08 Nov, 2009
อย่าหยุดชีวิตไว้กับวิกฤต เชิญอบรมอาหารง่ายๆ ลงทุนต่ำ แต่กำไรดี ตอนที่ 2
Posted by: Mr.Keajon In: Home|ข่าวฝึกอาชีพ
อบรมฉบับนี้
โดย : ลุงพร ชอนอาชีพ แห่งมติชน lungporn@matichon.co.th
อย่าหยุดชีวิตไว้กับวิกฤต เชิญอบรมอาหารง่ายๆ ลงทุนต่ำ แต่กำไรดี ตอนที่ 2
วัน เวลาช่างผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน นับไปนับมาอีก 2 เดือนก็จะสิ้นปี 2552 นั่นหมายถึงว่าปี 2553 ก็จะมาถึงอีกแล้ว ถามว่าตัวเราคือใคร ได้ทำอะไรให้กับ “ตัวเอง” บ้าง อย่าเพิ่งถามว่าได้ทำอะไรให้เป็นประโยชน์ต่อ “สังคม” บ้าง แต่ถ้าจะถามอย่างนี้ก็เป็นการดี แสดงว่าเราผ่านจุดหนึ่งที่ว่าพอจะพยุงให้ตัวเองได้รอดพ้นจากก้นเหว จนเห็นแสงสว่างอยู่รำไร และยืนอยู่ในจุดที่ว่าปลอดภัยแล้ว
ใคร ที่ได้มองเห็นตัวเอง ได้ทำประโยชน์ให้กับตัวเอง นั่นแสดงว่า ได้ทำประโยชน์เพื่อสังคมหรือส่วนรวมแล้ว เพราะหากตัวเองยืนอยู่ได้ สังคมก็จะไม่มีปัญหา ทุกวันนี้มีปัญหาเกิดขึ้นมากมาย เพราะผู้คนไม่มีงานทำ แต่ถ้าทุกคนมีงานทำปัญหาต่างๆ ก็คงจะน้อยลง
ก็คงเป็นที่ทราบกันดี ว่า ตลอดปี 2552 ประเทศของเราประสบปัญหาวิกฤตสารพัด แม้ว่าช่วงปลายปีเริ่มจะมีข่าวดีอยู่บ้าง แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็ยังไม่น่าวางใจ เสื้อเหลืองที่ว่าสงบลงบ้างก็มีเสื้อแดงมาแทนที่ คงจะเป็นเช่นนี้ไปอีกนานพอสมควร ขอให้พวกเราที่เป็นคนทำมาหากินอย่าได้หยุดชีวิตไว้กับวิกฤตเหล่านี้
ศูนย์ อาชีพและธุรกิจ มติชน มุ่งมั่นพัฒนาคน พัฒนาอาชีพ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเราได้ผลิตบุคลากรเข้าสู่ตลาดอาชีพ เฉลี่ยปีละ 10,000 คน จากการอบรมวิชาชีพต่างๆ กว่า 100 หลักสูตร ในหลากหลายหมวดวิชา ไม่ว่าจะเป็นงานฝีมือประเภทศิลปะประดิษฐ์ งานช่างเทคนิค งานสปาและความงาม งานเกษตรกรรม และโดยเฉพาะด้านอาหารการกินที่มีวิชาเปิดสอนมากที่สุด
เพราะ อะไรอาชีพด้านอาหารการกิน จึงได้รับความนิยม ก็เพราะว่าคนไทยเรามีศักยภาพของการเป็นประเทศที่ผลิตอาหารเป็นอันดับต้นๆ ของโลก เวลาคิดจะทำอาชีพอะไรก็จะนึกถึงอาหารเป็นลำดับแรก และคนไทยเรามีมากที่มี “เสน่ห์ปลายจวัก” ที่สืบทอดกันมาช้านาน มีอาหารหลากรสหลายเมนูที่นำมาพัฒนาต่อยอดเป็นอาชีพได้สบายๆ
อย่างที่ ผมได้นำมาเสนอในฉบับที่ผ่านมา ก็เป็นตัวอย่างของอาหารที่จะทำขายในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ซึ่งเน้นอาหารที่ทำได้ง่าย ไม่มีขั้นตอนยุ่งยากมากนัก แถมใช้เงินลงทุนต่ำ แต่ทำแล้วต้องขายได้ ขายดี มาในฉบับนี้ก็ขอว่ากันต่อ เพื่อเสนอเป็นทางเลือกให้กับท่านที่สนใจ จะมีวิชาอะไรบ้าง ลองติดตามกันดู…
กล้วยทอด เปิดสอน
พร้อมข้าวเม่า ซาลาเปาทอด
