<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?> <rss
version="2.0"
xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
> <channel><title>แก้จนดอทคอม 108อาชีพเสริม &#187; การเกษตร</title> <atom:link href="http://www.keajon.com/tag/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" /><link>http://www.keajon.com</link> <description>108ธุรกิจส่วนตัว อาชีพเสริม อาชีพอิสระ ของคนทำมาหากิน</description> <lastBuildDate>Wed, 08 Feb 2012 20:04:39 +0000</lastBuildDate> <language>en</language> <sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod> <sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency> <generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator> <item><title>อยากเป็นนักเขียนแนวท่องเที่ยว การเกษตร และผลิตภัณฑ์สมุนไพร</title><link>http://www.keajon.com/want-to-columnist/</link> <comments>http://www.keajon.com/want-to-columnist/#comments</comments> <pubDate>Tue, 08 Jun 2010 18:55:23 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[จุดประกายอาชีพ]]></category> <category><![CDATA[ถาม-ตอบแก้จน]]></category> <category><![CDATA[การเกษตร]]></category> <category><![CDATA[ท่องเที่ยว]]></category> <category><![CDATA[ธรรมชาติ]]></category> <category><![CDATA[นักเขียน]]></category> <category><![CDATA[สมุนไพร]]></category> <category><![CDATA[อยากเป็นนักเขียน]]></category> <category><![CDATA[อาชีพนักเขียน]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=4205</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/want-to-columnist/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://www.bloggang.com/data/yokekung/picture/1220929640.jpg" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="ไดอารี่" title="นักเขียน" /></a>สวัสดีครับพี่แก้จน วันนี้ผมเพิ่งได้เข้าเวปแก้จนโดยไม่คาดฝัน แม้ผมจะทำงานประจำอยู่ แต่ก็มีความฝันที่อยากเป็นนักเขียนมานานแล้วเคยเขียน blog เล่นๆ แต่เป็นแค่เรื่องส่วนตัวที่ตนเองสนใจ ไม่ได้ทำแบบใช้เวลามากมายนัก เขียนแบบไร้จุดหมายไปเรื่อยๆ (แบบไดอารี่ประจำเดือน)จนมาเห็นในเวปของพี่ที่รับสมัครนักเขียนหน้าใหม่อยู่ ผมจึงอยากลองเพื่อฝึกฝีมือในการเขียนของตนดูบ้าง โดยมีหัวเรื่องหรือกรอบกำหนดผมไม่คิดค่าตัวนะครับ อยากได้ประสบการณ์เป็นหลักจริงๆ แต่ก็คงเป็นลักษณะ Part time คืออาจเป็นตอนเย็นของแต่ละวัน หลังทำงานประจำเสร็จแนวที่ผมสนใจคือแนวธรรมชาติ ทั้งท่องเที่ยว การเกษตร ต้นไม้ สมุนไพร ผมว่ามันก็นำมาทำเป็นอาชีพได้ดี (เพราะหลายคนที่ผมรู้จักก็ทำอยู่)ผมจึงขอส่งประวัติส่วนตัวคร่าวๆมาให้พี่พิจารณา หากผมสามารถช่วยได้จะทำเต็มความสามารถเลยครับวิสัน wisanaui@gmail.com ________________________________________________ สวัสดีครับ คุณวิสัน ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ นี่แสดงว่าเป็นคนค่อนข้างมีจินตนาการ จึงชอบขีดเขียน เพื่อแสดงออกถึงจินตนาการหากสนใจงานเขียนด้านเกษตรกรรม ธรรมชาติ และจำพวกผลิตภัณฑ์สมุนไพร คุณวิสันก็สามารถเผยแพร่งานเขียน หรือแม้แต่สินค้าของคุณวิสันผ่านทางแก้จนดอทคอมได้นะครับคุณเคยเขียนบล็อกไดอารี่มาแล้ว ก็คงจะสามารถหัดโพสต์ได้ไม่ยากเย็นอะไรครับในเร็ววันนี้ ทางแก้จนดอทคอมจะจัดทำระบบฟรีบล็อก ให้ทุกคนได้สามารถเขียนเรื่องราวการทำมาหากินของแต่ละคนได้ครับ อย่างไรเรียนเชิญคุณวิสัน บรรเลงได้นะครับ^^ ผมได้แนบคู่มือการโพสต์เว็บแก้จนดอทคอม มาด้วยครับ หากทำตามเทคนิค จะช่วยให้งานเขียนของคุณเองปรากฏในอันดับต้นๆบนผลการค้นหาของ google ด้วยครับเรื่องอาสามาขีดๆเขียนๆในแก้จนดอทคอม โดยไม่คิดค่าตัว ต้องขอขอบคุณมากนะครับแต่อย่างไรก็ดี เมื่อมีผลงานก็ควรมีสิ่งตอบแทนครับ ทางแก้จนดอทคอมมีค่าตอบแทนเป็นน้ำใจ สำหรับงานเขียนทุกๆงาน ที่ช่วยเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อมวลชน ต่อผู้อื่นครับ [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p><strong>สวัสดีครับพี่แก้จน</strong></p><p><img
class="alignnone" title="นักเขียน" src="http://www.bloggang.com/data/yokekung/picture/1220929640.jpg" alt="1220929640 อยากเป็นนักเขียนแนวท่องเที่ยว การเกษตร และผลิตภัณฑ์สมุนไพร" width="218" height="290" /></p><p>วันนี้ผมเพิ่งได้เข้าเวปแก้จนโดยไม่คาดฝัน แม้ผมจะทำงานประจำอยู่ แต่ก็มีความฝันที่อยากเป็นนักเขียนมานานแล้ว<br
/>เคยเขียน blog เล่นๆ แต่เป็นแค่เรื่องส่วนตัวที่ตนเองสนใจ ไม่ได้ทำแบบใช้เวลามากมายนัก เขียนแบบไร้จุดหมายไปเรื่อยๆ (แบบไดอารี่ประจำเดือน)<br
/>จนมาเห็นในเวปของพี่ที่รับสมัครนักเขียนหน้าใหม่อยู่ ผมจึงอยากลองเพื่อฝึกฝีมือในการเขียนของตนดูบ้าง โดยมีหัวเรื่องหรือกรอบกำหนด<br
/>ผมไม่คิดค่าตัวนะครับ อยากได้ประสบการณ์เป็นหลักจริงๆ แต่ก็คงเป็นลักษณะ Part time คืออาจเป็นตอนเย็นของแต่ละวัน หลังทำงานประจำเสร็จ<br
/>แนวที่ผมสนใจคือแนวธรรมชาติ ทั้งท่องเที่ยว การเกษตร ต้นไม้ สมุนไพร ผมว่ามันก็นำมาทำเป็นอาชีพได้ดี (เพราะหลายคนที่ผมรู้จักก็ทำอยู่)<br
/>ผมจึงขอส่งประวัติส่วนตัวคร่าวๆมาให้พี่พิจารณา หากผมสามารถช่วยได้จะทำเต็มความสามารถเลยครับ<br
/><br
/>วิสัน <br
/>wisanaui@gmail.com</p><p>________________________________________________</p><p><br
/><strong>สวัสดีครับ คุณวิสัน </strong><br
/> <br
/>ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ <br
/>นี่แสดงว่าเป็นคนค่อนข้างมีจินตนาการ จึงชอบขีดเขียน เพื่อแสดงออกถึงจินตนาการ<br
/>หากสนใจงานเขียนด้านเกษตรกรรม ธรรมชาติ และจำพวกผลิตภัณฑ์สมุนไพร คุณวิสันก็สามารถเผยแพร่งานเขียน หรือแม้แต่สินค้าของคุณวิสันผ่านทางแก้จนดอทคอมได้นะครับ<br
/>คุณเคยเขียนบล็อกไดอารี่มาแล้ว ก็คงจะสามารถหัดโพสต์ได้ไม่ยากเย็นอะไรครับ<br
/><br
/>ในเร็ววันนี้ ทางแก้จนดอทคอมจะจัดทำระบบฟรีบล็อก ให้ทุกคนได้สามารถเขียนเรื่องราวการ<a
href="http://www.keajon.com/faverite_program/"target="_self"title="หนทางทำมาหากิน" >ทำมาหากิน</a>ของแต่ละคนได้ครับ อย่างไรเรียนเชิญคุณวิสัน บรรเลงได้นะครับ^^<br
/> <br
/>ผมได้แนบคู่มือการโพสต์เว็บแก้จนดอทคอม มาด้วยครับ หากทำตามเทคนิค จะช่วยให้งานเขียนของคุณเองปรากฏในอันดับต้นๆบนผลการค้นหาของ google ด้วยครับ<br
/><br
/>เรื่องอาสามาขีดๆเขียนๆในแก้จนดอทคอม โดยไม่คิดค่าตัว ต้องขอขอบคุณมากนะครับ<br
/>แต่อย่างไรก็ดี เมื่อมีผลงานก็ควรมีสิ่งตอบแทนครับ ทางแก้จนดอทคอมมีค่าตอบแทนเป็นน้ำใจ สำหรับงานเขียนทุกๆงาน ที่ช่วยเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อมวลชน ต่อผู้อื่นครับ ถือว่า มีความรู้อันใดก็แจกจ่าย ให้ความรู้เป็นทานได้บุญด้วยครับ<br
/><br
/>ลองอ่านโพสต์ไกด์ที่แนบมาครับ<br
/><br
/>ด้วยความนับถือครับ<br
/>นายแก้จน<br
/>Admin@keajon.com</p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/want-to-columnist/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>1</slash:comments> </item> <item><title>ต้นกำเนิดไฮโดรโปนิกส์ ปลูกพืชผักในน้ำ ที่ทะเลสาบอินเล</title><link>http://www.keajon.com/original-hydroponics/</link> <comments>http://www.keajon.com/original-hydroponics/#comments</comments> <pubDate>Thu, 11 Mar 2010 22:17:22 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[เกษตรแก้จน]]></category> <category><![CDATA[การเกษตร]]></category> <category><![CDATA[ทะเลสาบอินเล]]></category> <category><![CDATA[รัฐฉาน]]></category> <category><![CDATA[ศักดา ศรีนิเวศน์]]></category> <category><![CDATA[สหภาพพม่า]]></category> <category><![CDATA[ไฮโดรโปนิกส์]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=3652</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/original-hydroponics/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://www.buffalobow.com/images/s71.jpg" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="" title="" /></a>บทความโดย อ.ศักดา ศรีนิเวศน์ ปัจจุบันการปลูกพืชแบบไม่ใช้ดินหรือที่เรียกว่า ?ไฮโดรโปนิกส์? (Hydroponics) กำลังเป็นที่นิยมแพร่หลายในบ้านเราและต่างประเทศทั่วโลก สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากกระแสความสนใจในสุขภาพของผู้คนมีมากขึ้นการปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์ คือ การปลูกพืชแบบไม่ใช้ดิน โดยทั่วไปมีอยู่ 2 แบบ คือ แบบการปลูกในน้ำ ซึ่งบริเวณรอบ ๆ รากของพืชมีของเหลวซึ่งประกอบไปด้วยธาตุอาหารที่จำเป็น ต่อการเจริญเติบโตของพืชที่ปลูก และ การปลูกในวัสดุแข็ง เช่น ทราย แกลบ พีช มอส ขุยมะพร้าว หรือหินภูเขาไฟ ซึ่งเป็นวัสดุที่ไม่ใช่ธาตุอาหารพืชแต่อย่างใด ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นที่ยึดเกาะ ของรากพืชที่ปลูกเท่านั้นเอง หลายท่านอาจคิดไปว่าการปลูกพืชในน้ำเป็นเรื่องการเกษตรที่ใช้ เทคโนโลยีชั้นสูง ที่มาจากเมืองฝรั่งมังค่า อันที่จริงแล้วคิดว่าหาเป็นเช่นนั้นไม่ วิธีการปลูกแบบนี้เชื่อ ว่าน่าจะได้แนวคิดมาจากการปลูกพืชในน้ำของชาวพม่าในทะเลสาบอินเล (Inlay Lake) ซึ่งที่นี่ปลูกพืช ในน้ำมานานนับร้อย ๆ ปีแล้วทะเลสาบอินเล เป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ทางตอนล่างของรัฐฉาน มีความ กว้างประมาณ 11.25 กิโลเมตร ยาวประมาณ 22.5 กิโลเมตร มีความเป็นธรรมชาติที่บริสุทธิ์และ สวยงามมาก หรือเป็นที่รู้จักกันในนามว่า [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p><strong>บทความโดย อ.ศักดา  ศรีนิเวศน์</strong></p><p>ปัจจุบันการปลูกพืชแบบไม่ใช้ดินหรือที่เรียกว่า ?ไฮโดรโปนิกส์? (Hydroponics)  กำลัง<br
