09 Mar, 2010
เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช อาชีพทำเงินของเกษตรกรไทย
Posted by: Mr.Keajon In: Home|เกษตรแก้จน
หลังจากนายแก้จนทราบข่าวการฝึกอบรม ของทางกรมประมง โดยสถาบันวิจัยสัตว์น้ำสวยงามและพรรณไม้น้ำ ซึ่งจัดฝึกอบรมหลักสูตร “เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพรรณไม้น้ำ รุ่นที่ 2″ โดยทางกรมฯใจดีจัดอบรมให้แก่เกษตรกร และผู้สนใจทั่วไปโดยไม่มีค่าใช้จ่าย
พอดีว่าทางกรมประมงรับผู้เข้าอบรมจำนวนจำกัด โชคดีที่วันนี้เจ้าหน้าที่ของทางกรมแจ้งมาให้นายแก้จนได้มีโอกาสเข้าร่วมอบรมเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเนื่อพรรณไม้น้ำครั้งนี้ด้วยครับ ท่านใดไม่มีโอกาสได้เข้าอบรม นายแกจนนำเอาข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพเกษตรกรที่น่าสนใจมาฝากแทน
และแน่นอนในวันฝึกอบรม วันที่? 23-24 มีนาคม 2553 นี้ นายแก้จนจะรวบรวมรายละเอียดและเก็บภาพมาบรรยายให้ทุกๆท่าน ได้ฝึกฝนกันครับ
การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช (Plant? Tissue? Culture)
ประวัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช
การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชเริ่มต้นในปี ค.ศ.1902? โดย Haberlandt? นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันได้ทำการแยกเซลล์พืชมาเลี้ยง? เพื่อจะทำการศึกษาคุณสมบัติของเซลล์? แต่ยังไม่ประสบผลสำเร็จจนถึงระดับเซลล์มีการแบ่งตัว? เพียงแต่พบว่าเซลล์มีการขยายขนาดขึ้นเท่านั้น? ในปี ค.ศ.1930? ได้มีการพัฒนาการเลี้ยงเซลล์ที่แยกมาจากรากของพืชหลายชนิดโดยเลี้ยงในสภาพปลอดเชื้อ? ต่อมาในปี ค.ศ. 1938? สามารถเพาะเลี้ยงอวัยวะ( Organ ) และ แคลลัส ( Callus ) ของพืชได้หลายชนิดและนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา? เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชได้มีการพัฒนาไปได้อย่างกว้างขวาง และมีการค้นพบเทคนิคใหม่ๆอีกมากมาย ซึ่งสามารถทำการเพาะเลี้ยงพืชเซลล์เดี่ยวๆและโปรโตพลาสต์ของพืชได้หลายชนิด? รวมทั้งการใช้เทคนิคทางเทคโนโลยีชีวภาพ เช่น การตัดต่อยีนส์? การถ่ายยีนส์ ฯลฯ เทคนิค การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชจึงมีบทบาทสำคัญต่อวิทยาการแขนงอื่นๆ เช่น ชีวเคมี? พันธุศาสตร์? การปรับปรุงพันธุ์พืช? โรคพืช? และเภสัชศาสตร์ เป็นต้น
การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช คืออะไร คือการนำเอาส่วนใดส่วนหนึ่งของพืช เช่น อวัยวะ? เนื้อเยื่อ? และเซลล์มาเลี้ยงในอาหารสังเคราะห์? ซึ่งประกอบด้วยแร่ธาตุ? น้ำตาล? ไวตามินและสารควบคลุมการเจริญเติบโต? ในสภาพปลอดเชื้อจุลินทรีย์? โดยมีการควบคุมสภาพแวดล้อม? เช่น อุณหภูมิ? แสง และความชื้น? ส่วนต่างๆของพืชเหล่านี้จะสามารถเจริญเติบโตเป็นต้นใหม่? โดยอาศัยคุณสมบัติพิเศษของเซลล์พืชที่สามรถเจริญเติบโต? พัฒนาไปเป็นต้นใหม่ได้ หรือที่เรียกว่า โคลนนิ่ง

ประโยชน์ของ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช
1.เพื่อการผลิตต้นพันธุ์พืชปริมาณมากในระยะเวลาอันรวดเร็ว? โดยอาศัยอาหารสูตรที่สามารถเพิ่มจำนวนต้นเป็นทวีคูณ
2.เพื่อเป็นการผลิตพืชที่ปราศจากโรค? ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย? เชื้อรา และเชื้อไวรัส? เพราะการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชจะใช้ส่วนที่เป็นเนื้อเยื่อที่เจริญที่อยู่ที่บริเวณปลายยอดของลำต้นและเนื้อเยื่อคัพภะ (Embryo) ซึ่งถือว่าปลอดจากเชื้อไวรัสมากที่สุด
3.เพื่อเป้นการปรับปรุงพันธุ์พืช? โดยการชักนำให้เกิดการกลายพันธุ์ แล้วคัดเลือกเอาสารพันธุ์ที่ดีไว้? ซึ่งอาจทำได้โดยการใช้สารเคมี? การฉายรังสี? การติดต่อยีนส์? และการย้ายยีนส์
4.เพื่อการผลิตพืชพันธุ์ต้านทาน? โดยการเพาะเลี้ยงในอาหารที่มีเงื่อนไขต่างๆ? เช่น การสร้างพันธุ์ต้านทานต่อสารพิษของโรค? ต้านทานต่อแมลง? ต้านทานต่อยากำจัดวัชพืช ฯลฯ
5.เพื่อการผลิตพันธุ์พืชทนทาน? โดยการคัดสายพันธุ์ทนทานจากการจัดเงื่อนไขของอาหารและสภาวะแวดล้อม? เช่น การคัดสายพันธุ์พืชทนเค็ม? สายพันธุ์ทนต่อดินเปรี้ยว? เป็นต้น
6.เพื่อการผลิตยาและสารเคมีจากพืช? พืชบางชนิดมีคุณสมบัติทางยาแต่บางครั้งปริมาณยาที่สกัดอยู่ในเนื้อสารมีปริมาณน้อย? จึงต้องมีการปรับสภาพแวดล้อมและอาหารที่เหมาะสม ก็อาจชักนำให้เกิดการสังเคราะห์สารที่เราต้องการได้มากขึ้น
7.เพื่อการศึกษาทางชีวเคมีและสรีรวิทยาของพืช
8.เพื่อการเก็บรักษาพันธุ์พืช? ซึ่งปัจจุบันนี้มีพืชหลายชนิดสูญพันธุ์ไปเนื่องจากสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลง? วิธีการเก็บรักษาพืชพรรณต่างๆ ไว้ในหลอดทดลองจะทำให้พืชมีอัตราการเจริญเติบโตที่ช้ามาก? ทำให้ประหยัดเวลา? แรงงาน และอาหาร? จนกว่าเมื่อใดเราต้องการพืชชนิดนั้นๆจึงนำมาขยายเพิ่มจำนวนได้
การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญ 6 ขั้นตอน
1.การเตรียมอาหารสำหรับการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช? ซึ่งประกอบด้วย? สารกลุ่มอนินทรีย์ และสารกลุ่มอินทรีย์
2.การคัดเลือกเนื้อเยื่อพืช? การเลือกเนื้อเยื่อที่ดีได้ส่วนที่ถูกต้องจะทำให้เกิดการฟอกฆ่าเชื้อและการชักนำให้เกิดต้นประสบความสำเร็จสูง
3.การฟอกฆ่าเชื้อ? เป็นการทำให้ชิ้นส่วนของพืชปลอดเชื้อ? โดยการใช้สารเคมี? ได้แก่ยาระงับเชื้อ และยาทำลายเชื้อ? ซึ่งจะทำหน้าที่ให้ส่วนประกอบที่สำคัญของจุลินทรีย์เสียไป ก่อนที่จะนำมาเพาะเลี้ยงในอาหาร
4.การขยายพันธุ์เพิ่มจำนวน? ต้นพืชที่ได้จากการชักนำให้เกิดต้นจะมีความเยาว์วัย ( juveniliti )? สามารถที่จะชักนำให้เกิดต้นจำนวนมากได้ง่าย? โดยทำการเพาะเลี้ยงในอาหารที่มีสารควบคุมการเจริญเติบโตกลุ่มไซโตไคนิน
5.การชักนำรากพืช? ต้นพืชที่ได้จากการเพิ่มจำนวนต้นสามารถชักนำให้เกิดรากในอาหารที่มีสารควบคุมการเจริญเติบโตกลุ่มออกซิน? ซึ่งจะส่งเสริมการเกิดรากและยับยั้งการเกิดยอด6.การย้ายออกปลูก? ซึ่งต้องการปรับสภาพของต้นพืชให้คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมภายนอกประมาณ 2-4 สัปดาห์? จะทำให้ลดเปอร์เซนต์ของการตายของต้นพืชเนื่องจากการย้ายปลูก








แบนเนอร์โฆษณา 140×140