เอ่ย ว่า “กล้วยทอด” ดูว่าจะเป็นอาหารที่ทำได้ง่ายๆ ง่ายเสียจนผู้คนทั่วไปมักจะรู้สึกว่า มันจะทำขายเป็นได้เหรอ เรื่องนี้ผมเองก็เคยคิดแบบนี้ แต่เมื่อได้สัมผัสกับผู้ที่ทำอาชีพนี้ก็พบว่าบนความง่ายที่ว่านั้นยังมี โอกาสที่จะทำเงินได้อีกมาก สังเกตดูมีร้านกล้วยทอดชื่อดังมากมาย ที่ขายกันนานปีอย่างต่อเนื่อง นั่นแสดงว่าผลตอบแทนที่ได้รับทำให้เขาเหล่านั้นอยู่ได้
ผู้ที่จะมาถ่ายทอดความรู้มีนามว่า “เตือนใจ ศรีสมุทรนาค” ซึ่งได้ยึดอาชีพขายกล้วยทอดมานานปี
ตาม ประวัตินั้นเรียนหนังสือจบ ม.3 ได้ขายกล้วยทอดตั้งแต่สมัยเด็กๆ โดยเริ่มจากการช่วยคุณแม่ขายที่ตลาดเตาปูน ควบคู่กับมันทอด เผือกทอด ไข่นกกระทา ซาลาเปาทอด รวมทั้งสาคูไส้หมู และต่อมาได้สืบทอดอาชีพของคุณแม่อย่างเต็มตัว
การขายที่ตลาดเตาปูน ลูกค้าประจำมีมาก แต่ก็ต้องย้ายที่ขายใหม่เพราะได้ย้ายบ้านไปอยู่ย่านบางใหญ่จึงไปขายอยู่ที่ หมู่บ้านพระปิ่น 3 ขายที่นี้ได้ปีกว่าๆ ก็ต้องย้ายร้านมาขายที่ตลาดหน้าโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า และล่าสุดได้ปักหลักขายอยู่ที่หน้าเซเว่นฯ ใกล้ห้างบิ๊กซี บางใหญ่
จาก การเป็นแม่ค้ากล้วยทอด ตั้งแต่รุ่นแม่จนมาถึงวันนี้ไม่ต่ำกว่า 30 ปี ถือได้ว่ามีประสบการณ์จนยากที่จะหาใครมาเทียบได้ และที่ผ่านมามักมีลูกค้าถามไถ่มาตลอดว่า ทำกล้วยทอดยากไหม ทำอย่างไรจึงอร่อย ขอให้ช่วยบอกสูตรหน่อย
“มีคนถามตลอด อยากได้สูตร อยากให้เราช่วยสอน แต่เราก็ไม่ค่อยได้ใส่ใจเท่าไร แต่พออายุเริ่มมากเข้าก็คิดว่าเราจะยืนขายกล้วยทอดอยู่อย่างนี้ตลอดไปหรือ เราควรจะหาประสบการณ์ใหม่ๆ หาช่องทางใหม่ๆ ดูบ้าง”
จากจุดนี้เอง จึงทำให้ตัดสินใจที่จะมาเป็นวิทยากรกล้วยทอด รวมทั้งข้าวเม่าทอด ซาลาเปาทอด และไข่นกกระทา
“ดิฉัน พร้อมเต็มที่ที่จะสอนให้กับผู้สนใจทำเป็นอาชีพ ถึงแม้ว่าจะรู้สึกหวงสูตรอยู่บ้าง แต่เมื่อคิดดูแล้วเราทำให้คนอื่นมีรายได้มีอาชีพเราก็ภูมิใจ” อาจารย์เตือนใจ ย้ำจากใจ
เปิดสอนรุ่นต่อไป วันที่ 8 พฤศจิกายน และรุ่นส่งท้ายปี วันที่ 5 ธันวาคม 2552
สาคู ข้าวเกรียบปากหม้อ
เปิดสูตรลับ ทำง่ายขายดี
มี ร้านขายขนมสาคู ข้าวเกรียบปากหม้อเจ้าหนึ่ง ที่ตั้งร้านอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลกับศูนย์อาชีพฯ มติชน คืออยู่ที่ถนนริมคลองประปา ซอยโรงกรองน้ำบางซื่อ ชื่อร้านว่า “อุบล สาคู ข้าวเกรียบปากหม้อ” เจ้าของร้านมีนามว่า “จีรวรรณ สายเงิน” หรือชื่อเดิม “อุบล” ตามชื่อร้านนั่นละ
อาจารย์จีรวรรณ คลุกคลีกับอาชีพค้าขายมาตั้งแต่สมัยวัยรุ่นอายุ 17 ปี เริ่มจากอาชีพรับจ้างทั่วไป เพราะความรู้น้อยแค่ ป.4 สถานที่ทำงานจะอยู่ในวัดสะพานสูง เสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะมีงานวัดอยู่เรื่อยๆ มีการออกร้านอยู่เนืองๆ ลักษณะงานที่ทำจึงเป็นลูกจ้างร้านค้าเหล่านั้น