/>เป็นที่นิยมแพร่หลายในบ้านเราและต่างประเทศทั่วโลก  สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากกระแสความสนใจใน<br
/>สุขภาพของผู้คนมีมากขึ้น<br
/><br
/><br
/><img
src="http://www.buffalobow.com/images/s71.jpg" border="0" alt="s71 ต้นกำเนิดไฮโดรโปนิกส์ ปลูกพืชผักในน้ำ ที่ทะเลสาบอินเล"  title="ต้นกำเนิดไฮโดรโปนิกส์ ปลูกพืชผักในน้ำ ที่ทะเลสาบอินเล" /><br
/><br
/><br
/>การปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์  คือ การปลูกพืชแบบไม่ใช้ดิน โดยทั่วไปมีอยู่ 2 แบบ คือ แบบการปลูกในน้ำ  ซึ่งบริเวณรอบ ๆ รากของพืชมีของเหลวซึ่งประกอบไปด้วยธาตุอาหารที่จำเป็น  ต่อการเจริญเติบโตของพืชที่ปลูก และ การปลูกในวัสดุแข็ง เช่น ทราย แกลบ พีช มอส  ขุยมะพร้าว หรือหินภูเขาไฟ ซึ่งเป็นวัสดุที่ไม่ใช่ธาตุอาหารพืชแต่อย่างใด  ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นที่ยึดเกาะ ของรากพืชที่ปลูกเท่านั้นเอง  หลายท่านอาจคิดไปว่าการปลูกพืชในน้ำเป็นเรื่องการเกษตรที่ใช้ เทคโนโลยีชั้นสูง  ที่มาจากเมืองฝรั่งมังค่า อันที่จริงแล้วคิดว่าหาเป็นเช่นนั้นไม่  วิธีการปลูกแบบนี้เชื่อ  ว่าน่าจะได้แนวคิดมาจากการปลูกพืชในน้ำของชาวพม่าในทะเลสาบอินเล (Inlay Lake)  ซึ่งที่นี่ปลูกพืช ในน้ำมานานนับร้อย ๆ ปีแล้ว<br
/><br
/><img
src="http://www.buffalobow.com/images/s75.jpg" border="0" alt="s75 ต้นกำเนิดไฮโดรโปนิกส์ ปลูกพืชผักในน้ำ ที่ทะเลสาบอินเล"  title="ต้นกำเนิดไฮโดรโปนิกส์ ปลูกพืชผักในน้ำ ที่ทะเลสาบอินเล" /><br
/><br
/>ทะเลสาบอินเล  เป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ทางตอนล่างของรัฐฉาน มีความ กว้างประมาณ 11.25  กิโลเมตร ยาวประมาณ 22.5 กิโลเมตร มีความเป็นธรรมชาติที่บริสุทธิ์และ สวยงามมาก  หรือเป็นที่รู้จักกันในนามว่า ?Small Mountain Sea? รัฐฉาน (Shaun State) หรือที่  คนไทยมักเรียกกันว่ารัฐไทยใหญ่ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของสหภาพพม่า  หรือสหภาพ เมียนม่า แต่ในที่นี้จะขอเรียกว่า ? พม่า? ตามแบบที่คนไทยเราเรียกกัน  ทิศเหนือของรัฐฉานติดกับ มณฑลสะกาย รัฐคะฉิ่น และประเทศจีน  ทิศตะวันออกติดกับสาธารณรัฐประชาชนลาว ทิศใต้ติดกับ ประเทศไทย รัฐคะยา  และรัฐกะเหรี่ยง ส่วนทิศตะวันตกติดกับมณฑลมัณฑะเลย์และสะกาย เป็น  รัฐที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และมีประชากรมากที่สุด  ภูมิประเทศเป็นทิวเขาสูงมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 60,155 ตารางไมล์  สภาพภูมิอากาศอยู่ในเขตร้อนชื้น โดยเดือนธันวาคมและมกราคมจะเป็นเดือนที่ หนาวที่สุด  อาณาเขตรัฐฉานนี้มีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 70 องศาฟาเรนไฮด์ (21 องศาเซลเซียส) ถึง  80 องศาฟาเรนไฮด์ (26 องศาเซลเซียส)<br
/><br
/><img
src="http://www.buffalobow.com/images/s711.jpg" border="0" alt="s711 ต้นกำเนิดไฮโดรโปนิกส์ ปลูกพืชผักในน้ำ ที่ทะเลสาบอินเล"  title="ต้นกำเนิดไฮโดรโปนิกส์ ปลูกพืชผักในน้ำ ที่ทะเลสาบอินเล" /><br
/><br
/>ในรัฐฉานแบ่งพื้นที่การปกครองเป็น  11 อำเภอ ได้แก่ ตองจี (Tuanggyi) ลอยลิ่ง (Loilem) ลาโซ (Lashio) มูแซ (Muse)  เจ้าก์แม (Kyaukme) กุนลง (Kunglong) เล่าก์ก่าย (Laukkai) ไจ้โตง หรือ เชียงตุง  (Kengtung) มายซัต (Mongsan) มาย-พยัต (Monghpyak) และตาซีและหรือท่าขี้เหล็ก  (Tachilek) ทั้งรัฐมี 54 ตำบล กับ 193 หมู่บ้าน โดยมีตองจีเป็นเมือง หลวงของรัฐ  ซึ่งเมืองตองจีนี้เป็นเมืองที่สวยงามและมีอากาศเย็นสบายดีตลอดปี หรือเรียกว่า  ?เมือง แห่งฤดูใบไม้ผลิตลอดกาล?  เมื่อขึ้นไปบนยอดเขาสูงกลางเมืองตองจีจะมองเห็นทะเลสาบอินเลสุดลูกหู ลูกตา  สวยงามมากจริง ๆ<br
/><br
/><img
src="http://www.buffalobow.com/images/s714.jpg" border="0" alt="s714 ต้นกำเนิดไฮโดรโปนิกส์ ปลูกพืชผักในน้ำ ที่ทะเลสาบอินเล"  title="ต้นกำเนิดไฮโดรโปนิกส์ ปลูกพืชผักในน้ำ ที่ทะเลสาบอินเล" /><br
/><br
/>มีประชากรประมาณมากกว่า  5.2 ล้านคน ความหนาแน่นของประชากร 34 คนต่อตาราง กิโลเมตร (ปี 2549)  ประชากรส่วนใหญ่เป็นไทยใหญ่ อาศัยอยู่ในที่ราบลุ่มน้ำ และตามหุบเขา  ทำให้การติดต่อสื่อสารค่อนข้างลำบาก นอกจากนี้ยังมีชนเผ่าดานุ (Danu) ต่องโย  (Taungyoe) อิ่งตา (Inn-thar/Inn-has) และชาวพม่า (Bamar)  อาศัยทางด้านตะวันตกส่วนปะหล่อง (Palaung) ลีซอ (Lisu/Lishaw) และกะฉิ่น (Kachin)  อาศัยทางด้านเหนือ ปะโอ (Pa-O) พบอาศัยแถวด้านใต้ ว้า ที่ เมืองโฮบัง  ด้านตะวันออกของแม่น้ำสาละวิน โกกั้งในเขตปกครองโกกั้ง และอีก้อกับมูเซออาศัยแถบ  เมืองเชียงตุง เอกลักษณ์ของชาวรัฐฉาน คือ ผ้าโพกหัวสำหรับหญิงชายที่ออกเรือนแล้ว  ประชากรส่วน ใหญ่พูดภาษาพม่าเป็นภากลาง  นับถือศาสนาพุทธและมีเพียงเล็กน้อยที่นับถือศาสนาคริสต์และฮินดู<br
/><br
/><img
src="http://www.buffalobow.com/images/s718.jpg" border="0" alt="s718 ต้นกำเนิดไฮโดรโปนิกส์ ปลูกพืชผักในน้ำ ที่ทะเลสาบอินเล"  title="ต้นกำเนิดไฮโดรโปนิกส์ ปลูกพืชผักในน้ำ ที่ทะเลสาบอินเล" /><br
/><br
/>พื้นที่รัฐฉานเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์  และยังมีพื้นที่ป่าสงวนอีกมากมายประมาณ 200,000 เอเคอร์  ในขณะที่พื้นที่เพาะปลูกมีมากเช่นกัน ประมาณ 1.5 ล้านเอเคอร์  แบ่งเป็นพื้นที่สำหรับปลูก ข้าวและพืชอื่น ๆ ประมาณ 500,000 เอเคอร์  โดยทำการเกษตรตามไหล่เขาประมาณ 200,000 เอเคอร์ และเป็นพื้นที่สำหรับการทำไร่ ทำสวน  อีกประมาณ 200,000 เอเคอร์ ทั้งนี้มีพื้นที่ เพาะปลูกที่อยู่ในเขตชลประทานเพียง  450,000 เอเคอร์ ผลผลิตที่สำคัญได้แก่ ข้าว ข้าวโพด ข้าวสาลี อ้อย ถั่ว ธัญพืช  หอมแดง กระเทียม งา ถั่วลิสง ทานตะวัน ใบชา ใบยาสูบ กาแฟ ผลไม้เมืองหนาว  และผักนานาชนิด รัฐฉานเป็นรัฐที่ได้ชื่อว่ามีการปลูกฝิ่นมากที่สุด  และเป็นต้นทางของยาเสพติด หลายชนิดรวมทั้งเฮโรอีน  ปัจจุบันจึงได้มีโครงการปลูกพืชเศรษฐกิจทดแทนการปลูกฝิ่น โดยได้รับ  การช่วยเหลือจากรัฐบาลจีน ในรูปแบบของเกษตรพันธสัญญา  ภายใต้กรอบปฏิบัติการความร่วมมือ อาเซียน-จีน ว่าด้วยยาอันตราย (ACCORD)  รวมถึงญี่ปุ่นและไทย ในการรับซื้อผลผลิตจากฝ่าย พม่า เช่น ถั่วเหลือง  และสาหร่ายบางชนิดที่นิยมนำไปทำเส้นหมี่ (Soba) เป็นต้น เมืองลางเคอ (Langkho)  เป็นเมืองผลิตใบยาสูบ และเส้นยาสูบชั้นเลิศ มีโรงงาน กระดาษ  โรงงานทอผ้าในแถบทะเลสาบอินเล (Inlay Lake) โรงงานผลิตใบชา ซึ่งชาวเขียวและส้มจาก  Aungban นับเป็นผลผลิตที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักของรัฐนี้  นอกจากนี้ยังมีอุตสาหกรรมขนาดย่อย อีกมากมาย  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมจากภาคเกษตร<br
/><br
/><img
src="http://www.buffalobow.com/images/s720.jpg" border="0" alt="s720 ต้นกำเนิดไฮโดรโปนิกส์ ปลูกพืชผักในน้ำ ที่ทะเลสาบอินเล"  title="ต้นกำเนิดไฮโดรโปนิกส์ ปลูกพืชผักในน้ำ ที่ทะเลสาบอินเล" /><br
/><br
/>จากท่าเรือชายฝั่งที่เมืองอินเล  ใช้เวลานั่งเรือหางยาวจนถึงบริเวณที่ปลูกพืชในน้ำประมาณ 1 ชั่วโมง  การเดินทางครั้งนี้ มีเจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานจากระทรวงเกษตรและชลประทานพม่า คุณ  พันธ์เทพ ญาณวุฒิ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เจริญโภคภัณฑ์ เมล็ดพันธุ์ ประเทศพม่า  และเกษตรอำเภอ ตองจี ร่วมเดินทางไปด้วย<br
/><br
/><br
/><img
src="http://www.buffalobow.com/images/s723.jpg" border="0" alt="s723 ต้นกำเนิดไฮโดรโปนิกส์ ปลูกพืชผักในน้ำ ที่ทะเลสาบอินเล"  title="ต้นกำเนิดไฮโดรโปนิกส์ ปลูกพืชผักในน้ำ ที่ทะเลสาบอินเล" /><br
/><br
/>ที่นี่เกษตรอำเภอเล่าว่า  เกษตรกรปลูกพืชในน้ำมาเป็นเวลานานนับร้อย ๆ ปี เพราะเคย สอบถามเกษตรที่มีอายุกว่า  80 ปี ว่าปลูกกันมาแต่เมื่อใด แกตอบว่าไม่ทราบรู้แต่เพียงว่ารุ่นพ่อของแก่  เกิดมาก็มีปลูกกันแล้ว เกษตรอำเภอได้เล่าให้ฟังว่า แพแปลงหญ้า  หรืออันที่จริงน่าจะเรียกว่า เกาะ ลอยน้ำ นี้ทำจากหญ้าไซ  ซึ่งก็เหมือนกับหญ้าไซบ้านเรานั่นแหละ ซึ่งเมื่อถูกบาดแล้วจะคันมาก เกิด  เป็นแผลหนองเป็นอาทิตย์  โดยเริ่มแรกเกษตรกรจะตัดแบ่งหญ้าไซที่ขึ้นหนาแน่นบริเวณชายฝั่ง ทะเลสาบ  ตัดให้เป็นแพ มีความกว้างขนาด 1 เมตร ยาวประมาณ 10 เมตร และจะตัดรากที่ยึดติด  กับดินออก จากนั้นจึงลากออกจากชายฝั่งไปในทะเลสาบห่างจากฝั่งพอประมาณ  โดยทั่วไปจะอยู่ที่ ระดับน้ำลึกประมาณ 4-6 เมตร (ทะเลสาบอินเลมีความลึกเฉลี่ยประมาณ  8 เมตร) จากนั้นจึงเอาไม้ไผ่ ลำยาว ๆ ปกั ทะลุแพหญ้าลงไปในพื้นดินก้นทะเลสาบ  อันนี้สำคัญมาก หากไม่ใช้ไม้ไผ่ปักยึดไว้ แพ หญ้านี้ก็จะลอยไป  จากนั้นเกษตรกรก็จะโกยดินเลนก้นทะเลสาบที่อุดมไปด้วยอินทรียวัตถุอันเกิดจาก  การย่อยสลายของพืชและสาหร่ายใต้น้ำขึ้นมาโปะลงปนแปลงหญ้า  แล้วก็ปล่อยให้หญ้าไซแตกต้นขึ้น ใหม่  จากนั้นก็จะโกยดินเลนก้นทะเลสาบขึ้นมาโปะใหม่อีก ทำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ  จนแพหญ้ามีขนาด ความหนาประมาณ 50 เซนติเมตร จึงเริ่มเพาะปลูกพืชได้<br
/><br
/><img
src="http://www.buffalobow.com/images/s726.jpg" border="0" alt="s726 ต้นกำเนิดไฮโดรโปนิกส์ ปลูกพืชผักในน้ำ ที่ทะเลสาบอินเล"  title="ต้นกำเนิดไฮโดรโปนิกส์ ปลูกพืชผักในน้ำ ที่ทะเลสาบอินเล" /><br
/><br
