<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?> <rss
version="2.0"
xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
> <channel><title>แก้จนดอทคอม 108อาชีพเสริม &#187; การผลิต</title> <atom:link href="http://www.keajon.com/tag/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" /><link>http://www.keajon.com</link> <description>108ธุรกิจส่วนตัว อาชีพเสริม อาชีพอิสระ ของคนทำมาหากิน</description> <lastBuildDate>Wed, 08 Feb 2012 20:04:39 +0000</lastBuildDate> <language>en</language> <sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod> <sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency> <generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator> <item><title>GAS กับความสดใหม่ของอาหาร</title><link>http://www.keajon.com/gas-for-fruit/</link> <comments>http://www.keajon.com/gas-for-fruit/#comments</comments> <pubDate>Sun, 29 Nov 2009 18:16:30 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[นวตกรรมสำหรับอาชีพ]]></category> <category><![CDATA[เกษตรแก้จน]]></category> <category><![CDATA[การผลิต]]></category> <category><![CDATA[ขนม]]></category> <category><![CDATA[คือ]]></category> <category><![CDATA[คุณภาพ]]></category> <category><![CDATA[ตุลาคม]]></category> <category><![CDATA[ทอด]]></category> <category><![CDATA[นวัตกรรม]]></category> <category><![CDATA[น้ำ]]></category> <category><![CDATA[น้ำผลไม้]]></category> <category><![CDATA[น้ำมัน]]></category> <category><![CDATA[ประโยชน์]]></category> <category><![CDATA[ผลไม้]]></category> <category><![CDATA[วัตถุดิบ]]></category> <category><![CDATA[วิธีการ]]></category> <category><![CDATA[หมอน]]></category> <category><![CDATA[หมา]]></category> <category><![CDATA[อาหาร]]></category> <category><![CDATA[อุปกรณ์]]></category> <category><![CDATA[เชียงใหม่]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=2952</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/gas-for-fruit/"><img
align="left" hspace="5" width="150" height="150" src="http://www.keajon.com/wp-content/plugins/thumbnail-for-excerpts/tfe_no_thumb.png" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="" title="" /></a>ปัจจุบันได้มีการนำวิทยาการเกี่ยวกับการนำก๊าซชนิดต่าง ๆ มาใช้สำหรับกระบวนการบรรจุผลิตภัณฑ์อาหารมากขึ้น เพื่อช่วยรักษาคุณภาพ และคุณค่า ทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์อาหารนั้น ๆ ไว้ให้นานที่สุด ซึ่งเป็นการช่วยเพิ่มอายุการเก็บรักษาอาหารนั่นเอง กระบวนการบรรจุแบบ Gas-Flushing เป็นการบรรจุผลิตภัณฑ์ให้อยู่ภายใต้บรรยากาศของก๊าซชนิดใดชนิดหนึ่ง เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือก๊าซไนโตรเจน โดยการพ่นก๊าซชนิดที่ต้องการเข้าไปแทนที่อากาศภายในภาชนะบรรจุ ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งใช้สำหรับ ไล่ก๊าซออกซิเจนในภาชนะบรรจุผลิตภัณฑ์ที่ไวต่อปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidation Reaction) เช่น อาหารที่มีไขมันมาก น้ำผลไม้ เป็นต้น ก๊าซที่ใช้สำหรับพ่นเข้าไปแทนที่อากาศภายในภาชนะบรรจุสามารถมีหลายชนิดด้วยกัน เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ก๊าซไนโตรเจน (N2) ก๊าซออกซิเจน (O2) เป็นต้น แต่ก๊าซที่นิยมใช้กันมากที่สุดในระบบ Gas Flushing ในอุตสาหกรรมอาหาร คือ ก๊าซไนโตรเจน ทั้งนี้เนื่องจากเป็นก๊าซที่มีคุณสมบัติ คือ เป็นก๊าซที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส และไม่เป็นพิษ จึงสามารถใช้ได้กับผลิตภัณฑ์อาหารทุกชนิด เป็นก๊าซเฉื่อยต่อปฏิกิริยาเคมี จึงมักใช้ในการแทนที่ก๊าซออกซิเจน เพื่อป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันของไขมันและน้ำมัน หรือปฏิกิริยาการเกิดสีน้ำตาลในอาหาร เป็นก๊าซที่ไม่เกิดการระเบิด และปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม เป็นก๊าซที่ละลายในน้ำและไขมันได้น้อยมาก จึงสามารถพ่นฟองก๊าซไนโตรเจนผ่านเข้าไปยังวัตถุดิบ [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p></p><p>ปัจจุบันได้มีการนำวิทยาการเกี่ยวกับการนำก๊าซชนิดต่าง ๆ มาใช้สำหรับกระบวนการบรรจุผลิตภัณฑ์อาหารมากขึ้น เพื่อช่วยรักษาคุณภาพ และคุณค่า ทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์อาหารนั้น ๆ ไว้ให้นานที่สุด ซึ่งเป็นการช่วยเพิ่มอายุการเก็บรักษาอาหารนั่นเอง กระบวนการบรรจุแบบ Gas-Flushing <span> </span>เป็นการบรรจุผลิตภัณฑ์ให้อยู่ภายใต้บรรยากาศของก๊าซชนิดใดชนิดหนึ่ง เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือก๊าซไนโตรเจน โดยการพ่นก๊าซชนิดที่ต้องการเข้าไปแทนที่อากาศภายในภาชนะบรรจุ ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งใช้สำหรับ ไล่ก๊าซออกซิเจนในภาชนะบรรจุผลิตภัณฑ์ที่ไวต่อปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidation Reaction) เช่น อาหารที่มีไขมันมาก น้ำผลไม้ เป็นต้น</p><p>ก๊าซที่ใช้สำหรับพ่นเข้าไปแทนที่อากาศภายในภาชนะบรรจุสามารถมีหลายชนิดด้วยกัน เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO<sub>2</sub>) ก๊าซไนโตรเจน (N<sub>2</sub>) ก๊าซออกซิเจน (O<sub>2</sub>) เป็นต้น แต่ก๊าซที่นิยมใช้กันมากที่สุดในระบบ Gas Flushing ในอุตสาหกรรมอาหาร คือ ก๊าซไนโตรเจน ทั้งนี้เนื่องจากเป็นก๊าซที่มีคุณสมบัติ คือ</p><ul><li>เป็นก๊าซที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส และไม่เป็นพิษ จึงสามารถใช้ได้กับผลิตภัณฑ์อาหารทุกชนิด</li><li>เป็นก๊าซเฉื่อยต่อปฏิกิริยาเคมี จึงมักใช้ในการแทนที่ก๊าซออกซิเจน เพื่อป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันของไขมันและน้ำมัน หรือปฏิกิริยาการเกิดสีน้ำตาลในอาหาร</li><li>เป็นก๊าซที่ไม่เกิดการระเบิด และปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม</li></ul><p>เป็นก๊าซที่ละลายในน้ำและไขมันได้น้อยมาก จึงสามารถพ่นฟองก๊าซไนโตรเจนผ่านเข้าไปยังวัตถุดิบ หรือผลิตภัณฑ์ที่เป็นของเหลว เช่น น้ำมัน<strong></strong></p><p>โดยก๊าซไนโตรเจนจะเข้าไปห่อหุ้มโมเลกุลของน้ำมัน ทำให้สามารถลดการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน และการเหม็นหืนได้ การพ่นก๊าซไนโตรเจนเข้าไปเพื่อไล่อากาศในภาชนะบรรจุของผลิตภัณฑ์อาหารจำพวกมันฝรั่งทอด และขนมขบเคี้ยวต่างๆ เป็นขั้นตอนหนึ่งที่ช่วยให้ผู้ผลิตสามารถยืดอายุการเก็บรักษาของผลิตภัณฑ์ได้นานยิ่งขึ้น</p><p>บริษัทแลนซ์ (Lance Inc.) ได้นำกระบวนการ Gas Flushing ไปใช้กับผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยว โดยใช้การพ่นก๊าซไนโตรเจนเข้าไปแทนที่อากาศในภาชนะบรรจุ ซึ่งได้รับผลที่น่าพอใจ โดยสามารถเพิ่มอายุการเก็บรักษาของมันฝรั่งทอดได้นานกว่าปกติ 33% และเพิ่มอายุการเก็บรักษาของถั่ว (peanuts) ได้นานกว่าปกติถึง 2 เท่า ซึ่งก่อนที่จะมีการเปลี่ยนมาใช้วิธีการพ่นก๊าซไนโตรเจนเข้าไปแทนที่อากาศนั้น เดิมมีการใช้เพียงการบรรจุผลิตภัณฑ์ในภาชนะบรรจุที่ทำจากโลหะเท่านั้น และหลังจากที่ได้มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการบรรจุ โดยเพิ่มขั้นตอนการพ่นก๊าซไนโตรเจนเข้าไป พบว่าค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ทั้งหมดเพิ่มขึ้นไม่สูงมากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับผลที่ได้รับ ซึ่งสามารถรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ และความสดใหม่ได้เป็นระยะเวลานานขึ้น</p><p><strong>ประโยชน์ของการบรรจุผลิตภัณฑ์อาหารโดยใช้ วิธี</strong><strong> Gas-Flushing</strong></p><ol><li><strong>1. </strong><strong>เพื่อเพิ่มอายุการเก็บรักษา ชะลอหรือป้องกันการเสื่อมเสียคุณภาพของผลิตภัณฑ์อาหาร</strong> ปฏิกิริยาเคมีสำคัญที่เกิดขึ้นในผลิตภัณฑ์อาหารคือ ปฏิกิริยาออกซิเดชัน ซึ่งเมื่อเกิดกับไขมันหรือน้ำมันจะทำให้อาหารเกิดการเหม็นหืน เกิดการเปลี่ยนแปลงของสี กลิ่นและรสของอาหาร ดังนั้นการใช้กระบวนการบรรจุแบบ Gas Flushing เพื่อกำจัดก๊าซออกซิเจนในอากาศที่ล้อมรอบอาหารออกไป จะสามารถช่วยชะลอ หรือป้องกันการเกิดปฏิกิริยานี้ได้ บริษัทแพรกซ์แอร์ (Praxair) ได้ทำการศึกษาอายุการเก็บรักษามันฝรั่งทอด โดยบรรจุในสภาวะบรรยากาศแตกต่างกัน ดังตารางที่ 1</li></ol><table
style="width: 98%;" border="0" cellspacing="1" cellpadding="0"><tbody><tr><td
colspan="3"><strong>ตารางที่</strong><strong> 1</strong> ตารางการเปรียบเทียบอายุการเก็บรักษามันฝรั่งทอดที่บรรจุในสภาวะบรรยากาศแตกต่างกัน</td></tr><tr><td><strong>สภาวะในการเก็บรักษา</strong></td><td><p
align="center"><strong>ปริมาณก๊าซออกซิเจนที่เหลืออยู่ในภาชนะบรรจุ</strong></p></td><td><p
align="center"><strong>อายุการเก็บรักษา</strong></p></td></tr><tr><td
valign="top">สภาวะบรรยากาศปกติ</td><td><p
align="center">21.0%</p></td><td><p
align="center">6 สัปดาห์</p></td></tr><tr><td
rowspan="4">สภาวะที่พ่นก๊าซไนโตรเจนเข้าไปในภาชนะบรรจุ</td><td><p
align="center">2.0%</p></td><td><p
align="center">12 สัปดาห์</p></td></tr><tr><td><p
align="center">1.5%</p></td><td><p
align="center">16 สัปดาห์</p></td></tr><tr><td><p
align="center">1.0%</p></td><td><p
align="center">20 สัปดาห์</p></td></tr><tr><td><p
align="center">0.5%</p></td><td><p
align="center">24 สัปดาห์</p></td></tr></tbody></table><p>จากตารางจะเห็นได้ว่า</p><p>มันฝรั่งทอดที่บรรจุอยู่ในภาชนะบรรจุที่มีการพ่นก๊าซไนโตรเจนเข้าไปแทนที่จนกระทั่งมีปริมาณก๊าซออกซิเจนในภาชนะบรรจุเพียง 0.5% จะสามารถยืดอายุการเก็บรักษาของมันฝรั่งทอดได้นานกว่ามันฝรั่งทอดที่เก็บรักษาในสภาวะบรรยากาศปกติถึง 4 เท่า</p><p><strong>2. ช่วยลดปริมาณการใช้วัตถุเจือปนอาหาร (Food)</strong> โดยปกติแล้วในผลิตภัณฑ์อาหารที่มีองค์ประกอบของไขมันสูง เช่น มันฝรั่งทอดจะมีการเติมวัตถุเจือปนอาหารประเภท BHA และ BHT เพื่อช่วยป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน (antioxidants) แต่เมื่อมีการเติมก๊าซไนโตรเจนเข้าไปแทนที่อากาศปกติแล้ว ก๊าซไนโตรเจนจะเป็นตัวป้องกันการเปลี่ยนแปลงของไขมันและน้ำมันที่ใช้ในกระบวนการผลิต โดยการลดปฏิกิริยาออกซิเดชัน ดังนั้นจึงสามารถช่วยลดปริมาณการใช้วัตถุเจือปนอาหารได้อีกทางด้วย</p><p><strong>3. ป้องกันการเกิดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผลิตภัณฑ์ภายในภาชนะบรรจ</strong>ุ นอกจากประโยชน์ดังกล่าวแล้ว เทคนิคการบรรจุที่ถูกออกแบบให้มีการขึ้นรูปภาชนะเป็นซองทรงหมอน และเมื่อมีการเติมก๊าซเข้าไปแทนที่อากาศในภาชนะบรรจุทำให้ถุงพองตัวขึ้น เป็นส่วนช่วยในการปรับปรุงลักษณะของภาชนะบรรจุให้มีความสะดุดตามากขึ้น และยังสามารถช่วยป้องกันการเกิดความเสียหายที่อาจเกิดกับผลิตภัณฑ์ภายในภาชนะบรรจุด้วย เช่น การแตกหักของชิ้นมันฝรั่งทอด เป็นต้น</p><p><strong>ปัจจัยที่มีผลต่อการใช้ก๊าซเพื่อการบรรจุผลิตภัณฑ์อาหาร</strong></p><p>อย่างไรก็ตาม การอาศัยวิธีการพ่นก๊าซเข้าไปแทนที่แต่เพียงอย่างเดียวนั้นไม่สามารถช่วยให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด ยังคงมีปัจจัยอื่นๆ ที่ต้องพิจารณาและนำมาใช้ร่วมด้วย เช่น คุณสมบัติของฟิล์มที่นำมาใช้เป็นภาชนะบรรจุ ควรมีคุณสมบัติในการป้องกันการซึมผ่านของก๊าซ โดยเฉพาะก๊าซออกซิเจน ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออายุการเก็บรักษา ดังนั้นการใช้วิธีการพ่นก๊าซเข้าไปแทนที่ ร่วมกับการใช้ภาชนะบรรจุ ซึ่งสามารถป้องกันการซึมผ่านของก๊าซได้ดี จะสามารถช่วยเก็บรักษาปริมาณก๊าซไนโตรเจนที่เติมเข้าไปภายในภาชนะบรรจุได้ ในขณะเดียวกันยังสามารถป้องกันการซึมผ่านของความชื้น และก๊าซออกซิเจนจากภายนอกไม่ให้ซึมผ่านเข้าไปในภาชนะบรรจุได้อีกด้วย</p><p>บริษัทโมบิล (Mobil) และบริษัทแพรกซ์แอร์ (Praxair) ได้ร่วมกันศึกษา เพื่อยืนยันผลที่ได้รับจากเติมก๊าซไนโตรเจน ร่วมกับการใช้ภาชนะบรรจุที่ใช้วัสดุต่างกัน โดยเปรียบเทียบระหว่าง มันฝรั่งทอดที่บรรจุอยู่ในภาชนะบรรจุที่มีการพ่นก๊าซไนโตรเจนเข้าไปแทนที่จนมีปริมาณออกซิเจนเหลืออยู่เพียง 2% และใช้วัสดุชนิดที่สามารถป้องกันการซึมผ่านของก๊าซได้ดี กับมันฝรั่งทอดที่บรรจุในภาชนะบรรจุที่สภาวะบรรยากาศปกติซึ่งมีปริมาณออกซิเจนสูงถึง 21% และใช้วัสดุชนิดที่ป้องกันการซึมผ่านของก๊าซได้ต่ำ การศึกษาพบว่า การพ่นก๊าซไนโตรเจน พร้อมกับการใช้ภาชนะบรรจุที่ใช้วัสดุชนิดที่สามารถป้องกันการซึมผ่านของก๊าซได้ดีช่วยในการยับยั้งการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน ที่เป็นสาเหตุให้เกิดการเหม็นหืน และการเปลี่ยนแปลงของกลิ่นรสได้</p><p>นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ต้องพิจารณาร่วมด้วย ได้แก่ สภาวะในการเก็บรักษา เช่น การควบคุมอุณหภูมิ แสง และความชื้น ปริมาณและสถานะของเชื้อจุลินทรีย์ (Microbiological State) ที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์อาหารนั้นๆ ชนิดและความเข้มข้นของก๊าซที่เหมาะสมในการบรรจุผลิตภัณฑ์อาหารแต่ละชนิด และเครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้ในการบรรจุ</p><p><strong>เรียบเรียงจาก</strong></p><p>1. ก๊าซกับการบรรจุผลิตภัณฑ์อาหาร: ตุลาคม 2538<br
/> 2. A Look at Gas Flushing: SNACK World, May 1997<br