อยู่มาวันหนึ่ง ได้เห็นร้านค้าใกล้กันทำสาคูไส้หมู ทำแต่ละครั้งเป็นจำนวนมาก ผัดไส้เป็นกระทะ จึงเกิดความสนใจ และเข้าไปอาสาช่วยผัดไส้ เขาก็สอนให้ใส่โน้นใส่นี่ จนในที่สุดสามารถทำได้ด้วยตัวเอง แต่ก็ไม่คิดว่าจะทำเป็นอาชีพในตอนนั้น เพราะว่ายังคงพิสมัยกับอาชีพรับจ้างทั่วไป
กระทั่งอายุได้ 28 ปี มีครอบครัวมีลูกที่ต้องรับภาระรายจ่ายต่างๆ คิดว่าน่าจะทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอันเพื่อช่วยสามีอีกแรงหนึ่ง ก็คิดขึ้นได้ว่าพอมีความรู้เรื่องการทำสาคู
ในการทำครั้งแรกไม่ยาก นัก เพราะว่าเคยเป็นลูกมือช่วยเพื่อนทำมาก่อน แต่ก็ได้ปรับปรุงดัดแปลงสูตรตามรสชาติที่ตัวเองคิดว่าอร่อยและเปิดขายที่ หน้าบ้านซึ่งตั้งอยู่ใกล้วัด ก็ปรากฏว่าขายได้ดีขึ้นเรื่อยๆ
อย่างไร ก็ดี ในการขายช่วง 10 ปีแรก ทำๆ หยุดๆ เพราะว่ามีความรู้ในการทำขนมและอาหารอื่นๆออกขายสลับ จนบางครั้งถึงกับทิ้งสาคู จนเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมานี้ ได้ทำขายอย่างจริงจัง แม้ว่าจะทำขนมและอาหารอย่างอื่นสลับบ้าง แต่ก็ไม่เคยทิ้งสาคูตัวนี้
เพราะ อะไรจึงปักหลักขายสาคู ข้าวเกรียบปากหม้อ ทั้งที่ได้ทราบว่า อาจารย์จีรวรรณ ทำหอยทอด ผัดไทย ได้อร่อยมาก ยิ่งข้าวเหนียวมะม่วงช่วงหน้ามะม่วงต้องใช้ข้าวเหนียววันละ 2 กระสอบใหญ่ เทียบเป็นรายได้ก็หลักหมื่นบาทขึ้นไป
คำตอบก็คือว่า สาคู ข้าวเกรียบปากหม้อ ทำขายได้ทุกวัน เป็นอาหารว่างทานเล่นๆ ทำคนเดียวก็ทำได้ ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องเตรียมของอะไรมาก ผิดกับหอยทอด ผัดไทย ต้องอยู่หน้าเตาไฟผัดกันทั้งวัน และข้าวเหนียวมะม่วงจะขายได้ดีเฉพาะช่วงที่มะม่วงออกเยอะ ปีหนึ่งๆ มีแค่เดือนมีนาคม-เมษายนเท่านั้น
กับการตัดสินใจเปิดสอน ซึ่งจะต้องใช้เวลาครั้งละ 1 วัน ได้รับคำตอบว่าตอนนี้ไม่น่าห่วง พอปลีกตัวได้บ้าง (จากเดิมที่แทบไม่ได้หยุด) เพราะมีตัวตายตัวแทน คือหลานสาว สามารถมารับผิดชอบงานขายไปได้แล้ว
และอีกเหตุผลหนึ่ง เพราะคิดว่าอายุเริ่มมากขึ้นทุกวัน ในขณะที่ความรู้ที่ตนเองมีอยู่หากไม่ถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังก็จะไม่มีคนสืบทอด ซึ่งมั่นใจว่าใครที่ได้สูตรไปจะสามารถยึดเป็นอาชีพได้
“ตัวเองอายุ 60 ปีเข้าไปแล้ว ความรู้ที่มีอยู่ก็มากพอที่จะถ่ายทอดคนอื่นได้บ้าง ที่ผ่านมามีคนมาขอสูตรถามสูตรอยู่เหมือนกัน แต่ก็นั่นแหละไม่ค่อยมีใครจะสนใจทำจริงจังสักเท่าไร ทั้งที่เป็นอาชีพที่มีรายได้ดี” อาจารย์จีรวรรณ ย้ำอย่างมั่นใจ
ใครอยากเรียนรู้สูตรแห่งความอร่อยที่ขายมานานร่วม 30 ปี พบกันได้ วันที่ 8 พฤศจิกายน 2552
ขนมครกชาววัง