/>โดยทั่วไปพืชที่ปลูกเป็นหลักในทะเลสาบ  อินเลคือมะเขือเทศ ที่นี่จึงจัดว่าเป็นแหล่งปลูกมะเขือเทศที่ใหญ่ที่สุดในพม่า  สามารถผลิตมะเขือเทศ ได้ผลผลิตเฉลี่ยประมาณวันละ 50 ตัน การปลูก  เกษตรกรจะนำต้นกล้ามะเขือเทศที่เพาะไว้แล้วมาลง ปลูกในแปลงแพหญ้า โดยปลูกเป็นแถว 2  แถว บนแพหญ้า มีระยะห่างระหว่างแถวประมาณ 60 เซนติเมตร ระยะระหว่างต้นประมาณ 30  เซนติเมตร ดูแล้วค่อนข้างจะหนาแน่นมาก แล้วจึงทำไม้ค้ำ  ยันยาวเป็นตับเพื่อพยุงต้นไม่ให้ล้ม เมื่อต้นมะเขือเทศที่ปลูกอายุประมาณ 20-30 วัน  เกษตรกรก็จะทำ รุ่นหรือดายหญ้าไซที่แตกต้นใหม่ขึ้นมา  จากนั้นก็จะโกยดินเลนก้นทะเลสาบมากลบบริเวณโคนต้น  มะเขือเทศแล้วกลบทับด้วยต้นสาหร่าย และเมื่อมะเขือเทศใกล้ที่จะออกดอก  เกษตรกรก็จะโกยเอาดิน เลนมาใส่และปฏิบัติเหมือนเดิมอีก  แต่ก่อนที่จะเอาสาหร่ายทับเกษตรกรจะใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 ก่อน  เกษตรกรจะเก็บผลผลิตไปเรื่อย ๆ ไปจนหมด ซึ่งการปลูกแต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณ 4  เดือน หลังจากนั้นเกษตรกรก็จะถอนต้นเก่าออกไปทำลาย และพักแปลงแพหญ้าไว้ประมาณ 1  เดือน จึงเริ่ม ปลูกใหม่ โดยปฏิบัติเหมือนเช่นเดิม  แปลงแพหญ้านี้สามารถใช้ปลูกไปได้เรื่อย ๆ โดยที่ส่วนใหญ่แต่ ละแพจะมีอายุตั้งแต่  10-15 ปี หรือมากกว่าก็มี ซึ่งการที่จะทำให้แพปลูกมีอายุยาวนาน เกษตรกรก็  จะต้องไม่ทำให้ต้นหญ้าไซตาย ซึ่งอันที่จริงแล้วหญ้าไซเป็นหญ้าที่ทนทานมาก  ยากที่จะตาย หาก เกษตรกรไม่ใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช ดังนั้น  อย่าหวังว่าสารเคมีกำจัดวัชพืชจะขายให้เกษตรกรที่นี่ได้  เกษตรกรบางรายจะปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียนภายหลังจากปลูกมะเขือเทศเพื่อป้องกันปัญหาจากการ  ระบาดทำลายของโรคและแมลงศัตรูพืช การเก็บเกี่ยวผลผลิตนั้น  เกษตรกรสามารถที่จะขึ้นไปเดิน เก็บเกี่ยวผลผลิตได้  โดยแปลงแพปลูกนี้สามารถที่จะรับน้ำหนักเกษตรกรได้ถึง 2 คน  โดยไม่มีปัญหา<br
/><br
/><br
/>เมื่อมองลงไปในน้ำของทะเลสาบที่ใสแจ๋วจะมองเห็นรากของต้นมะเขือเทศยาวทะลุออกจาก  แปลงปลูกลงไปในน้ำยาวเป็นฟุต มีสีขาวสะอาดเหมือนเส้นหมี่ที่ลอยอยู่ในน้ำ  ดูน่ามหัศจรรย์ และ นี่เอง คือ ที่มาของแนวคิดการปลูกพืชในน้ำหรือไฮโดรโปนิกส์  เกษตรกรจะปลูกพืชได้เพียง 2 ครั้ง ใน 1 ปี เนื่องจากต้องใช้เวลาในการเตรียมแปลงมาก  สิ่งหนึ่งที่เกษตรกรชอบมากเป็นพิเศษ คือ ปลูก  แล้วไม่ต้องรดน้ำและไม่เคยประสบปัญหาในเรื่องฝนแล้ง และน้ำท่วมเลยแม้แต่ครั้งเดียว  ปัญหาที่จะ ทำให้เสียหายมากที่สุดคือ ลมพายุ เพราะลมจะหอบพาแปลงแพลอยน้ำไป  หรือทำให้พืชที่ปลูกล้มลง ไปในน้ำทั้งหมด รองลงมาก็คือปัญหาเรื่องโรคพืช  เนื่องจากมีการปลูกมะเขือเทศและพืชผักต่าง ๆ มา เป็นเวลานานร้อย ๆ ปี ดังนั้น  โรคที่พบส่วนใหญ่จะเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา เช่น โรคผลเน่าและโคน เน่า เป็นต้น  ส่วนปัญหาเรื่องแมลงศัตรูพืชไม่ค่อยจะรุนแรงมากนัก สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่เกษตรกร  ที่นี่ให้ความเชื่อถือมากที่สุด คือ  สารเคมีของประเทศไทย<br
/><br
/><br
/>สิ่งที่ดีและสะดวกอีกประการหนึ่งของ<br
/>เกษตรกรที่นี่  คือ ขณะเก็บเกี่ยวผลผลิต เกษตรกรจะพายเรือไปรอบ ๆ แปลง และเก็บผลผลิตใส่เรือ  แล้วจึงวิ่งตรงไปขายให้กับผู้รับซื้อที่ตลาดชายฝั่ง  ผลผลิตจะสวยงามไม่ช้ำจนถึงพ่อค้าที่รับซื้อ แต่พอ  ถึงพ่อค้าคนกลางที่รวบรวมผลผลิตแล้วส่งไปยังเมืองต่าง ๆ  ผลผลิตจะเสียหายไปเกือบครึ่ง สาเหตุ เป็นเพราะว่าถนนไม่ดีเอามาก ๆ  เกือบจะเรียกว่าเป็นทางเกวียนซะมากกว่า มีบริษัทแปรรูปอาหาร  กระป๋องรายหนึ่งของประเทศไทยไปตั้งโรงงงานที่ย่างกุ้งตั้งใจว่าจะทำมะเขือเทศกระป๋องขาย  แต่  ปรากฎว่าไปเจอกับปัญหาในเรื่องการขนส่งผลผลิตมะเขือเทศไปยังโรงงานเลยต้องเปลี่ยนไปผลิตปลา  กระป๋องแทน ก็รวยแบบไม่รู้เรื่องเพราะปลาที่พม่าเยอะมาก  ๆ<br
/><br
/>ปัจจุบันรัฐบาลพม่าได้ควบคุมไม่ให้เกษตรกรเพิ่มจำนวนแพปลูกพืชในน้ำ  เป็นเพราะว่าน้ำ ในทะเลสาบเริ่มมีคุณภาพไม่ดี  สิ่งแวดล้อมเริ่มจะเสียหายเนื่องจากเกษตรกรมีการใช้สารเคมีมากขึ้น นอกจากนั้น  เกษตรกรยังทิ้งผลผลิตที่เสียหรือไม่ได้ขนาดตามที่ตลาดต้องการลงในทะเลสาบลอยเป็น แพ  ประกอบกับทะเลสาบอินเลเป็นแหล่งน้ำจืดที่จำเป็นสำหรับอุปโภค  บริโภคของประชาชนในรัฐฉาน ตอนล่างเกือบครึ่งหนึ่ง  หากปล่อยให้เกษตรกรเพิ่มจำนวนแพปลูกให้มากขึ้นก็จะเกิดผลเสียหายอย่าง รุนแรงในอนาคต  สำหรับในบ้านเราเชื่อว่า มีแหล่งน้ำจืดหลายแห่งที่สามารถทำแพปลูกพืชได้อย่างเกษตรกร  ที่อินเล ลองทำดูซิครับ  คุณอาจรวยไม่รู้เรื่องก็ได้นะครับ<br
/><br
/>เอกสารประกอบ<br
/>1.  http//www.vcharharn/include/vcafe/showkraloo.phpMPid=5761&amp;page=1<br
/>2.  คู่มือการลงทุนในสหภาพพม่า มหาวิทยาลัยหอการค้า 2547<br
/><br
/></p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/original-hydroponics/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> <item><title>ฝึกวิชาชีพมากกว่า 100 อาชีพ ในงานเกษตรแฟร์ 2553</title><link>http://www.keajon.com/kaset-fair-training2010/</link> <comments>http://www.keajon.com/kaset-fair-training2010/#comments</comments> <pubDate>Thu, 21 Jan 2010 19:29:13 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[ข่าวฝึกอาชีพ]]></category> <category><![CDATA[108อาชีพ]]></category> <category><![CDATA[2553]]></category> <category><![CDATA[การเกษตร]]></category> <category><![CDATA[งานประดิษฐ์]]></category> <category><![CDATA[งานเกษตรแฟร์]]></category> <category><![CDATA[ทำอาหาร]]></category> <category><![CDATA[ฝึกอาชีพ]]></category> <category><![CDATA[ศูนย์ฝึกอาชีพ]]></category> <category><![CDATA[อาชีพ]]></category> <category><![CDATA[เกษตร]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=3233</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/kaset-fair-training2010/"><img
align="left" hspace="5" width="150" height="150" src="http://www.keajon.com/wp-content/plugins/thumbnail-for-excerpts/tfe_no_thumb.png" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="" title="" /></a>หลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น ?งานเกษตรแฟร์ประจำปี 2553ณ อาคารวิทยบริการ? มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์?????? ระหว่างวันที่ 29 มกราคม &#8211; ?6 กุมภาพันธ์ 2553 บูธที่ หลักสูตร วันที่อบรม ราคา วิทยากร หมายเหตุ F1 การทำกิมจิ 29 ม.ค.53 170 อ.มัณฑนา?ร่วมรักษ์ 3 รอบ/วัน ขนมอบชิฟฟอนมะพร้าวอ่อน 30 ม.ค.53 200 เห็ดปรุงรส 31 ม.ค.53 200 แหนมเห็ด+ข้าวทอด 1 ก.พ.53 200 ถั่วเคลือบ 2 ก.พ.53 170 ข้าวสาหร่าย? สไตล์ไทยใส่ผักดอง 3 ก.พ.53 200 เต้าฮวยฟรุตสลัด 4 ก.พ.53 170 ขนมอบ? ชิฟฟอนมะพร้าวอ่อน 5 ก.พ.53 [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<div><div>หลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น ?งานเกษตรแฟร์ประจำปี  2553<br
/>ณ อาคารวิทยบริการ?  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์?????? ระหว่างวันที่ 29 มกราคม &#8211; ?6 กุมภาพันธ์ 2553</div><div></div><table
border="1" cellspacing="0" cellpadding="0"><tbody><tr><td
width="24" bgcolor="#00cc00"><div><strong>บูธที่</strong></div></td><td
width="225" bgcolor="#00cc00"><div>หลักสูตร</div></td><td
width="138" bgcolor="#00cc00"><div>วันที่อบรม</div></td><td
width="40" bgcolor="#00cc00"><div>ราคา</div></td><td
width="120" bgcolor="#00cc00"><div>วิทยากร</div></td><td
width="63" bgcolor="#00cc00"><div>หมายเหตุ</div></td></tr><tr><td
bgcolor="#99ffff">F1</td><td
bgcolor="#99ffff">การทำกิมจิ</td><td
bgcolor="#99ffff">29 ม.ค.53</td><td
bgcolor="#99ffff">170</td><td
rowspan="2" bgcolor="#99ffff">อ.มัณฑนา?<br
/>ร่วมรักษ์</td><td
bgcolor="#99ffff">3 รอบ/วัน</td></tr><tr><td
bgcolor="#99ffff"><br
/></td><td
bgcolor="#99ffff">ขนมอบชิฟฟอนมะพร้าวอ่อน</td><td
bgcolor="#99ffff">30 ม.ค.53</td><td
bgcolor="#99ffff">200</td><td
bgcolor="#99ffff"><br
/></td></tr><tr><td
bgcolor="#99ffff"><br
/></td><td
bgcolor="#99ffff">เห็ดปรุงรส</td><td
bgcolor="#99ffff">31 ม.ค.53</td><td
bgcolor="#99ffff">200</td><td
bgcolor="#99ffff"><br
/></td><td
bgcolor="#99ffff"><br
/></td></tr><tr><td
bgcolor="#99ffff"><br
/></td><td
bgcolor="#99ffff">แหนมเห็ด+ข้าวทอด</td><td
bgcolor="#99ffff">1 ก.พ.53</td><td
bgcolor="#99ffff">200</td><td
bgcolor="#99ffff"><br
/></td><td
bgcolor="#99ffff"><br
/></td></tr><tr><td
bgcolor="#99ffff"><br
/></td><td
bgcolor="#99ffff">ถั่วเคลือบ</td><td
bgcolor="#99ffff">2 ก.พ.53</td><td
bgcolor="#99ffff">170</td><td
bgcolor="#99ffff"><br
/></td><td
bgcolor="#99ffff"><br
/></td></tr><tr><td
bgcolor="#99ffff"><br
/></td><td
bgcolor="#99ffff">ข้าวสาหร่าย?  สไตล์ไทยใส่ผักดอง</td><td
bgcolor="#99ffff">3 ก.พ.53</td><td
bgcolor="#99ffff">200</td><td
bgcolor="#99ffff"><br
/></td><td
bgcolor="#99ffff"><br
/></td></tr><tr><td
bgcolor="#99ffff"><br
/></td><td
bgcolor="#99ffff">เต้าฮวยฟรุตสลัด</td><td
bgcolor="#99ffff">4 ก.พ.53</td><td
bgcolor="#99ffff">170</td><td
bgcolor="#99ffff"><br
/></td><td
bgcolor="#99ffff"><br
/></td></tr><tr><td
bgcolor="#99ffff"><br
/></td><td
bgcolor="#99ffff">ขนมอบ? ชิฟฟอนมะพร้าวอ่อน</td><td
bgcolor="#99ffff">5 ก.พ.53</td><td
bgcolor="#99ffff">200</td><td