/> 3. Flushed Freshness: SNACK FOOD, June 1996</p><p>&nbsp;</p><p>ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่<strong></strong></p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/gas-for-fruit/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> <item><title>เครื่องผลิตปุ๋ยอัตโนมัติ ส่งเสริมผู้ประกอบการการผลิตภาคการเกษตร</title><link>http://www.keajon.com/fertilizer-producer/</link> <comments>http://www.keajon.com/fertilizer-producer/#comments</comments> <pubDate>Wed, 25 Nov 2009 08:09:01 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[นวตกรรมสำหรับอาชีพ]]></category> <category><![CDATA[เกษตรแก้จน]]></category> <category><![CDATA[กรรมวิธี]]></category> <category><![CDATA[การปลูก]]></category> <category><![CDATA[การผลิต]]></category> <category><![CDATA[คนไทย]]></category> <category><![CDATA[คือ]]></category> <category><![CDATA[ต่างประเทศ]]></category> <category><![CDATA[ท้องถิ่น]]></category> <category><![CDATA[นาฬิกา]]></category> <category><![CDATA[น้ำ]]></category> <category><![CDATA[ประหยัด]]></category> <category><![CDATA[ประโยชน์]]></category> <category><![CDATA[ปลา]]></category> <category><![CDATA[ปลูก]]></category> <category><![CDATA[พนักงาน]]></category> <category><![CDATA[ลดต้นทุน]]></category> <category><![CDATA[วัตถุดิบ]]></category> <category><![CDATA[วิชา]]></category> <category><![CDATA[ศาสตร์]]></category> <category><![CDATA[สระบุรี]]></category> <category><![CDATA[สุขภาพ]]></category> <category><![CDATA[อัตโนมัติ]]></category> <category><![CDATA[อาชีพ]]></category> <category><![CDATA[อาชีพเกษตร]]></category> <category><![CDATA[เกษตร]]></category> <category><![CDATA[เกษตรกรรม]]></category> <category><![CDATA[ไทย]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=2949</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/fertilizer-producer/"><img
align="left" hspace="5" width="150" height="150" src="http://www.keajon.com/wp-content/plugins/thumbnail-for-excerpts/tfe_no_thumb.png" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="" title="" /></a>เครื่องผลิตปุ๋ยอัตโนมัติ เครื่องแรก เครื่องเดียวในโลก ลิขสิทธ์ร่วมระหว่าง มทร.ธัญบุรีและสถานประกอบการ สมรรถนะเต็มเปี่ยม &#160; ประชากรส่วนใหญ่ในประเทศไทยยึดอาชีพเกษตรกรรม ปุ๋ยจึงมีความจำเป็นสำหรับการปลูกพืช ปุ๋ยที่นิยมมากขึ้นในปัจจุบันคือ ปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งสามารถผลิตใช้เอง ราคาไม่แพง อีกทั้งยังทำให้คุณสมบัติของดินดีขึ้น สามารถผลิตขึ้นโดยกรรมวิธีต่างๆ แต่จะเป็นประโยชน์ต่อพืชได้ก็จะต้องนำเอาวัตถุดิบมาผ่านขบวนการเปลี่ยนแปลง ต่าง ๆ ทางชีวภาพเสียก่อน มีวัตถุหลายประเภทที่สามารถนำมาทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ได้ ยกตัวอย่างการนำเศษพืชเศษปลาที่มีในท้องถิ่นไปใส่ในดินสามารถทำให้ดินร่วน ใน ปัจจุบันมีการตั้งโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ขึ้นจำนวนมาก ในโรงงานการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ส่วนใหญ่จะประสบปัญหาสิ้นเปลืองค่าแรงงานมากโดย เฉพาะในขั้นตอนการผสมปุ๋ยและขั้นตอนการกลับปุ๋ย ประกอบกับในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบที่ใช้จุลินทรีย์ช่วยย่อยสลายนั้น จะมีมีก๊าชแอมโมเนีย ก๊าชคาบอนไดออกไซด์ และความร้อนเกิดขึ้นขั้นตอนการกลับปุ๋ย ทำให้เป็นอันตรายกับคนงาน เพื่อเป็นการลดต้นทุนค่าแรงคนและมีความปลอดภัยทางด้านสุขภาพ ผศ.ไพบูลย์ แย้มเผื่อน อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ได้ออกแบบและสร้าง ?เครื่องผลิตปุ๋ยอินทรีย์อัตโนมัติต้นแบบ? ขึ้นมา ผศ.ไพบูลย์ เล่าว่า ?เครื่องผลิตปุ๋ยอินทรีย์อัตโนมัติต้นแบบ? มีส่วนประกอบคือ 1) แท่นเครื่องขนาดกว้าง 0.5 เมตร ยาว 4 เมตร จะยึดกับล้อ 4 ล้อและเคลื่อนไปกลับบนราง [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p><strong>เครื่องผลิตปุ๋ยอัตโนมัติ เครื่องแรก เครื่องเดียวในโลก <br
/>ลิขสิทธ์ร่วมระหว่าง มทร.ธัญบุรีและสถานประกอบการ สมรรถนะเต็มเปี่ยม </strong></p><p>&nbsp;</p><p>ประชากรส่วนใหญ่ในประเทศไทยยึดอาชีพเกษตรกรรม ปุ๋ยจึงมีความจำเป็นสำหรับการปลูกพืช ปุ๋ยที่นิยมมากขึ้นในปัจจุบันคือ ปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งสามารถผลิตใช้เอง ราคาไม่แพง อีกทั้งยังทำให้คุณสมบัติของดินดีขึ้น สามารถผลิตขึ้นโดยกรรมวิธีต่างๆ แต่จะเป็นประโยชน์ต่อพืชได้ก็จะต้องนำเอาวัตถุดิบมาผ่านขบวนการเปลี่ยนแปลง ต่าง ๆ ทางชีวภาพเสียก่อน มีวัตถุหลายประเภทที่สามารถนำมาทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ได้ ยกตัวอย่างการนำเศษพืชเศษปลาที่มีในท้องถิ่นไปใส่ในดินสามารถทำให้ดินร่วน <br
/><br
/>ใน ปัจจุบันมีการตั้งโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ขึ้นจำนวนมาก ในโรงงานการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ส่วนใหญ่จะประสบปัญหาสิ้นเปลืองค่าแรงงานมากโดย เฉพาะในขั้นตอนการผสมปุ๋ยและขั้นตอนการกลับปุ๋ย ประกอบกับในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบที่ใช้จุลินทรีย์ช่วยย่อยสลายนั้น จะมีมีก๊าชแอมโมเนีย ก๊าชคาบอนไดออกไซด์ และความร้อนเกิดขึ้นขั้นตอนการกลับปุ๋ย ทำให้เป็นอันตรายกับคนงาน เพื่อเป็นการลดต้นทุนค่าแรงคนและมีความปลอดภัยทางด้านสุขภาพ <br
/><br
/>ผศ.ไพบูลย์ แย้มเผื่อน อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ได้ออกแบบและสร้าง <strong><em>?เครื่องผลิตปุ๋ยอินทรีย์อัตโนมัติต้นแบบ? </em></strong>ขึ้นมา<strong> </strong><br
/><br
/>ผศ.ไพบูลย์ เล่าว่า <strong><em>?เครื่องผลิตปุ๋ยอินทรีย์อัตโนมัติต้นแบบ?</em></strong> มีส่วนประกอบคือ <br
/><strong>1)</strong> <strong>แท่น</strong>เครื่องขนาดกว้าง 0.5 เมตร ยาว 4 เมตร จะยึดกับล้อ 4 ล้อและเคลื่อนไปกลับบนราง ยาว 35 เมตร <strong><br
/>2)</strong> <strong>ใบผสม</strong>ขนาด เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.90 เมตร ยาว 4 เมตร แบ่ง 6 ชุดๆละ 4 ใบ แต่ละชุดวางมุมสลับทำมุมกัน 45 องศา เพื่อลดแรง โดยมีลูกปืนรองรับเพลา 3 ช่วง<br
/>ในการหมุนของใบผสมสามารถหมุนได้ทั้งทวนเข็มและตามเข็มนาฬิกา<br
/><strong>3)</strong> <strong>ชุดส่งกำลัง</strong> ใบผสมถูกขับส่งกำลังด้วยมอเตอร์ขนาด 3 กำลังม้า ใช้ไฟฟ้า 220 โวลต์ โดยผ่านสายพานและโซ่ มีตัวทดรอบ(เพื่อทำให้ความเร็วที่ส่งจากมอเตอร์ลดความเร็วลง) และชุดส่งกำลังขับเคลื่อนแท่นถูกขับส่งกำลังด้วยมอเตอร์ขนาด 1.5 กำลังม้า ใช้ไฟฟ้า 220 โวลต์ โดยผ่านสายพานและโซ่ มีตัวทดรอบเช่นกัน <br
/><strong>4)</strong> <strong>ชุดส่งสายไฟ</strong> จะถูกแขวนบนลวดสริงด้วยรอกเป็นขดๆ และสามารถเคลื่อนขยายเข้าออกไปตามแท่นเครื่องที่เคลื่อนไปได้ <strong><br
/>5)</strong> <strong>ระบบฉีดน้ำ</strong> ใช้ปั้มขนาด 1.5 แรงม้า ดูดจากบ่อที่มีความกว้าง 0.40 เมตร ยาว 30 เมตร ขนานกับราง หัวฉีดมี 2 ชุด คือชุดหน้าและชุดหลังเพื่อใช้ได้ทั้งเดินไปและเดินกลับ ทำด้วยท่อ PVC ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 นิ้ว ตรงหัวฉีดยาว 4 เมตร จะเจาะรูเป็น 3 แถว สลับฟันปาก ทั้งชุดหน้าและชุดหลังชุดละประมาณ 34 รู ใช้ในการฉีดน้ำและน้ำจุลินทรีย์ลงไปที่กองปุ๋ย<br
/><strong>6)</strong> <strong>ชุดควบคุม</strong> ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์(PLC) สามารถควบคุมด้วยมือหรืออัตโนมัติก็ได้ แบ่งการควบคุมออกเป็น 3 ส่วน คือ ควบคุมความเร็วของใบผสม ควบคุมความเร็วการเคลื่อนที่ของเครื่องผลิตปุ๋ยที่เคลื่อนที่ไปตามรางยาว 35 เมตร และควบคุมการไหลของน้ำหรือน้ำจุลินทรีย์ <strong> </strong><br
/><br
/>สำหรับสมรรถนะของเครื่องผลิตปุ๋ยอัตโนมัติ <br
/><strong>1)</strong> สามารถผลิตปุ๋ยได้ครั้งละ 20-25 ตัน หรือจำนวนตามที่ลูกค้าต้องการก็ได้ โดยใช้เวลาประมาณ 3 วัน (จากเดิมที่ต้องใช้เวลาประมาณ 6-7 วัน)<br
/><strong>2) </strong>ใช้เวลาในการเดินเครื่องผสมปุ๋ยหรือกลับปุ๋ยประมาณ 20 นาทีต่อครั้ง โดยใช้คนงานคุมเพียง 1 คน (จากเดิมต้องใช้เวลา 4 ชั่วโมงต่อครั้ง <br
/><strong> </strong><strong> </strong>ใช้คนงานจำนวน 12 คน) สามารถประหยัดค่าแรงงานได้<br
/><strong>3)</strong> สามารถหมุนผสมและเดินไป-กลับอัตโนมัติหรือควบคุมเองได้ <strong><br
/>4)</strong> สามารถฉีดน้ำและปรับอัตราไหลได้<br
/><strong> </strong><strong>5</strong>) เกิดความปลอดภัยจากก๊าชแอมโมเนีย ก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์และความร้อนที่เกิดขึ้นในระหว่างการย่อยสลาย <br
/><strong></strong><strong></strong><strong></strong>ที่สำคัญเครื่องดังกล่าวใช้ไฟบ้านทำให้เสียค่าไฟฟ้าประมาณ120 บาทต่อการผลิตปุ๋ย20-25 ตัน(จากเดิมใช้แรงงานประมาณ25,000 บาท<br
/><strong></strong><strong></strong><strong></strong>ต่อการผลิตปุ๋ย20-25 ตัน ) <br
/><br
/><strong><em>?หนุ่ย?</em></strong> นายปุณกัณฐ์ วรรณคำ พนักงานของโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็ม เอ็ม โอ เครื่องมือเกษตร เล่าว่า หลังจากที่ทางอาจารย์เข้ามาออกแบบเครื่องผลิตปุ๋ยต้นแบบดังกล่าว ลดต้นทุนในการจ้างแรงงาน จากแต่ก่อนที่โรงงานจะต้องมีคนงานประมาณ 12 คน ตอนนี้ก็ลดแรงงานลง ไม่ต้องเสี่ยงกับก๊าชแอมโมเนีย และความร้อน 50-60 องศาเซลเซียสที่เกิดระหว่างการกลับปุ๋ย ส่งผลต่อสุขภาพ ระหว่างที่ทำงานตนเองก็ไม่ต้องลงไปผสมและกลับปุ๋ยเอง เพียงแค่ยืนควบคุมตัวเครื่อง หรือถ้ามีงานอื่นก็สามารถไปทำงานนั่นได้ โดยตั้งระบบตั้งอัตโนมัติ เครื่องจะสามารถผสมปุ๋ยและกลับไป-กลับเองได้ <br
/><br
/>เครื่อง ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ต้นแบบที่อาจารย์ออกแบบเป็นเครื่องต้นแบบ ที่ผลิตโดยคนไทยและไม่มีที่ไหนมาก่อนทั้งในและต่างประเทศ ปัจจุบันอาจารย์ได้จดสิทธิบัตรแล้ว ซึ่งต้นทุนในการสร้างเครื่องต้นแบบนี้ราคาประมาณ 500,000/เครื่อง ในอนาคตอาจารย์จะออกแบบปรับขนาดให้สะดวกกับการใช้งาน โดยอาจารย์ตั้งราคาการผลิตเครื่องไว้สำหรับผู้ที่สนใจเช่น ความกว้าง 1.5 เมตร ความยาวราง 10 เมตร ปรับความเร็วของการหมุนผสมไม่ได้ ปรับความเร็วการเดินขับเคลื่อนได้ ผลิตปุ๋ย 3 ตัน/ครั้ง ราคา 200,000 บาท/เครื่อง ถ้าปรับความเร็วการหมุนผสมได้ ปรับความเร็วการเดินขับเคลื่อนได้ ราคา 250,000 บาท/เครื่อง ความกว้าง 2.5 เมตร ความยาวราง 20 เมตร ปรับความเร็วในการหมุนผสมไม่ได้ ปรับความเร็วการเดินขับเคลื่อนได้ ผลิตปุ๋ย 10 ตัน/ครั้ง ราคา 300,000 บาท/เครื่อง ถ้าปรับความเร็วการหมุนผสมได้ ปรับความเร็วการเดินขับเคลื่อนได้ ราคา 350,000 บาท ความกว้าง 4 เมตร ความยาวของราง 30 เมตร ปรับความเร็วการผสมไม่ได้ ปรับความเร็วการเดินขับเคลื่อนได้ ผลิตปุ๋ย 20 ตัน/ครั้ง ราคา 450,000 บาท ถ้าปรับความเร็วการผสมได้ ปรับความเร็วการเดินขับเคลื่อนได้ ผลิตปุ๋ย 20 ตัน/ครั้ง ราคา 500,000 บาท เกษตรกรหรือว่าผู้ที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ ผศ.ไพบูลย์ โทร.081-3537754 หรือ E-mail : <a
href="mailto:pailboon.y@en.rmutt.ac.th">pailboon.y@en.rmutt.ac.th</a> และสามารถดูเครื่องผลิตปุ๋ยต้นแบบได้ที่ โรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็ม เอ็ม โอ เครื่องมือเกษตร ที่ตั้ง 5/2 ม. 5 ถ.อดิเรกสาร ต.ผึ้งรวง อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี 18000</p><p>&nbsp;</p><table
style="width: 24px; height: 15px;" border="0"><tbody><tr><td
width="100" valign="top"></td><td
width="500"></td></tr></tbody></table> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/fertilizer-producer/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>1</slash:comments> </item> <item><title>เครื่องสกัดน้ำผลไม้ วว. เพิ่มมูลค่าผลิตผลทางการเกษตร</title><link>http://www.keajon.com/separator-juice/</link> <comments>http://www.keajon.com/separator-juice/#comments</comments> <pubDate>Tue, 24 Nov 2009 14:22:34 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[นวตกรรมสำหรับอาชีพ]]></category> <category><![CDATA[เกษตรแก้จน]]></category> <category><![CDATA[2552]]></category> <category><![CDATA[ACE]]></category> <category><![CDATA[การผลิต]]></category> <category><![CDATA[การพัฒนา]]></category> <category><![CDATA[การเกษตร]]></category> <category><![CDATA[ข่าว]]></category> <category><![CDATA[จำหน่าย]]></category> <category><![CDATA[ชุมชน]]></category> <category><![CDATA[ตุลาคม]]></category> <category><![CDATA[ต่างประเทศ]]></category> <category><![CDATA[ทอด]]></category> <category><![CDATA[ทางการเกษตร]]></category> <category><![CDATA[ทำความสะอาด]]></category> <category><![CDATA[นวตกรรม]]></category> <category><![CDATA[น้ำ]]></category> <category><![CDATA[น้ำผลไม้]]></category> <category><![CDATA[บรรจุภัณฑ์]]></category> <category><![CDATA[ปอก]]></category> <category><![CDATA[ผลิตผล]]></category> <category><![CDATA[ผลไม้]]></category> <category><![CDATA[มะม่วง]]></category> <category><![CDATA[ลำไย]]></category> <category><![CDATA[ล้นตลาด]]></category> <category><![CDATA[วว.]]></category> <category><![CDATA[วัตถุดิบ]]></category> <category><![CDATA[วิชา]]></category> <category><![CDATA[วิทยาศาสตร์]]></category> <category><![CDATA[วิสาหกิจชุมชน]]></category> <category><![CDATA[ศาสตร์]]></category> <category><![CDATA[หมา]]></category> <category><![CDATA[อาหาร]]></category> <category><![CDATA[เกษตร]]></category> <category><![CDATA[เครื่องสกัดน้ำผลไม้]]></category> <category><![CDATA[เครื่องแยกกาก]]></category> <category><![CDATA[เพิ่มมูลค่า]]></category> <category><![CDATA[เอกชน]]></category> <category><![CDATA[แม่บ้าน]]></category> <category><![CDATA[ไทย]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=2951</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/separator-juice/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="" title="" /></a>&#160; นักวิจัย วว. พัฒนาเครื่องสกัดน้ำผลไม้แยกกากประสิทธิภาพเยี่ยม ทัดเทียมของนอก มุ่งส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนเพิ่มมูลค่าผลิตผลทางการเกษตร ลดปัญหาผลไม้ล้นตลาด คาดอีก 6 เดือน ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เอกชนผลิตเชิงพาณิชน์ ลดการนำเข้าเครื่องจักรต่างประเทศ คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น นายสัมพันธ์ ศรีสุริยวงษ์ กับเครื่องสกัดน้ำผลไม้ที่พัฒนาขึ้น เครื่องสกัดน้ำผลไม้ พัฒนาโดยนักวิจัย วว. เหมาะสำหรับกลุ่มแม่บ้านหรือวิสาหกิจชุมชนที่ดำเนินการแปรรูปน้ำผลไม้ นายสัมพันธ์ ศรีสุริยวงษ์ นักวิชาการฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เปิดเผย กับทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ว่า เขาวิจัยและพัฒนาเครื่องสกัดน้ำผลไม้เมื่อต้นปี 52 และประสบความสำเร็จเมื่อเร็วๆ นี้ นักวิจัยอธิบายว่าเครื่องสกัดน้ำผลไม้ดังกล่าวอาศัย หลักการรีดน้ำออกจากเนื้อผลไม้อย่างต่อเนื่อง โดยใส่ผลไม้ที่ปอกเปลือกแล้วลงในถังป้อนวัตถุดิบด้านบน จากนั้นใบกวาดวัตถุดิบจะกวาดเนื้อผลไม้ให้เบียดกับชุดตะแกรงกรองหยาบและกรอง ละเอียดเพื่อให้ได้น้ำออกมา ส่วนกากและเมล็ดที่เหลือจะถูกแยกออกไปอีกทางหนึ่ง ทำให้ได้น้ำผลไม้ที่ปราศจากกากและเมล็ด สำหรับนำไปผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อและใส่บรรจุภัณฑ์ต่อไป ?เครื่องสกัดน้ำผลไม้นี้สามารถ ใช้ได้กับผลไม้หลายชนิดที่มีลักษณะเนื้อนุ่ม เช่น ลองกอง องุ่น มะม่วง สับปะรด ลำไย ลิ้นจี่ มะเม่า และมะเขือเทศ เป็นต้น โดยมีกำลังการผลิต 200-300 ลิตรต่อชั่วโมง [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p><p><strong>นักวิจัย วว. พัฒนาเครื่องสกัดน้ำผลไม้แยกกากประสิทธิภาพเยี่ยม ทัดเทียมของนอก มุ่งส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนเพิ่มมูลค่าผลิตผลทางการเกษตร ลดปัญหาผลไม้ล้นตลาด คาดอีก 6 เดือน ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เอกชนผลิตเชิงพาณิชน์ ลดการนำเข้าเครื่องจักรต่างประเทศ</strong></p><p><strong><br
