?หลังจากที่เรานำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ ทำให้กระบวนการผลิตคล่องตัวสะดวกขึ้น ลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อน ลดการสูญเสียไม้ลง ไม้ที่นำมาผลิตจึงสามารถใช้งานได้อย่างคุ้มค่า ผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ได้มากขึ้น ทำให้ผลประกอบการเพิ่มขึ้น และนอกจากช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ ยังเป็นการทำให้เกิดการสูญเสียน้อยที่สุด เป็นการช่วยลดความสิ้นเปลืองจากการใช้ทรัพยากรลงอีกด้วย?
นี่เป็นหนึ่งจากหลายแนวคิดของ อัครินทร์ วงศ์อภิรัตน์ ผู้บริหารบริษัท บีเอ็นเอส อุตสาหกรรมไม้ หนึ่งในผู้ประกอบการหลายรายที่เข้าร่วมอบรมในโครงการรวมกลุ่มและเชื่อมโยงอุตสาหกรรม หรือคลัสเตอร์ (Cluster) ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ซึ่งกับแนวคิดและนโยบายในการดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมไม้ เขายังเล่าย้อนอีกว่า กิจการก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 โดยทำธุรกิจผลิตไม้แปรรูปสำหรับปูพื้นและไม้บอร์ด รวมถึงผลิตชิ้นส่วนเฟอร์นิเจอร์จากไม้ยางพารา เพื่อการส่งออก โดยมีลูกค้าสำคัญ ๆ โซนยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น
สำหรับแนวคิด ?ลด เพื่อเพิ่ม? นั้น ผู้ประกอบการ รายนี้เล่าว่า สภาพธรรมชาติของไม้ โดยเฉพาะไม้ยาง พารา เป็นวัสดุธรรมชาติ ฉะนั้น ไม้แต่ละท่อนย่อมแตกต่างกันไป ในกระบวนการผลิตจึงมีความสูญเสียเกิดขึ้น ผู้ผลิตไม้ในฐานะอุตสาหกรรมปลายน้ำ จึงต้องคำนึงว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ที่สุด ซึ่งคำตอบก็คือการนำ ?เทคโนโลยี? เข้ามาใช้ในการ ?เพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต? โดยอาศัยการฝึกอบรมจากหน่วยงานและผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ เพื่อให้การใช้ไม้ทำได้อย่างคุ้มค่า
ไม้ยางพารา มีจุดแข็งที่ใช้เป็นจุดขายในการทำตลาดในต่างประเทศอยู่ที่การชูประเด็นเรื่องการเป็นไม้ปลูก ไม่ใช่ไม้ที่ตัดจากป่าซึ่งเป็นการทำลายธรรมชาติ ทำให้ผลิตภัณฑ์ได้รับการยอมรับจากลูกค้าในตลาดต่างประเทศ ทำให้ไม่ต้องเจอกับกระแส ต่อต้านและกำแพงกีดกันทางการค้า
?การไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมถือเป็นจุดขายที่เราใช้ เพราะตลาดหลักของเราคือตลาดส่งออก ซึ่งผลิต ภัณฑ์ที่ออกไป ลูกค้าตรวจสอบได้ทั้งกระบวนการ ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง อีกทั้งราคาที่ถูกกว่าไม้ที่ตัดจากป่า ก็เลยทำให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งที่เป็นรายใหญ่ ๆ ได้?
นอกจากนี้ แม้จะเป็นธุรกิจระดับเอสเอ็มอี แต่ก็หลีกเลี่ยงเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมไม่ได้ ยิ่งเป็นธุรกิจเกี่ยวกับไม้ก็ยิ่งจำเป็นต้องดูแลและเอาใจใส่เป็นพิเศษ โดยอัครินทร์กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทได้รับการรับรองมาตรฐานระบบบริหารคุณภาพ ISO 9001:2008 ซึ่งผู้ประกอบการควรคำนึงถึงระบบมาตรฐาน (Best Practice) ให้มาก เพื่อจะช่วยทำให้เกิดความน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้น และยังช่วยลดกระบวนการสูญเสียให้น้อยลง ลดความสิ้นเปลืองในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และทำให้เกิดประโยชน์คุ้มค่ามากที่สุด
ซึ่งถือว่าเป็นการ ?ลดเพื่อเพิ่ม?
?บางคนอาจมองว่าเรื่องนี้ธุรกิจขนาดกลางและเล็กไม่จำเป็นต้องสนใจมากก็ได้ ปล่อยให้เป็นเรื่องของธุรกิจขนาดใหญ่ดีกว่า แต่ผมกลับคิดว่าไม่ว่าธุรกิจระดับไหนก็จำเป็นต้องใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อม รวมถึงการปรับเปลี่ยนตัวเองให้สอดคล้องกับกระแสโลก? เป็นสิ่งที่ผู้บริหารอุตสาหกรรมแปรรูปไม้ยางพาราทิ้งท้าย…
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่ากระแสลดโลกร้อน กระแสการอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างยั่งยืน มาแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ และมีอิทธิพลสูงต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเองก็ควรจะศึกษาเรื่องนี้
ที่มา : เดลินิวส์








แบนเนอร์โฆษณา 140×140