เปิดสูตรลับอร่อย 30 ปี
“ขนม ครก” เป็นขนมไทยๆ ที่สืบทอดกันมาช้านาน สูตรที่ศูนย์อาชีพฯ มติชน เปิดสอนมี 2 สูตร คือ ขนมครกไทยประยุกต์ และขนมครกชาววัง ซึ่งได้แนะนำในฉบับนี้
ผู้เป็นเจ้าของสูตรคือ อาจารย์จินดามาศ ทินกร อดีตข้าราชการครูสังกัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้ผันชีวิตมาเป็นแม่ค้าจากเดิมที่คิดจะทำเป็นอาชีพเสริม แต่ไปๆ มาๆ ก็ยึดเป็นอาชีพหลักมาถึงทุกวันนี้
ที่มาของชื่อ “ขนมครกชาววัง” มาจากผู้หญิงสูงศักดิ์คนหนึ่ง ซึ่งได้แนะนำว่า ให้หากระบวยที่เล็กกว่าช่องขนมครกนิดหน่อย มากดแป้งให้ล้นขึ้นมา เพื่อให้ขนมเป็นปีก และเมื่อคว่ำจะเป็นรูปหมวก เมื่อได้รับคำแนะนำ แรกๆ ก็เฉยๆ จนมาฝึกทำก็พบว่าแป้งที่ใช้ทำอยู่นั้นมันเหลวจนไม่สามารถทำแบบที่ว่าได้ คือทำได้เหมือนกันแต่จะหักไม่สวย จึงคิดหาวิธีปรับสูตรแป้งใหม่ให้เหนียวข้นมากขึ้น ผลปรากฏว่าทำได้ดี และสวยงามมาก แถมขนมยังร่อน แคะง่าย ทำให้ไม่ต้องใช้น้ำมันเยอะ กะทิก็ใช้น้อยลง จึงทำให้ขนมอร่อยไม่เลี่ยนอีกด้วย
เมื่อสูตรขนมครกทุกอย่างลงตัว จึงได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “ขนมครกชาววัง” เพื่อเป็นเกียรติกับครูนิรนามเท่านั้น
นับ ตั้งแต่นั้นมาก็ได้ทำขายอย่างจริงจัง ครั้งแรกขายที่ตลาดบางจาก เขตพระโขนง โดยเปิดร้านช่วงเย็น เพื่อไม่ให้กระทบกับงานประจำ ซึ่งก็ขายดีมาก
พอ ไม่นานได้ย้ายไปอยู่ที่บ้านพักข้าราชการกองทัพอากาศ เพราะสามีเป็นทหารอากาศ เป็นเวลาเดียวกับที่ได้ย้ายโรงเรียนไปอยู่ที่เขตบางเขน พอเลิกสอนหนังสือก็มาขายขนมครก คราวนี้ได้ขายที่ร้านค้าสวัสดิการ กองทัพอากาศ ซึ่งห่างจากบ้านพักประมาณ 100 เมตร ทั้งโรงเรียนที่สอนก็อยู่ใกล้ จึงเอื้ออำนวยต่ออาชีพค้าขายยิ่งนัก
ที่ ร้านค้าสวัสดิการ นี่เอง ที่ทำให้ชื่อเสียงของขนมครกชาววังดังกระฉ่อน เนื่องเพราะรสชาติความอร่อยได้มีการบอกกันปากต่อปาก จนมีการติดต่อไปออกงานต่างๆ
ในที่สุดได้ลาออกจากราชการ เมื่ออายุ 52 ปี เพื่อมาทำอาชีพขายขนมครกอย่างเต็มตัว ทำให้ได้มีโอกาสไปออกงานต่างๆ อย่างเต็มที่ สร้างรายได้และความประทับใจต่างๆ มากมาย
สำหรับแรง บันดาลใจที่ตัดสินใจเปิดเผยสูตรนั้น เพราะคิดว่าตัวเองทำขนมครกขายมานานจนรู้สึกผูกพันกับลูกค้ามาก เมื่ออายุมากขึ้นหากไม่มีการถ่ายทอดสูตรหรือความรู้ที่ตัวเองมีอยู่ก็จะสูญ หาย อีกทั้งตัวเองเคยเป็นครูมาก่อนก็คิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะสอนให้ผู้อื่นเพื่อ ทำเป็นอาชีพ
“อาชีพขายอาหาร มีความมั่นคง เพราะขายได้ตลอดเวลา คนเราต้องกินทุกวัน แต่อาหารที่เราขายต้องสะอาด-อร่อย-มีคุณภาพ หากทำได้จะมีการบอกต่อ และจะขายดีเป็นที่นิยม คืออาหารดี-บริการดี-ทำเลดี-มีแต่รวยกับรวย” อาจารย์จินดามาศ ย้ำจากใจ