bgcolor="#99ffff"><br
/></td><td
bgcolor="#99ffff"><br
/></td></tr><tr><td
bgcolor="#99ffff"><br
/></td><td
bgcolor="#99ffff">ถั่วเคลือบ / การทำกิมจิ</td><td
bgcolor="#99ffff">6 ก.พ.53</td><td
bgcolor="#99ffff">170</td><td
bgcolor="#99ffff"><br
/></td><td
bgcolor="#99ffff"><br
/></td></tr><tr><td
bgcolor="#99ccff">F2</td><td
bgcolor="#99ccff">ปาท่องโก๋เกลียว</td><td
bgcolor="#99ccff">29 ม.ค.-6 ก.พ.53</td><td
bgcolor="#99ccff">150</td><td
rowspan="2" bgcolor="#99ccff">อ.ดวงจันทร์<br
/>เฮงสวัสดิ์</td><td
bgcolor="#99ccff">3 รอบ/วัน</td></tr><tr><td
bgcolor="#99ccff"><br
/></td><td
bgcolor="#99ccff">สังขยาใบเตย</td><td
bgcolor="#99ccff"><br
/></td><td
bgcolor="#99ccff">120</td><td
bgcolor="#99ccff"><br
/></td></tr><tr><td
bgcolor="#ccccff">F3</td><td
bgcolor="#ccccff">ขนมต้ม</td><td
bgcolor="#ccccff">29 ม.ค.53</td><td
bgcolor="#ccccff">100</td><td
rowspan="2" bgcolor="#ccccff">อ.วนิดา<br
/>บุญเหลือ</td><td
bgcolor="#ccccff">2 รอบ/วัน</td></tr><tr><td
bgcolor="#ccccff"><br
/></td><td
bgcolor="#ccccff">ปั้นสิบนึ่งไส้ปลา</td><td
bgcolor="#ccccff">30 ม.ค.53</td><td
bgcolor="#ccccff">120</td><td
bgcolor="#ccccff"><br
/></td></tr><tr><td
bgcolor="#ccccff"><br
/></td><td
bgcolor="#ccccff">กะหรี่พับไก่</td><td
bgcolor="#ccccff">31 ม.ค.53</td><td
bgcolor="#ccccff">120</td><td
bgcolor="#ccccff"><br
/></td><td
bgcolor="#ccccff"><br
/></td></tr><tr><td
bgcolor="#ccccff"><br
/></td><td
bgcolor="#ccccff">บัวลอยเผือก</td><td
bgcolor="#ccccff">1 ก.พ.53</td><td
bgcolor="#ccccff">100</td><td
bgcolor="#ccccff"><br
/></td><td
bgcolor="#ccccff"><br
/></td></tr><tr><td
bgcolor="#ccccff"><br
/></td><td
bgcolor="#ccccff">ขนมต้ม</td><td
bgcolor="#ccccff">2 ก.พ.53</td><td
bgcolor="#ccccff">100</td><td
bgcolor="#ccccff"><br
/></td><td
bgcolor="#ccccff"><br
/></td></tr><tr><td
bgcolor="#ccccff"><br
/></td><td
bgcolor="#ccccff">ปั้นสิบนึ่งไส้ปลา</td><td
bgcolor="#ccccff">3 ก.พ.53</td><td
bgcolor="#ccccff">120</td><td
bgcolor="#ccccff"><br
/></td><td
bgcolor="#ccccff"><br
/></td></tr><tr><td
bgcolor="#ccccff"><br
/></td><td
bgcolor="#ccccff">กะหรี่พัฟไก่</td><td
bgcolor="#ccccff">4 ก.พ.53</td><td
bgcolor="#ccccff">120</td><td
bgcolor="#ccccff"><br
/></td><td
bgcolor="#ccccff"><br
/></td></tr><tr><td
bgcolor="#ccccff"><br
/></td><td
bgcolor="#ccccff">บัวลอยเผือก</td><td
bgcolor="#ccccff">5 ก.พ.53</td><td
bgcolor="#ccccff">100</td><td
bgcolor="#ccccff"><br
/></td><td
bgcolor="#ccccff"><br
/></td></tr><tr><td
bgcolor="#ccccff"><br
/></td><td
bgcolor="#ccccff">วุ้นของขวัญ</td><td
bgcolor="#ccccff">6 ก.พ.53</td><td
bgcolor="#ccccff">120</td><td
bgcolor="#ccccff"><br
/></td><td
bgcolor="#ccccff"><br
/></td></tr><tr><td
bgcolor="#ffccff">F4</td><td
bgcolor="#ffccff">โรตีกรอบ</td><td
bgcolor="#ffccff">29 ม.ค.53</td><td
bgcolor="#ffccff">120</td><td
rowspan="3" bgcolor="#ffccff">อ.พงศ์อนันต์<br
/>ศิริแสงไพรวัลย์</td><td
bgcolor="#ffccff">2 รอบ/วัน</td></tr><tr><td
bgcolor="#ffccff"><br
/></td><td
bgcolor="#ffccff">สเต็กและสลัดSteak? and?  Salad</td><td
bgcolor="#ffccff">30 ม.ค.53</td><td
bgcolor="#ffccff">180</td><td
bgcolor="#ffccff"><br
/></td></tr><tr><td
bgcolor="#ffccff"><br
/></td><td
bgcolor="#ffccff">กล้วยแขก? มันทอด? ไข่นกกระทา</td><td
bgcolor="#ffccff">31 ม.ค.53</td><td
bgcolor="#ffccff">150</td><td
bgcolor="#ffccff"><br
/></td></tr><tr><td
bgcolor="#ffccff"><br
/></td><td
bgcolor="#ffccff">ปอเปี๊ยะทอด? ขนมปังหน้าหมู</td><td
bgcolor="#ffccff">1 ก.พ.53</td><td
bgcolor="#ffccff">180</td><td
bgcolor="#ffccff"><br
/></td><td
bgcolor="#ffccff"><br
/></td></tr><tr><td
bgcolor="#ffccff"><br
/></td><td
bgcolor="#ffccff">คัพเค้ก? คุกกี้คอนเฟรค</td><td
bgcolor="#ffccff">2 ก.พ.53</td><td
bgcolor="#ffccff">180</td><td
bgcolor="#ffccff"><br
/></td><td
bgcolor="#ffccff"><br
/></td></tr><tr><td
bgcolor="#ffccff"><br
/></td><td
bgcolor="#ffccff">หมูสะเต๊ะ</td><td
bgcolor="#ffccff">3 ก.พ.53</td><td
bgcolor="#ffccff">180</td><td
bgcolor="#ffccff"><br
/></td><td
bgcolor="#ffccff"><br
/></td></tr><tr><td
bgcolor="#ffccff"><br
/></td><td
bgcolor="#ffccff">บัตเตอร์เค้ก? บราวนี่</td><td
bgcolor="#ffccff">4 ก.พ.53</td><td
bgcolor="#ffccff">180</td><td
bgcolor="#ffccff"><br
/></td><td
bgcolor="#ffccff"><br
/></td></tr><tr><td
bgcolor="#ffccff"><br
/></td><td
bgcolor="#ffccff">เค้กกล้วยหอม?  คุกกี้ช๊อกโกแลตชิพ</td><td
bgcolor="#ffccff">5 ก.พ.53</td><td
bgcolor="#ffccff">180</td><td
bgcolor="#ffccff"><br
/></td><td
bgcolor="#ffccff"><br
/></td></tr><tr><td
bgcolor="#ffccff"><br
/></td><td
bgcolor="#ffccff">ขนมโตเกียว? ไส้สังขยา?  สังขยาชาเย็น</td><td
bgcolor="#ffccff">6 ก.พ.53</td><td
bgcolor="#ffccff">150</td><td
bgcolor="#ffccff"><br
/></td><td
bgcolor="#ffccff"><br
/></td></tr><tr><td
bgcolor="#ffffcc">F5</td><td
bgcolor="#ffffcc">ซุปข้น</td><td
bgcolor="#ffffcc">30 ม.ค.53</td><td
bgcolor="#ffffcc">120</td><td
bgcolor="#ffffcc">อ.จิตสุดา<br
/>ทองปาน</td><td
bgcolor="#ffffcc">3 รอบ/วัน</td></tr><tr><td
bgcolor="#ffffcc"><br
/></td><td
bgcolor="#ffffcc">แกะสลักผัก-ผลไม้</td><td
bgcolor="#ffffcc">1,3,5 ก.พ.53</td><td
bgcolor="#ffffcc">120</td><td
bgcolor="#ffffcc">อ.จิราธร<br
/>รุ่งธีรวัต</td><td
bgcolor="#ffffcc">3 รอบ/วัน</td></tr><tr><td
bgcolor="#ffffcc"><br
/></td><td
bgcolor="#ffffcc">แกะสลักสบู่เป็นดอกกุหลาบ</td><td
bgcolor="#ffffcc">29,31 ม.ค. 2,4,6 ก.พ.53</td><td
bgcolor="#ffffcc">120</td><td
bgcolor="#ffffcc"><br
/></td><td
bgcolor="#ffffcc"><br
/></td></tr><tr><td
bgcolor="#ffffff">F6</td><td
bgcolor="#ffffff">เพ้นท์แก้วเพ้นท์กระจก  ,สลักกระจก</td><td
bgcolor="#ffffff">29 ม.ค.- 6 ก.พ.53</td><td
bgcolor="#ffffff">150</td><td
bgcolor="#ffffff">อ.ธนวัฒน์<br
/>ถิ่นเดิม</td><td
bgcolor="#ffffff">3 รอบ/วัน</td></tr><tr><td
bgcolor="#ffffff">A1</td><td
bgcolor="#ffffff">วาดภาพสีน้ำ</td><td
bgcolor="#ffffff">29 ม.ค. ? 6 ก.พ. 53</td><td
bgcolor="#ffffff">100</td><td
bgcolor="#ffffff">ผศ.โกศล<br
/>พิณกุล</td><td
bgcolor="#ffffff">3 รอบ/วัน</td></tr><tr><td
bgcolor="#ffffff">A2</td><td
bgcolor="#ffffff">เพ้นท์เล็บ / โฟล์คอาร์ต</td><td
bgcolor="#ffffff">29 ม.ค. ? 6 ก.พ. 53</td><td
bgcolor="#ffffff">300</td><td
bgcolor="#ffffff">อ.จุฑารัตน์<br
/>ผูกพานิช</td><td
bgcolor="#ffffff">3 รอบ/วัน</td></tr><tr><td
bgcolor="#ffffff">A3</td><td
bgcolor="#ffffff">ต้นไม้มงคลจากลวดและหินมงคล</td><td
bgcolor="#ffffff">29 ม.ค. ? 6 ก.พ. 53</td><td
bgcolor="#ffffff">120</td><td
bgcolor="#ffffff">อ.สุทธิวรรณ<br
/>เวศวงศ์ษาทิพย์</td><td
bgcolor="#ffffff">3 รอบ/วัน</td></tr><tr><td
bgcolor="#ffcc99">A4</td><td
bgcolor="#ffcc99">งาน Quilt : กระเป๋าสตางค์ปิ๊กแป๊ก,  กระเป๋าใส่เครื่องเขียน เครื่องสำอาง, ซอใส่โทรศัพท์มือถือ , ที่เก็บกุญแจ(Key  Cover)</td><td
bgcolor="#ffcc99">29 ม.ค. ? 6 ก.พ. 53</td><td
bgcolor="#ffcc99">120</td><td
bgcolor="#ffcc99">อ.กฤษณา<br
/>แสงประไพทิพย์</td><td
bgcolor="#ffcc99">3 รอบ/วัน</td></tr><tr><td
bgcolor="#ffcc99"><br
/></td><td
bgcolor="#ffcc99">งานคริสตัล  สายคล้องโทรศัพท์มือถือแฟนซี</td><td
bgcolor="#ffcc99"><br
/></td><td
bgcolor="#ffcc99"><br
/></td><td
bgcolor="#ffcc99"><br
/></td><td
bgcolor="#ffcc99"><br
/></td></tr><tr><td
bgcolor="#ffcc99"><br
/></td><td
bgcolor="#ffcc99">เย็บตุ๊กตาผ้าฝ้าย ตุ๊กตาหมี  ,แมวน้ำ</td><td
bgcolor="#ffcc99"><br
/></td><td
bgcolor="#ffcc99"><br
/></td><td
bgcolor="#ffcc99"><br
/></td><td
bgcolor="#ffcc99"><br
/></td></tr><tr><td
bgcolor="#ffcc99"><br
/></td><td
bgcolor="#ffcc99">ปักเลื่อม-ปักไหม  กระเป๋าผ้าลดโลกร้อน</td><td
bgcolor="#ffcc99"><br
/></td><td
bgcolor="#ffcc99"><br
/></td><td
bgcolor="#ffcc99"><br
/></td><td
bgcolor="#ffcc99"><br
/></td></tr><tr><td
bgcolor="#ffccff">A5</td><td
bgcolor="#ffccff">การจัดสวนถาด, การทำพิมพ์ยาง,  การทำภาพนูนต่ำด้วยสีโป้วรถ</td><td
bgcolor="#ffccff">29-31 ม.ค.53</td><td
bgcolor="#ffccff">300</td><td
bgcolor="#ffccff">อ.อมฤต<br
/>อุ้ยนอก</td><td
bgcolor="#ffccff">3 รอบ/วัน</td></tr><tr><td
bgcolor="#ffccff"><br
/></td><td
bgcolor="#ffccff">เคลือบกรอบรูปวิทยาศาสตร์ , จัดสวนถาด  ภาพนูนต่ำด้วยสีโป้วรถ</td><td
bgcolor="#ffccff">1 ก.พ.53</td><td
bgcolor="#ffccff">300</td><td
bgcolor="#ffccff"><br
/></td><td
bgcolor="#ffccff"><br
/></td></tr><tr><td
bgcolor="#ffccff"><br
/></td><td
bgcolor="#ffccff">เคลือบกรอบรูปวิทยาศาสตร์, การทำพิมพ์ยาง  การทำภาพนูนต่ำด้วยสีโป้วรถ</td><td
bgcolor="#ffccff">2 ก.พ.53</td><td
