11 May, 2010
เปิดร้านซักอบรีด ธุรกิจแววรุ่งยุคสังคมรีบเร่ง
Posted by: Mr.Keajon In: Home|ธุรกิจ SME|ธุรกิจแฟรนไชส์
เสื้อผ้า เป็นปัจจัยหลักในการประกอบชีวิตประจำของมนุษย์ เด็กที่เพิ่งคลอดออกมายังต้องใส่เสื้อผ้าเพื่อห่อหุ้มร่างกาย และให้ความอบอุ่น จึงถือได้ว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นมากต่อทุกคน กิจกรรมหลักๆ ของแม่บ้านส่วนใหญ่ก็คงจะหนีไม่พ้นการซักผ้า รีดผ้า ซึ่งถือว่าเป็นกิจกรรมที่น่าเบื่อมาก แต่ก็ต้องทำเพราะเดี๋ยวจะไม่มีเสื้อผ้าใส่ วิธีการซักก็แตกต่างกันออกไป บ้างก็ว่าซักมือแล้วสะอาดดี แต่ถ้าใครไม่มีเวลาพอที่จะมานั่งซักมือแล้วละก็ การซักด้วยเครื่องซักผ้าเป็นวิธีที่ดีที่สุด ช่วยทำให้ประหยัดแรงไปได้เยอะเลย
ปัจจุบันนี้ เครื่องซักผ้าถือเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เกือบจะทุกบ้านต้องมีติดไว้ เพราะนอกจากจะช่วยเราประหยัดเวลาของการซักแล้ว ยังช่วยประหยัดแรงอีกด้วย หลายครอบครัวจึงหันมาซื้อเครื่องซักผ้าติดบ้านไว้ แล้วก็มีให้เลือกกันหลายแบบ หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นเครื่องกึ่งอัตโนมัติ หรือเครื่องอัตโนมัติ แต่ที่นิยมกันมากเลยก็คงจะเป็นเครื่องอัตโนมัติ ก็แค่กดปุ่มเดียว ถึงเวลาก็สามารถตากได้เลย
แต่ยังมีคนอยู่อีกจำนวนมากที่ไม่มีเวลาแม้กระทั่งจะซักผ้าใส่เอง ถึงแม้จะซักด้วยเครื่องก็ตาม เพราะต้องทำงานเช้ากว่าจะกลับก็ค่ำ หยุดเสาร์-อาทิตย์ ก็อยากที่จะพักผ่อน จึงเกิดที่มาของธุรกิจซักอบรีด ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่ไม่ค่อยอยากจะทำกันนัก เพราะมันเหนื่อย และหลายคนคิดว่ารายได้ไม่คุ้มกับค่าเหนื่อย
ผู้เขียนเองมีคนรู้จักที่ทำธุรกิจซักอบรีดอยู่เหมือนกัน มองดูแล้วรายได้ดีเลยทีเดียว ลงทุนไม่มาก ส่วนใหญ่จะใช้เป็นแรงงานมากกว่า จึงได้ลองสัมภาษณ์เจ้าของร้านดู ว่าทำไมถึงมาเปิดร้านซักอบรีด เจ้าของร้านบอกว่า แต่ก่อนเคยเปิดร้านทำผม แต่ก็ไปได้เรื่อยๆ บางวันมีลูกค้ามาก บางวันมีลูกค้าน้อย หรือบางวันก็ไม่มีเลย รายได้ไม่ค่อยแน่นอน เลยลองมาทำร้านซักอบรีดดู เริ่มแรกอาจจะยังมีลูกค้าไม่มาก แต่นับวันจะมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนอยู่ตัว ตอนนี้แทบจะไม่อยากรับเพิ่มเลย เพราะทำไม่ทัน ขนาดว่าในละแวกนั้นมีร้านซักอบรีดหลายร้าน แต่ทุกร้านก็มีลูกค้าเยอะเหมือนกันทุกร้านเลย จะเห็นได้ว่าคนส่วนใหญ่ยอมที่จะเสียเงินมากกว่าที่จะเสียเวลามานั่งซักผ้า รีดผ้าเอง
อุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับร้านซักอบรีด