เปิดสอนรุ่นต่อไป วันที่ 14 พฤศจิกายน และรุ่นส่งท้ายปี วันที่ 6 ธันวาคม 2552
โจ๊กฮ่องกง-โจ๊กหมู
มื้อเช้ายอดนิยม
เรา มักจะคุ้นเคยกับ “โจ๊ก” ว่าเป็นอาหารมื้อเช้า แต่จริงๆ แล้วเวลานี้เราจะเห็นโจ๊กมีขายกันวันละหลายๆ รอบ ตั้งแต่เช้า ยันดึก นั่นแสดงว่าเป็นเมนูที่ได้รับความนิยม
การเปิดสอน “โจ๊กหมู” และ “โจ๊กฮ่องกง” จึงน่าจะเป็นทางเลือกหนึ่ง โดยเฉพาะท่านที่ต้องการเพิ่มรายการอาหารประจำวัน ที่เชื่อว่าโจ๊กจะสามารถทำรายได้เป็นอย่างดี
จริงๆ การเปิดสอนโจ๊กเปิดมาหลายปีแล้ว ปีละประมาณ 10 รุ่น แต่ก็ยังได้รับความสนใจ เพราะว่าเป็นสูตรเด็ด เหมาะกับการลงทุนเปิดร้านขายในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้
การสอนนั้นจะ ละเอียดทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกปลายข้าวหอมมะลิมาทำโจ๊ก ซึ่งผู้คนทั่วไปอาจจะไม่รู้ว่าจะต้องมีการผสมข้าวเหนียวลงไปด้วย แม้แต่การคนโจ๊กก็ต้องมีเคล็ดลับ เช่น ต้องใช้ไม้พายในการคน ถ้าใช้ทัพพีที่เป็นเหล็กหรือสเตนเลสจะทำให้หม้อสึก เพราะว่าต้องคนตลอดเวลานั่นเอง
การทำน้ำซุปก็สำคัญ ท่านคงไม่รู้ว่าทำไมต้องใช้กระดูกเฮียเล้ง ทำไมต้องทุบให้แตกก่อนนำไปต้ม หรือการทำหมูเด้งก็เช่นกันจะต้องมีสูตรฟาดเฉพาะ เหล่านี้ล้วนเป็นทีเด็ดเคล็ดลับในทางการค้าซึ่งท่านจะไม่ทราบหากไม่มาเรียน
โจ๊ก ฮ่องกง และโจ๊กหมู ที่นำมาเปิดสอนนี้เป็นสูตรของ “เจ๊ดา” หรือ “สิริณญา วัฒนเจริญชัย” ผู้ที่ได้ชื่อว่าประสบความสำเร็จในอาชีพขายอาหารคนหนึ่ง โดยสืบทอดวิชาความรู้มาจากคุณแม่ ที่ยึดอาชีพขายอาหารมานานร่วม 40 ปี
ครั้ง แรกขายก๋วยเตี๋ยวเป็ดอยู่ที่ซอยเซ็นต์หลุยส์ 3 ด้านหลังโรงเรียนเซ็นต์หลุยส์ จึงเรียกก๋วยเตี๋ยวเป็ดเซ็นต์หลุยส์ และยังขายอาหารอื่นๆ อีกหลายอย่าง เป็นต้นว่า สลัดต่างๆ แฮมเบอร์เกอร์ โจ๊กหมู ฯลฯ
ต่อมาร้านที่ซอยเซ็นต์หลุยส์มีปัญหาเรื่องสถานที่จอดรถ จึงตัดสินใจย้ายมาตั้งหลักที่ย่านสวนหลวง ร.9 ซึ่งกิจการก็ไปได้ดี แต่แล้ววันหนึ่งทำเลที่ขายอยู่นั้นได้หมดสัญญาเช่าลง จึงย้ายร้านไปขายที่ห้างสรรพสินค้าเสรีเซ็นเตอร์ และปัจจุบันปักหลักขายอยู่ที่อาคารวรรณสรณ์ แยกพญาไท
สำหรับการมาสอน วิชาอาหารที่ศูนย์อาชีพฯ มติชน ได้เริ่มต้นขึ้นในปี 2543 เริ่มจากก๋วยเตี๋ยวเป็ดตุ๋นและเป็ดพะโล้ ต่อมาเพิ่มเป็นโจ๊กหมู โจ๊กฮ่องกง ลูกชิ้นปลาสูตรโบราณ ฯลฯ
โจ๊กฮ่องกง-โจ๊กหมู เปิดสอนรุ่นต่อไป วันที่ 14 พฤศจิกายน และลูกชิ้นปลาสูตรโบราณ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งวิชาที่เปิดสอนโดยเจ๊ดา รุ่นต่อไป วันที่ 5 ธันวาคม 2552
กาแฟโบราณ
ชื่อนี้ยังขายได้