bgcolor="#ffccff">300</td><td
bgcolor="#ffccff"><br
/></td><td
bgcolor="#ffccff"><br
/></td></tr><tr><td
bgcolor="#ffccff"><br
/></td><td
bgcolor="#ffccff">เคลือบกรอบรูปวิทยาศาสตร์, จัดสวนถาด  การทำภาพนูนต่ำด้วยสีโป้วรถ</td><td
bgcolor="#ffccff">3 &#8211; 6 ก.พ.53</td><td
bgcolor="#ffccff">300</td><td
bgcolor="#ffccff"><br
/></td><td
bgcolor="#ffccff"><br
/></td></tr><tr><td
bgcolor="#99ffff">A6</td><td
bgcolor="#99ffff">กล้วยไม้แคทลียาเล็ก ,กล้วยไม้รองเท้านารี  บอนไซทับทิม,? บอนไซซากุระ ,ดอกบัวหลวง,ดอกชบา ?ดอกพิทูเนีย ,  กล้วยไม้เอื้องสาย,เดฟกระเป๋า</td><td
bgcolor="#99ffff">29 ม.ค.- 6 ก.พ.53</td><td
bgcolor="#99ffff">150</td><td
bgcolor="#99ffff">อ.กาญจนาพร<br
/>ติณภพ</td><td
bgcolor="#99ffff">3 รอบ/วัน</td></tr><tr><td
bgcolor="#99ffff">A7</td><td
bgcolor="#99ffff">ช่อบูเก้ดอกไม้</td><td
bgcolor="#99ffff">29 ม.ค.-31 ม.ค.53</td><td
bgcolor="#99ffff">160</td><td
bgcolor="#99ffff">อ.นันทวรรณ<br
/>ชุ่มเกษร</td><td
bgcolor="#99ffff">3 รอบ/วัน</td></tr><tr><td
bgcolor="#99ffff"><br
/></td><td
bgcolor="#99ffff">กรอบรูปดอกไม้แห้ง 3 มิติ</td><td
bgcolor="#99ffff">1 &#8211; 6 ก.พ. 53</td><td
bgcolor="#99ffff">160</td><td
bgcolor="#99ffff"><br
/></td><td
bgcolor="#99ffff"><br
/></td></tr><tr><td
bgcolor="#99ffff"><br
/></td><td
bgcolor="#99ffff">เทียนหอม เทียนแฟนซี</td><td
bgcolor="#99ffff">29 ม.ค.- 6 ก.พ.53</td><td
bgcolor="#99ffff">160</td><td
bgcolor="#99ffff"><br
/></td><td
bgcolor="#99ffff"><br
/></td></tr><tr><td
bgcolor="#ffcccc">A8</td><td
bgcolor="#ffcccc">เสื้อยืดเพ้นท์ลาย , เพ้นท์ผ้าไหมลายทอง,  เพ้นท์ผ้าพันคอ, เพ้นท์ปลอกหมอนแทนใจ</td><td
bgcolor="#ffcccc">29 ม.ค.- 6 ก.พ.53</td><td
bgcolor="#ffcccc">170</td><td
bgcolor="#ffcccc">อ.นิตยา<br
/>ป้องกันภัย</td><td
bgcolor="#ffcccc">2 รอบ/วัน</td></tr><tr><td
bgcolor="#ffcccc">A9</td><td
bgcolor="#ffcccc">เปเปอร์มาเช่  (สร้างแม่พิมพ์แบบพื้นฐาน)</td><td
bgcolor="#ffcccc">29 ? 31 ม.ค.53</td><td
bgcolor="#ffcccc">150</td><td
bgcolor="#ffcccc">อ.พงษ์เดช<br
/>ชาตาคม</td><td
bgcolor="#ffcccc">3 รอบ/วัน</td></tr><tr><td
bgcolor="#ffcccc"><br
/></td><td
bgcolor="#ffcccc">ปั้นเยื่อกระดาษติดชิ้นงานเปเปอร์</td><td
bgcolor="#ffcccc">1 ? 3 ก.พ.53</td><td
bgcolor="#ffcccc">150</td><td
bgcolor="#ffcccc"><br
/></td><td
bgcolor="#ffcccc"><br
/></td></tr><tr><td
bgcolor="#ffcccc"><br
/></td><td
bgcolor="#ffcccc">ประกอบงานกระจกด้วยเปเปอร์</td><td
bgcolor="#ffcccc">4 ? 6 ก.พ.53</td><td
bgcolor="#ffcccc">150</td><td
bgcolor="#ffcccc"><br
/></td><td
bgcolor="#ffcccc"><br
/></td></tr><tr><td
bgcolor="#ffcccc">A10</td><td
bgcolor="#ffcccc">ลูกหอมสมุนไพร</td><td
bgcolor="#ffcccc">29 ม.ค.- 6 ก.พ.53</td><td
bgcolor="#ffcccc">150</td><td
bgcolor="#ffcccc">อ.สุธีรา<br
/>สำราญ</td><td
bgcolor="#ffcccc">2 รอบ/วัน</td></tr><tr><td
bgcolor="#ffcccc"><br
/></td><td
bgcolor="#ffcccc">ดอกไม้สดอบแห้ง</td><td
bgcolor="#ffcccc"><br
/></td><td
bgcolor="#ffcccc">180</td><td
bgcolor="#ffcccc"><br
/></td><td
bgcolor="#ffcccc"><br
/></td></tr><tr><td
bgcolor="#ffcccc"><br
/></td><td
bgcolor="#ffcccc">ตระกร้าแฟนซี</td><td
bgcolor="#ffcccc"><br
/></td><td
bgcolor="#ffcccc">170</td><td
bgcolor="#ffcccc">อ.อินทราภรณ์<br
/>พร้อมเทพ</td><td
bgcolor="#ffcccc"><br
/></td></tr><tr><td
bgcolor="#ffffcc">A11</td><td
bgcolor="#ffffcc">วาดภาพเทคนิคปาดสีชอล์คน้ำมัน  วาดภาพเทคนิคสีไม้ระบายน้ำ</td><td
bgcolor="#ffffcc">29 ม.ค.- 6 ก.พ.53</td><td
bgcolor="#ffffcc">140</td><td
bgcolor="#ffffcc">อ.สุริยา<br
/>พึ่งจันทร์</td><td
bgcolor="#ffffcc">3 รอบ/วัน</td></tr><tr><td
bgcolor="#ffffcc">A12</td><td
bgcolor="#ffffcc">ซาลาเปา</td><td
bgcolor="#ffffcc">29 ม.ค. ? 6 ก.พ.53</td><td
bgcolor="#ffffcc">120</td><td
bgcolor="#ffffcc">อ.โชคชัย<br
/>โรจนาพันธุ์พัฒน์</td><td
bgcolor="#ffffcc">2 รอบ/วัน</td></tr><tr><td
bgcolor="#ffffcc">A13</td><td
bgcolor="#ffffcc">ปั้นตุ๊กตาเด็กไทย ,  ปั้นตุ๊กตาการ์ตูน</td><td
bgcolor="#ffffcc">29 ม.ค.- 6 ก.พ.53</td><td
bgcolor="#ffffcc">120</td><td
bgcolor="#ffffcc">อ.ภาษิณี<br
/>โกศลสิทธิ์</td><td
bgcolor="#ffffcc">3 รอบ /วัน</td></tr><tr><td
bgcolor="#ffffcc">A14</td><td
bgcolor="#ffffcc">การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ</td><td
bgcolor="#ffffcc">29 ม.ค.- 6 ก.พ.53</td><td
bgcolor="#ffffcc">50</td><td
bgcolor="#ffffcc">รศ.เจริญ<br
/>กระบวนรัตน์</td><td
bgcolor="#ffffcc">3 รอบ/วัน</td></tr><tr><td
bgcolor="#ffffcc">A15</td><td
bgcolor="#ffffcc">สบายๆ สไตล์อินเดีย , หน้าใสคลายเคลียด  กายภาพบำบัด , นวดฝ่าเท้า</td><td
bgcolor="#ffffcc">29 ม.ค.- 6 ก.พ.53</td><td
bgcolor="#ffffcc">89</td><td
bgcolor="#ffffcc">น.ส.อมรรัตน์<br
/>เหมทานนท์</td><td
bgcolor="#ffffcc">3 รอบ/วัน</td></tr><tr><td
bgcolor="#66ccff">A16</td><td
bgcolor="#66ccff">การจัดสวนในภาชนะ</td><td
bgcolor="#66ccff">29?31ม.ค.,2,4,6 ก.พ.53</td><td
bgcolor="#66ccff">250</td><td
bgcolor="#66ccff">อ.กรณิศ<br
/>รีวะพฤกษ์</td><td
bgcolor="#66ccff">3 รอบ/วัน</td></tr><tr><td
bgcolor="#66ccff"><br
/></td><td
bgcolor="#66ccff">การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินแบบเศรษฐกิจพอเพียง</td><td
bgcolor="#66ccff">29?31ม.ค.,2,4,6 ก.พ.53</td><td
bgcolor="#66ccff">100</td><td
bgcolor="#66ccff">อ.นิ่มนวล<br
/>วาศนา</td><td
bgcolor="#66ccff"><br
/></td></tr><tr><td
bgcolor="#66ccff"><br
/></td><td
bgcolor="#66ccff">ดิน-ปุ๋ย-น้ำ?  เพื่อการเกษตรแบบพอเพียง</td><td
bgcolor="#66ccff">1,3,5 ก.พ.53</td><td
bgcolor="#66ccff">100</td><td
bgcolor="#66ccff">ดร.ชรินทร<br
/>เดชดำรงค์ปรีชา</td><td
bgcolor="#66ccff"><br
/></td></tr><tr><td
bgcolor="#66ccff"><br
/></td><td
bgcolor="#66ccff">การเพาะถั่วงอกโดยเทคโนโลยี  พลิก-เท</td><td
bgcolor="#66ccff">30 ม.ค., 1,3,5 ก.พ.53</td><td
bgcolor="#66ccff">120</td><td
bgcolor="#66ccff">อ.ชนัดฎา<br
/>วงศ์วิเชียร</td><td
bgcolor="#66ccff"><br
/></td></tr></tbody></table></div><p>หมายเหตุ :</p><table
width="100%"><tbody><tr><td><div>2 รอบ / วัน คือ รอบที่ 1: 10.00 ? 13.00 น.  และ รอบที่ 2 : 14.00 ? 17.00 น.</div></td></tr><tr><td>3 รอบ / วัน คือ รอบที่ 1: 10.00?12.00 น. รอบที่ 2 :  13.00?15.00 น.และ รอบที่ 3 : 16.00?18.00 น.</td></tr></tbody></table><p><strong> รับสมัครรอบละ 10? คนเท่านั้น?? สมัครวันต่อวัน  ภายในงานเกษตรแฟร์? <br
/>วันที่ 29 มกราคม </strong><strong>? 6 กุมภาพันธ์  2553<br
/><br
/></strong></p><div><strong>ตารางการสาธิตวิชาชีพบนเวทีวิชาการ </strong><p><strong>วันที่ 29 มกราคม &#8211; 6 กุมภาพันธ์ 2553 </strong><br
/>&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.<br
/><br
/><br
/></p></div><table
border="1" width="97%"><tbody><tr><td
bgcolor="#6699ff"><div>วันที่</div></td><td
bgcolor="#6699ff"><div>10.00 ? 12.30</div></td><td
bgcolor="#6699ff"><div>12.30 ? 14.00</div></td><td
bgcolor="#6699ff"><div>14.00 ? 15.30</div></td><td
bgcolor="#6699ff"><div>15.30 ? 17.00</div></td></tr><tr><td
bgcolor="#6699ff">ศุกร์<br
/>29 ม.ค.53</td><td
bgcolor="#66ffff"><div>ถั่วงอกอนามัย เพื่อสุขภาพ <br
/>รศ.มนตรี  ค้ำชู</div></td><td
bgcolor="#66ffff"><div>น้ำนมถั่วเหลือง<br
/>อ.สมจิต อ่อนเหม/อ.วาสนา  นาราศรี</div></td><td
bgcolor="#66ffff"><div>บัตเตอร์เค้ก  และโดนัท<br
/>สถาบันค้นคว้าและพัฒนาฯ</div></td><td
bgcolor="#66ffff"><div>ไข่ตุ๋นญี่ปุ่น<br
/>อ.ปราณี สมบัติศิริ</div></td></tr><tr><td
bgcolor="#6699ff">เสาร์ 30<br
/>ม.ค.53</td><td
bgcolor="#99ccff"><div>เพิ่มผลผลิตพืชด้วยมูลสัตว์<br
/>อ.สุกัญญา  จัตตุพรพงษ์</div></td><td
bgcolor="#99ccff"><div>สังขยาใบเตย<br
/>อ.ดวงจันทร์ เฮงสวัสดิ์ /  บัวไข พรหมพินิจ</div></td><td
bgcolor="#99ccff"><div>ซาลาเปาไส้ปลา <br
/>คณะประมง</div></td><td
bgcolor="#99ccff"><div>น้ำยาเห็ด<br
/>อ.มัณฑนา ร่วมรักษ์</div></td></tr><tr><td
bgcolor="#6699ff">อาทิตย์ 31<br
/>ม.ค.53</td><td
bgcolor="#ffcc00"><div>น้ำยาล้างจาน / น้ำยาถูพื้น<br
/>ดร.ณกัญภัทร  จินดา</div></td><td
bgcolor="#ffcc00"><div>น้ำนมข้าวโพด<br
/>อ.ช่อลัดดา  เที่ยงพุก/<br
/>อัญชนา กำลังหาญ</div></td><td
bgcolor="#ffcc00"><div>มาม่อนเค้ก<br
/>อ.โชคชัย โรจนาพันธุ์พัฒน์</div></td><td
bgcolor="#ffcc00"><div>แต่งแต้มสีน้ำ<br
/>อ.โกศล พิณกุล</div></td></tr><tr><td
bgcolor="#6699ff">จันทร์ 1<br
/>ก.พ.53</td><td
rowspan="5" bgcolor="#ffffcc"><div>ถั่วงอกอนามัย<br
/>เพื่อสุขภาพ <br
/>รศ.มนตรี  ค้ำชู</div></td><td
bgcolor="#ffffcc"><div>ผัดไทจากน้ำปรุงรส อ.เย็นใจ  ฐิตะฐาน/<br
/>อ.อุไร เผ่าสังข์ทอง</div></td><td
bgcolor="#ffffcc"><div>น้ำยำมหัศจรรย์ <br
/>อ.มัณฑนา ร่วมรักษ์</div></td><td
bgcolor="#ffffcc"><div>จัดสวนถาด <br
