กว่าจะมาเป็นหนึ่งในผู้บริหารของ บริษัทเวิร์คพอยท์เอนเตอร์เทอเมนท์ จำกัด (มหาชน) ชีวิตวัยเด็ของเขา ต้องเรียกว่าผจญมากับความยากจนข้นแค้นสาหัส จนนับครั้งไม่ถ้วน แต่เขาบอกว่า สิ่งเหล่านั้น มีไลฟ์สไตล์ในแนว เศรษฐกิจพอเพียง แบบไม่รู้ตัว
“คำว่าเศรษฐกิจพอเพียงนี้ หลายคนฟังแล้วอาจะเข้าใจว่า เราไปจนกันเถอะ ไม่ใช่นะครับ คำนี้มีความหมายลึกซึ้งมาก และต้องตีความออกมาให้ดี อย่างตอนเด็ก ครอบครัวของผมมีฐานะไม่ค่อยดี แต่ผมไม่เคยขอให้ใครช่วยเหลือ หรือร้องต่อว่าฟ้าดิน ไม่เคยโทษว่าทำไมชีวิต ต่ำต้อยย่ำแย่ พ่อแม่ผมไม่มีเงิน ผมก็รับรู้ว่าไม่มี บังเอิญผมไปใช้ชีวิตอย่างนั้นแล้วไม่เป็นทุกข์? และไม่รู้ตัวว่า นั่นเป็นการใช้ความพอเพียงเข้าแล้ว”
“ระหว่างทางของการใช้ชีวิต สอนผมว่า การเรียนรู้ การต่อสู้ ได้สอนผมให้ทำไปตามช่วงชีวิตที่เติบโตขึ้นเรื่อย จนมาวันที่ผมประสบความสำเร็จ ซึ่งผมไม่เคยวาดฝันว่า ผมต้องทำอย่างนั้น อย่างนี้ให้ได้ แต่ผมรู้ว่าจะทำอย่างไรให้ความรู้ ความสามารถที่ผมมีอยู่นั้น ออกมาเป็นผลดีต่อตัวเอง อย่างผมเป็นคนช่างพูด อธิบายอะไรให้คนเข้าใจง่าย? มีความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมไทย? ก็นำมาสรุปและใช้การเป็นพิธีกร นำเสนอสิ่งต่างๆ ออกมาได้ดี เมื่อรู้ว่าถนัดทางนี้ ผมก็ไม่ไปเล่นการเมือง ไม่ไปขายก๋วยเตี๋ยวหรือทำอาชีพอื่น นั่นคือผมรู้จักตัวเอง เป็นเรื่องการประมาณตน”
“ผมอย่ากจะบอกว่า คนเรานั้นเกิดมาไม่เท่าเทียมกัน เมื่อไม่เท่ากันแล้ว ความเป็นอยู่ นิสัย สิ่งที่ต้องการ ความสามารถล้วนไม่เท่ากัน จะให้ทุกคนรวยหรือจนหมดไปเท่ากันก็ไม่ได้ แต่ทุกคนเลือกที่จะมีความพอเพียงได้ คือถ้าคุณมีความรู้น้อย ก็ทำความพอเพียงให้เข้ากับตัวคุณก่อน คือกินอยู่น้อยตามความพอเพียง ไม่คิดเปรียบเทียบกับคนที่มีความรู้มากกว่า ซึ่งเขาจะกินอย่ดีกว่า เพราะเขามีโอกาสมากกว่า คนเราเมื่อเห็นคนอื่นดีกว่า มีมากกว่า ก็มักจะเป็นทุกข์ อิจฉาตาร้อน ถ้าเราไม่ไปเปรียบเทียบก็จะมีความสุข นั่นเป็นเพราะคำว่ารู้จักความพอเพียง”
“แต่ความพอเพียงของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากันนะครับ จะเปลี่ยนไปตามสภาวะ เช่น เมื่อคุณรู้มากขึ้น เรียนสูงขึ้น ไปเจอเหตุการณ์ต่างๆ อล้วคุณเข้าใจ สามารถที่จะทำอะไรได้มากขึ้น ความพอเพียงก็จะเปลี่ยนไป เพราะฉนั้น ใครที่เข้าใจคำว่าพอเพียงได้อย่างลึกซึ้งจริงๆ ก็จะมีความสุขได้ตลอดเวลา”
“ผมอยากจะบอกว่า ถ้าคุณได้พัฒนาความรู้ ความสามารถในวิถึทางที่ถูกต้องมากขึ้น คุณก็จะรวยขึ้น ก็ต้องรู้จักพอเพียง ไม่ใช่ว่า คุณเก่วรวย แล้วความโลภและกิเลสก็ยิ่งมากขึ้น ทั้งๆที่จริงแล้วคุณควรที่จะมีความรับผิดชอบมากขึ้น เพื่อให้ความมีฐานะของคุณเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นๆ เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ชีวิตคนเราก็จะเหลือน้อยลง เราน่าจะถ่ายทอดสิ่งที่เป็นประโยชน์คืนกลับไปสู่สังคม อาจจะเริ่มจากการมีเมตตา จากการให้อะไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเงินทอง โดยเฉพาะการให้ความรู้ หรือที่เรีกว่า วิทยาทาน ถ้าเราแบ่งปันให้คนอื่นบ้าง ก็อาจจะช่วยให้เขาเกิดปัญญาที่จะนำไปทำมาหากินต่อ โจรขโมยก็น้อยลง เพราะทุกคนมีหนทาง มีความคิดที่จะทำกินโดยสุจริต ปัญหาสังคมก็เบาบางลงไป”
“แล้วก็จะเกิดการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข”
เรื่องโดย : นิตยสารแพรว








แบนเนอร์โฆษณา 140×140