1. เครื่องซักผ้า ประมาณ 2-3 เครื่อง
2. เตารีดแห้ง 1 เครื่อง
3. เตารีดไอน้ำ 1 เครื่อง
4. โต๊ะรีดผ้า
5. ราวแขวนผ้า
จากประสบการณ์ที่ผู้เขียนเองได้เคยไปช่วยงานที่ร้านซักอบรีดอยู่เป็นประจำ จึงได้รู้เคล็ดลับต่างๆ ในการรีดผ้ามาค่อนข้างเยอะ และสังเกตเห็นอุปกรณ์ที่ร้านนี้ใช้ค่อนข้างจะไฮเทคเลยทีเดียว เพราะสามารถช่วยผ่อนแรงได้เยอะ อย่างเตารีด ที่ร้านนี้จะมีเตารีดทั้งแบบแห้งและแบบไอน้ำ แต่เตารีดไอน้ำที่นี่ไม่เหมือนเตารีดไอน้ำที่ใช้ตามบ้านทั่วไป แต่จะเป็นเตารีดไอน้ำที่มีโถใส่น้ำขนาดใหญ่ มีสายต่อเชื่อมไปที่เตารีด เตารีดไอน้ำตัวนี้ช่วยผ่อนแรงได้เยอะทีเดียว จากที่ผู้เขียนไปช่วยรีด ถ้าใช้เตารีดตัวนี้สามารถรีดเสื้อกองโตได้ในเวลาอันรวดเร็ว ช่วยให้ประหยัดทั้งเวลาและก็แรงงาน
นอกจากเตารีดไอน้ำแล้ว ที่ร้านนี้ยังมีเตาไอน้ำอีกชนิดหนึ่ง เรียกว่าที่รีดไอน้ำสามารถยืนรีดได้ แค่พ่นไอน้ำลงไปบนเสื้อผ้า ก็เรียบได้ในเวลาอันรวดเร็ว เจ้าของร้านบอกว่า เตารีดไอน้ำทั้ง 2 แบบ ก็จะมีข้อจำกัดของการรีดเหมือนกัน เสื้อบางตัวก็ไม่สามารถรีดกับเตารีดไอน้ำได้ ต้องรีดกับเตารีดแห้ง การจะเลือกว่าเสื้อผ้าตัวไหนเหมาะกับเตารีดตัวใดก็ต้องอาศัยความชำนาญของผู้รีดพอสมควร ถ้าเลือกใช้เครื่องให้เหมาะสมกับชนิดของผ้าแล้วก็จะทำให้ไม่เสียเวลา
ในแต่ละวันจะมีลูกค้าประจำที่สลับสับเปลี่ยนกันมาเอาตลอด 7 วันอยู่แล้ว แต่ยังมีลูกค้าขาจรที่นำมาซักบ้างตามแต่โอกาส แต่ที่ทำเงินได้ดีเลยเห็นจะเป็นผ้าห่ม และผ้าปูที่นอน ที่มีขนาดใหญ่ คนโดยมากไม่ซักเองหรอก ส่งร้านซักตลอด ผ้าห่มดูแล้วผืนใหญ่หลายคนคงจะนึกว่าซักยาก แต่หากมีเครื่องมือเหมือนที่ร้านซักรีดแล้ว ไม่ยากเลย ใส่เข้าไปในเครื่องอัตโนมัติ รอเวลาก็นำมาตากได้เลย แต่อาจจะต้องใช้แรงงานมากหน่อยในการนำไปตาก แต่ถ้าเป็นร้านซักแห้งใหญ่ๆ ที่มีเครื่องมือทันสมัย แทบไม่ต้องนำตากเลย อบแห้งให้เรียบร้อย สามารถแพ็กใส่ถุงรอลูกค้ามารับได้เลย วันหนึ่งถ้ามีผ้าห่มประมาณ 5 ผืน ก็สบายแล้ว คิดราคาผืนละ 80 บาท 5 ผืน 400 บาท ต้นทุนมีแค่น้ำยาซักผ้า และน้ำยาปรับผ้านุ่ม ไม่กี่สิบบาท นอกนั้นเป็นกำไรเห็นๆ
เจ้าของร้านบอกว่า ในหนึ่งวันสามารถซักรีดเสื้อผ้าได้มากกว่า 100 ตัว คิดราคาตัวละ 10 บาท (ราคาประมาณ : ราคาจริงคิดตามชนิดของผ้า เช่น เสื้อเชิ้ต, กางเกงยีน, กางเกงขายาว, กางเกงขาสั้น, เสื้อยืด ฯลฯ) ถ้า 100 ตัว ก็เป็นเงิน 1,000 บาท รวมรายได้ค่าซักผ้าห่มอีก 400 บาท เฉลี่ยรายได้ต่อวันประมาณ 1,400 บาท ใน 1 เดือนก็จะมีรายได้ประมาณ 42,000 บาท หักค่าใช้จ่ายค่าเช่าห้อง + ค่าน้ำ ค่าไฟ + ค่าน้ำยาซักผ้า รวมแล้วก็ประมาณ 15,000 บาท ที่เหลือก็ถือเป็นกำไร รายได้มากกว่าคนที่ทำงานบริษัทเป็นไหนๆ