/>อ.อมฤต อุ้ยนอก</div></td></tr><tr><td
bgcolor="#6699ff">อังคาร 2 <br
/>ก.พ.53</td><td
bgcolor="#ffccff"><div>แยมผลไม้<br
/>อ.ช่อลัดดา  เที่ยงพุก/<br
/>อัญชนา กำลังหาญ</div></td><td
bgcolor="#ffccff"><div>ข้าวเกรียบปลาแฟนซี<br
/>คณะประมง</div></td><td
bgcolor="#ffccff"><div>พืชไร้ดิน<br
/>อ.นิ่มนวล วาศนา</div></td></tr><tr><td
bgcolor="#6699ff">พุธ 3 <br
/>ก.พ.53</td><td
bgcolor="#33cc00"><div>เฉาก๊วย<br
/>อ.อุไร เผ่าสังข์ทอง/<br
/>อัญชนา  กำลังหาญ</div></td><td
bgcolor="#33cc00"><div>ซาลาเปา  และบราวนี่<br
/>สถาบันค้นคว้าและพัฒนาฯ</div></td><td
bgcolor="#33cc00"><div>ปั้นดอกไม้จากดินไทย<br
/>อ.กาญจนาพร ติณภพ</div></td></tr><tr><td
bgcolor="#6699ff">พฤหัสฯ 4 <br
/>ก.พ.53</td><td
bgcolor="#ff9966"><div>ข้าวปั้นญี่ปุ่น อ.วาสนา  นาราศรี/<br
/>อ.วนิดา เทวารุทธิ์</div></td><td
bgcolor="#ff9966"><div>ทาโกะยากิ<br
/>อ.วาสนา นาราศรี/<br
/>อ.วนิดา  เทวารุทธิ์</div></td><td
bgcolor="#ff9966"><div>การขยายพันธุ์พืช<br
/>อ.กรณิศ ชีวะพฤกษ์</div></td></tr><tr><td
bgcolor="#6699ff">ศุกร์ 5<br
/>ก.พ.53</td><td
bgcolor="#66ffff"><div>ปั้นขลิบ<br
/>อ.อุสา ภูคัสมาศ/<br
/>สมนึก  ศรีทรงยศ</div></td><td
bgcolor="#66ffff"><div>เต้าฮวยฟรุตสลัด<br
/>อ.สมจิต  อ่อนเหม/<br
/>อ.วาสนา นาราศรี</div></td><td
bgcolor="#66ffff"><div>ยางยืด พิชิตโรค<br
/>อ.เจริญ กระบวนรัตน์</div></td></tr><tr><td
bgcolor="#6699ff">เสาร์ 6<br
/>ก.พ.53</td><td
bgcolor="#99ccff"><div>สบู่เหลว / น้ำยาซักผ้า<br
/>ดร.ณกัญภัทร  จินดา</div></td><td
bgcolor="#99ccff"><div>นักเก็ตปลาส้ม<br
/>อ.ประมวล  ทรายทอง/<br
/>วรนุช เผือกคล้าย</div></td><td
bgcolor="#99ccff"><div>พิซซ่าญี่ปุ่น<br
/>อ.เสาวลักษณ์ องค์โรจนกุล</div></td><td
bgcolor="#99ccff"><div>เพิ่มผลผลิตพืชด้วยมูลสัตว์<br
/>อ.สุกัญญา  จัตตุพรพงษ์</div></td></tr></tbody></table><p><strong>รายการพิเศษ</strong> <br
/>วันอาทิตย์ที่  31 มกราคม 2553 เวลา 17.00 ? 18.30 น. น้ำหมักชีวภาพและปุ๋ยมูลไส้เดือน <br
/>โดย อ.วนิดา สืบสายพรหม <br
/>วันพฤหัสบดี ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2553?? เวลา 17.00 ?  18.30 น. อโรม่า? โดย อ.จิรปาณัสม์? เชาวรียวงษ์</p><h1>จำหน่ายสื่อวิดีโอซีดี ลด 20 %</h1><p>ระหว่างวันที่ 29 มกราคม &#8211; ?6 กุมภาพันธ์ 2553 <br
/>ณ อาคารวิทยบริการ? มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์</p><p>นอกจากนี้ ท่านสามารถเข้ามารับชมวิดีโอซีดีได้ ในบูธ  ที่ให้บริการ ฟรี ฟรี เลือกชมได้ตามความต้องการ หากสนใจจริง ๆ  ก็ซื้อกลับไปดูที่บ้าน ตามสะดวกกันเลยทีเดียว</p><p>ตัวอย่างวิดีโอซีดี<br
/><br
/><br
/></p><p>&nbsp;</p><p>ข้อมูลเพิ่มเติม : http://www.eto.ku.ac.th/kufair2553/train53.html</p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/kaset-fair-training2010/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>1</slash:comments> </item> <item><title>เครื่องสกัดน้ำผลไม้ วว. เพิ่มมูลค่าผลิตผลทางการเกษตร</title><link>http://www.keajon.com/separator-juice/</link> <comments>http://www.keajon.com/separator-juice/#comments</comments> <pubDate>Tue, 24 Nov 2009 14:22:34 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[นวตกรรมสำหรับอาชีพ]]></category> <category><![CDATA[เกษตรแก้จน]]></category> <category><![CDATA[2552]]></category> <category><![CDATA[ACE]]></category> <category><![CDATA[การผลิต]]></category> <category><![CDATA[การพัฒนา]]></category> <category><![CDATA[การเกษตร]]></category> <category><![CDATA[ข่าว]]></category> <category><![CDATA[จำหน่าย]]></category> <category><![CDATA[ชุมชน]]></category> <category><![CDATA[ตุลาคม]]></category> <category><![CDATA[ต่างประเทศ]]></category> <category><![CDATA[ทอด]]></category> <category><![CDATA[ทางการเกษตร]]></category> <category><![CDATA[ทำความสะอาด]]></category> <category><![CDATA[นวตกรรม]]></category> <category><![CDATA[น้ำ]]></category> <category><![CDATA[น้ำผลไม้]]></category> <category><![CDATA[บรรจุภัณฑ์]]></category> <category><![CDATA[ปอก]]></category> <category><![CDATA[ผลิตผล]]></category> <category><![CDATA[ผลไม้]]></category> <category><![CDATA[มะม่วง]]></category> <category><![CDATA[ลำไย]]></category> <category><![CDATA[ล้นตลาด]]></category> <category><![CDATA[วว.]]></category> <category><![CDATA[วัตถุดิบ]]></category> <category><![CDATA[วิชา]]></category> <category><![CDATA[วิทยาศาสตร์]]></category> <category><![CDATA[วิสาหกิจชุมชน]]></category> <category><![CDATA[ศาสตร์]]></category> <category><![CDATA[หมา]]></category> <category><![CDATA[อาหาร]]></category> <category><![CDATA[เกษตร]]></category> <category><![CDATA[เครื่องสกัดน้ำผลไม้]]></category> <category><![CDATA[เครื่องแยกกาก]]></category> <category><![CDATA[เพิ่มมูลค่า]]></category> <category><![CDATA[เอกชน]]></category> <category><![CDATA[แม่บ้าน]]></category> <category><![CDATA[ไทย]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=2951</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/separator-juice/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="" title="" /></a>&#160; นักวิจัย วว. พัฒนาเครื่องสกัดน้ำผลไม้แยกกากประสิทธิภาพเยี่ยม ทัดเทียมของนอก มุ่งส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนเพิ่มมูลค่าผลิตผลทางการเกษตร ลดปัญหาผลไม้ล้นตลาด คาดอีก 6 เดือน ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เอกชนผลิตเชิงพาณิชน์ ลดการนำเข้าเครื่องจักรต่างประเทศ คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น นายสัมพันธ์ ศรีสุริยวงษ์ กับเครื่องสกัดน้ำผลไม้ที่พัฒนาขึ้น เครื่องสกัดน้ำผลไม้ พัฒนาโดยนักวิจัย วว. เหมาะสำหรับกลุ่มแม่บ้านหรือวิสาหกิจชุมชนที่ดำเนินการแปรรูปน้ำผลไม้ นายสัมพันธ์ ศรีสุริยวงษ์ นักวิชาการฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เปิดเผย กับทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ว่า เขาวิจัยและพัฒนาเครื่องสกัดน้ำผลไม้เมื่อต้นปี 52 และประสบความสำเร็จเมื่อเร็วๆ นี้ นักวิจัยอธิบายว่าเครื่องสกัดน้ำผลไม้ดังกล่าวอาศัย หลักการรีดน้ำออกจากเนื้อผลไม้อย่างต่อเนื่อง โดยใส่ผลไม้ที่ปอกเปลือกแล้วลงในถังป้อนวัตถุดิบด้านบน จากนั้นใบกวาดวัตถุดิบจะกวาดเนื้อผลไม้ให้เบียดกับชุดตะแกรงกรองหยาบและกรอง ละเอียดเพื่อให้ได้น้ำออกมา ส่วนกากและเมล็ดที่เหลือจะถูกแยกออกไปอีกทางหนึ่ง ทำให้ได้น้ำผลไม้ที่ปราศจากกากและเมล็ด สำหรับนำไปผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อและใส่บรรจุภัณฑ์ต่อไป ?เครื่องสกัดน้ำผลไม้นี้สามารถ ใช้ได้กับผลไม้หลายชนิดที่มีลักษณะเนื้อนุ่ม เช่น ลองกอง องุ่น มะม่วง สับปะรด ลำไย ลิ้นจี่ มะเม่า และมะเขือเทศ เป็นต้น โดยมีกำลังการผลิต 200-300 ลิตรต่อชั่วโมง [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p><p><strong>นักวิจัย วว. พัฒนาเครื่องสกัดน้ำผลไม้แยกกากประสิทธิภาพเยี่ยม ทัดเทียมของนอก มุ่งส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนเพิ่มมูลค่าผลิตผลทางการเกษตร ลดปัญหาผลไม้ล้นตลาด คาดอีก 6 เดือน ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เอกชนผลิตเชิงพาณิชน์ ลดการนำเข้าเครื่องจักรต่างประเทศ</strong></p><p><strong><br
/></strong></p><table
style="width: 100%;" border="0" cellspacing="0" cellpadding="0"><tbody><tr><td
width="160" align="center" valign="top"><table
style="width: 100%;" border="0" cellspacing="4" cellpadding="0"><tbody><tr><td
align="center" valign="top"><table
style="width: 100%;" border="0" cellspacing="0" cellpadding="0"><tbody><tr><td
align="center" valign="top"><table
style="width: 100%;" border="0" cellspacing="0" cellpadding="0"><tbody><tr><td
align="center" valign="baseline">คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น</td></tr></tbody></table><table
style="width: 100%;" border="0" cellspacing="0" cellpadding="0"><tbody><tr><td
align="center" valign="middle"></td></tr><tr><td
align="center" valign="baseline"><a
href="http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=1349816">นายสัมพันธ์ ศรีสุริยวงษ์ กับเครื่องสกัดน้ำผลไม้ที่พัฒนาขึ้น</a></td></tr></tbody></table><table
style="width: 100%;" border="0" cellspacing="0" cellpadding="0"><tbody><tr><td
align="center" valign="middle"></td></tr><tr><td
align="center" valign="baseline"><a
href="http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=1349817">เครื่องสกัดน้ำผลไม้ พัฒนาโดยนักวิจัย วว. เหมาะสำหรับกลุ่มแม่บ้านหรือวิสาหกิจชุมชนที่ดำเนินการแปรรูปน้ำผลไม้</a></td></tr></tbody></table><table
style="width: 100%;" border="0" cellspacing="0" cellpadding="0"><tbody><tr><td
width="165" height="1" align="center" valign="middle"><img