/></strong></p><table
style="width: 100%;" border="0" cellspacing="0" cellpadding="0"><tbody><tr><td
width="160" align="center" valign="top"><table
style="width: 100%;" border="0" cellspacing="4" cellpadding="0"><tbody><tr><td
align="center" valign="top"><table
style="width: 100%;" border="0" cellspacing="0" cellpadding="0"><tbody><tr><td
align="center" valign="top"><table
style="width: 100%;" border="0" cellspacing="0" cellpadding="0"><tbody><tr><td
align="center" valign="baseline">คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น</td></tr></tbody></table><table
style="width: 100%;" border="0" cellspacing="0" cellpadding="0"><tbody><tr><td
align="center" valign="middle"></td></tr><tr><td
align="center" valign="baseline"><a
href="http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=1349816">นายสัมพันธ์ ศรีสุริยวงษ์ กับเครื่องสกัดน้ำผลไม้ที่พัฒนาขึ้น</a></td></tr></tbody></table><table
style="width: 100%;" border="0" cellspacing="0" cellpadding="0"><tbody><tr><td
align="center" valign="middle"></td></tr><tr><td
align="center" valign="baseline"><a
href="http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=1349817">เครื่องสกัดน้ำผลไม้ พัฒนาโดยนักวิจัย วว. เหมาะสำหรับกลุ่มแม่บ้านหรือวิสาหกิจชุมชนที่ดำเนินการแปรรูปน้ำผลไม้</a></td></tr></tbody></table><table
style="width: 100%;" border="0" cellspacing="0" cellpadding="0"><tbody><tr><td
width="165" height="1" align="center" valign="middle"><img
src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="blank เครื่องสกัดน้ำผลไม้ วว. เพิ่มมูลค่าผลิตผลทางการเกษตร" width="165" height="1" title="เครื่องสกัดน้ำผลไม้ วว. เพิ่มมูลค่าผลิตผลทางการเกษตร" /></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></td><td
width="4" background="/images/linedot_vert3.gif"><img
src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="blank เครื่องสกัดน้ำผลไม้ วว. เพิ่มมูลค่าผลิตผลทางการเกษตร" width="4" height="1" title="เครื่องสกัดน้ำผลไม้ วว. เพิ่มมูลค่าผลิตผลทางการเกษตร" /></td><td
align="center" valign="top"><table
style="width: 100%;" border="0" cellspacing="7"><tbody><tr><td
align="center" valign="top"><table
style="width: 100%;" border="0" cellspacing="0" cellpadding="0"><tbody><tr><td
align="left" valign="baseline"><strong> </strong> <span
style="font-size: small;">นายสัมพันธ์ ศรีสุริยวงษ์ นักวิชาการฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เปิดเผย กับทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ว่า เขาวิจัยและพัฒนาเครื่องสกัดน้ำผลไม้เมื่อต้นปี 52 และประสบความสำเร็จเมื่อเร็วๆ นี้</span><p><span
style="font-size: small;">นักวิจัยอธิบายว่าเครื่องสกัดน้ำผลไม้ดังกล่าว<strong>อาศัย หลักการรีดน้ำออกจากเนื้อผลไม้อย่างต่อเนื่อง โดยใส่ผลไม้ที่ปอกเปลือกแล้วลงในถังป้อนวัตถุดิบด้านบน จากนั้นใบกวาดวัตถุดิบจะกวาดเนื้อผลไม้ให้เบียดกับชุดตะแกรงกรองหยาบและกรอง ละเอียดเพื่อให้ได้น้ำออกมา</strong></span> ส่วนกากและเมล็ดที่เหลือจะถูกแยกออกไปอีกทางหนึ่ง ทำให้ได้น้ำผลไม้ที่ปราศจากกากและเมล็ด สำหรับนำไปผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อและใส่บรรจุภัณฑ์ต่อไป</p><p><span
style="font-size: small;">?เครื่องสกัดน้ำผลไม้นี้<strong>สามารถ ใช้ได้กับผลไม้หลายชนิดที่มีลักษณะเนื้อนุ่ม เช่น ลองกอง องุ่น มะม่วง สับปะรด ลำไย ลิ้นจี่ มะเม่า และมะเขือเทศ เป็นต้น โดยมีกำลังการผลิต 200-300 ลิตรต่อชั่วโมง</strong> ขึ้นอยู่กับชนิดของผลไม้ และเหมาะสำหรับวิสาหกิจชุมชนที่ต้องการแปรรูปน้ำผลไม้? นายสัมพันธ์ กล่าว</span></p><p><span
style="font-size: small;">จากการทดลองนำเครื่องสกัดน้ำผลไม้ไปใช้ทำน้ำลองกอง ซึ่งเป็นจุดประสงค์หลักของการพัฒนาเครื่องดังกล่าว พบว่าน้ำลองกองที่ได้มีลักษณะที่ดี ไม่มีกากหรือเมล็กปะปนออกมา โดยทีมนักวิจัย วว. จะศึกษาคุณสมบัติน้ำลองกองและวิจัยการตลาดต่อไปในโครงการแปรรูปผลิตภัณฑ์ ลองกอง หนึ่งในโครงการแก้ปัญหาผลิตผลลองกองล้นตลาด</span></p><p><span
style="font-size: small;">สำหรับเครื่องสกัดน้ำผลไม้ดังกล่าวทำจากสแตนเลสเป็นหลัก ส่วนใบกวาดเป็นยางซิลิโคน อายุการใช้งานนานกว่า 10 ปี ทำความสะอาดง่าย สามารถปรับเปลี่ยนขนาดรูตะแกรง รอบและมุมของใบพัดให้เหมาะสมกับชนิดของผลไม้ได้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการยื่นจดสิทธิบัตร และคาดว่าน่าจะผลิตเครื่องจำหน่ายหรือถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคเอกชนได้ในอีก 6 เดือน โดยมีต้นทุนการผลิตถูกกว่านำเข้า 2-3 เท่า และเชื่อว่าจะสามารถช่วยลดการนำเข้าเครื่องจักรจากต่างประเทศได้เป็นอย่างดี</span></p></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table><p>ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ หน้าข่าววิทยาศาสตร์/นวตกรรม 17 ตุลาคม 2552</p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/separator-juice/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>1</slash:comments> </item> <item><title>นักวิจัย มก.คิดค้นกังหันพลังน้ำต้นแบบตามแนวพระราชดำริ</title><link>http://www.keajon.com/turbine-research/</link> <comments>http://www.keajon.com/turbine-research/#comments</comments> <pubDate>Sun, 22 Nov 2009 15:01:15 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[นวตกรรมสำหรับอาชีพ]]></category> <category><![CDATA[2552]]></category> <category><![CDATA[กรมชลประทาน]]></category> <category><![CDATA[กันยายน]]></category> <category><![CDATA[การผลิต]]></category> <category><![CDATA[การพัฒนา]]></category> <category><![CDATA[การออกแบบ]]></category> <category><![CDATA[ข่าว]]></category> <category><![CDATA[คือ]]></category> <category><![CDATA[ต่างประเทศ]]></category> <category><![CDATA[ธาตุ]]></category> <category><![CDATA[น้ำ]]></category> <category><![CDATA[ประหยัด]]></category> <category><![CDATA[ประโยชน์]]></category> <category><![CDATA[พระเจ้าอยู่หัว]]></category> <category><![CDATA[พลังงาน]]></category> <category><![CDATA[พลังงานทดแทน]]></category> <category><![CDATA[พลังงานไฟฟ้า]]></category> <category><![CDATA[วิชา]]></category> <category><![CDATA[ศาสตร์]]></category> <category><![CDATA[หมา]]></category> <category><![CDATA[อุปกรณ์]]></category> <category><![CDATA[เกษตร]]></category> <category><![CDATA[แก้ว]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=2954</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/turbine-research/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="" title="" /></a>&#160; ทีม นักวิจัยมก.สนองพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นำพลังงานน้ำที่ระบายผ่านคลองลัดโพธิ์ จังหวัดสมุทรปราการ มาผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ในประเทศได้สำเร็จ โดยสามารถออกแบบกังหันต้นแบบที่ผลิตขึ้นเองในประเทศ ลดการนำเข้าอุปกรณ์ราคาแพงจากต่างประเทศ และต่อยอดองค์ความรู้การผลิตกังหันประยุกต์ใช้กับประตูระบายน้ำของกรมชล ประทานที่มีอยู่ทั่วประเทศ เป็นพลังงานทดแทนอีกทางหนึ่ง รศ.วุฒิชัย กปิลกาญจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(มก.) เป็นประธานการแถลงข่าว เปิดตัวทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ประสบความสำเร็จในการออกแบบ กังหันพลังน้ำต้นแบบ เพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำตามแนวพระราชดำริ ที่ประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ โดยมี นายชลิต ดำรงศักด์ อธิบดีกรมชลประทาน ร่วมแถลงข่าว &#160; รศ.ดร.เจษฎา แก้วกัลยา ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และผู้อำนวยการโครงการ ศึกษาวิเคราะห์ศักยภาพของคลองลัดโพธิ์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ด้านไฟฟ้าพลังน้ำ กล่าวว่า โครงการ ศึกษาศักยภาพของคลองลัดโพธิ์ ในการนำพลังงานน้ำที่ระบายผ่านคลองมาใช้ประโยชน์ตามพระราชดำริของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้นำมาสู่การออกแบบกังหันพลังน้ำต้นแบบติดตั้งที่ตอม่อท้ายประตูคลองลัด โพธิ์ฯ เป็นต้นกำลังไปหมุนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า สามารถผลิตกำลังไฟฟ้าได้สูงสุด 5.74 kW. ทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สนองพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นำพลังงานน้ำ มาผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ในประเทศได้สำเร็จ ?ซึ่งการผลิตชุดกังหัน พลังน้ำ นี้ใช้อุปกรณ์จากต่างประเทศเฉพาะ [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p><p></p><p><span><strong>ทีม นักวิจัยมก.สนองพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นำพลังงานน้ำที่ระบายผ่านคลองลัดโพธิ์ จังหวัดสมุทรปราการ มาผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ในประเทศได้สำเร็จ โดยสามารถออกแบบกังหันต้นแบบที่ผลิตขึ้นเองในประเทศ ลดการนำเข้าอุปกรณ์ราคาแพงจากต่างประเทศ และต่อยอดองค์ความรู้การผลิตกังหันประยุกต์ใช้กับประตูระบายน้ำของกรมชล ประทานที่มีอยู่ทั่วประเทศ เป็นพลังงานทดแทนอีกทางหนึ่ง<span> </span></strong></span></p><table
style="width: 100%;" border="0" cellspacing="0" cellpadding="0"><tbody><tr><td
align="left" valign="baseline"><span><strong> </strong></span></td></tr><tr><td
align="left" valign="baseline"><table
border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center"><tbody><tr><strong>รศ.วุฒิชัย กปิลกาญจน์</strong> อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(มก.) เป็นประธานการแถลงข่าว เปิดตัวทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ประสบความสำเร็จในการออกแบบ กังหันพลังน้ำต้นแบบ เพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำตามแนวพระราชดำริ ที่ประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ โดยมี นายชลิต ดำรงศักด์ อธิบดีกรมชลประทาน ร่วมแถลงข่าว<p>&nbsp;</p><p><strong>รศ.ดร.เจษฎา แก้วกัลยา</strong> ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และผู้อำนวยการโครงการ ศึกษาวิเคราะห์ศักยภาพของคลองลัดโพธิ์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ด้านไฟฟ้าพลังน้ำ กล่าวว่า</p><p>โครงการ ศึกษาศักยภาพของคลองลัดโพธิ์ ในการนำพลังงานน้ำที่ระบายผ่านคลองมาใช้ประโยชน์ตามพระราชดำริของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้นำมาสู่การออกแบบกังหันพลังน้ำต้นแบบติดตั้งที่ตอม่อท้ายประตูคลองลัด โพธิ์ฯ เป็นต้นกำลังไปหมุนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า สามารถผลิตกำลังไฟฟ้าได้สูงสุด 5.74 kW.</p></tr><tr><td
align="left" valign="baseline"><table
border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center"><tbody><tr><td
align="center" valign="top"><table
style="width: 400px;" border="0" cellspacing="0" cellpadding="0"><tbody><tr><td
width="400" align="center" valign="Top"></td></tr><tr><td
align="left" valign="baseline">ทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สนองพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นำพลังงานน้ำ มาผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ในประเทศได้สำเร็จ</td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td
height="5" align="center" valign="top"><img
src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="blank นักวิจัย มก.คิดค้นกังหันพลังน้ำต้นแบบตามแนวพระราชดำริ" width="1" height="5" title="นักวิจัย มก.คิดค้นกังหันพลังน้ำต้นแบบตามแนวพระราชดำริ" /></td></tr></tbody></table><p><span>?ซึ่งการผลิตชุดกังหัน พลังน้ำ นี้ใช้อุปกรณ์จากต่างประเทศเฉพาะ Permanent Magnet Generator และ Inverter &amp; Controller เท่านั้นส่วนประกอบที่เหลือทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นผู้ผลิต ขึ้นเองโดยใช้วัสดุภายในประเทศ ซึ่งการ ผลิตชุดกังหันพลังน้ำสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับประตูระบายน้ำของกรมชลประทาน ที่มีอยู่ทั่วประเทศ อาทิ ประตูระบายน้ำบรมธาตุ โดยได้มีการลงนามความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กับ กรมชลประทาน ไปเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2552 ในโครงการนำร่องศึกษาวิเคราะห์ศักยภาพของประตูระบายน้ำบรมธาตุด้านไฟฟ้าพลัง น้ำและการติดตั้งกังหันผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ ประจำปี 2553?</span></p><p><strong>ทั้ง นี้ ทีมงานได้ทำการออกแบบและผลิตชุดกังหัน พลังน้ำที่เหมาะสมกับกายภาพและการบริหารจัดการประตูระบายน้ำบรมธาตุ พร้อมติดตั้งชุดกังหันผลิตไฟฟ้า พลังน้ำนำร่องอย่างน้อย 4 ชุด เพื่อให้ได้กำลังการผลิตรวมกันไม่น้อยกว่า 80 kW. และเมื่อผลการพัฒนาโครงการนำร่องสำเร็จก็จะขยายผลไปยังโครงการชลประทานต่าง ๆ ต่อไป<br