ใคร เขาบอกว่าขายน้ำมีแต่รวยกับรวย คือยังไงก็ไม่ขาดทุน ซึ่งก็คงจะจริงดังว่า เพราะมีผู้หญิงคนหนึ่งที่อายุเฉียด 60 ปีเข้าไปแล้วแต่ก็ยังยึดอาชีพขายน้ำ (กาแฟโบราณ) มีนามว่า “อุไรวรรณ ปัญญาอาวุธ” ว่ากันว่าขายมาตั้งแต่สมัยที่คุณแม่ยังสาวๆ
“จนวันนี้ ขายมานานกว่า 30 ปีแล้ว” จากรุ่นแม่ สู่รุ่นลูก สู่รุ่นหลาน นานมากๆ
ไหนๆ ก็บอกว่าขายมานาน จึงขอเล่าเรื่องราวของกาแฟโบราณเจ้านี้เสียหน่อย
ความ เดิมมีอยู่ว่า คุณแม่ของอาจารย์อุไรวรรณ เป็นผู้บุกเบิกอาชีพนี้มาก่อน เริ่มแรกนั้นขายอยู่ที่ตลาดนายเลิศ (สมัยนี้ เดอะ แพลทินัม แฟชั่นมอลล์) ร้านอยู่ริมถนนเป็นตึกแถว ขายดีมาก ลูกค้ามีทั้งประจำและขาจร พอหมดสัญญาเช่าก็ย้ายมาขายที่ปัจจุบัน ซึ่งขายมานานประมาณ 12 ปี
โดย มีร้านตั้งอยู่ที่ด้านข้างอาคารวานิช (ช่อง 3 เก่า-ถนนเพชรบุรี)) สังเกตปากซอยมีร้านเซเว่นฯ ตัวร้านอยู่ด้านในซอย เข้าไปประมาณ 50 เมตร และก็ไม่ไกลจากร้านเดิมเท่าไร ทำให้มีลูกค้าขาประจำตามไปอุดหนุนพอสมควร
อัน ที่จริงแล้ว เคยทำอาชีพอื่นมาก่อน เช่น ตอนเด็กๆ ทำงานส่งน้ำแข็ง พอโตขึ้นทำงานโรงงานถ่านไฟฉาย พร้อมๆ กับที่เข้ามาช่วยคุณแม่ชงกาแฟขาย และเมื่อแต่งงานได้เปิดร้านขายหนังสือ ตั้งใจว่าจะยึดเป็นอาชีพถาวร จึงหยุดงานที่ร้านกาแฟไประยะหนึ่ง แต่ก็ทนแรงเย้ายวนของกลิ่นกาแฟไม่ไหว บวกกับแรงจูงใจจากรายได้เป็นเงินสดๆ ทุกวัน จึงกลับมาขายใหม่
จาก ประสบการณ์ขายกาแฟโบราณที่สั่งสมมาเป็นเวลานานปี ทำให้เกิดความคิดที่จะแบ่งปันความรู้ นั่นก็คือการตัดสินใจมาสอนให้กับผู้สนใจที่ศูนย์อาชีพฯ มติชน ตั้งแต่ปี 2547
“อยากถ่ายทอดวิชาความรู้ และประสบการณ์ที่มีอยู่ในตัวให้คนที่ตั้งใจเรียนรู้ นำวิชาชีพนี้ไปทำธุรกิจและประสบความสำเร็จ” นี่คือปณิธานและความมุ่งมั่น
ใคร อยากเปิดร้านขายกาแฟโบราณ หรืออยากรู้ว่าอาชีพนี้ ยุ่งยาก-ไม่ยุ่งยากแค่ไหน ขั้นตอนการชงต่างๆ เป็นอย่างไร ลงทุนมากน้อยเพียงใด กำไรพอจะอยู่ได้ไหม ให้มาพิสูจน์ วันที่ 29 พฤศจิกายน 2552
ก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยา
ความอร่อยที่ต้องบอกต่อ
ก๋วยเตี๋ยว เรือ มีตำนานที่น่าศึกษามาก นับเป็นวิถีชีวิตของคนไทยสมัยอดีต จากเดิมจะพายเรือขายตามแม่น้ำลำคลอง ที่เป็นเส้นทางสัญจร แต่ระยะหลังๆ มานี้ ถนนได้กลายมามีบทบาทสำคัญ ก๋วยเตี๋ยวที่เคยขายในเรือ ก็ต้องมาขายบนบก แต่ก็ยังยกเรือขึ้นมาวางไว้เป็นสัญลักษณ์ ก็เลยเรียก ก๋วยเตี๋ยวเรือ มาจนทุกวันนี้
เจ้าที่เปิดสอนใช้ชื่อว่า ก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยา (สูตรโบราณ) เจ้าของชื่อ “โอฬาร ศรีสวรรค์” เหตุที่ใช้ชื่อว่า “สูตรโบราณ-อยุธยา” ก็เพราะสูตรนี้มีการปรุงแบบโบราณ และมีต้นตำรับมาจากก๋วยเตี๋ยวเรือของ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