src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="blank เครื่องสกัดน้ำผลไม้ วว. เพิ่มมูลค่าผลิตผลทางการเกษตร" width="165" height="1" title="เครื่องสกัดน้ำผลไม้ วว. เพิ่มมูลค่าผลิตผลทางการเกษตร" /></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></td><td
width="4" background="/images/linedot_vert3.gif"><img
src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="blank เครื่องสกัดน้ำผลไม้ วว. เพิ่มมูลค่าผลิตผลทางการเกษตร" width="4" height="1" title="เครื่องสกัดน้ำผลไม้ วว. เพิ่มมูลค่าผลิตผลทางการเกษตร" /></td><td
align="center" valign="top"><table
style="width: 100%;" border="0" cellspacing="7"><tbody><tr><td
align="center" valign="top"><table
style="width: 100%;" border="0" cellspacing="0" cellpadding="0"><tbody><tr><td
align="left" valign="baseline"><strong> </strong> <span
style="font-size: small;">นายสัมพันธ์ ศรีสุริยวงษ์ นักวิชาการฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เปิดเผย กับทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ว่า เขาวิจัยและพัฒนาเครื่องสกัดน้ำผลไม้เมื่อต้นปี 52 และประสบความสำเร็จเมื่อเร็วๆ นี้</span><p><span
style="font-size: small;">นักวิจัยอธิบายว่าเครื่องสกัดน้ำผลไม้ดังกล่าว<strong>อาศัย หลักการรีดน้ำออกจากเนื้อผลไม้อย่างต่อเนื่อง โดยใส่ผลไม้ที่ปอกเปลือกแล้วลงในถังป้อนวัตถุดิบด้านบน จากนั้นใบกวาดวัตถุดิบจะกวาดเนื้อผลไม้ให้เบียดกับชุดตะแกรงกรองหยาบและกรอง ละเอียดเพื่อให้ได้น้ำออกมา</strong></span> ส่วนกากและเมล็ดที่เหลือจะถูกแยกออกไปอีกทางหนึ่ง ทำให้ได้น้ำผลไม้ที่ปราศจากกากและเมล็ด สำหรับนำไปผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อและใส่บรรจุภัณฑ์ต่อไป</p><p><span
style="font-size: small;">?เครื่องสกัดน้ำผลไม้นี้<strong>สามารถ ใช้ได้กับผลไม้หลายชนิดที่มีลักษณะเนื้อนุ่ม เช่น ลองกอง องุ่น มะม่วง สับปะรด ลำไย ลิ้นจี่ มะเม่า และมะเขือเทศ เป็นต้น โดยมีกำลังการผลิต 200-300 ลิตรต่อชั่วโมง</strong> ขึ้นอยู่กับชนิดของผลไม้ และเหมาะสำหรับวิสาหกิจชุมชนที่ต้องการแปรรูปน้ำผลไม้? นายสัมพันธ์ กล่าว</span></p><p><span
style="font-size: small;">จากการทดลองนำเครื่องสกัดน้ำผลไม้ไปใช้ทำน้ำลองกอง ซึ่งเป็นจุดประสงค์หลักของการพัฒนาเครื่องดังกล่าว พบว่าน้ำลองกองที่ได้มีลักษณะที่ดี ไม่มีกากหรือเมล็กปะปนออกมา โดยทีมนักวิจัย วว. จะศึกษาคุณสมบัติน้ำลองกองและวิจัยการตลาดต่อไปในโครงการแปรรูปผลิตภัณฑ์ ลองกอง หนึ่งในโครงการแก้ปัญหาผลิตผลลองกองล้นตลาด</span></p><p><span
style="font-size: small;">สำหรับเครื่องสกัดน้ำผลไม้ดังกล่าวทำจากสแตนเลสเป็นหลัก ส่วนใบกวาดเป็นยางซิลิโคน อายุการใช้งานนานกว่า 10 ปี ทำความสะอาดง่าย สามารถปรับเปลี่ยนขนาดรูตะแกรง รอบและมุมของใบพัดให้เหมาะสมกับชนิดของผลไม้ได้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการยื่นจดสิทธิบัตร และคาดว่าน่าจะผลิตเครื่องจำหน่ายหรือถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคเอกชนได้ในอีก 6 เดือน โดยมีต้นทุนการผลิตถูกกว่านำเข้า 2-3 เท่า และเชื่อว่าจะสามารถช่วยลดการนำเข้าเครื่องจักรจากต่างประเทศได้เป็นอย่างดี</span></p></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table><p>ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ หน้าข่าววิทยาศาสตร์/นวตกรรม 17 ตุลาคม 2552</p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/separator-juice/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>1</slash:comments> </item> <item><title>ไบโอดีเซล? จากเมล็ดทานตะวันสร้างสรรค์ชุมชนให้พอเพียง</title><link>http://www.keajon.com/sunflower-seeds-diesel/</link> <comments>http://www.keajon.com/sunflower-seeds-diesel/#comments</comments> <pubDate>Sat, 21 Nov 2009 11:20:01 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[นวตกรรมสำหรับอาชีพ]]></category> <category><![CDATA[เกษตรแก้จน]]></category> <category><![CDATA[2552]]></category> <category><![CDATA[การปลูก]]></category> <category><![CDATA[การผลิต]]></category> <category><![CDATA[การพัฒนา]]></category> <category><![CDATA[การเกษตร]]></category> <category><![CDATA[ขาย]]></category> <category><![CDATA[ความสุข]]></category> <category><![CDATA[คือ]]></category> <category><![CDATA[งานวิจัย]]></category> <category><![CDATA[ชุมชน]]></category> <category><![CDATA[ตุลาคม]]></category> <category><![CDATA[ทอด]]></category> <category><![CDATA[ท้องถิ่น]]></category> <category><![CDATA[ธรรมะ]]></category> <category><![CDATA[ธาตุ]]></category> <category><![CDATA[น้ำ]]></category> <category><![CDATA[น้ำมัน]]></category> <category><![CDATA[น้ำมันไบโอดีเซล]]></category> <category><![CDATA[บำบัด]]></category> <category><![CDATA[ประกอบอาชีพ]]></category> <category><![CDATA[ประหยัด]]></category> <category><![CDATA[ประโยชน์]]></category> <category><![CDATA[ปลา]]></category> <category><![CDATA[ปลูก]]></category> <category><![CDATA[พลังงาน]]></category> <category><![CDATA[พลังงานทดแทน]]></category> <category><![CDATA[พลังงานทางเลือก]]></category> <category><![CDATA[พอเพียง]]></category> <category><![CDATA[ลงทุน]]></category> <category><![CDATA[วิธีการ]]></category> <category><![CDATA[ศาสตร์]]></category> <category><![CDATA[สอน]]></category> <category><![CDATA[สุขภาพ]]></category> <category><![CDATA[หนังสือ]]></category> <category><![CDATA[หมัก]]></category> <category><![CDATA[หมา]]></category> <category><![CDATA[หมู]]></category> <category><![CDATA[อบรม]]></category> <category><![CDATA[อาชีพ]]></category> <category><![CDATA[เกษตร]]></category> <category><![CDATA[เชียงใหม่]]></category> <category><![CDATA[เรียน]]></category> <category><![CDATA[เลี้ยง]]></category> <category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category> <category><![CDATA[เศรษฐกิจพอเพียง]]></category> <category><![CDATA[แก้ว]]></category> <category><![CDATA[ไบโอดีเซล]]></category> <category><![CDATA[ไร่]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=2953</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/sunflower-seeds-diesel/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://www.kasetcity.com/Agtoday/pic/%E0%B9%84%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%A5.jpg" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="" title="ไบโอดีเซล" /></a>ศูนย์วิจัยและบริการไบโอดีเซล มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ มีแนวคิดว่าถ้าหากให้ชุมชนสามารถปลูกพืชน้ำมันแล้วนำมาผลิตเป็นไบโอดีเซล เพื่อใช้เองภายในชุมชน ก็น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งในด้านพลังงานทดแทน จึงทำวิจัยเรื่อง ?การศึกษาการผลิตไบโอดีเซล (B100) จากพืชทานตะวัน โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนเชิงบูรณาการ? เพื่อที่จะทำให้เกิดการพัฒนาชุมชนไปสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน โครงการนี้เลือกใช้ ?ทานตะวัน? เป็นพืชน้ำมันตัวอย่างของการเรียนรู้ร่วมกับชุมชนในพื้นที่ 2 หมู่บ้านคือ บ้านอมลอง ต.แม่สาบ และ บ้านแม่โต๋ ต.บ่อแก้ว อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ อย่างครบวงจรทั้งการปลูก ผลิต แปรรูป ทดลอง และการนำไปใช้งานด้วยการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ในท้องถิ่นโดยชุมชนมีส่วนร่วม โดยร่วมกับ? ?วัดพระบรมธาตุดอยผาส้ม? ซึ่งเป็นผู้นำทางด้านจิตวิญญาณของชาวบ้าน ด้วยการนำ ?พลังงานทางเลือก? มาเป็นเครื่องมือสำคัญในการที่จะปลูกจิตสำนึกและปรับเปลี่ยนแนวคิดในการดำรงชีวิต โดยหันมาพึ่งพาตนเองตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อให้ความยั่งยืนเกิดขึ้นในชุมชนโดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พระสรยุทธ ชยปญฺโญ รักษาการเจ้าอาวาส วัดพระบรมธาตุฯ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาชาวบ้านมีมิจฉาทิฐิหรือความเห็นผิดในการประกอบอาชีพ ด้วยความอยากมี อยากได้ อยากเป็นไปตามกระแสของโลก ก่อให้เกิดภาระหนี้สินมากมายกลายเป็นทุกข์ โดยไม่ได้มองว่าเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิตคืออะไร? ดังนั้นการถ่ายทอดหรือว่าอบรมสั่งสอนญาติโยม จะให้มานั่งอยู่บนธรรมาสน์ใช้ไม่ได้แล้วเพราะมันมองไม่เห็นภาพ จึงต้องลงมือทำให้เห็นจริงในทุก ๆ เรื่อง ทั้งทำปุ๋ยหมัก ฝายกั้นน้ำในป่า ทำการเกษตรแบบพอเพียง [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p><img
class="alignnone" title="ไบโอดีเซล" src="http://www.kasetcity.com/Agtoday/pic/%E0%B9%84%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%A5.jpg" alt="%E0%B9%84%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%A5 ไบโอดีเซล? จากเมล็ดทานตะวันสร้างสรรค์ชุมชนให้พอเพียง" width="305" height="251" /></p><p>ศูนย์วิจัยและบริการไบโอดีเซล มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ มีแนวคิดว่าถ้าหากให้ชุมชนสามารถปลูกพืชน้ำมันแล้วนำมาผลิตเป็นไบโอดีเซล เพื่อใช้เองภายในชุมชน ก็น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งในด้านพลังงานทดแทน จึงทำวิจัยเรื่อง ?<strong>การศึกษาการผลิตไบโอดีเซล (B100) จากพืชทานตะวัน โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนเชิงบูรณาการ</strong>? เพื่อที่จะทำให้เกิดการพัฒนาชุมชนไปสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน<span> </span><br