/> </strong></p></td></tr><tr><td
align="left" valign="baseline"><table
border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center"><tbody><tr><td
align="center" valign="top"><table
style="width: 400px;" border="0" cellspacing="0" cellpadding="0"><tbody><tr><td
width="400" align="center" valign="Top"></td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td
height="5" align="center" valign="top"><img
src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="blank นักวิจัย มก.คิดค้นกังหันพลังน้ำต้นแบบตามแนวพระราชดำริ" width="1" height="5" title="นักวิจัย มก.คิดค้นกังหันพลังน้ำต้นแบบตามแนวพระราชดำริ" /></td></tr></tbody></table><p><strong>รศ.ชัยวัฒน์ ขยันการนาวี</strong> หัวหน้าโครงการศึกษาฯ กล่าวว่า ทีมนักวิจัยได้ออกแบบชุดกังหันพลังน้ำต้นแบบที่สอดคล้องกับการบริหารจัดการ ประตูคลองลัดโพธิ์ มีประสิทธิภาพสูง สะดวกต่อการปฏิบัติงานและซ่อมบำรุง และมีราคาประหยัด คือ แบบหมุนตามแนวแกน (Axial Flow) และแบบหมุนขวางการไหล (Cross Flow) โดยใบพัดต้นแบบที่วิเคราะห์และผลิตขึ้นแบบหมุนตามแนวแกน มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 2.00 เมตร และแบบหมุนขวางการไหลมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.00 เมตร ยาว 2.50 เมตร ที่ความเร็วน้ำออกแบบ 2.0 เมตร/วินาที (Design Velocity) จะได้กำลังไฟฟ้าสูงสุด 5 kW.</p></td></tr><tr><td
align="left" valign="baseline"><table
border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center"><tbody><tr><td
align="center" valign="top"><table
style="width: 400px;" border="0" cellspacing="0" cellpadding="0"><tbody><tr><td
width="400" align="center" valign="Top"></td></tr><tr><td
align="left" valign="baseline">การออกแบบกังหันพลัง น้ำต้นแบบติดตั้งที่ตอม่อท้ายประตูคลองลัดโพธิ์ฯ เป็นต้นกำลังไปหมุนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า สามารถผลิตกำลังไฟฟ้าได้สูงสุด 5.74 kW.</td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td
height="5" align="center" valign="top"><img
src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="blank นักวิจัย มก.คิดค้นกังหันพลังน้ำต้นแบบตามแนวพระราชดำริ" width="1" height="5" title="นักวิจัย มก.คิดค้นกังหันพลังน้ำต้นแบบตามแนวพระราชดำริ" /></td></tr></tbody></table><p><span>?ชุดกังหันพลังน้ำต้นแบบ ทั้ง 2 จะประกอบและติดตั้งกับโครงเหล็กที่ปรับขึ้นลงได้ที่ท้ายประตูคลองลัดโพธิ์ ใช้กังหันพลังน้ำเป็นต้นกำลังที่เชื่อมต่อกับเกียร์ทดรอบไปหมุนเครื่อง กำเนิดไฟฟ้าแบบแม่เหล็กถาวรที่บรรจุอยู่ภายในกล่องที่จมน้ำได้ โดยโครงเหล็กจะอยู่ในช่องใส่บานซ่อมบำรุง (Bulk head) ที่ตอม่อท้ายประตูคลองลัดโพธิ์ เมื่อเดินชุดกังหันน้ำต้นแบบจะได้พลังงานไฟฟ้าเป็นแบบกระแสสลับ แล้วใช้ Rectifier เปลี่ยนเป็นกระแสตรงแล้วเชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์แปลงและควบคุมกระแสไฟฟ้า (Inverter &amp; Controller) ซึ่งจะปรับแรงดันและความถี่เพื่อเชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวง โดยได้ทดลองผลิตกระแสไฟฟ้าไปเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2551 ได้กำลังไฟฟ้าสูงสุด 5.74 kW. ซึ่งสูงกว่าที่ได้วิเคราะห์และคำนวณออกแบบไว้ ทำให้มั่นใจได้ว่าการวิจัยและออกแบบชุดกังหันต้นแบบในครั้งนี้ สามารถจะนำไปขยายผลในการผลิตไฟฟ้าที่ประตูระบายของกรมชลประทานที่มีอยู่ทั่ว ประเทศได้?</span></p></td></tr><tr><td
align="left" valign="baseline"><table
border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center"><tbody><tr><td
align="center" valign="top"><table
style="width: 400px;" border="0" cellspacing="0" cellpadding="0"><tbody><tr><td
width="400" align="center" valign="Top"></td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td
height="5" align="center" valign="top"><img
src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="blank นักวิจัย มก.คิดค้นกังหันพลังน้ำต้นแบบตามแนวพระราชดำริ" width="1" height="5" title="นักวิจัย มก.คิดค้นกังหันพลังน้ำต้นแบบตามแนวพระราชดำริ" /></td></tr></tbody></table><p>ทั้งนี้ องค์ความรู้ต่าง ๆ ที่ได้จากการศึกษาวิจัยครั้งนี้ เป็นการบูรณาการความรู้ในศาสตร์ต่าง ๆ ได้แก่ ทรัพยากรน้ำ วิศวกรรมไฟฟ้า และการเดินเรือ จากนักวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน และวิทยาเขตศรีราชา ซี่งมุ่งมั่นที่จะศึกษาวิจัยการนำพลังน้ำมาใช้ประโยชน์ เพื่อเป็นพลังงานทดแทนในอนาคต โดยใช้ศักยภาพของกังหันลมเป็นต้นแบบความคิด</p></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/turbine-research/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> <item><title>ไบโอดีเซล? จากเมล็ดทานตะวันสร้างสรรค์ชุมชนให้พอเพียง</title><link>http://www.keajon.com/sunflower-seeds-diesel/</link> <comments>http://www.keajon.com/sunflower-seeds-diesel/#comments</comments> <pubDate>Sat, 21 Nov 2009 11:20:01 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[นวตกรรมสำหรับอาชีพ]]></category> <category><![CDATA[เกษตรแก้จน]]></category> <category><![CDATA[2552]]></category> <category><![CDATA[การปลูก]]></category> <category><![CDATA[การผลิต]]></category> <category><![CDATA[การพัฒนา]]></category> <category><![CDATA[การเกษตร]]></category> <category><![CDATA[ขาย]]></category> <category><![CDATA[ความสุข]]></category> <category><![CDATA[คือ]]></category> <category><![CDATA[งานวิจัย]]></category> <category><![CDATA[ชุมชน]]></category> <category><![CDATA[ตุลาคม]]></category> <category><![CDATA[ทอด]]></category> <category><![CDATA[ท้องถิ่น]]></category> <category><![CDATA[ธรรมะ]]></category> <category><![CDATA[ธาตุ]]></category> <category><![CDATA[น้ำ]]></category> <category><![CDATA[น้ำมัน]]></category> <category><![CDATA[น้ำมันไบโอดีเซล]]></category> <category><![CDATA[บำบัด]]></category> <category><![CDATA[ประกอบอาชีพ]]></category> <category><![CDATA[ประหยัด]]></category> <category><![CDATA[ประโยชน์]]></category> <category><![CDATA[ปลา]]></category> <category><![CDATA[ปลูก]]></category> <category><![CDATA[พลังงาน]]></category> <category><![CDATA[พลังงานทดแทน]]></category> <category><![CDATA[พลังงานทางเลือก]]></category> <category><![CDATA[พอเพียง]]></category> <category><![CDATA[ลงทุน]]></category> <category><![CDATA[วิธีการ]]></category> <category><![CDATA[ศาสตร์]]></category> <category><![CDATA[สอน]]></category> <category><![CDATA[สุขภาพ]]></category> <category><![CDATA[หนังสือ]]></category> <category><![CDATA[หมัก]]></category> <category><![CDATA[หมา]]></category> <category><![CDATA[หมู]]></category> <category><![CDATA[อบรม]]></category> <category><![CDATA[อาชีพ]]></category> <category><![CDATA[เกษตร]]></category> <category><![CDATA[เชียงใหม่]]></category> <category><![CDATA[เรียน]]></category> <category><![CDATA[เลี้ยง]]></category> <category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category> <category><![CDATA[เศรษฐกิจพอเพียง]]></category> <category><![CDATA[แก้ว]]></category> <category><![CDATA[ไบโอดีเซล]]></category> <category><![CDATA[ไร่]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=2953</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/sunflower-seeds-diesel/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://www.kasetcity.com/Agtoday/pic/%E0%B9%84%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%A5.jpg" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="" title="ไบโอดีเซล" /></a>ศูนย์วิจัยและบริการไบโอดีเซล มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ มีแนวคิดว่าถ้าหากให้ชุมชนสามารถปลูกพืชน้ำมันแล้วนำมาผลิตเป็นไบโอดีเซล เพื่อใช้เองภายในชุมชน ก็น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งในด้านพลังงานทดแทน จึงทำวิจัยเรื่อง ?การศึกษาการผลิตไบโอดีเซล (B100) จากพืชทานตะวัน โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนเชิงบูรณาการ? เพื่อที่จะทำให้เกิดการพัฒนาชุมชนไปสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน โครงการนี้เลือกใช้ ?ทานตะวัน? เป็นพืชน้ำมันตัวอย่างของการเรียนรู้ร่วมกับชุมชนในพื้นที่ 2 หมู่บ้านคือ บ้านอมลอง ต.แม่สาบ และ บ้านแม่โต๋ ต.บ่อแก้ว อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ อย่างครบวงจรทั้งการปลูก ผลิต แปรรูป ทดลอง และการนำไปใช้งานด้วยการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ในท้องถิ่นโดยชุมชนมีส่วนร่วม โดยร่วมกับ? ?วัดพระบรมธาตุดอยผาส้ม? ซึ่งเป็นผู้นำทางด้านจิตวิญญาณของชาวบ้าน ด้วยการนำ ?พลังงานทางเลือก? มาเป็นเครื่องมือสำคัญในการที่จะปลูกจิตสำนึกและปรับเปลี่ยนแนวคิดในการดำรงชีวิต โดยหันมาพึ่งพาตนเองตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อให้ความยั่งยืนเกิดขึ้นในชุมชนโดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พระสรยุทธ ชยปญฺโญ รักษาการเจ้าอาวาส วัดพระบรมธาตุฯ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาชาวบ้านมีมิจฉาทิฐิหรือความเห็นผิดในการประกอบอาชีพ ด้วยความอยากมี อยากได้ อยากเป็นไปตามกระแสของโลก ก่อให้เกิดภาระหนี้สินมากมายกลายเป็นทุกข์ โดยไม่ได้มองว่าเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิตคืออะไร? ดังนั้นการถ่ายทอดหรือว่าอบรมสั่งสอนญาติโยม จะให้มานั่งอยู่บนธรรมาสน์ใช้ไม่ได้แล้วเพราะมันมองไม่เห็นภาพ จึงต้องลงมือทำให้เห็นจริงในทุก ๆ เรื่อง ทั้งทำปุ๋ยหมัก ฝายกั้นน้ำในป่า ทำการเกษตรแบบพอเพียง [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p><img
class="alignnone" title="ไบโอดีเซล" src="http://www.kasetcity.com/Agtoday/pic/%E0%B9%84%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%A5.jpg" alt="%E0%B9%84%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%A5 ไบโอดีเซล? จากเมล็ดทานตะวันสร้างสรรค์ชุมชนให้พอเพียง" width="305" height="251" /></p><p>ศูนย์วิจัยและบริการไบโอดีเซล มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ มีแนวคิดว่าถ้าหากให้ชุมชนสามารถปลูกพืชน้ำมันแล้วนำมาผลิตเป็นไบโอดีเซล เพื่อใช้เองภายในชุมชน ก็น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งในด้านพลังงานทดแทน จึงทำวิจัยเรื่อง ?<strong>การศึกษาการผลิตไบโอดีเซล (B100) จากพืชทานตะวัน โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนเชิงบูรณาการ</strong>? เพื่อที่จะทำให้เกิดการพัฒนาชุมชนไปสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน<span> </span><br
/> โครงการนี้เลือกใช้ ?<strong>ทานตะวัน</strong>? เป็นพืชน้ำมันตัวอย่างของการเรียนรู้ร่วมกับชุมชนในพื้นที่ 2 หมู่บ้านคือ บ้านอมลอง ต.แม่สาบ และ บ้านแม่โต๋ ต.บ่อแก้ว อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ อย่างครบวงจรทั้งการปลูก ผลิต แปรรูป ทดลอง และการนำไปใช้งานด้วยการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ในท้องถิ่นโดยชุมชนมีส่วนร่วม โดยร่วมกับ? ?วัดพระบรมธาตุดอยผาส้ม? ซึ่งเป็นผู้นำทางด้านจิตวิญญาณของชาวบ้าน ด้วยการนำ ?พลังงานทางเลือก? มาเป็นเครื่องมือสำคัญในการที่จะปลูกจิตสำนึกและปรับเปลี่ยนแนวคิดในการดำรงชีวิต โดยหันมาพึ่งพาตนเองตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อให้ความยั่งยืนเกิดขึ้นในชุมชนโดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)</p><p>พระสรยุทธ ชยปญฺโญ รักษาการเจ้าอาวาส วัดพระบรมธาตุฯ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาชาวบ้านมีมิจฉาทิฐิหรือความเห็นผิดในการประกอบอาชีพ ด้วยความอยากมี อยากได้ อยากเป็นไปตามกระแสของโลก ก่อให้เกิดภาระหนี้สินมากมายกลายเป็นทุกข์ โดยไม่ได้มองว่าเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิตคืออะไร? ดังนั้นการถ่ายทอดหรือว่าอบรมสั่งสอนญาติโยม จะให้มานั่งอยู่บนธรรมาสน์ใช้ไม่ได้แล้วเพราะมันมองไม่เห็นภาพ จึงต้องลงมือทำให้เห็นจริงในทุก ๆ เรื่อง ทั้งทำปุ๋ยหมัก ฝายกั้นน้ำในป่า ทำการเกษตรแบบพอเพียง ฯลฯ</p><p>&nbsp;</p><p><img