หลายคนอาจจะสงสัยว่า แล้วถ้าเปิดธุรกิจเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญละ เหนื่อยน้อยกว่าที่จะต้องมานั่งซักเอง มีเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ ตั้งไว้สัก 3-4 เครื่อง ก็โอเคแล้ว ครั้งละ 20 บาท ประมาณ 1 ชั่วโมง วันหนึ่งคนใช้บริการประมาณ 10 ชั่วโมง ต่อเครื่อง ถ้ามี 4 เครื่องก็เท่ากับ 40 ชั่วโมง รวมรายได้ต่อวันก็จะประมาณ 800 บาท ต้นทุนก็ไม่มีอะไรเลยนอกจากค่าเครื่องซักผ้า
ผู้เขียนเคยถามเจ้าของร้านซักรีดเหมือนกันว่า ทำไมไม่เอาเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญมาตั้งไว้ที่หน้าร้านด้วย เจ้าของร้านบอกว่า เคยเอามาตั้งแล้ว แต่คนส่วนใหญ่บอกว่าไหนๆ เอาผ้ามาซักแล้วจ้างไปซะเลย ง่ายดี ไม่ต้องเอาไปตากเอง แถมยังรีดให้พร้อม
แต่ไม่ใช่ว่าธุรกิจเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญจะไม่ดีนะ จากการสอบถามจากเจ้าของร้านซักรีด บอกว่า ถ้าจะตั้งเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ ควรจะตั้งเฉพาะเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญไปเลย ไม่ต้องรับจ้างซักรีด ผู้เขียนเองเคยเห็นร้านที่มีแต่เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญทั้งร้าน ร้านหนึ่งมีประมาณ 10 เครื่อง คนก็ไปใช้บริการกันเยอะ ส่วนใหญ่เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญจะต้องตั้งอยู่ในย่านที่มีหอพัก เพราะนักศึกษาส่วนใหญ่ไม่จ้างซักหรอก เพื่อความประหยัด แต่ถ้าเป็นร้านซักอบรีดแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นคนทำงานที่จ้างซักมากกว่า เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะเลือกธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง สิ่งสำคัญที่สุดต้องศึกษาถึงทำเลที่ตั้งของร้านเป็นหลัก
เห็นกำไรแบบนี้แล้ว คงอยากจะทำร้านซักอบรีดกันแล้วใช่มั้ยละคะ ถ้าใครคิดที่อยากจะเปิดร้านซักอบรีด ต้องหาทำเลที่มีผู้คนอยู่เยอะๆ แหล่งชุมชมซึ่งอาจจะเป็นอพาร์ตเมนต์ คอนโดมิเนียม หรืออาคารชุด อย่างที่บอกไปแล้ว
ผู้เขียนหวังว่า หากผู้อ่านที่คิดจะทำธุรกิจแต่ยังไม่รู้ว่าจะทำธุรกิจอะไร เมื่อได้อ่านเรื่องนี้แล้ว อาจจะเกิดความคิดที่จะเปิดร้านซักอบรีดบ้างก็ได้ หรือถ้ายังไม่คิดที่จะเปิดก็ขอให้เป็นตัวเลือกหนึ่งในใจของท่านผู้อ่าน เพื่อเป็นข้อตัดสินใจในการประกอบธุรกิจต่อไป








แบนเนอร์โฆษณา 140×140
