข้าหรือส่งออกจะต้องแสดงหลักฐานแหล่งที่มาของต้น กฤษณา หรือผลิตภัณฑ์
ซึ่งบางประเทศไม่สามารถแสดงได้ และภายในปี 2549 นี้จะมีศูนย์อาหรับซิตี้ใหญ่เกิดขึ้นใจกลางกรุงเทพฯ ซึ่งจะเป็นตลาดใหญ่ของการซื้อขายไม้กฤษณา และแน่นอนในอนาคตจะเป็นการซื้อขายผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากไม้กฤษณาปลูกเท่านั้น เนื่องจากไม้ธรรมชาติมีจำนวนลดน้อยลง
ตลาดต่างประเทศ
ข้อมูล จาก CITES ในปี 2540 รายงานจากประเทศผู้นำเข้าไม้กฤษณา พบว่า มีการส่งออกไม้กฤษณาทั้งส่วนที่เป็นผง ไม้ท่อนและชิ้นไม้สับรวมประมาณ 600,000 กิโลกรัม โดยประเทศสิงคโปร์ ไต้หวัน ฮ่องกง
ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับ อิมิเรตส์ อินเดีย ญี่ปุ่น โอมาน จีน และ การตาร์ เป็นประเทศที่นำเข้าไม้กฤษณามากที่สุด เรียงตามลำดับ สำหรับน้ำมันกฤษณาประเทศซาอุดิอาระเบีย นำเข้าน้ำมันกฤษณา 379 กิโลกรัม โดยประเทศที่ส่งออกไม้กฤษณามากที่สุดคือ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย
ศุลกากร ประเทศไต้หวัน ได้รายงานว่า ประเทศไต้หวันเป็นประเทศที่เป็นตลาดปลายทางสุดท้ายของไม้กฤษณามากที่สุดจาก ทุกประเทศที่ส่งออกไม้กฤษณาไปไต้หวัน 807 ตัน โดยประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกไปสู่ตลาดไต้หวันมากที่สุด เป็นลำดับที่ 3 ประมาณ 65 ตัน ในปี พ.ศ.2541 มีการส่งออกชิ้นไม้สับกฤษณา 8 ตัน ผ่านประเทศสิงคโปร์ไปยังประเทศต่างๆ
ไม้กฤษณาเป็นไม้ที่ได้รับความ สนใจอย่างมากจากหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จึงควรมีการเร่งการส่งเสริมศึกษาวิจัยในทุกกระบวนการทั้งการปรับปรุงพันธุ์ การขยายพันธุ์ การปลูกและดูแลรักษา
ตลอด จนการชักนำให้เกิดสารกฤษณาจำนวนมาก รวมทั้งการกลั่นน้ำมันกฤษณาโดยเฉพาะการตลาด เนื่องจากไม้ชนิดนี้มีหลายประเทศได้มีการดำเนินธุรกิจ แต่ส่วนใหญ่เป็นการใช้ไม่จากป่าธรรมชาติที่มีอายุค่อนข้างมาก ซึ่งในไม่ช้าคงต้องลดน้อยลง ประเทศไทยควรเร่งส่งเสริมอย่างจริงจังให้มีระบบการจัดการที่ดีตั้งแต่ต้น
ประเทศที่สามารถกระตุ้นสารกฤษณาจากไม้ปลูกและมีระบบจัดการที่ดีจะเป็นศูนย์กลางของตลาดไม้กฤษณาในที่สุด









แบนเนอร์โฆษณา 140×140