class="alignnone" title="เมล็ดทานตะวัน" src="http://sci.chandra.ac.th/department/hhold/images/furits/sunflower_seed.jpg" alt="sunflower seed ไบโอดีเซล? จากเมล็ดทานตะวันสร้างสรรค์ชุมชนให้พอเพียง" width="300" height="226" /></p><p>?ที่วัดเรานำเอาเรื่องชีวิตจริงของเขามาผูกโยงไว้กับธรรมะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของไบโอดีเซล ก็พยายามให้เขาเห็นถึงการพึ่งพาตัวเอง อยากใช้เท่าไหร่ก็ปลูกไว้ตามหัวไร่ปลายนาเท่านั้น ไม่ต้องทำใหญ่โตหรือคิดเพื่อขาย ทำเก็บไว้ใช้แบ่งปันกัน ถ้าทุกคนในชุมชนปลูกและผลิตน้ำมันได้อย่างน้อยคนละ 150 ลิตร 100 คนก็เท่ากับ 1,500 ลิตร ประหยัดเงินไปได้มาก โดยไม่ต้องลงทุนอะไรมากมาย อย่าไปคิดว่ามันขายไม่ได้เลยไม่สนใจ ให้คิดว่าทำเพื่อใช้เอง ซึ่งวัดจะเน้นในเรื่องของการพึ่งพาตนเองของชุมชนในท้องถิ่น โดยให้ตระหนัก เห็นในเรื่องของจิตใจก่อน คือผลิตเพื่อเลี้ยงตนเองก่อน อย่าคิดผลิตเพื่อขายเพราะชีวิตของคนเราเกิดมาก่อนจะตาย ไม่ได้มาเพื่อร่ำรวย และเสพสุข เกิดมาเพื่ออยู่ได้เอื้อเฟื้อแบ่งปันมีความสุขร่วมกันกับผู้อื่น เปลี่ยนวิธีคิดทั้งหมดของชาวบ้านทำให้ชุมชนเริ่มเปลี่ยน ตอนนี้ก็จะมีของมาแจกกัน ทำให้จิตใจญาติโยมที่แต่ก่อนเคยอยากได้ อยากมีตอนนี้มันเริ่มเปลี่ยนหันมาพึ่งพากันเอื้อเฟื้อกันเพิ่มขึ้น? พระนักพัฒนา กล่าว</p><p>ดร.สุรพล ดำรงกิตติคุณ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ หัวหน้าคณะผู้วิจัย กล่าวว่า การผลิตไบโอดีเซลนั้นเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่จะผลักดันให้กลุ่มชาวบ้านเข้ม แข็ง เราทำงานวิจัยเล็ก ๆ ที่อาศัยการมีส่วนร่วมของชุมชนตั้งแต่การปลูก จนถึงขั้นตอนการเก็บเกี่ยว แล้วเราก็มองว่าการใช้น้ำมันบนดอยอาจจะมีวิธีการที่มากกว่าการใช้สารเคมีไป บำบัดเพื่อให้น้ำมันใสขึ้น เราก็เปลี่ยนมาใช้น้ำกล้วยต้มแทนเพื่อที่จะทำให้น้ำมันใสขึ้นแทน ซึ่งเป็นจุดที่เราเริ่มเห็นว่ามันอาจจะมีความยั่งยืนเกิดขึ้นได้ เพราะว่าทานตะวันเป็นพืชระยะสั้นปลูกเพียง 3 เดือนก็เก็บเกี่ยวได้ สามารถปลูกหัวไร่ปลายนาได้ในช่วงหลังฤดูเก็บเกี่ยว และดอกทานตะวันก็มีความสวยงาม ทำให้ เด็ก ๆ ชอบที่จะเข้ามามีส่วนร่วม ในขณะเดียวกัน เราก็รวบรวมพืชพลังงานในท้องถิ่นอื่น ๆ มาศึกษาต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อสร้างงานให้ชุมชน?? หัวหน้าคณะผู้วิจัยกล่าว</p><p>ปัจจุบันคณะผู้วิจัยร่วมกับนักศึกษาพัฒนาเครื่องหีบน้ำมันจากเมล็ดทานตะวัน จนสามารถใช้การได้ดีในระดับท้องถิ่น และนำกลับขึ้นไปติดตั้งยังศูนย์เรียนรู้ของชุมชน โดยจากการศึกษาในปีที่ผ่านมา มีชาวบ้าน ที่ร่วมปลูกทานตะวันกับโครงการฯ ทั้งหมด 24 ไร่ ได้เมล็ดทานตะวันเฉลี่ยประมาณ 171-200 กิโลกรัมต่อไร่ โดยเมล็ดทาน ตะวัน 22  กิโลกรัม จะผลิตน้ำมันได้ประมาณ 7.3  ลิตร ซึ่งน้ำมันที่ได้ถูกนำมาทดสอบและทดลองใช้งานร่วมกับชุมชนโดยยังไม่พบปัญหาในการใช้งานแต่อย่างใด</p><p>?เรื่องของน้ำมันไบโอดีเซลเป็นจุดหนึ่งที่เรานำมาเป็นเครื่องมือในการปรับเปลี่ยนแนวคิดของชาวบ้าน ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือเขาต้องลองทำเองใช้เอง และเห็นว่ามีประโยชน์มากกว่าการนำไปขาย ที่ต้องมีจุดคุ้มทุนซึ่งเป็นเรื่องของการค้า ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดความยั่งยืน?</p><p>ดังนั้นความยั่งยืนจึงต้องอยู่ที่จิตใจ จากจิตสำนึกที่ได้รู้ ได้เห็น และได้ทำ ซึ่งเป็นหลักของเศรษฐกิจพอเพียงที่ว่าด้วยการเข้าถึงและเข้าใจนั่นเอง? ดร.สุรพล สรุป.</p><p><strong>ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันที่ 27 ตุลาคม 2552</strong><br
/> <a
href="http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;categoryId=344&amp;contentID=28270" target="_blank" class="broken_link">http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;categoryId=344&amp;contentID=28270</a></p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/sunflower-seeds-diesel/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>1</slash:comments> </item> <item><title>ตุ๊กตาผ้า ทำด้วยมือ</title><link>http://www.keajon.com/doll-handmade/</link> <comments>http://www.keajon.com/doll-handmade/#comments</comments> <pubDate>Wed, 04 Nov 2009 09:31:38 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[ไอเดียงานประดิษฐ์]]></category> <category><![CDATA[การทำ]]></category> <category><![CDATA[การผลิต]]></category> <category><![CDATA[การพัฒนา]]></category> <category><![CDATA[ขั้นตอนการทำ]]></category> <category><![CDATA[ขาย]]></category> <category><![CDATA[คือ]]></category> <category><![CDATA[คุณภาพ]]></category> <category><![CDATA[จำหน่าย]]></category> <category><![CDATA[ชุมชน]]></category> <category><![CDATA[ช่องทาง]]></category> <category><![CDATA[ช่องทางทำกิน]]></category> <category><![CDATA[ตลาดนัด]]></category> <category><![CDATA[ตุ๊กตา]]></category> <category><![CDATA[ตุ๊กตาทำมือ]]></category> <category><![CDATA[ตุ๊กตาผ้า]]></category> <category><![CDATA[ตุ๊กตาแฮนด์เมด]]></category> <category><![CDATA[ต่างประเทศ]]></category> <category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category> <category><![CDATA[น้ำ]]></category> <category><![CDATA[บัญชี]]></category> <category><![CDATA[วัตถุดิบ]]></category> <category><![CDATA[วิธีการ]]></category> <category><![CDATA[วิธีการทำ]]></category> <category><![CDATA[วิสาหกิจชุมชน]]></category> <category><![CDATA[หมา]]></category> <category><![CDATA[หัตถกรรม]]></category> <category><![CDATA[อบรม]]></category> <category><![CDATA[อาชีพ]]></category> <category><![CDATA[อุปกรณ์]]></category> <category><![CDATA[เทคนิคการขาย]]></category> <category><![CDATA[เทศกาล]]></category> <category><![CDATA[เรียน]]></category> <category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=2810</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/doll-handmade/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://www.smilehandmade.com/wp-content/uploads/2009/10/handmade-dolls.jpg" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="handmade-dolls" title="handmade-dolls" /></a>?ตุ๊กตาผ้า? ขายได้ขายดีทุกเทศกาล &#160; ถ้าพูดถึงของขวัญที่ได้รับความนิยม หนึ่งในของที่คนส่วนใหญ่มักจะซื้อเพื่อเป็นของขวัญมอบให้กับคนที่รักในงานเทศกาลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ปีใหม่ วาเลนไทน์ รับปริญญา วันเด็ก ฯลฯ ก็จะรวมถึง ?ตุ๊กตา? ที่มิใช่แค่ของเล่น เด็กเท่านั้น ซึ่ง ?ตุ๊กตาผ้า? ก็เป็นหนึ่งในตุ๊กตายอดฮิต และวันนี้ทีม ?ช่องทางทำกิน? มีข้อมูลมานำเสนอ? &#160; &#160; สุชญา สุขหงษ์ ประธานกลุ่มหัตถกรรมทำด้วยมือผลิตตุ๊กตาบ้านวังน้ำเขียว ต.วังน้ำเขียว อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม เป็นผู้ที่ผลิตและจำหน่ายตุ๊กตาทุกชนิด ภายใต้ชื่อ ?PLOY TOYS? ซึ่งมีประสบการณ์ในการผลิตตุ๊กตามานานกว่า 10 ปี ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของกลุ่มมีจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ ก่อนที่จะมายึดอาชีพทำตุ๊กตานั้น สุชญาเล่าว่า เคยทำงานบริษัทผลิตตุ๊กตาส่งออก อยู่ฝ่ายการตลาด แต่ในช่วงยุคเศรษฐกิจฟองสบู่แตก บริษัทที่ทำอยู่ก็เริ่มให้คนงานออก และตนก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น หลังจากตกงานก็เริ่มหาช่องทางอาชีพทำ และก็ตกลงกับสามีว่าจะมาทำ ?ตุ๊กตา? ขาย &#160; &#160; ?จากที่เคยอยู่ฝ่ายการตลาดของบริษัทเก่า ทำให้เห็นว่ายอดขายตุ๊กตามียอดจำหน่ายที่สูง บวกกับเป็นคนที่ชอบตุ๊กตาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงยิ่งทำให้เป็นเรื่องง่ายในการที่จะตัดสินใจทำตุ๊กตาผ้าขาย? [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p><strong>?ตุ๊กตาผ้า? ขายได้ขายดีทุกเทศกาล</strong></p><p>&nbsp;</p><p>ถ้าพูดถึงของขวัญที่ได้รับความนิยม หนึ่งในของที่คนส่วนใหญ่มักจะซื้อเพื่อเป็น<strong>ของขวัญ</strong>มอบให้กับคนที่รักใน<strong>งานเทศกาล</strong>ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ปีใหม่ วาเลนไทน์ รับปริญญา วันเด็ก ฯลฯ ก็จะรวมถึง <strong>?ตุ๊กตา? </strong>ที่มิใช่แค่ของเล่น เด็กเท่านั้น ซึ่ง<strong> ?ตุ๊กตาผ้า? </strong>ก็เป็นหนึ่งในตุ๊กตายอดฮิต และวันนี้ทีม ?ช่องทางทำกิน? มีข้อมูลมานำเสนอ?</p><p>&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>สุชญา สุขหงษ์ ประธานกลุ่ม<strong>หัตถกรรมทำด้วยมือ</strong>ผลิต<strong>ตุ๊กตา</strong>บ้านวังน้ำเขียว ต.วังน้ำเขียว อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม เป็นผู้ที่ผลิตและจำหน่ายตุ๊กตาทุกชนิด ภายใต้ชื่อ <strong>?PLOY TOYS?</strong> ซึ่งมีประสบการณ์ในการผลิตตุ๊กตามานานกว่า 10 ปี ปัจจุบัน<strong>ผลิตภัณฑ์</strong>ของกลุ่มมีจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ</p><p><br
/> <img
class="alignleft size-full wp-image-749" title="handmade-dolls" src="http://www.smilehandmade.com/wp-content/uploads/2009/10/handmade-dolls.jpg" alt="handmade dolls ตุ๊กตาผ้า ทำด้วยมือ" width="300" height="184" /></p><p>ก่อนที่จะมายึดอาชีพทำตุ๊กตานั้น สุชญาเล่าว่า เคยทำงานบริษัทผลิตตุ๊กตาส่งออก อยู่ฝ่ายการตลาด แต่ในช่วงยุคเศรษฐกิจฟองสบู่แตก บริษัทที่ทำอยู่ก็เริ่มให้คนงานออก และตนก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น หลังจากตกงานก็เริ่มหาช่องทาง<strong>อาชีพ</strong>ทำ และก็ตกลงกับสามีว่าจะมาทำ<strong> ?ตุ๊กตา? </strong>ขาย</p><p>&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>?จากที่เคยอยู่ฝ่ายการตลาดของบริษัทเก่า ทำให้เห็นว่ายอดขาย<strong>ตุ๊กตา</strong>มียอดจำหน่ายที่สูง บวกกับเป็นคนที่ชอบตุ๊กตาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงยิ่งทำให้เป็นเรื่องง่ายในการที่จะตัดสินใจทำตุ๊กตาผ้าขาย?</p><p>&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>การทำตุ๊กตาทำด้วยมือ</strong>อาจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนที่ไม่มีความรู้ทางด้านนี้ แต่ก็ไม่ยากถ้ามีความพยายาม พอเริ่มที่จะทำจริงจังก็เริ่มศึกษาวิธีการทำด้วยตัวเอง โดยหาซื้อตุ๊กตาผ้ามาแกะแยกชิ้นส่วนออกจนหมดทุกชิ้น เพื่อที่จะนำมาเป็นตัวอย่างในการทำ แรก ๆ ตุ๊กตาที่ทำออกมาจะนำไปขายตามงานวัดและตลาดนัด</p><p>&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>ตุ๊กตาที่ผลิตขึ้นก็พอขายได้ แต่ยังไม่ค่อยมีมาตรฐาน อีกทั้งการบริหารจัดการต่าง ๆ ก็ยังไม่ดี สุชญาจึงเข้าไปอบรมในโครงการพัฒนาผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาเพิ่มพูนความรู้ ความสามารถด้านบริหารจัดการธุรกิจในแต่ละด้าน ให้แก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชน</p><p><img
class="alignright size-full wp-image-751" title="handmade-dolls-2" src="http://www.smilehandmade.com/wp-content/uploads/2009/10/handmade-dolls-2.jpg" alt="handmade dolls 2 ตุ๊กตาผ้า ทำด้วยมือ" width="300" height="225" /></p><p>&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>หลังจากที่ได้เข้าอบรมก็สามารถวางแผนในการจัดการธุรกิจได้ดีขึ้น รู้จักการจัดทำบัญชี ได้เรียนรู้เทคนิคด้านการตลาด เทคนิคการขาย จากนั้นก็เริ่มมาพัฒนากลุ่มผลิตตุ๊กตาให้มีมาตรฐานมากขึ้น จนปัจจุบัน<strong>ผลิตภัณฑ์ทำด้วยมือ</strong>เริ่มเป็นที่ยอมรับจากลูกค้า ผลิตส่งให้กับบริษัทลิขสิทธิ์ถึง 70% และทางกลุ่มผลิตจำหน่ายเอง 30%</p><p>&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>?ธุรกิจผลิตตุ๊กตาผ้า สินค้าที่ผลิตออกมาจะต้องเป็นที่ถูกใจลูกค้าจึงจะขายได้ เพราะฉะนั้นรูปแบบของ<strong>ตุ๊กตา</strong>จะต้องมีความโดดเด่น ที่สำคัญจะทำให้ธุรกิจไปรอดก็จะต้องเน้นในเรื่องคุณภาพสินค้า ตรงต่อเวลา และความซื่อสัตย์? สุชญากล่าว</p><p>&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>ในการผลิต <strong>?ตุ๊กตาผ้า?</strong> ขาย วัสดุอุปกรณ์ในการทำที่สำคัญ ๆ ก็มีจักรเย็บผ้า, ผ้าสำหรับทำตุ๊กตาโดยเฉพาะ, ใยสำหรับยัดในตัวตุ๊กตา? แหล่งวัตถุดิบที่เป็นแหล่งใหญ่ที่สามารถไปหาซื้อได้อยู่ที่ย่านบางบอน?</p><p>&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>ขั้นตอนการทำ เริ่มจากออกแบบ<strong>ตุ๊กตาทำด้วยมือ</strong> หรือหาต้นแบบตุ๊กตาที่ต้องการจะทำ หลังจากที่ได้แบบที่ต้องการก็ทำแพตเทิร์น ซึ่งตุ๊กตา 1 ตัว อาจมีแพตเทิร์น 25-40 ชิ้น จากนั้นก็นำแพตเทิร์นไปวางทาบบนผ้า วาดตามรอยจากนั้นก็ตัดตามรอยเส้น ซึ่งวิธีนี้เป็น วิธีที่ง่าย แต่งานอาจจะช้าหน่อย</p><p>&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>ในส่วนของสุชญาจะใช้วิธีการนำแพตเทิร์นที่ได้ไปวาดลงบนแผ่นกระเบื้องกันความร้อน จากนั้นก็จะตัดตามแบบ ใช้เส้นลวดกันความร้อนชนิดแบนติดตามขอบกระเบื้องกันความร้อนที่ตัดตามแพตเทิร์น ล็อกติดเข้าด้วยกันโดยใช้ลวดกันความร้อนเส้นเล็กเป็นตัวรัด เชื่อมต่อสายไฟที่จะต้องไปเสียบเข้ากับหม้อแปลงไฟฟ้าปรับแรงดัน สุดท้ายต่อด้ามจับด้วยไม้ วิธีการใช้ก็แค่เสียบปลั๊กไฟเข้ากับหม้อแปลงปรับแรงดันไฟฟ้า รอให้ลวดเกิดความร้อน จากนั้นก็ทำการปั๊มลงบนผ้า<br
/> วิธีนี้เป็นวิธีที่รวดเร็วในการตัดผ้า แต่ก็ต้องใช้ทุนสูงหน่อย โดยหม้อแปลงปรับแรงดันไฟฟ้ามีราคาอยู่ที่ประมาณ 12,000-13,000 บาท?</p><p>&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>เมื่อได้ชิ้นส่วน<strong>ตุ๊กตา</strong>ทุกชิ้นครบ ก็ทำการเย็บแต่ละชิ้นให้เรียบร้อย ขั้นตอนต่อไปก็คือการยัดใย ก่อนยัดใยก็นำชิ้นส่วนที่แยกเย็บมาเย็บประกอบกันให้เรียบร้อย แล้วทำการยัดใย ยัดเสร็จก็ทำการตกแต่งภายนอกให้เรียบร้อย<br
/> การยัดใยใส่ในตัวตุ๊กตานั้นสามารถยัดด้วยมือได้สำหรับผู้ที่ยังไม่มีเงินทุนที่จะซื้อเครื่องฉีดใย ส่วนเครื่องฉีดใยนั้นมีราคาอยู่ที่ประมาณ 300,000 บาท ซึ่งคุณภาพตุ๊กตาที่ยัดใยด้วยเครื่องก็จะนิ่งกว่าการใช้มือ</p><p>&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>จากนั้นก็ทำการเย็บปิดรูของตัว<strong>ตุ๊กตาทำด้วยมือ</strong>ที่เป็นจุดยัดใย ก็เป็นอันเสร็จขั้นตอน พร้อมจำหน่าย<br
/> ตุ๊กตาของกลุ่มหัตถกรรมผลิตตุ๊กตาบ้านวังน้ำเขียว มีราคาขายตั้งแต่ 30-1,000 บาท โดยมีต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 70% ของราคาจำหน่าย ใครสนใจสั่งซื้อก็สามารถติดต่อได้ที่ โทร. 08-1616-5967<br
/> จะสั่งไปจำหน่ายต่อเป็นอาชีพ หรือจะลองฝึกฝนทำขายเองก็สุดแท้แต่ !!.</p><p>&nbsp;</p><p><br
