อาชีพพ่อค้าแม่ค้าขายแมลงทอด เริ่มเบ่งบานได้รับความนิยมในตลาดผู้นิยมชมชบแมลงทอด มาในช่วงสิบปีมานี้
จะด้วยรสชาติ กรอบ อร่อย หอม มัน เค็มๆ ซอส พริกไทย ที่เหยาะนิดเติมหน่อยลงไปในแมลง ที่ทำให้การบริโภคแมลงได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ พ่อค้าแม่ค้าแมลง ขายดิบขายดีไปตามๆกัน
มีข่าวคราวแจ้งมาจาก พี่เอ๋ อมรา แมลงทอด ว่า เป็ดธุรกิจค้าขาย แมลงสารพัดชนิดอยู่ที่ ปักษ์ใต้ เมืองสุราษฎร์ธานี
เพราะเนื่องจากเดิมที เคยขายส่งผ้า แต่ก็รู้สึกว่า เป็นธุรกิจที่ต้องสายป่านยาว ลงทุนสูงเกินควร จึงหันมาจับอาชีพค้าขายส่งแมลง ซึ่งก็เป็นอาชีพใหม่ที่สร้างรายได้ ดีทีเดียว
แมงและแมลงเหล่านี้มาจากหลายที่ ส่วนหนึ่งรับซื้อมาจากตลาดแมงจากสุราษฎร์ธานี ส่วนหนึ่งชาวบ้านเอามาส่ง เพราะแมงและแมลงเหล่านี้มีทั้งแบบเลี้ยงเพื่อทอดขาย อย่างดักแด้ไหม,จิ้งหรีดไข่ และมีทั้งแบบจับมาจากธรรมชาติตามฤดูกาลอย่างตั๊กแตน,หนอนไม้ไผ่,แมงดา,รถด่วน,มดนาง โดยแม่ค้าจะซื้อแบบชั่งกิโล ราคาแพงสุดจะเป็นตั๊กแตนราคากิโลกรัมละ 270-300 บาทแต่โชคดีที่เวลาทอดมันจะฟู รถด่วนจะราคากิโลกรัมละ 250 บาท ส่วนแมงและแมลงอย่างอื่นตกกิโลกรัมละ 100 กว่าบาท แม้ราคาต้นทุนจะไม่เท่ากันกัน แต่เราจะเห็นพ่อค้าแม่ค้าขายราคาเท่ากันหมดคือครั้งละ 10-20 บาทราคานี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ด้วยเพราะจะต่างกันตอนตักขาย ที่ขายได้ทั้งปีก็จะเป็นจิ้งหรีด,รถด่วน,ตั๊กแตน,ดักแด้ แต่ที่มีขายบางช่วงจะเป็นพวกแมลงตับเต่า,แมงป่อง,กีนูน
คราวนี้…เรามาทำความรู้จักกับแมงและแมลงทอดชนิดต่างๆ ที่สามารถกินได้กันพอสังเขปดีกว่า
ตั๊กแตนทอด
เป็นเมนูที่มีคนนิยมรับประทานมากที่สุดกว่าแมง-แมลงชนิดอื่นๆ โดยตั๊กแตนที่นิยมนำมาทอดกินมี 2 ชนิดคือ “ตั๊กแตนปาทังก้า” ซึ่งถือเป็นศัตรูของพืชหลายชนิด และ ”ตั๊กแตนเล็ก” (ตั๊กแตนข้าว) จะชอบกินใบข้าว อ้อยและหญ้า โดยปกติแม่ค้าจะนิยมนำมาทอดขาย แต่อันที่จริงยังสามารถนำตั๊กแตนมาคั่ว นึ่งได้ด้วย
วิธีกิน : เด็ดขาส่วนที่เป็นหนาม ปีก และไส้ข้างในออก แล้วกินได้ทั้งตัว รสชาติจะกรอบ หวาน มัน เค็มนิดๆ
จิ้งหรีด(จี้หล่อ)