อาจารย์ โอฬาร เป็นคนสกลนคร พอจบการศึกษา มัธยมศึกษาปีที่ 3 (สมัยนี้เรียก ม.3) ก็มาหางานทำในเมืองกรุง เริ่มจากเป็นลูกจ้างร้านอาหาร และต่อมาได้ทำงานประจำอยู่ที่หนังสือพิมพ์บ้านเมือง ตำแหน่งพนักงานเรียงพิมพ์ ทำอยู่หลายปี…
สำหรับชีวิตขายก๋วยเตี๋ยว เรือ เริ่มจากการเรียนรู้กับน้องสาว ซึ่งเป็นลูกจ้างร้านก๋วยเตี๋ยวเรือชื่อดังแห่งหนึ่ง ที่สืบทอดการขายมาแต่บรรพบุรุษ สูตรที่ขายเป็นสูตรจากผักไห่-อยุธยา ดินแดนแห่งตำนานก๋วยเตี๋ยวเรือ
ร้านแรกของอาจารย์โอฬาร เกิดขึ้นในปี 2531 ปักหลักอยู่ที่ย่านรัชโยธิน (อยู่ย่านตึกช้างในปัจจุบัน) ซึ่งแม้ว่าจะเป็นมือใหม่ แต่พอขายไปไม่นานนักฝีมือก็เริ่มเข้าที่และขายดี
กระทั่งปี 2539 ได้ย้ายไปขายที่ศูนย์อาหาร หลักสี่พลาซ่า ซึ่งก็ทำท่าว่าจะไปได้ดี แต่ไปๆ มาๆ ห้างปิดตัวลงในปี 2541 ทำให้ต้องตัดสินใจทิ้งอาชีพขายก๋วยเตี๋ยว ไปขายยาสีฟันสมุนไพร กับญาติอยู่ 2 ปี แต่ก็รู้สึกว่าไม่ใช่เส้นทางของตัวเอง
“ทำอะไรก็ไม่ดี เท่ากับขายอาหาร เราได้เงินทุกวัน ขายยาสีฟัน เป็นเดือนกว่าจะได้เงินที ตอนนี้ก็ยังช่วยญาติอยู่ห่างๆ แต่งานหลักของเรา คือกลับมาขายก๋วยเตี๋ยวอีกครั้ง เพราะคิดว่าน่าจะเหมาะกับตัวเองมากกว่า”
ร้านก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยา (สูตรโบราณ) ของอาจารย์โอฬารจึงเกิดขึ้นอีกครั้งในต้นปี 2545 จนมาถึงทุกวันนี้
ร้าน ปักหลักอยู่ที่คลองสี่ ย่านถนนลำลูกกา เป็นเส้นทางลัดที่จะไปธัญบุรี (ถนนไสวประชาราษฎร์) อยู่ใกล้ๆ กับหมู่บ้านสวนทองวิลล่า 7 ร้านเป็นอาคารพาณิชย์สูง 3 ชั้น มีป้ายบอกไว้ชัดเจน ใครจะแวะไปชิมก็เชิญได้
สำหรับการสอนดำเนินมาตั้งแต่ปี 2545 สอนมาได้เกือบ 100 รุ่นแล้ว มีศิษย์เก่าหลายรายที่ประสบความสำเร็จเปิดร้านแล้วขายดี
ใครอยากขายก๋วยเตี๋ยวเรือ พบกัน วันที่ 28 พฤศจิกายน 2552
ทั้งหมดนี้เป็นวิชาชีพด้านอาหารการกินที่ว่าเข้าข่าย “ง่าย+เงินดี = 1 วันทำได้” ซึ่งจะได้บอกกล่าวกันอีกในฉบับต่อไป
สนใจ วิชาไหนอย่ารอช้าที่จะรีบจองเรียน เพราะว่าบางวิชาเปิดสอนแค่รุ่นเดียวก่อนสิ้นปี ใครที่พลาดก็ต้องรอปีหน้า…ค่าเรียนวิชาละ 1,605 บาท (พิเศษ! กาแฟโบราณ 1,284 บาท) ตรวจสอบรายละเอียดการจองได้จากตารางโปรแกรมอบรมเดือนพฤศจิกายน 2552 – ท้ายนี้
กะหรี่ปั๊บงาดำ
ตำรับโรงเรียนชุมชนวัดดงยาง
เปิดสอน 7 พฤศจิกายน 2552
ผู้ ที่เป็นต้นตำรับในการสร้างชื่อกะหรี่ปั๊บงาดำให้เป็นที่รู้จัก คือ โรงเรียนชุมชนวัดดงยาง ที่มี อาจารย์รัตนา เศวตสุพร เป็นเจ้าของสูตรผู้คิดค้นจนประสบความสำเร็จด้วยดี
อาจารย์รัตนาจบการศึกษาปริญญาตรี วิชาเอก การบริหารการศึกษา จากมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ (ชื่อเดิม คือ วิทยาลัยครูฉะเชิงเทรา)