/> ขอบคุณที่มา : women.sanook.com</p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/doll-handmade/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> <item><title>เซรามิคเพนท์ลาย รายได้งาม</title><link>http://www.keajon.com/ceeramic-lampang/</link> <comments>http://www.keajon.com/ceeramic-lampang/#comments</comments> <pubDate>Sat, 10 Oct 2009 19:01:28 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[พักผ่อนหย่อนอารมณ์]]></category> <category><![CDATA[ไอเดียงานประดิษฐ์]]></category> <category><![CDATA[OTOP]]></category> <category><![CDATA[การทำ]]></category> <category><![CDATA[การผลิต]]></category> <category><![CDATA[การพัฒนา]]></category> <category><![CDATA[ขาย]]></category> <category><![CDATA[ขายของ]]></category> <category><![CDATA[ข้าว]]></category> <category><![CDATA[คือ]]></category> <category><![CDATA[จุดเด่น]]></category> <category><![CDATA[ชามตราไก่]]></category> <category><![CDATA[ช่องทาง]]></category> <category><![CDATA[ญี่ปุ่น]]></category> <category><![CDATA[ต่างชาติ]]></category> <category><![CDATA[ต่างประเทศ]]></category> <category><![CDATA[ทอด]]></category> <category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category> <category><![CDATA[น้ำ]]></category> <category><![CDATA[ปลา]]></category> <category><![CDATA[ฝรั่งเศส]]></category> <category><![CDATA[รายได้]]></category> <category><![CDATA[ลำปาง]]></category> <category><![CDATA[วิธีการ]]></category> <category><![CDATA[ศิลปะ]]></category> <category><![CDATA[หัตถกรรม]]></category> <category><![CDATA[อาชีพ]]></category> <category><![CDATA[เซรามิค]]></category> <category><![CDATA[เปิดเว็บ]]></category> <category><![CDATA[เพ้นท์]]></category> <category><![CDATA[แก้จน]]></category> <category><![CDATA[โชคชะตา]]></category> <category><![CDATA[โอทอป]]></category> <category><![CDATA[ไก่]]></category> <category><![CDATA[ไทย]]></category> <category><![CDATA[ไอเดีย]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=2648</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/ceeramic-lampang/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://www.smilehandmade.com/wp-content/uploads/2009/09/ceramic-pattern.jpg" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="ceramic-pattern" title="ceramic-pattern" /></a>&#160; &#160; เห็นชามตราไก่จนคุ้นเคย แต่อย่าคิดนะว่าเซรามิกลำปางเขาจะถนัดเพนท์แค่ชามตราไก จะเอาหรูๆ ไฮๆ ก็ทำให้ตะลึงกันมาแล้ว ด้วยราคาเหยียบแสนบาท &#160; ใครมีโอกาสแวะไปเยือนสยามพารากอน ในวันที่เขาจัดงาน OTOP in the city 2009 ปลายเดือนมีนาคม-ต้นเดือนเมษายน ที่ผ่านมา เชื่อว่าคงมีโอกาสสะดุดตากับป้าย ?ลำปาง..หนาวมาก? กันบ้าง ที่ทำให้สะดุดไม่แค่ป้ายบูธที่อินกระแส &#160; &#160; แต่มันคือผลงานอันงามงด สดๆ ใหม่ๆ กับเซรามิกเพนท์ลาย ของค่าย ?หจก. ชอวอ แฮนดิคราฟท์? ..สินค้า OTOP ติดดาวจากจังหวัดลำปาง &#160; &#160; แม้วันนั้นกรุงเทพฯ จะร้อนระอุ แต่ความ ?หนาวมาก? ชวนเข้าหาของบูธลำปาง ก็ดึงดูดไฮโซกระเป๋าหนักให้เยี่ยมชมกันไม่ขาดสาย &#160; คนที่ดูจะยิ้มได้ชื่นบานที่สุด ก็คือ ?วาริ วัฒนรุกข์? หุ้นส่วนผู้จัดการ เบื้องหลังความสำเร็จของ ?ชอวอ แฮนดิคราฟท์? ในวันนี้ ในวันที่งานหัตถกรรมของชาว ?ชอวอ? [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>เห็น<strong>ชามตราไก่</strong>จนคุ้นเคย แต่อย่าคิดนะว่า<strong>เซรามิกลำปาง</strong>เขาจะถนัด<strong>เพนท์</strong>แค่<strong>ชามตราไก</strong> จะเอาหรูๆ ไฮๆ ก็ทำให้ตะลึงกันมาแล้ว ด้วยราคาเหยียบแสนบาท</p><p><br
/> <img
class="alignnone size-full wp-image-634" title="ceramic-pattern" src="http://www.smilehandmade.com/wp-content/uploads/2009/09/ceramic-pattern.jpg" alt="ceramic pattern เซรามิคเพนท์ลาย รายได้งาม" width="335" height="240" /></p><p>&nbsp;</p><p>ใครมีโอกาสแวะไปเยือนสยามพารากอน ในวันที่เขาจัดงาน OTOP in the city 2009 ปลายเดือนมีนาคม-ต้นเดือนเมษายน ที่ผ่านมา เชื่อว่าคงมีโอกาสสะดุดตากับป้าย ?<strong>ลำปาง</strong>..หนาวมาก? กันบ้าง ที่ทำให้สะดุดไม่แค่ป้ายบูธที่อินกระแส</p><p>&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>แต่มันคือผลงานอันงามงด สดๆ ใหม่ๆ  กับ<strong>เซรามิกเพนท์ลาย </strong>ของค่าย ?หจก. ชอวอ แฮนดิคราฟท์?  ..สินค้า OTOP ติดดาวจากจังหวัดลำปาง</p><p>&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>แม้วันนั้นกรุงเทพฯ จะร้อนระอุ แต่ความ ?หนาวมาก? ชวนเข้าหาของบูธ<strong>ลำปาง </strong>ก็ดึงดูดไฮโซกระเป๋าหนักให้เยี่ยมชมกันไม่ขาดสาย</p><p><br
/> <img
class="alignnone size-full wp-image-635" title="ceramic-pattern-2" src="http://www.smilehandmade.com/wp-content/uploads/2009/09/ceramic-pattern-2.jpg" alt="ceramic pattern 2 เซรามิคเพนท์ลาย รายได้งาม" width="460" height="330" /></p><p>&nbsp;</p><p>คนที่ดูจะยิ้มได้ชื่นบานที่สุด ก็คือ ?วาริ วัฒนรุกข์?  หุ้นส่วนผู้จัดการ เบื้องหลังความสำเร็จของ ?ชอวอ แฮนดิคราฟท์? ในวันนี้<br
/> ในวันที่งานหัตถกรรมของชาว ?ชอวอ? ยังไม่ตั้งไข่ ?วาริ? ทำงานออกแบบอยู่ในบริษัทโฆษณาใหญ่โตแห่งหนึ่ง วันดีคืนดีโชคชะตาพาให้ได้ช่วยงานเพื่อนที่ลำปางทำงานเซรามิก ?เสียงลั่นระฆังบนสนามธุรกิจจึงเริ่มขึ้น</p><p>&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>?ช่วยเพื่อนทำ<strong>เซรามิก</strong>มาประมาณ 2 ปี วันหนึ่งมีลูกค้าจากต่างประเทศมาขอให้ทำ<strong>งานเขียนลายบนเซรามิก</strong> ซึ่งในเมืองไทยเวลานั้นยังไม่มีใครทำแบบที่เขาต้องการ เพื่อนถามว่าผมจะทำไหม จึงตัดสินใจลองทำดู เริ่มจากทดลองอยู่ประมาณกว่า 10 วัน สุดท้ายก็ทำได้?</p><p><br
/> <img
class="alignnone size-full wp-image-636" title="ceramic-pattern-3" src="http://www.smilehandmade.com/wp-content/uploads/2009/09/ceramic-pattern-3.jpg" alt="ceramic pattern 3 เซรามิคเพนท์ลาย รายได้งาม" width="357" height="256" /></p><p>&nbsp;</p><p>ได้งานลูกค้าตาน้ำข้าวมาด้วยความพยายามล้วนๆ แน่นอนว่าพวกเขาไม่อยากหยุดอยู่แค่นั้น จึงลองเอาผล<strong>งานศิลปะ</strong>บน<strong>เซรามิก</strong> ส่งเข้าประกวดดู เริ่มจากเวทีใกล้ตัวอย่างงานประจำป<strong>ีจังหวัดลำปาง </strong>เปิดตัวงานแรก เวทีแรก พลพรรค ?ชอวอ? ก็คว้ารางวัลชนะเลิศมาได้สำเร็จ</p><p>&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>?เรารีโปรดักชันงานเก่าของวินเซนต์ แวน โก๊ะ แล้วส่งเข้าประกวด จนได้รางวัลชนะเลิศมา จากนั้นเพื่อนจึงเอางานชิ้นนี้ไปจัดแสดงในแกลอรีของเขา จนมีชาวต่างชาติมาเห็นผลงานแล้วชอบ จึงเริ่มสั่งให้เราทำงานให้หลังจากนั้น?</p><p>ผล<strong>งานศิลปะ</strong>บน<strong>เซรามิก</strong>เข้าตา ด้วยจุดเด่นของความเป็นสินค้า ?Unique? และเป็นงาน ?<strong>แฮนด์เมด</strong>? ที่ลูกค้าต่างชาติปลื้มสุดๆ ทำให้มีตลาดหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย</p><p>&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>ออกสตาร์ทปีแรกประมาณปี 2539 ได้ออเดอร์มาเบาะๆ กว่าสองแสนบาท ปีถัดมาร่ำว่าไทยเจอวิกฤติ แต่พวกเขายังรับทรัพย์ไปถึง 1.5 ล้านบาท</p><p>?ปี 2540 เราเริ่มออกงานแสดงสินค้าในกรุงเทพ เริ่มด้วยงาน BIG&amp;BIH ตอนนั้นค่อนข้างได้รับการตอบรับดีมาก และค่าเงินบาทอ่อนการส่งออกจึงดีเราค่อยๆ เติบโตมาเรื่อยๆ ลูกค้ามีทั้งจาก อเมริกา ฝรั่งเศส และ เยอรมนี?</p><p><br
/> <img
class="alignnone size-full wp-image-637" title="ceramic-pattern-4" src="http://www.smilehandmade.com/wp-content/uploads/2009/09/ceramic-pattern-4.jpg" alt="ceramic pattern 4 เซรามิคเพนท์ลาย รายได้งาม" width="403" height="289" /></p><p>&nbsp;</p><p>ยิ่งเติบโตจากเสียงตอบรับที่เพิ่มขึ้น ?วาริ? กลับมาคิดว่า พวกเขาจะยิ่งหยุดนิ่งไม่ได้ จึงหันมาเร่ง ?พัฒนาสินค้า? เต็มกำลัง วิธีการก็ทั้งออกแบบเอง  ทั้งฟังเสียงจากลูกค้า รวมถึงประสานแนวคิดร่วมด้วยช่วยกัน เพื่อผลิตผลงานใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง และการพัฒนานอกจากจะได้มาซึ่ง<strong>ผลิตภัณฑ์</strong>ใหม่ๆ ยังรวมถึงได้ตลาดใหม่มาขยายแขนขาอีกด้วย</p><p>?ตอนที่ส่งงานให้เยอรมนี เริ่มมีสินค้าเกรด บี ที่ไม่สามารถขายได้ เขาตีกลับมา เราจึงนำมาทำเป็นโมเสกแล้วเขียนให้เป็นลวดลาย เรียกว่าเอาโมเสกมาผสมผสานกับงานเพนท์ จนเป็น<strong>ผลิตภัณฑ์</strong>กระเบื้องโมเสก แล้วส่งให้ญี่ปุ่น ซึ่งได้รับการตอบรับดีมาก?</p><p>&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>จากของเสียมีตำหนิ ก็กลายเป็นของดี มีมูลค่าขึ้นมาได้ แถมยังขยายตลาดใหม่มายังเอเชียเป็นครั้งแรก นำมาซึ่งออเดอร์ต่อเดือนถึง 3 แสนบาท</p><p>ไม่หยุดเพียงเท่านั้น การขยายช่องทางขายจากแค่ออกงานแสดงสินค้า มาเปิดเว็บไซต์ควบคู่ ทำให้มีลูกค้าใหม่ๆ เข้ามาต่อเนื่อง ได้เปิดประสบการณ์<strong>งานเพนท์</strong>ไปยังผลิตภัณฑ์ตัวอื่นด้วย</p><p>&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>?มีลูกค้าญี่ปุ่นติดต่อเข้ามา ขอให้ทำงานเพนท์ลงในพวกสุขภัณฑ์อย่างอ่างล้างหน้า ซึ่งงานนี้มันยากทั้งกระบวนการทำอย่างเทคนิคการเผา <strong>การเขียนลาย </strong>และการจัดวางองค์ประกอบ  จึงไม่มีใครทำให้เขา เราลองทำดู โดยอาศัยประสบการณ์จาก<strong>งานเซรามิก</strong>ที่ผ่านมา ความรู้เรื่อง<strong>ศิลปะ </strong>และพูดคุยกับ<strong>ดีไซเ</strong>นอร์ญี่ปุ่น ร่วมออกความคิดเห็นว่างานอย่างนี้ทำได้หรือไม่ได้ มีขีดจำกัดตรงไหน เพื่อทำผลงานออกมาให้ดีที่สุด?</p><p><strong>งานศิลปะ</strong> และ<strong>ไอเดีย</strong>ใหม่ๆ ถูกถ่ายทอดออกสู่<strong>งานเพ้นท์ </strong>กระจกภาพโชว์ ไม่ขาดสาย</p><p>&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>ในช่วงแรกยังระรื่นกับตลาดส่งออก ?วาริ? บอกว่า ในตอนนั้น กระแสของงาน<strong>แฮนด์เมด</strong>รุ่งสุดๆ โดยเฉพาะงานเพนท์ที่ต่างชาติสนอกสนใจ ?ชอวอ? จึงยังสนุกกับออเดอร์นอกบ้าน แต่เมื่อฤดูกาลผ่านพ้น ตลาดส่งออกเริ่มซบเซา ถึงคราวหมุนเข็มทิศกลับมามองศักยภาพในบ้านอีกครั้ง</p><p>?เมื่อก่อนเราเน้นขายจำนวนชิ้นมากๆ เน้นส่งออกเป็นหลัก แต่วันนี้ไม่ใช่แล้ว กำลังการผลิตเราลดลง แต่เน้นขายของที่ราคาแพงขึ้น จากเมื่อก่อนผลิตได้เป็นหมื่นชิ้น แต่ขายได้หลักแสน แต่เดี๋ยวนี้ชิ้นเดียวก็ร่วมแสนแล้ว?</p><p>&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>?เราเริ่มมาทำตลาดในประเทศเพิ่มขึ้น ทั้งลูกค้าที่เป็นบริษัทออกแบบตกแต่งบ้าน กับลูกค้าระดับบนที่ชอบงานนี้ พูดได้ว่าเรามีแฟนประจำอยู่พอสมควร จึงมีงานใหม่ๆ ออกมาต่อเนื่อง?</p><p>ธุรกิจดูสดใส กับการคิดใหม่ทำใหม่ไม่หยุดนิ่ง แต่ความเป็น<strong> ?ศิลปิน? </strong>ของพวกเขา บ่อยครั้งที่สร้างความขัดแย้งกับความเป็นธุรกิจ ต้องหากลยุทธ์มาพลิกมุมคิดกันบ้าง</p><p>&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>?ที่ผ่านมาเราเคยปฏิเสธออเดอร์ด้วยอารมณ์ ลูกค้าบางรายเขาเข้าใจเราเขาก็ไม่ค่อยกล้าสั่ง ไม่กล้าว่า เพราะเราเป็น<strong>ศิลปิน</strong>มากไป บางทีก็ไม่กล้าเอางานมาให้ทำ  แต่พอเราเป็นธุรกิจมากๆ ลูกค้าอีกกลุ่มที่เขาต้องการความเป็น<strong>ศิลปะ</strong>จริงๆ เขาก็ไม่ชอบอีก หาว่างานเราโหล นี่เป็นที่มาของปัญหาในปัจจุบัน?</p><p>วิธีการแก้ปัญหา คือพวกเขาเอาความเป็น <strong>?ศิลปะ?</strong> มาสร้างมูลค่าในเชิง<strong>ธุรกิจ</strong>มากขึ้น จากเขียนลายง่ายๆ ขายในปริมาณมากๆ แต่ได้ราคาแค่กระบิมือ จนถูกเรียกว่าของโหล ก็มาเน้นลายให้ยากขึ้น คนเห็นแล้วอยากควักกระเป๋าจ่าย ขายได้ราคาสูงๆ กลยุทธ์ บีบตลาดให้เล็ก แต่รับทรัพย์ก้อนใหญ่ คือแนวทางของพวกเขาในวันนี้</p><p>&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>การเดินทางของพลพรรค ?ชอวอ? ยังไม่หยุดนิ่ง เหมือนที่พวกเขาออกเดินมาตั้งแต่เริ่มต้น อย่างการขยายจากตลาดผู้ใหญ่ ไฮโซกระเป๋าหนัก มามองกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น พร้อมๆ กับพัฒนาผลงานใหม่ๆ ออกมา ต่อยอดศักยภาพความเป็น <strong>?เซรามิก?</strong> และ<strong> ?งานเพนท์? </strong>เพื่อเติบใหญ่ในตลาดนี้ต่อไป</p><p>ที่สำคัญสร้างตลาด<strong>เซรามิกลำปาง</strong> ฝ่าความหนาวเหน็บ ไปสู่ความ ?ฮอต? ทั้งในและต่างประเทศ ต่อไป</p><p>&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>คิดแบบ ?ชอวอ แฮนดิคราฟท์?</p><p>&nbsp;</p><li><strong> เขียนลาย</strong>ยากๆ บน<strong>เซรามิก</strong> เพิ่มมูลค่า</li><li> บีบตลาดให้เล็ก แต่ขายของดี ของแพง</li><li> พัฒนาสินค้าใหม่ๆ อย่าหยุดนิ่ง</li><li> ของเกรดตกไม่ใช่ของเสียใส่<strong>ไอเดีย</strong>ได้งานใหม่</li><li> ไม่ปฏิเสธลูกค้างานหิน</li><li> <strong>?ศิลปิน?</strong>กับ <strong>?ธุรกิจ?</strong> ต้องไปด้วยกันได้<p>&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>เื้อื้อเฟื้ออาชีพโดย :</p><div
id="attachment_2652" class="wp-caption alignleft" style="width: 210px"><img
class="size-full wp-image-2652" title="bangkokbiz" src="http://www.keajon.com/wp-content/uploads/2009/10/bangkokbiz.jpg" alt="bangkokbiz เซรามิคเพนท์ลาย รายได้งาม" width="200" height="75" /><p