อาศัยอยู่ในรูใต้ดินตามคันนา ทุ่งหญ้าในเวลากลางวัน แต่ช่วงเวลากลางคืนจะบินออกมาเล่นแสงไฟ เวลาจับต้องขุดหลุมลงใต้ดิน ส่วนมากแม่ค้าจะนิยมนำจิ้งหรีดแดง และจิ้งหรีดไข่มาทอด หรือไม่ก็คั่ว แต่หากจะนำไปประกอบอาหารเมนูอื่นก็จะนิยมนำไปชุบแป้งทอด เสียบไม้ย่างหรือนึ่งก็อร่อยไม่แพ้กัน
วิธีกิน : หากเป็นจิ้งหรีดแดงอาจจะต้องเด็กปีกออกก่อน แต่ถ้าเป็นจิ้งหรีดไข่กินได้ทั้งตัว รสชาติออกเค็ม
มันแม่เป้ง (นางพญา)
ส่วนมากจะนิยมนำมดแดงมารับประทาน ตามรถขายแมง-แมลงทอดจะนำแม่เป้ง ซึ่งเป็นมดตัวเต็มวัยที่มีขนาดใหญ่กว่ามดแดงทั่วไป โดยใช้เรียกรวมทั้งตัวเมีย(ราชินีมด) หรือมดนางที่มีสีเขียว และตัวผู้ที่มีสีแดง แม่เป้งจะมีปีกบาง มีหน้าที่ผสมพันธุ์และวางไข่ โดยจะนำแม่เป้งมาคั่วผสมกับเกลือ ผงชูรส ตะไคร้ซอยและพริกซอย ส่วนไข่มดแดงจะนิยมนำไปประกอบอาหารหลายชนิด เช่น ใส่แกง ยำ ทอดกับไข่ เป็นต้น
วิธีกิน : กินได้ทั้งตัว หรือหากใครไม่ชอบปีกก็อาจจะเด็ดปีกออกก่อนก็ได้ ถ้าเป็นเมนูคั่วแม่เป้งจะนิยมรับประทานคู่กับผักกระโดน เพราะจะให้รสฝาดที่ตัดกับรสเปรี้ยวและมันของแม่เป้งและเผ็ดของพริกที่ซอยใส่
ดักแด้ไหม
หลังจากที่เราสาวไหมออกเป็นเส้นๆ แล้วจะเหลือตัวดักแด้อยู่ข้างในปลอกหุ้ม เจ้าดักแด้นี่เองที่เราสามารถนำมารับประทานได้ด้วยการนึ่ง คั่ว ทอด แกง หรือป่นใส่น้ำพริก
วิธีกิน : ดักแด้ไหมนี้กินได้ทั้งตัว จะนุ่มและมันออกเค็มนิดๆ ดังนั้นเด็กและผู้สูงอายุจะนิยมรถรับประทาน
แมงดานา
อาศัยอยู่ในน้ำตามนาข้าว หนอง บึง ชอบบินมาเล่นแสงไฟ ชาวบ้านจะจับโดยการใช้แสงไฟสีน้ำเงินล่อ แมงดานาตัวผู้จะมีกลิ่นฉุนกว่าตัวเมีย นอกจากจะนำมาทอดขายแล้ว ยังสามารถนำมาตำเป็นน้ำพริก หรือนำมาดองกับน้ำปลารับประทานก็ได้เช่นกัน
วิธีกิน : แมงดาทอดต้องเด็ดปีกออกก่อนรับประทานทั้งตัว รสชาติจะออกเค็ม มัน กรอบ มีกลิ่นฉุน แต่ก็อร่อยไม่แพ้แมง-แมลงชนิดอื่น
แมลงตับเต่า (ด้วงดิ่ง)
เป็นแมลงปีกแข็ง ตัวสีดำเรียบเป็นมัน ขอบปีกมีสีน้ำตาลอ่อนเป็นทาง ชอบอยู่ในน้ำตามหนอง บึง โดยมักจะอยู่นิ่งๆ บนผิวน้ำ ชอบเล่นแสงไฟในเวลากลางคืน รับประทานโดยนำมาคั่ว ทอด นึ่งหรือแกง
วิธีกิน : เด็ดปีกแข็งๆ ออกแล้วค่อยรับประทานทั้งตัว รสชาติจะเค็มๆ มันๆ มีกลิ่นฉุนนิดๆ แต่ไม่ฉุนเท่าแมงดา