เริ่ม รับราชการครูปี 2523 และเริ่มสอนวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี เมื่อปี 2539 ปัจจุบันเป็นครูชำนาญการพิเศษกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพฯ ที่โรงเรียนชุมชนวัดดงยาง อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา (สอน ป.4-ป.6)
จุด เริ่มต้นในการเข้าสู่อาชีพที่สอน มาจากการส่งผลิตภัณฑ์เข้าประกวดในโครงการ 1 โรงเรียน 1 ผลิตภัณฑ์ จึงต้องคิดค้นผลผลิตที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร โดยทดลองใส่งาดำลงในตัวแป้งกะหรี่ปั๊บ และทดลองสอนนักเรียนทำ แล้วส่งเข้าประกวด ผลปรากฏว่าได้รับคัดสรรให้เป็นสุดยอดผลิตภัณฑ์ของสำนักงานเขตพื้นที่การ ศึกษา ฉะเชิงเทรา เขต 2 ตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา
ถัดจากนั้นได้ทำ กะหรี่ปั๊บงาดำออกจำหน่ายตามงานต่างๆ โดยให้นักเรียนช่วยกันทำ ปรากฏว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมทั้งบรรจุภัณฑ์ที่สวยงาม และได้ออกบู๊ธขายในงานต่างๆ อีกอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดได้กลายเป็นของดีของฝากที่ใครต่อใครรู้จักดี
“ลูกค้า จำนวนมากที่ซื้อกะหรี่ปั๊บงาดำไปรับประทานแล้วติดใจอยากทานอีก แต่ก็หาซื้อไม่ได้ เพราะแหล่งผลิตอยู่ไกลถึงฉะเชิงเทรา จึงคิดที่จะเผยแพร่ความรู้ไปยังคนอื่นๆ ที่สนใจ เพื่อนำไปประกอบอาชีพ และทำให้ลูกค้าในจังหวัดอื่นๆ หาซื้อกะหรี่ปั๊บงาดำได้ง่ายขึ้น”
“กะหรี่ ปั๊บงาดำของเรามีทั้งไส้ปลา ไส้ไก่ ไส้เผือก และไส้ถั่ว ขายดีไม่แพ้กัน จนกระทั่งมีลูกค้าบอกว่า ไปทานกะหรี่ปั๊บมาทั่วประเทศไทยแล้ว ยังไม่เคยเจอกะหรี่ปั๊บที่ไหนอร่อยเท่าที่นี่” อาจารย์รัตนา บอกอย่างภาคภูมิใจ
แรงบันดาลใจที่ยอมเปิดสอน เพราะมองว่าการให้ความรู้เพื่อให้ผู้อื่นเกิดปัญญานั้นเป็นการสร้างกุศล อย่างหนึ่งที่ตนเองทำตลอดมา และจะทำต่อไปจนกว่าจะทำไม่ไหว ด้วยคติประจำใจที่ว่า เกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน และดำรงตนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
นอกจากนี้ อาจารย์รัตนายังมีฝีมือในการทำขนมอีกหลากหลายที่ขึ้นชื่อ เช่น เค้กมะพร้าวอ่อน เค้กช็อกโกแลตหน้านิ่ม ขนมเทียนแก้ว ขนมเข่ง ขนมปังฟักทองไส้ต่างๆ ขนมเปี๊ยะนมสด ขนมปุยฝ้ายสูตรนมสด ฯลฯ ซึ่งจะทยอยเปิดสอนต่อไป
อยากเรียนกะหรี่ปั๊บงาดำ ตำรับโรงเรียนชุมชนวัดดงยาง พบกัน วันที่ 7 พฤศจิกายน และรุ่นส่งท้ายปี วันที่ 13 ธันวาคม 2552
ค่าเรียน 1 วัน 1,605 บาท…อย่าพลาดเชียวนะครับ
สาระอาชีพดีดี โดย มติชน เส้นทางเศรษฐี

หากท่านเห็นว่าบทความนี้มีประโยยช์ ช่วยกันสนับสนุนสื่อคุณภาพด้วยนะครับ








แบนเนอร์โฆษณา 140×140