class="wp-caption-text">กรุงเทพธุรกิจ</p></div></li> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/ceeramic-lampang/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> <item><title>การทำไข่เค็มสมุนไพร ขายง่ายรายได้งาม</title><link>http://www.keajon.com/salted-egg/</link> <comments>http://www.keajon.com/salted-egg/#comments</comments> <pubDate>Wed, 07 Oct 2009 22:16:58 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[เกษตรแก้จน]]></category> <category><![CDATA[กรรมวิธี]]></category> <category><![CDATA[กระดาษสา]]></category> <category><![CDATA[การถนอมอาหาร]]></category> <category><![CDATA[การทำ]]></category> <category><![CDATA[การผลิต]]></category> <category><![CDATA[ขนม]]></category> <category><![CDATA[ขนมไหว้พระจันทร์]]></category> <category><![CDATA[ขั้นตอนการทำ]]></category> <category><![CDATA[ขาย]]></category> <category><![CDATA[ข้าว]]></category> <category><![CDATA[ครอบครัว]]></category> <category><![CDATA[คือ]]></category> <category><![CDATA[คุณภาพ]]></category> <category><![CDATA[งานวิจัย]]></category> <category><![CDATA[จำหน่าย]]></category> <category><![CDATA[จีน]]></category> <category><![CDATA[จุดเด่น]]></category> <category><![CDATA[ทำความสะอาด]]></category> <category><![CDATA[ทำอาหาร]]></category> <category><![CDATA[ท้องถิ่น]]></category> <category><![CDATA[ธรรมชาติ]]></category> <category><![CDATA[น้ำ]]></category> <category><![CDATA[พลาสติก]]></category> <category><![CDATA[วิชา]]></category> <category><![CDATA[วิทยาศาสตร์]]></category> <category><![CDATA[วิธีการ]]></category> <category><![CDATA[วิธีการทำ]]></category> <category><![CDATA[ศาสตร์]]></category> <category><![CDATA[สมุนไพร]]></category> <category><![CDATA[สุขภาพ]]></category> <category><![CDATA[สูตร]]></category> <category><![CDATA[อร่อย]]></category> <category><![CDATA[อาหาร]]></category> <category><![CDATA[เกลือ]]></category> <category><![CDATA[เกษตร]]></category> <category><![CDATA[ไก่]]></category> <category><![CDATA[ไข่เค็ม]]></category> <category><![CDATA[ไทย]]></category> <category><![CDATA[ไหว้พระจันทร์]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=2612</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/salted-egg/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://www.dailynews.co.th/content/images/0909/29/page10/n2.jpg" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="การทำไข่เค็มสมุนไพร สูตรพอกเยื่อฟางข้าว" title="" /></a>ไข่เค็มสมุนไพร พอกเยื่อฟางข้าว ขึ้นชื่อว่า ?ไข่? แล้วไม่ว่าจะเป็นไข่อะไร ก็อร่อยและได้คุณค่าอาหารไม่แตกต่างกัน แต่สำหรับยุคสมัยนี้ ไข่อย่างเดียวคงไม่เพียงพอ เพราะนอกจาก ราคาถูก คุณค่าอาหารต้องทวีคูณด้วย อาจารย์สุภกาญจน์ พรหมขันธ์ จากสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการผลิตอาหาร คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) อีสาน วิทยาเขตสกลนคร จึงคิดค้นงานวิจัย ?ผลิตไข่เค็มสมุนไพรชนิดโซเดียมต่ำพอกด้วยเยื่อฟางข้าว? ที่นอกจากเพิ่มคุณค่าทางอาหารสำหรับคนรักสุขภาพแล้ว ยังเป็นการช่วยเกษตรกรอีกทางหนึ่งด้วย เพราะปัจจุบันดินจอมปลวกที่ใช้ทำไข่เค็มนั้นเริ่มขาดแคลน เรื่อย ๆ แล้ว อ.สุภกาญจน์ เล่าว่า ปัจจุบันดินจอมปลวกที่ใช้ทำไข่เค็มนั้นเริ่มขาดแคลนรวมถึงมีขั้นตอนการเตรียมดินที่ยุ่งยาก อีกทั้งกำไรต่ำมากเมื่อเทียบกับต้นทุนแรงงาน ดังนั้น หากสามารถนำวัสดุอื่นที่มีในท้องถิ่นและหาได้ง่ายมาพอกไข่แทนดินได้ จะช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ผลิตและผู้บริโภคในการนำไปบริโภคและจำหน่ายโดยไม่ต้องเสียเวลาในการทำความสะอาด ?ไข่เค็ม เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการถนอมอาหารโดยใช้เกลือ เพื่อให้ไข่เก็บไว้ได้นานขึ้น อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับไข่ด้วย มีทั้งไข่เป็ดเค็ม ไข่ไก่เค็ม และไข่นกกระทาเค็ม ซึ่งไข่เค็ม เป็นอาหารที่คนไทยนิยมรับประทานกันมาก เนื่องจากมีวิธีการทำง่าย สะดวกในการรับประทาน และใช้ประกอบอาหารอื่นได้มาก เช่น ทำอาหารคาว ทำไส้ขนมเปี๊ยะ ไส้ขนมไหว้พระจันทร์ ใช้ตกแต่งอาหารบางอย่าง เป็นต้น? สำหรับยุคนี้ ?ไข่เค็ม? อย่างเดียวคงไม่พอ [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p><img
src="http://www.dailynews.co.th/content/images/0909/29/page10/n2.jpg" alt="n2 การทำไข่เค็มสมุนไพร ขายง่ายรายได้งาม"  title="การทำไข่เค็มสมุนไพร ขายง่ายรายได้งาม" /><br
/> <em>ไข่เค็มสมุนไพร พอกเยื่อฟางข้าว</em></p><p>ขึ้นชื่อว่า ?ไข่? แล้วไม่ว่าจะเป็นไข่อะไร ก็อร่อยและได้คุณค่าอาหารไม่แตกต่างกัน แต่สำหรับยุคสมัยนี้ ไข่อย่างเดียวคงไม่เพียงพอ เพราะนอกจาก ราคาถูก คุณค่าอาหารต้องทวีคูณด้วย</p><p>อาจารย์สุภกาญจน์ พรหมขันธ์ จากสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการผลิตอาหาร คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) อีสาน วิทยาเขตสกลนคร จึงคิดค้นงานวิจัย ?ผลิตไข่เค็มสมุนไพรชนิดโซเดียมต่ำพอกด้วยเยื่อฟางข้าว? ที่นอกจากเพิ่มคุณค่าทางอาหารสำหรับคนรักสุขภาพแล้ว ยังเป็นการช่วยเกษตรกรอีกทางหนึ่งด้วย เพราะปัจจุบันดินจอมปลวกที่ใช้ทำไข่เค็มนั้นเริ่มขาดแคลน เรื่อย ๆ แล้ว</p><p>อ.สุภกาญจน์ เล่าว่า ปัจจุบันดินจอมปลวกที่ใช้ทำไข่เค็มนั้นเริ่มขาดแคลนรวมถึงมีขั้นตอนการเตรียมดินที่ยุ่งยาก อีกทั้งกำไรต่ำมากเมื่อเทียบกับต้นทุนแรงงาน ดังนั้น หากสามารถนำวัสดุอื่นที่มีในท้องถิ่นและหาได้ง่ายมาพอกไข่แทนดินได้ จะช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ผลิตและผู้บริโภคในการนำไปบริโภคและจำหน่ายโดยไม่ต้องเสียเวลาในการทำความสะอาด</p><p>?ไข่เค็ม เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการถนอมอาหารโดยใช้เกลือ เพื่อให้ไข่เก็บไว้ได้นานขึ้น อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับไข่ด้วย มีทั้งไข่เป็ดเค็ม ไข่ไก่เค็ม และไข่นกกระทาเค็ม ซึ่งไข่เค็ม เป็นอาหารที่คนไทยนิยมรับประทานกันมาก เนื่องจากมีวิธีการทำง่าย สะดวกในการรับประทาน และใช้ประกอบอาหารอื่นได้มาก เช่น ทำอาหารคาว ทำไส้ขนมเปี๊ยะ ไส้ขนมไหว้พระจันทร์ ใช้ตกแต่งอาหารบางอย่าง เป็นต้น?</p><p>สำหรับยุคนี้ ?ไข่เค็ม? อย่างเดียวคงไม่พอ เพราะใคร ๆ ก็นิยมรักสุขภาพกันมากขึ้น อ.สุภกาญจน์ เล่าต่อถึงจุดเด่นของไข่เค็มสมุนไพรชนิดโซเดียมต่ำพอกด้วยเยื่อฟางข้าว ว่านอกจากขั้นตอนการทำและวัสดุในการพอกสามารถหาได้ง่ายแล้วสิ่งที่โดดเด่นอีกอย่างก็คือการใช้สมุนไพรอย่างตะไคร้ ใบมะกรูด และสมุนไพรอื่น ๆมาผสมกับเยื่อฟางข้าวสำหรับพอกไข่ซึ่งนอกจากจะลดความคาวของไข่แล้วยังได้กลิ่นสมุนไพรเวลารับประทานด้วย และที่สำคัญยังลดการใช้เกลือโซเดียมคลอไรด์โดยใช้เกลือโปแตสเซียมคลอไรด์แทน จึงถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของคนรักสุขภาพ</p><p>การทำไข่เค็มมี 2 วิธี คือไข่เค็มที่ได้จากการนำไข่เป็ดสดมาแช่ในสารละลายเกลือ ที่มีความเข้มข้นร้อยละ 20-25 เป็นเวลานาน 15-20 วัน และไข่เค็มพอก ที่เป็นวิธีการดั้งเดิมของชาวจีน และปฏิบัติต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้ โดยใช้ดินเหนียวซึ่งปัจจุบันนิยมใช้ดินจอมปลวกผสมกับเกลือเข้มข้นร้อยละ 25-30 จนดินนิ่มสามารถปั้นเป็นก้อนได้ จึงนำดินมาพอกไข่ไว้เป็นเวลานาน 10-15 วัน ไข่เค็มพอกดินที่ขึ้นชื่อในบ้านเราได้แก่ไข่เค็มไชยา ไข่เค็มปักธงชัย เป็นต้น</p><p>แต่ ?ไข่เค็มสมุนไพรชนิดโซเดียมต่ำพอกด้วยเยื่อฟางข้าว? อ.สุภกาญจน์ บอกว่า ขั้นตอนการทำนั้นเริ่มจาก การเตรียมไข่เป็ดสดโดยนำไข่เป็ดขนาดกลางที่มีอายุการเก็บไม่เกิน 1 สัปดาห์ มาล้างทำความสะอาดและเช็ดให้แห้ง คัดไข่ที่แตกและมีรอยร้าว ออก เพื่อป้องกันไข่เน่าระหว่างการพอก จากนั้นเตรียมเยื่อฟางข้าวโดยคัดคุณภาพของฟางข้าวที่ได้จากการเก็บใหม่ ๆ ที่มีอายุการเก็บรักษาไม่เกิน 3-4 เดือน ฟางข้าวจะต้องไม่ผุ ไม่ขึ้นรา และไม่มีกลิ่นเหม็นอับ นำฟางข้าวที่คัดมาตากแดดให้แห้ง เก็บใส่ถุงพลาสติกที่ปิดสนิท</p><p>ส่วน ขั้นตอนการต้มเยื่อฟางข้าว ที่ดัดแปลงจากกรรมวิธีการผลิตกระดาษสาด้วยวิธีชาวบ้านคือ ชั่งน้ำหนักฟางข้าวแห้งเติมน้ำต่อฟางข้าวในอัตราส่วน 1 ต่อ 8 และหาวัสดุหนัก ๆ มากดทับฟางข้าว แช่ทิ้งไว้ 1 คืน นำฟางข้าวที่แช่น้ำมาต้มที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส นาน 40 นาที ในสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) ความเข้มข้น ร้อยละ 2 จากนั้นล้างด้วยน้ำสะอาดจนเยื่อฟางข้าวมีความเป็นกรดด่าง (pH) ประมาณ 7-7.5 จากนั้นนำเยื่อฟางข้าวที่ได้มาอบแห้งที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส นาน 6-8 ชั่วโมง หรือตากแดดนาน 1 วันก็จะได้เยื่อฟางข้าวที่พร้อมใช้งานได้ตลอด โดยสามารถเก็บในถุงพลาสติกที่ปิดสนิทเพื่อใช้ในขั้นตอนต่อไป</p><p>ต่อมา ขั้นตอนการเตรียมเกลือโซเดียมคลอไรด์เริ่มจากนำไปอบในตู้อบอุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส นาน 3 ชั่วโมง จนเกลือแห้ง นำไปบดแล้วร่อนผ่านตะแกรงขนาด 1 มิลลิเมตร เก็บใส่ถุงพลาสติกที่ปิดสนิท เพียงเท่านี้ก็พร้อมสำหรับการผลิตไข่เค็มที่มีขั้นตอนคือ นำเยื่อฟางข้าวที่เตรียมไว้มาผสมกับน้ำ เกลือ และน้ำสมุนไพรตามต้องการจะได้เยื่อฟางข้าวที่เปียกหลังจากนั้นก็สามารถนำไปพอกหุ้มไข่เป็ดที่เตรียมเอาไว้ จากนั้นนำไข่ที่พอกเสร็จบรรจุใส่ถุงพลาสติกชนิดมีซิปเก็บไว้นาน 25 วัน เพียงเท่านี้ก็จะได้ไข่เค็มสมุนไพรชนิดโซเดียมต่ำพอกด้วยเยื่อฟางข้าวสำหรับจำหน่ายและรับประทานในครอบครัว</p><p>อ.สุภกาญจน์ บอกว่า ต้นทุนในการทำไข่เค็มสมุนไพรชนิดโซเดียมต่ำพอกด้วยเยื่อฟางข้าวนั้นอยู่ที่ฟองละประมาณ 5 บาทและสามารถขายได้ในราคาฟองละ 8 บาท ขึ้นไป</p><p>ผู้สนใจสามารถเข้าไปขอสูตรรวมถึงขอคำแนะนำในการผลิตไข่เค็มสมุนไพรชนิดโซเดียมต่ำพอกด้วยเยื่อฟางข้าวได้ตลอดที่ อ.สุภกาญจน์ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการผลิตอาหาร คณะทรัพยากรธรรมชาติ มทร.อีสาน วิทยาเขตสกลนคร โทร. 08-7806-6587, 08-7806-6587.</p><p><img
class="alignnone size-full wp-image-19" title="dailynews" src="http://news.enterfarm.com/wp-content/uploads/2008/09/dailynews.gif" alt="dailynews การทำไข่เค็มสมุนไพร ขายง่ายรายได้งาม" width="162" height="52" /></p><p><span
style="font-size: xx-small;">ช่วยกันสนับสนุนสื่อที่มีคุณภาพด้วยครับ</span></p><p><img
src="http://feeds.feedburner.com/~r/kasetnews/~4/quSGZgjbxQw" alt=" การทำไข่เค็มสมุนไพร ขายง่ายรายได้งาม" width="1" height="1" title="การทำไข่เค็มสมุนไพร ขายง่ายรายได้งาม" /></p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/salted-egg/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> <item><title>เกษตรอินทรีย์ หนทางรอดของเกษตรกรยุคนี้</title><link>http://www.keajon.com/organic-farming/</link> <comments>http://www.keajon.com/organic-farming/#comments</comments> <pubDate>Tue, 22 Sep 2009 13:45:22 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[เกษตรแก้จน]]></category> <category><![CDATA[กลุ่มเกษตรกร]]></category> <category><![CDATA[การทำ]]></category> <category><![CDATA[การผลิต]]></category> <category><![CDATA[การพัฒนา]]></category> <category><![CDATA[การเกษตร]]></category> <category><![CDATA[การเพาะ]]></category> <category><![CDATA[ของไทย]]></category> <category><![CDATA[ขาย]]></category> <category><![CDATA[ข้าว]]></category> <category><![CDATA[คือ]]></category> <category><![CDATA[คุณภาพ]]></category> <category><![CDATA[จำหน่าย]]></category> <category><![CDATA[ช่องทาง]]></category> <category><![CDATA[ตลาดต่างประเทศ]]></category> <category><![CDATA[ต่างประเทศ]]></category> <category><![CDATA[ธาตุ]]></category> <category><![CDATA[น้ำ]]></category> <category><![CDATA[ประโยชน์]]></category> <category><![CDATA[ปลา]]></category> <category><![CDATA[ปลูก]]></category> <category><![CDATA[ผัก]]></category> <category><![CDATA[ลดต้นทุน]]></category> <category><![CDATA[วัสดุเหลือใช้]]></category> <category><![CDATA[วิธีการ]]></category> <category><![CDATA[สมุนไพร]]></category> <category><![CDATA[หมัก]]></category> <category><![CDATA[หมู]]></category> <category><![CDATA[อบรม]]></category> <category><![CDATA[อาหาร]]></category> <category><![CDATA[เกษตร]]></category> <category><![CDATA[เพาะ]]></category> <category><![CDATA[ไทย]]></category> <category><![CDATA[ไร่]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=2495</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/organic-farming/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://www.dailynews.co.th/content/images/0909/22/page10/d2.jpg" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="เกษตรอินทรีย์" title="" /></a>เกษตรอินทรีย์ หนทางรอดของเกษตรกรยุคนี้ ครั้งอดีต เกษตรกรของไทยไม่จำเป็นต้องอาศัยปุ๋ยเคมีหรือสารเคมีทางการเกษตรในการเพาะปลูก เนื่องจากสภาพดินมีความอุดมสมบูรณ์ จนกระทั่งมีการกล่าวขานว่าในน้ำมีปลา ในนามีข้าว แต่มายุคสมัยนี้ที่การผลิตสินค้าเกษตรมุ่งไปสู่การค้ามากขึ้น การเพิ่มผลผลิตจึง จำเป็น และสิ่งหนึ่งที่เกษตรกรยุคใหม่ใช้คือการเร่งการเจริญเติบโตของพืชด้วยปุ๋ยเคมีและ ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเต็มอัตรา นอกจากนี้การใช้พื้นที่ทำการเกษตรโดยขาดการปรับปรุงบำรุงดินอย่างถูกวิธี ยิ่งส่งผลให้ดินเสื่อมสภาพ เกิดการสะสมของสารเคมีในปริมาณมาก ที่สำคัญพืชไม่สามารถดึงธาตุอาหารที่มีในดินมาใช้ประโยชน์ได้ นั่นคือสาเหตุที่เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะยุคปัจจุบันปัจจัยการผลิตทั้งปุ๋ยและสารเคมีล้วนปรับราคาสูงขึ้น เกษตรอินทรีย์ จึงเป็นหนทางรอดของเกษตรกรในยุคปัจจุบัน เพราะไม่จำเป็นต้องไปซื้อปุ๋ยเคมีในราคาแพงมาใช้ เพียงแค่เกษตรกรหาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นเศษพืช เศษปลา ใบไม้ หรือเศษหญ้ามาหมักกับสารเร่ง พด. ของกรมพัฒนาที่ดิน ก็จะได้ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีคุณภาพ ในขณะที่สามารถลดต้นทุนการผลิตได้อีกด้วย นายฉลอง เทพวิทักษ์กิจ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ที่ผ่านมามีเกษตรกร หันมาใส่ใจเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์มากขึ้น สังเกตได้จากเมื่อกรมพัฒนาที่ดินมีโครงการจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรใช้สารอินทรีย์ลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร มุ่งสู่การทำเกษตรอินทรีย์ จะมีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมจำนวนมาก โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2550 มาจนถึงปีนี้ สามารถจัดตั้งกลุ่มไปแล้วไม่ต่ำกว่า 51,000 กลุ่ม และในปีนี้ กรมฯ ได้ดำเนินการส่งเสริมการใช้สารอินทรีย์ทดแทน สารเคมีทางการเกษตรหรือเกษตรอินทรีย์ ได้แล้ว 15.89 ล้านไร่ คิดเป็น 93.52% จากที่ตั้งเป้าไว้ [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p><img
src="http://www.dailynews.co.th/content/images/0909/22/page10/d2.jpg" alt="d2 เกษตรอินทรีย์ หนทางรอดของเกษตรกรยุคนี้"  title="เกษตรอินทรีย์ หนทางรอดของเกษตรกรยุคนี้" /><br