หนอนไม้ไผ่ (ตัวแน่,รถไฟ,รถด่วน)
เป็นหนอนผีเสื้อกินเยื่อไผ่ที่อยู่ในกระบอกไม้ไผ่ พบได้ทางภาคเหนือช่วงฤดูฝน แต่ที่เห็นมีขายให้เรารับประทานตลอดทั้งปีนี้ก็เพราะว่าชาวเหนือจะเก็บหนอนที่ว่าแช่แข็งไว้ในปี๊บ โดยส่วนใหญ่แล้วจะนิยมนำมาคั่วหรือทอดกิน ซึ่งจะเห็นว่าเป็นที่นิยมรับประทานกันทั้งในและต่างประเทศ
วิธีกิน : กินได้ทั้งตัว รสชาติจะหวาน มัน เค็มนิดๆ ชิมแล้วจะติดใจ
แมลงกินูน (แมลงอินูน)
เป็นแมลงปีกแข็ง มีขนาดและสีแตกต่างกันแล้วแต่ชนิด ช่วงกลางวันจะอยู่ใต้ดินหรือกองใบไม้ กลางคืนจะออกมากินใบอ่อนของพืช ชาวบ้านจะใช้มือจับหรือไม่อาจจะใช้กระบอกไม้ไผ่จ่อที่ตัวแมลงเพื่อให้ตกลงกระบอกไม้ไผ่ นิยมนำมาทอด นึ่ง หรือแกงเพื่อรับประทาน
วิธีกิน : แมลงกินูนที่นำมาทอดขายก่อนรับประทานต้องเด็ดปีกออกก่อนรับประทาน รสชาติจะเค็มๆ มันๆ ไม่มีกลิ่น แต่จะแข็งกว่าจิ้งหรีดนิดหน่อย
ยังมีแมงและแมลงอีกเยอะแยะมากมาย ที่ถือว่าเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านของคนอีสาน ในเรื่องของอาหารการกิน เพราะเป็นการนำเอาสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวมาประกอบอาหารแสนอร่อยรับประทานในชีวิตประจำวัน ซึ่งทุกวันนี้อาจจะลบเลือนไปบางส่วนแล้ว…
ถ้าใครอยากลองลิ้มรสชาติเค็ม มัน กรอบ แซบนัวของแมง-แมลงเหล่านี้ ลองไปที่ตลาดนัดวัดสารพัดนึก,ตลาดนิกรธานี,โต้รุ่งห้วยวังนอง,ตลาดเสื้อผ้าโลตัส แต่ระวัง! ลองแล้วจะติดใจเด้อ
หากพ่อค้าแม่ค้าสนใจ จะนำแมลงไปทอด เหยาะซอสขาย ตามตลาดนัด
ขอให้โทรไปสอบถาม กับคุณอมรา ได้โดยตรง ที่เบอร์
สสว.ทุ่มงบ 1.3 พันล้านบาท เดินเครื่องโครงการสร้างผู้ประกอบการหน้าใหม่ ตั้งเป้าปีนี้เกิด 2 หมื่นราย มุ่งเป้าคนรุ่นใหม่ ระบุช่วยส่งเสริมครบวงจรตั้งแต่เริ่มต้นถึงขั้นสร้างธุรกิจสำเร็จ
นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า ทาง สสว. เตรียมจะดำเนินโครงการ ชื่อ “ตั้งตัวได้” โดยตั้งเป้าในปีนี้ (2555) จะสร้างผู้ประกอบการหน้าใหม่ จำนวน 2 หมื่นราย ระยะเวลาดำเนินโครงการนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ถึงกันยายน 2555 นี้
ทั้งนี้ กลุ่มเป้าหมายที่จะเข้าโครงการดังกล่าว เน้นไปยังกลุ่มนักเรียน นักศึกษาที่กำลังใกล้จบการศึกษา รวมถึง ผู้ที่เพิ่งจบการศึกษา ผู้ว่างงาน และผู้ที่กำลังอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองทั่วประเทศ โดยการส่งเสริมของ สสว. จะทำครบวงจรตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงผู้เข้าโครงการสร้างธุรกิจได้สำเร็จ ซึ่งเบื้องต้นมีทั้งการเข้าไปอบรมแนะนำการเริ่มต้นธุรกิจ ตามด้วยช่วยพัฒนาธุรกิจ หรือผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะมีทั้งระบบพี่เลี้ยง ผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาคอยช่วยเหลือในการทำธุรกิจ สนับสนุนการตลาด เช่น ส่งเสริมตลาดออนไลน์ พาออกงานแสดงสินค้าต่างๆ เป็นต้น นอกจากนั้น ยังช่วยเหลือไปถึงด้านเงินทุนการประกอบธุรกิจ โดย สสว.จะช่วยประสานกับสถาบันการเงินในการขอสินเชื่อ และช่วยรับภาระดอกเบี้ยให้ถึง 4% ตลอดเวลากู้ยืม ซึ่งวงเงินสินเชื่อจะอยู่ที่ประมาณ 1-3 ล้านบาทต่อราย
ผอ.สสว. เผยต่อว่า โครงการนี้ สสว.ใช้งบประมาณดำเนินการกว่า 1,300 ล้านบาท โดย สสว.จะทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษาต่างๆ รวมถึง ภาคเอกชน เช่น สมาคมแฟรนไชส์ เป็นต้น เพื่อผลักดันนักเรียน นักศึกษา และคนรุ่นใหม่ให้เกิดความตื่นตัว อยากจะก้าวมาเป็นผู้ประกอบการหน้าใหม่ และพัฒนาสู่การเป็นผู้ประกอบการระดับเอสเอ็มอีต่อไป ซึ่งผู้สนใจสามารถติดต่อได้ที่ สสว.ทันที
ข่าวและภาพโดย

สูตรวิธีการทำน้ำเต้าหู้ เพื่อรับประทานหรือทำขาย
น้ำเต้าหู้ที่ทำจากถั่วเหลือง ที่คนไทยรู้จักกันดีตอนที่เราเป็น เด็ก แม่จะซื้อน้ำเต้าหู้มาใหรับประทานทุกวัน หรือไม่ก็ไปหาซื้อกินเองก่อนไปเรียนหรือ ก่อนทำงานบ้าง ทุกวันนี้ยังกินอยู่เลยครับ น้ำเต้าหู้ นับว่ามี ประโยชน์มากเพราะทำมาจากถั่วเหลือง บวกกับเครื่องในที่ใส่เพิ่มอย่าง ลูกเดือย,งา แล้วแต่สูตรใครสูตรมัน คุณค่าของน้ำเต้าหูก็เหมือนกับน้ำนมถั่วเหลืองยิ่งคื่มยิ่งมีประโยชน์ วันนี้เองจึงอยากจะแนะนำการทำน้ำเต้าหู้ เพื่อใครที่สนใจทำเป็นอาชีพ เรามาดูกันเลยว่าขั้นตอนการทำเป็นอย่างไร
ประโยชน์ของน้ำเต้าหู้จากถั่วเหลือง