/> <em>เกษตรอินทรีย์ หนทางรอดของเกษตรกรยุคนี้</em></p><p>ครั้งอดีต เกษตรกรของไทยไม่จำเป็นต้องอาศัยปุ๋ยเคมีหรือสารเคมีทางการเกษตรในการเพาะปลูก เนื่องจากสภาพดินมีความอุดมสมบูรณ์ จนกระทั่งมีการกล่าวขานว่าในน้ำมีปลา ในนามีข้าว แต่มายุคสมัยนี้ที่การผลิตสินค้าเกษตรมุ่งไปสู่การค้ามากขึ้น การเพิ่มผลผลิตจึง  จำเป็น และสิ่งหนึ่งที่เกษตรกรยุคใหม่ใช้คือการเร่งการเจริญเติบโตของพืชด้วยปุ๋ยเคมีและ ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเต็มอัตรา นอกจากนี้การใช้พื้นที่ทำการเกษตรโดยขาดการปรับปรุงบำรุงดินอย่างถูกวิธี ยิ่งส่งผลให้ดินเสื่อมสภาพ เกิดการสะสมของสารเคมีในปริมาณมาก ที่สำคัญพืชไม่สามารถดึงธาตุอาหารที่มีในดินมาใช้ประโยชน์ได้ นั่นคือสาเหตุที่เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะยุคปัจจุบันปัจจัยการผลิตทั้งปุ๋ยและสารเคมีล้วนปรับราคาสูงขึ้น</p><p>เกษตรอินทรีย์ จึงเป็นหนทางรอดของเกษตรกรในยุคปัจจุบัน เพราะไม่จำเป็นต้องไปซื้อปุ๋ยเคมีในราคาแพงมาใช้ เพียงแค่เกษตรกรหาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นเศษพืช เศษปลา ใบไม้ หรือเศษหญ้ามาหมักกับสารเร่ง พด. ของกรมพัฒนาที่ดิน ก็จะได้ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีคุณภาพ ในขณะที่สามารถลดต้นทุนการผลิตได้อีกด้วย</p><p>นายฉลอง เทพวิทักษ์กิจ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ที่ผ่านมามีเกษตรกร หันมาใส่ใจเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์มากขึ้น สังเกตได้จากเมื่อกรมพัฒนาที่ดินมีโครงการจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรใช้สารอินทรีย์ลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร มุ่งสู่การทำเกษตรอินทรีย์ จะมีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมจำนวนมาก โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2550 มาจนถึงปีนี้ สามารถจัดตั้งกลุ่มไปแล้วไม่ต่ำกว่า 51,000 กลุ่ม และในปีนี้ กรมฯ ได้ดำเนินการส่งเสริมการใช้สารอินทรีย์ทดแทน สารเคมีทางการเกษตรหรือเกษตรอินทรีย์ ได้แล้ว 15.89 ล้านไร่ คิดเป็น 93.52% จากที่ตั้งเป้าไว้ 17 ล้านไร่ โดยกรมฯ ได้เข้าไปปรับเปลี่ยนระบบการผลิตจากเกษตรเคมีมุ่งสู่เกษตรลดการใช้สารเคมี หรือถึงขั้นเกษตรอินทรีย์ โดยการจัดตั้งกลุ่ม อบรม สาธิตวิธีการผลิตและการใช้สารอินทรีย์ทดแทนรวมทั้งสิ้น 17,284  กลุ่ม อบรมเกษตรกรจำนวน 840,663  ราย  เรียกว่าขณะนี้มีกลุ่มเกษตรกรใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมีครอบคลุมอยู่เกือบทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ</p><p>ดังนั้น เพื่อเป็นการพัฒนาระบบการผลิตเกษตรอินทรีย์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น กรมฯ จึงได้ตั้งเป้าส่งเสริมการผลิตเกษตรอินทรีย์เพื่อส่งออก โดยกรมฯ จะเป็นตัวกลางทำหน้าที่ประสานกับหน่วยงานที่มีหน้าที่รับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล เช่น สำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกท.) ให้เข้ามาตรวจรับรองสินค้าของกลุ่มเกษตรกรที่กรมพัฒนาที่ดินจัดตั้งขึ้น เบื้องต้นตั้งเป้าส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์เพื่อส่งออกจำนวน 2 แสนไร่ โดยเน้นพืชสมุนไพร และผักที่ขนส่งสะดวก อาทิ ขิง ข่า ตะไคร้ ใบโหระพา กะเพรา พริก</p><p>ปัจจุบัน มีพื้นที่ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ส่งออกไปตลาดต่างประเทศแล้วไม่ต่ำกว่า 80,000 ไร่ ซึ่งตลาดยังมีความต้องการสูงมาก ดังนั้น จึงเชื่อมั่นว่าถ้ากรมฯ ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานงานให้หน่วยงานเข้ามารับรองมาตรฐานสินค้าให้กับกลุ่มเกษตรกรที่กระจายอยู่ทั่วประเทศได้ก็จะช่วยลดขั้นตอนให้กับเกษตรกร เป็นการเปิดโอกาสให้เกษตรกรเข้าถึงการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ได้มากขึ้น ส่งผลให้จำหน่ายสินค้าได้ราคาดีขึ้นด้วย</p><p>เห็นว่าภายในปีนี้ กรมพัฒนาที่ดินเขาจะรวบรวมแหล่งผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ของกลุ่มเกษตรกรจากทั่วประเทศมาใส่ไว้ในฐานข้อมูลสารสนเทศของกรมฯ เพื่อเปิดให้บริการกับผู้ประกอบการหรือพ่อค้าที่ต้องการติดต่อซื้อขายสินค้าเกษตรอินทรีย์กับกลุ่มเกษตรกร แต่ไม่รู้จะไปติด ต่อได้ที่ไหน ก็จะได้มีช่องทางในการติดต่อ ซื้อขายสินค้ากันสะดวกยิ่งขึ้น นับเป็นการเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้เข้าถึงแหล่งรับซื้อได้โดยตรงนั่นเอง.</p><p>เพิ่มเติมข้อมูลได้ที่<br
/> farmdaily@dailynews.co.th<br
/> <img
class="alignnone size-full wp-image-19" title="dailynews" src="http://news.enterfarm.com/wp-content/uploads/2008/09/dailynews.gif" alt="dailynews เกษตรอินทรีย์ หนทางรอดของเกษตรกรยุคนี้" width="162" height="52" /></p><p><img
src="http://feeds.feedburner.com/~r/kasetnews/~4/HcnBDPHuZC8" alt=" เกษตรอินทรีย์ หนทางรอดของเกษตรกรยุคนี้" width="1" height="1" title="เกษตรอินทรีย์ หนทางรอดของเกษตรกรยุคนี้" /></p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/organic-farming/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> <item><title>ส่งออกผลไม้ไทยตีตลาดจีน</title><link>http://www.keajon.com/fruit-export/</link> <comments>http://www.keajon.com/fruit-export/#comments</comments> <pubDate>Tue, 22 Sep 2009 13:43:26 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[ข่าวการค้า-พาณิชย์]]></category> <category><![CDATA[เกษตรแก้จน]]></category> <category><![CDATA[การทำ]]></category> <category><![CDATA[การผลิต]]></category> <category><![CDATA[การพัฒนา]]></category> <category><![CDATA[การเกษตร]]></category> <category><![CDATA[ของไทย]]></category> <category><![CDATA[ขาย]]></category> <category><![CDATA[ข้าว]]></category> <category><![CDATA[คือ]]></category> <category><![CDATA[คุณภาพ]]></category> <category><![CDATA[จีน]]></category> <category><![CDATA[ชมพู่]]></category> <category><![CDATA[ช่องทาง]]></category> <category><![CDATA[ดอกไม้]]></category> <category><![CDATA[ต่างประเทศ]]></category> <category><![CDATA[ทอด]]></category> <category><![CDATA[ทุเรียน]]></category> <category><![CDATA[ทุเรียนทอดกรอบ]]></category> <category><![CDATA[น้ำ]]></category> <category><![CDATA[ประโยชน์]]></category> <category><![CDATA[ปลา]]></category> <category><![CDATA[ผลไม้]]></category> <category><![CDATA[ผลไม้แปรรูป]]></category> <category><![CDATA[ผัก]]></category> <category><![CDATA[มะพร้าว]]></category> <category><![CDATA[มะพร้าวน้ำหอม]]></category> <category><![CDATA[มะม่วง]]></category> <category><![CDATA[ยางพารา]]></category> <category><![CDATA[ลำไย]]></category> <category><![CDATA[ลำไยอบแห้ง]]></category> <category><![CDATA[ล้นตลาด]]></category> <category><![CDATA[หมา]]></category> <category><![CDATA[หอม]]></category> <category><![CDATA[อนามัย]]></category> <category><![CDATA[อาหาร]]></category> <category><![CDATA[เกษตร]]></category> <category><![CDATA[เส้นทาง]]></category> <category><![CDATA[เอกชน]]></category> <category><![CDATA[แก้ว]]></category> <category><![CDATA[ไทย]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=2496</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/fruit-export/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://www.dailynews.co.th/content/images/0909/22/page10/f2.jpg" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="ผลไม้" title="" /></a>ผลไม้เมืองร้อนไทย สยายปีกตีตลาดจีน สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญของไทย โดยมีมูลค่าส่งออกสูงถึง 200,000 ล้านบาทต่อปี และมีสินค้าส่งออกหลัก ได้แก่ ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ข้าว ผลไม้ สดแช่เย็น-แช่แข็งและแห้ง ปลาสดแช่เย็น-แช่แข็ง กุ้งสดแช่เย็น-แช่แข็ง ปลาหมึกสดแช่เย็น-แช่แข็ง กล้วยไม้ สัตว์น้ำ จำพวกครัสตาเซีย และตะพาบน้ำ เป็นต้น ขณะนี้ผลไม้ไทยกำลังได้รับความนิยมจากผู้บริโภคชาวจีนอย่างมาก ทำให้ไทยสามารถส่งออกผลไม้คุณภาพดีไปจีนได้ปีละกว่า 5,000 ล้านบาท และปีนี้คาดว่ามูลค่าส่งออกจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอีก เนื่องจากกระทรวง เกษตรฯ เร่งสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้า และความปลอดภัยทางอาหารให้กับผู้นำเข้า ซึ่งเป็นช่องทางที่จะช่วยขยายตลาดส่งออกผลไม้ไทยในจีนได้เพิ่มมากขึ้น นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ มอบหมายให้สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตร และอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ร่วมกับสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศประจำกรุงปักกิ่ง ภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการจัดโรดโชว์ ศักยภาพผลไม้เมืองร้อนของไทยได้แก่ ทุเรียน มังคุด ลำไย เงาะ ลองกอง ส้มโอ และ กล้วยไข่ ที่ตลาดขายส่งสินค้าเกษตรซินฟาตี้ ณ กรุงปักกิ่ง ภายใต้ [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p><img
src="http://www.dailynews.co.th/content/images/0909/22/page10/f2.jpg" alt="f2 ส่งออกผลไม้ไทยตีตลาดจีน"  title="ส่งออกผลไม้ไทยตีตลาดจีน" /><br
/> <em>ผลไม้เมืองร้อนไทย สยายปีกตีตลาดจีน</em></p><p>สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญของไทย โดยมีมูลค่าส่งออกสูงถึง 200,000 ล้านบาทต่อปี และมีสินค้าส่งออกหลัก ได้แก่ ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ข้าว ผลไม้ สดแช่เย็น-แช่แข็งและแห้ง ปลาสดแช่เย็น-แช่แข็ง กุ้งสดแช่เย็น-แช่แข็ง ปลาหมึกสดแช่เย็น-แช่แข็ง กล้วยไม้ สัตว์น้ำ จำพวกครัสตาเซีย และตะพาบน้ำ เป็นต้น ขณะนี้ผลไม้ไทยกำลังได้รับความนิยมจากผู้บริโภคชาวจีนอย่างมาก ทำให้ไทยสามารถส่งออกผลไม้คุณภาพดีไปจีนได้ปีละกว่า 5,000 ล้านบาท และปีนี้คาดว่ามูลค่าส่งออกจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอีก เนื่องจากกระทรวง เกษตรฯ เร่งสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้า และความปลอดภัยทางอาหารให้กับผู้นำเข้า ซึ่งเป็นช่องทางที่จะช่วยขยายตลาดส่งออกผลไม้ไทยในจีนได้เพิ่มมากขึ้น</p><p>นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ มอบหมายให้สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตร และอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ร่วมกับสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศประจำกรุงปักกิ่ง ภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการจัดโรดโชว์ ศักยภาพผลไม้เมืองร้อนของไทยได้แก่ ทุเรียน มังคุด ลำไย เงาะ ลองกอง ส้มโอ และ กล้วยไข่ ที่ตลาดขายส่งสินค้าเกษตรซินฟาตี้ ณ กรุงปักกิ่ง ภายใต้ ชื่อ ?ผลไม้มงคล สดจากไทยปลอดภัยได้มาตรฐานสากล?</p><p>การจัดโรดโชว์ครั้งนี้ ยังเป็นการเปิดเวทีให้ผู้ส่งออกผลไม้ของไทยได้พบปะกับผู้นำเข้าและลูกค้าชาวจีนที่มาซื้อผลไม้ ณ ตลาดผลไม้กรุงปักกิ่ง ซึ่งจะทำให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรให้ตรงตามความต้องการของตลาด ซึ่งผลการจัดงานปรากฏว่าได้รับความสนใจจากผู้นำเข้า ผู้ค้าส่ง-ค้าปลีก และผู้บริโภคชาวจีนเป็นจำนวนมาก</p><p>ปัจจุบันรัฐบาลจีนอนุญาตให้นำเข้าผลไม้ไทย จำนวน 23 ชนิด สำหรับผลไม้ที่ได้รับความนิยม ได้ แก่ ทุเรียน มังคุด ลำไย กล้วยไข่ ชมพู่ทับทิมจันทร์ มะม่วงน้ำดอกไม้ เงาะโรงเรียน ส้มโอ มะขามหวาน มะพร้าวน้ำหอม ส้ม เปลือกล่อน น้อยหน่า และแก้วมังกร นอกจากนั้นยังมีผลไม้แปรรูปหลายชนิดกำลังเป็นที่นิยมด้วย อาทิ ลำไยอบแห้ง ทุเรียนทอดกรอบ กล้วยอบกรอบ ขนุนและสับปะรดอบกรอบ เป็นต้น</p><p>ประเทศไทยได้เปิดช่องทางขนส่งสินค้าผลไม้ไปจีนเส้นทางใหม่ คือ เส้นทาง R9 จากจังหวัดมุกดาหารผ่านลาว เวียดนาม เข้าสู่ด่านโหย่อี้กว่าน เมืองผิงเสียง มณฑลกวางสีของจีน ระยะทางรวมประมาณ 1,200 กิโลเมตร ซึ่งการลำเลียงสินค้าไปยังปลายทางจะใช้ระยะเวลาสั้น ประมาณ 2-3 วัน ทำให้ชาวจีนที่อยู่ห่างไกลมีโอกาสบริโภคผลไม้ไทยที่ยังสด ใหม่ รสชาติดี และคงคุณค่าทางโภชนาการที่สมบูรณ์เหมือนกับสินค้าที่คน ไทยได้บริโภค อนาคตคาดว่าการเปิดเส้นทาง R9 จะช่วยให้ไทยสามารถกระจายสินค้า  ผลไม้และสินค้าเกษตรอื่น ๆ ไปจีนได้เพิ่มขึ้น 20-30% หรือประมาณ 1,000-1,500 ล้านบาท</p><p>นางสาวเมทนี สุคนธรักษ์ ผอ.สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวเพิ่มเติมว่า การเยือนจีนครั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงควบคุมคุณภาพและตรวจสอบกักกันโรค (AQSIQ) แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน  โดยฝ่ายไทยขอให้ AQSIQ มั่นใจในสินค้าเกษตรและอาหารจากไทยโดยเฉพาะผลไม้</p><p>นอกจากนั้น AQSIQ ยังได้เสนอ ให้มีการทำความร่วมมือในการขนส่งสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นอีก 1 เส้นทาง คือ เส้นทาง R3 ที่เชื่อมระหว่างจังหวัดเชียงรายไปยังมณฑลยูนนานของจีน ซึ่งการขนส่งสินค้าผ่านเส้นทางนี้ จะทำให้เกิดการค้าสินค้าผักและผลไม้ระหว่างกันเพิ่มมากขึ้นและทั้ง 2 ฝ่ายยังได้หารือถึงแนวทางการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช พร้อมพิจารณาความก้าวหน้าเรื่องคงค้างระหว่างกัน</p><p>หลังเปิดเขตเสรีทางการค้าหรือ เอฟทีเอ (FTA) ระหว่างไทย-จีน ที่มีการปรับ ลดภาษีนำเข้าตามข้อตกลงเหลือร้อยละ 0 ส่งผลให้มีการขยายการค้าสินค้าผักและผลไม้ เพิ่มขึ้น โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า และการเปิดใช้เส้นทาง R9 ขนส่งสินค้า ผลไม้ทางบกไปยังจีนจะเป็นช่องทางสำคัญที่ช่วยกระจายสินค้าผลไม้ไปจีนได้เพิ่มมากขึ้นและรวดเร็วด้วย โดยเฉพาะช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดกระจุกตัวมาก คาดว่าจะสามารถช่วยระบายสินค้าออกจากแหล่งผลิตและช่วยลดปัญหาสินค้าล้นตลาดได้</p><p><img
class="alignnone size-full wp-image-19" title="dailynews" src="http://news.enterfarm.com/wp-content/uploads/2008/09/dailynews.gif" alt="dailynews ส่งออกผลไม้ไทยตีตลาดจีน" width="162" height="52" /></p><p><img
src="http://feeds.feedburner.com/~r/kasetnews/~4/vam1Rs9_yHs" alt=" ส่งออกผลไม้ไทยตีตลาดจีน" width="1" height="1" title="ส่งออกผลไม้ไทยตีตลาดจีน" /></p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/fruit-export/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>1</slash:comments> </item> </channel> </rss>