- ช่วยลดและป้องกัน โรคมะเร็งเต้านมได้
– ช่วยป้องกันและยับยั้งโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก
– ช่วยป้องกันโรคระบบทางเดินอาหาร
– ถั่วเหลืองมีสารอะมิโน เอซิด ที่จำเป็นต่อร่างกาย ที่ช่วย
– เป็นแหล่งโปรตีนสำคัญ
– และยังมีประโยชนือีกมากมาย ดื่มแทนน้ำนมยังได้เลย
ส่วนประกอบการทำน้ำเต้าหู้

ส่วนประกอบ ถั่วเหลืองเลาะเปลือกแยกกากและเศษผงออก 1 ถ้วย ต่อ น้ำสะอาด 7 ถ้วย + น้ำตาลทราย 3/4 ถ้วย
– ชำระล้างทำความสะอาดถั่วเหลืองให้สะอาดแล้วแช่น้ำไว้อย่างน้อย 6 ชั่วโมง
– โม่หรือไม่ก็บดถั่วให้ละเอียด กรองด้วยผ้าสะอาดบางแยกน้ำออก หากมีเครื่องแยกกาก
ก็ใช้เครื่องแยกกากไดเลย
– นำขึ้นตั้งไฟ ตอนใกล้ๆเดือดต้องคอย ๆ คนอยู่เสมอเพื่อไม่ให้ไหม้
– ใส่น้ำตาลทราย คนให้ละลายแล้วปิดไฟ อาจแยกบางส่วนไม่ใส่น้ำตาลทรายเลยก็ได้ แล้วแต่ชอบ
การลงทุน กับร้านเต้าหู้ แบบรถเข็นหรือคีออส ที่วางขายตามหัวมุมในตลาดนัด หรือตลาดตอนเช้า
ราคาอุปกรณ์จะไม่สูงมากนัก เช่น ค่าคีออส ราคาราว 2000 บาท ค่าป้าย โฆษณาร้าน 500 บาท ค่าอุปกรณ์ เช่น หม้อต้มน้ำเต้าหู้ เป็นต้น
จุดยิ่งใหญ่ของการทำน้ำเต้าหู้อยู่ที่กระบวนการทำต้องหมั่นคนไม่อย่างนั้นจะมีกลิ่นไหม้
น้ำนมถั่วเหลืองบริสุทธิ์ที่ไม่ได้เจือปนสิ่งอี่นใดลงไปเพื่อเพิ่มปริมาตรหรือทำให้แลดูข้น
จะเอร็ดอร่อยและเก็บได้นานกว่า…
ถ้าคุณล้มเหลวสักครั้ง..ท้อไปใย
เพราะในชีวิตของคนๆหนึ่ง จะมีกี่คนที่”ไม่เคยล้มเหลว” แต่การล้มเหลวไม่ได้หมายถึง”ความพ่ายแพ้” หากแต่หมายถึงการต้อง”เริ่มต้นใหม่”
ผมนับถือชายคนหนึ่งที่”ล้มเหลว”มาตลอดชีวิต แต่เมื่อเขาทำสำเร็จเพียงครั้งเดียว คนทั้งโลกก็รู้จักเขา
ชายคนนี้คือ”ผู้พันแซนเดอร์ส”…เจ้าของ KFC ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดที่มีขายทั่วโลก

ผู้พันแซนเดอร์ส เป็นชายผู้ล้มเหลวมาตลอดชีวิต
ฮาร์แลนด์ ดี แซนเดอร์ส เกิดที่เมืองคอร์บิน มลรัฐเคนตั๊กกี้ เมื่อวันที่ 9 กันยายน 1890 แต่เมื่อเขาอายุเพียง 5 ขวบ บิดาก็เสียชีวิต ทำให้ครอบครัวอยู่ในสภาพยากจน เขาจึงต้องออกจากโรงเรียนเมื่ออายุ 16 และต้องหางานทำ
ในวัย 17 ปี เขาสร้างสถิติโลกด้วยการตกงานปีเดียว 4 ครั้ง !!!
โชคดีหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่เขาก็ได้แต่งงานในวัยเพียง 18 ซึ่งยังเด็กเกินไปที่จะมีครอบครัวและความรับผิดชอบ แถมอายุ 19 เขาก็กลายเป็นพ่อคน แต่เพียงปีเดียว เมื่อเขาอายุ 20 ภรรยาก็หอบลูกสาวหนีไปจากชีวิต เพราะทนใช้ชีวิตกับคนไม่เอาไหนแบบเขาต่อไปไม่ได้
เขาจึงตัดสินใจสมัครเป็นทหาร !!!
แต่คนจะ”ล้มเหลว”อะไรก็ช่วยไม่ได้ เพราะไม่นานเขาก็ถูกขับออกจากกองทัพ จึงตัดสินใจเข้าโรงเรียนกฎหมาย แต่ก็ตามฟอร์ม เขาถูกปฏิเสธอย่างไม่ใยดี แซนเดอร์สจึงต้องไปทำงานเป็นพนักงานขายประกัน และก็ตามคาดหมาย..เขาล้มเหลวกับงานนี้
แซนเดอร์สเชื่อมั่นว่าเขาต้องมีดีแน่ๆ…สักอย่าง
และสิ่งที่เขาเชื่อว่าเขาทำได้(ดี)ก็คือ การทำอาหาร เพราะต้องช่วยแม่เลี้ยงน้องเมื่อพ่อเสียชีวิต เขาจึงสมัครและได้รับโอกาสให้ทำงานเป็นพ่อครัวและคนล้างจานในร้านกาแฟเล็กๆแห่งหนึ่ง แต่นั่นก็ไม่ใช่ชีวิตที่ทรงคุณค่าอะไรเลยในความคิดของเขา
กระนั้นก็ตาม แม้แซนเดอร์สเห็นว่านั่นไม่ใช่ชีวิตที่ทรงคุณค่าอะไร แต่เขาทำอาหารและล้างจานที่นั่น
แต่การ”มีงานทำ”ทำให้เขาคิดถึงการเป็น”ครอบครัว” นั่นคืออยู่พร้อมหน้า 3 คนพ่อแม่ลูก เขาจึงติดต่อภรรยาและอ้อนวอนให้เธอกลับมาใช้ชีวิตร่วมกันอีกครั้ง แต่ก็ได้รับคำปฏิเสธ ทำให้เขาตัดสินใจว่าจะขอคืนเพียงลูกสาว แต่ก็ถูกปฏิเสธ เพราะสถานะของเขาไม่ดีพอที่จะเลี้ยงลูกสาว
แซนเดอร์สวางแผนลักพาตัวลูกกลับมาอยู่ในอ้อมอก
ในร้านกาแฟ เขาวางแผนในการลักพาตัวลูกสาวกลับคืนมาสู่อ้อมอกของตนทุกขั้นตอนละเอียดยิบ คำนวณทุกฝีก้าว และเมื่อถึงเวลา เขาก็ไปซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้นอกบ้านหลังเล็กๆของภรรยาพร้อมจับจ้องเวลาที่ลูกสาวจะออกมาวิ่งเล่นหน้าบ้านเพื่อลักพาตัว
แต่..อนิจจา วันนั้น ลูกสาวของเขากลับไม่ออกมาเล่นหน้าบ้าน แซนเดอร์สล้มเหลวแม้กระทั่งจะก่ออาชญากรรม แต่โชคดีที่สุดท้าย เขาสามารถโน้มน้าวภรรยาให้กลับมาอยู่ด้วยกันได้ครับพ่อแม่ลูก

การอยู่พร้อมหน้าทั้งครอบครัว ทำให้เขามีกำลังใจและทำงานจนเกษียณตอนอายุ 65
สิ่งที่เขาได้รับในวันแรกหลังเกษียณไม่มีงานทำ คือเช็คเงินประกันสังคมฉบับแรกในชีวิตของเขาเป็นเงิน 105 ดอลลาร์ ซึ่งแปลว่า เขามีเงินเหลือจากการทำงานเพียง 105 ดอลลาร์ และจากนี้ไป เขาจะมีชีวิตจากเงินสวัสดิการของรัฐบาล
แม้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาล้มเหลว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่แซนเดอร์สหมดกำลังใจและท้อแท้ เขาจึงคิดว่า เมื่อไม่สามารถดูแลตัวเอง ต้องมีชีวิตอยู่โดยให้รัฐบาลดูแล เขาก็ไม่ควรจะมีชีวิตอีกต่อไป
แซนเดอร์สจึงตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต นั่นคือฆ่าตัวตาย !!!
เมื่อตัดสินใจเด็ดขาด เขาจึงหยิบกระดาษขึ้นมาพร้อมกับดินสอ แล้วนั่งลงใต้ต้นไม้ในสวนหลังบ้านเพื่อเขียนคำสั่งเสียและพินัยกรรม แต่ในขณะนั้น เขากลับเขียนสิ่งที่เขาควรจะเป็น และสิ่งที่เขาควรจะมีในชีวิต รวมไปถึงสิ่งที่เขาปรารถนาก่อนตาย และเขาก็พบความจริงที่น่าเศร้าว่าเขาไม่เคยทำอะไรสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันกับ เขาเลย
แต่แซนเดอร์ก็”ยกย่องตัวเอง”ว่าเขาทำได้ในสิ่งที่หลายคนแพ้เขาแน่นอน นั่นคือเขารู้วิธีปรุงอาหาร
ชีวิตแซนเดอร์สเปลี่ยนไปทันทีที่เขาเขียนกระดาษแผ่นนั้นจบ
เขาคิดว่าขอเลือกที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อทำอะไรสักอย่างในชีวิตให้ประสบความสำเร็จ ถ้าจะตายก็ขอตายโดยได้พยายามทำบางสิ่งบางอย่างที่มีคุณค่าด้วยชีวิต เขาจึงลุกขึ้นจากสนามหญ้ามุ่งหน้าไปยังธนาคารเพื่อขอยืมเงิน 87 ดอลลาร์จากเช็คประกันสังคมฉบับต่อไป พร้อมซื้อกล่องเปล่าและไก่จำนวนหนึ่ง
เมื่อกลับถึงบ้าน เขาลงมือทอดไก่ที่ซื้อมาด้วยสูตรพิเศษที่เขาได้คิดค้นขึ้นเองในช่วงหลายปีที่ทำงานที่ร้านกาแฟ
จะมีกี่คนที่รู้ว่านั่นคือจุดเริ่มต้นของ”ไก่ทอดเคเอฟซี” จากสูตรของแซนเดอร์ส ที่เริ่มในวัย 65 แล้วนำไก่ที่ทดออกขายตามบ้านต่างๆในเมืองคอร์บิน รัฐเคนตั๊กกี้
คนที่ล้มเหลวมาตลอดชีวิต และประสบความสำเร็จในวัย 65 คนนี้ น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนที่เคยท้อแท้ ลองคิดใหม่ว่าตัวเองก็น่าจะมีดีอะไรสักอย่าง…เหมือนแซนเดอร์ส ชายแก่ผู้สร้างชื่อให้รัฐเคนตั๊กกี้ จนผู้ว่าการรัฐจึงแต่งตั้งให้เขาเป็น”ผู้พันแซนเดอร์ส” เพื่อเป็นเกียรติประวัติ
และวันนี้ KFC ทั่งโลกกว่า 3 หมื่นร้านใน 100 ประเทศย่อมบอกชัดเจนว่า แม้จะล้มเหลวมาตลอดชีวิต แต่หากสามารถประสบความสำเร็จเพียงครั้งเดียว..ก็คุ้มค่า