/> โครงการนี้เลือกใช้ ?<strong>ทานตะวัน</strong>? เป็นพืชน้ำมันตัวอย่างของการเรียนรู้ร่วมกับชุมชนในพื้นที่ 2 หมู่บ้านคือ บ้านอมลอง ต.แม่สาบ และ บ้านแม่โต๋ ต.บ่อแก้ว อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ อย่างครบวงจรทั้งการปลูก ผลิต แปรรูป ทดลอง และการนำไปใช้งานด้วยการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ในท้องถิ่นโดยชุมชนมีส่วนร่วม โดยร่วมกับ? ?วัดพระบรมธาตุดอยผาส้ม? ซึ่งเป็นผู้นำทางด้านจิตวิญญาณของชาวบ้าน ด้วยการนำ ?พลังงานทางเลือก? มาเป็นเครื่องมือสำคัญในการที่จะปลูกจิตสำนึกและปรับเปลี่ยนแนวคิดในการดำรงชีวิต โดยหันมาพึ่งพาตนเองตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อให้ความยั่งยืนเกิดขึ้นในชุมชนโดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)</p><p>พระสรยุทธ ชยปญฺโญ รักษาการเจ้าอาวาส วัดพระบรมธาตุฯ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาชาวบ้านมีมิจฉาทิฐิหรือความเห็นผิดในการประกอบอาชีพ ด้วยความอยากมี อยากได้ อยากเป็นไปตามกระแสของโลก ก่อให้เกิดภาระหนี้สินมากมายกลายเป็นทุกข์ โดยไม่ได้มองว่าเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิตคืออะไร? ดังนั้นการถ่ายทอดหรือว่าอบรมสั่งสอนญาติโยม จะให้มานั่งอยู่บนธรรมาสน์ใช้ไม่ได้แล้วเพราะมันมองไม่เห็นภาพ จึงต้องลงมือทำให้เห็นจริงในทุก ๆ เรื่อง ทั้งทำปุ๋ยหมัก ฝายกั้นน้ำในป่า ทำการเกษตรแบบพอเพียง ฯลฯ</p><p>&nbsp;</p><p><img
class="alignnone" title="เมล็ดทานตะวัน" src="http://sci.chandra.ac.th/department/hhold/images/furits/sunflower_seed.jpg" alt="sunflower seed ไบโอดีเซล? จากเมล็ดทานตะวันสร้างสรรค์ชุมชนให้พอเพียง" width="300" height="226" /></p><p>?ที่วัดเรานำเอาเรื่องชีวิตจริงของเขามาผูกโยงไว้กับธรรมะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของไบโอดีเซล ก็พยายามให้เขาเห็นถึงการพึ่งพาตัวเอง อยากใช้เท่าไหร่ก็ปลูกไว้ตามหัวไร่ปลายนาเท่านั้น ไม่ต้องทำใหญ่โตหรือคิดเพื่อขาย ทำเก็บไว้ใช้แบ่งปันกัน ถ้าทุกคนในชุมชนปลูกและผลิตน้ำมันได้อย่างน้อยคนละ 150 ลิตร 100 คนก็เท่ากับ 1,500 ลิตร ประหยัดเงินไปได้มาก โดยไม่ต้องลงทุนอะไรมากมาย อย่าไปคิดว่ามันขายไม่ได้เลยไม่สนใจ ให้คิดว่าทำเพื่อใช้เอง ซึ่งวัดจะเน้นในเรื่องของการพึ่งพาตนเองของชุมชนในท้องถิ่น โดยให้ตระหนัก เห็นในเรื่องของจิตใจก่อน คือผลิตเพื่อเลี้ยงตนเองก่อน อย่าคิดผลิตเพื่อขายเพราะชีวิตของคนเราเกิดมาก่อนจะตาย ไม่ได้มาเพื่อร่ำรวย และเสพสุข เกิดมาเพื่ออยู่ได้เอื้อเฟื้อแบ่งปันมีความสุขร่วมกันกับผู้อื่น เปลี่ยนวิธีคิดทั้งหมดของชาวบ้านทำให้ชุมชนเริ่มเปลี่ยน ตอนนี้ก็จะมีของมาแจกกัน ทำให้จิตใจญาติโยมที่แต่ก่อนเคยอยากได้ อยากมีตอนนี้มันเริ่มเปลี่ยนหันมาพึ่งพากันเอื้อเฟื้อกันเพิ่มขึ้น? พระนักพัฒนา กล่าว</p><p>ดร.สุรพล ดำรงกิตติคุณ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ หัวหน้าคณะผู้วิจัย กล่าวว่า การผลิตไบโอดีเซลนั้นเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่จะผลักดันให้กลุ่มชาวบ้านเข้ม แข็ง เราทำงานวิจัยเล็ก ๆ ที่อาศัยการมีส่วนร่วมของชุมชนตั้งแต่การปลูก จนถึงขั้นตอนการเก็บเกี่ยว แล้วเราก็มองว่าการใช้น้ำมันบนดอยอาจจะมีวิธีการที่มากกว่าการใช้สารเคมีไป บำบัดเพื่อให้น้ำมันใสขึ้น เราก็เปลี่ยนมาใช้น้ำกล้วยต้มแทนเพื่อที่จะทำให้น้ำมันใสขึ้นแทน ซึ่งเป็นจุดที่เราเริ่มเห็นว่ามันอาจจะมีความยั่งยืนเกิดขึ้นได้ เพราะว่าทานตะวันเป็นพืชระยะสั้นปลูกเพียง 3 เดือนก็เก็บเกี่ยวได้ สามารถปลูกหัวไร่ปลายนาได้ในช่วงหลังฤดูเก็บเกี่ยว และดอกทานตะวันก็มีความสวยงาม ทำให้ เด็ก ๆ ชอบที่จะเข้ามามีส่วนร่วม ในขณะเดียวกัน เราก็รวบรวมพืชพลังงานในท้องถิ่นอื่น ๆ มาศึกษาต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อสร้างงานให้ชุมชน?? หัวหน้าคณะผู้วิจัยกล่าว</p><p>ปัจจุบันคณะผู้วิจัยร่วมกับนักศึกษาพัฒนาเครื่องหีบน้ำมันจากเมล็ดทานตะวัน จนสามารถใช้การได้ดีในระดับท้องถิ่น และนำกลับขึ้นไปติดตั้งยังศูนย์เรียนรู้ของชุมชน โดยจากการศึกษาในปีที่ผ่านมา มีชาวบ้าน ที่ร่วมปลูกทานตะวันกับโครงการฯ ทั้งหมด 24 ไร่ ได้เมล็ดทานตะวันเฉลี่ยประมาณ 171-200 กิโลกรัมต่อไร่ โดยเมล็ดทาน ตะวัน 22  กิโลกรัม จะผลิตน้ำมันได้ประมาณ 7.3  ลิตร ซึ่งน้ำมันที่ได้ถูกนำมาทดสอบและทดลองใช้งานร่วมกับชุมชนโดยยังไม่พบปัญหาในการใช้งานแต่อย่างใด</p><p>?เรื่องของน้ำมันไบโอดีเซลเป็นจุดหนึ่งที่เรานำมาเป็นเครื่องมือในการปรับเปลี่ยนแนวคิดของชาวบ้าน ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือเขาต้องลองทำเองใช้เอง และเห็นว่ามีประโยชน์มากกว่าการนำไปขาย ที่ต้องมีจุดคุ้มทุนซึ่งเป็นเรื่องของการค้า ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดความยั่งยืน?</p><p>ดังนั้นความยั่งยืนจึงต้องอยู่ที่จิตใจ จากจิตสำนึกที่ได้รู้ ได้เห็น และได้ทำ ซึ่งเป็นหลักของเศรษฐกิจพอเพียงที่ว่าด้วยการเข้าถึงและเข้าใจนั่นเอง? ดร.สุรพล สรุป.</p><p><strong>ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันที่ 27 ตุลาคม 2552</strong><br
/> <a
href="http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;categoryId=344&amp;contentID=28270" target="_blank" class="broken_link">http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;categoryId=344&amp;contentID=28270</a></p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/sunflower-seeds-diesel/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>1</slash:comments> </item> <item><title>เกษตรอินทรีย์ หนทางรอดของเกษตรกรยุคนี้</title><link>http://www.keajon.com/organic-farming/</link> <comments>http://www.keajon.com/organic-farming/#comments</comments> <pubDate>Tue, 22 Sep 2009 13:45:22 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[เกษตรแก้จน]]></category> <category><![CDATA[กลุ่มเกษตรกร]]></category> <category><![CDATA[การทำ]]></category> <category><![CDATA[การผลิต]]></category> <category><![CDATA[การพัฒนา]]></category> <category><![CDATA[การเกษตร]]></category> <category><![CDATA[การเพาะ]]></category> <category><![CDATA[ของไทย]]></category> <category><![CDATA[ขาย]]></category> <category><![CDATA[ข้าว]]></category> <category><![CDATA[คือ]]></category> <category><![CDATA[คุณภาพ]]></category> <category><![CDATA[จำหน่าย]]></category> <category><![CDATA[ช่องทาง]]></category> <category><![CDATA[ตลาดต่างประเทศ]]></category> <category><![CDATA[ต่างประเทศ]]></category> <category><![CDATA[ธาตุ]]></category> <category><![CDATA[น้ำ]]></category> <category><![CDATA[ประโยชน์]]></category> <category><![CDATA[ปลา]]></category> <category><![CDATA[ปลูก]]></category> <category><![CDATA[ผัก]]></category> <category><![CDATA[ลดต้นทุน]]></category> <category><![CDATA[วัสดุเหลือใช้]]></category> <category><![CDATA[วิธีการ]]></category> <category><![CDATA[สมุนไพร]]></category> <category><![CDATA[หมัก]]></category> <category><![CDATA[หมู]]></category> <category><![CDATA[อบรม]]></category> <category><![CDATA[อาหาร]]></category> <category><![CDATA[เกษตร]]></category> <category><![CDATA[เพาะ]]></category> <category><![CDATA[ไทย]]></category> <category><![CDATA[ไร่]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=2495</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/organic-farming/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://www.dailynews.co.th/content/images/0909/22/page10/d2.jpg" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="เกษตรอินทรีย์" title="" /></a>เกษตรอินทรีย์ หนทางรอดของเกษตรกรยุคนี้ ครั้งอดีต เกษตรกรของไทยไม่จำเป็นต้องอาศัยปุ๋ยเคมีหรือสารเคมีทางการเกษตรในการเพาะปลูก เนื่องจากสภาพดินมีความอุดมสมบูรณ์ จนกระทั่งมีการกล่าวขานว่าในน้ำมีปลา ในนามีข้าว แต่มายุคสมัยนี้ที่การผลิตสินค้าเกษตรมุ่งไปสู่การค้ามากขึ้น การเพิ่มผลผลิตจึง จำเป็น และสิ่งหนึ่งที่เกษตรกรยุคใหม่ใช้คือการเร่งการเจริญเติบโตของพืชด้วยปุ๋ยเคมีและ ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเต็มอัตรา นอกจากนี้การใช้พื้นที่ทำการเกษตรโดยขาดการปรับปรุงบำรุงดินอย่างถูกวิธี ยิ่งส่งผลให้ดินเสื่อมสภาพ เกิดการสะสมของสารเคมีในปริมาณมาก ที่สำคัญพืชไม่สามารถดึงธาตุอาหารที่มีในดินมาใช้ประโยชน์ได้ นั่นคือสาเหตุที่เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะยุคปัจจุบันปัจจัยการผลิตทั้งปุ๋ยและสารเคมีล้วนปรับราคาสูงขึ้น เกษตรอินทรีย์ จึงเป็นหนทางรอดของเกษตรกรในยุคปัจจุบัน เพราะไม่จำเป็นต้องไปซื้อปุ๋ยเคมีในราคาแพงมาใช้ เพียงแค่เกษตรกรหาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นเศษพืช เศษปลา ใบไม้ หรือเศษหญ้ามาหมักกับสารเร่ง พด. ของกรมพัฒนาที่ดิน ก็จะได้ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีคุณภาพ ในขณะที่สามารถลดต้นทุนการผลิตได้อีกด้วย นายฉลอง เทพวิทักษ์กิจ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ที่ผ่านมามีเกษตรกร หันมาใส่ใจเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์มากขึ้น สังเกตได้จากเมื่อกรมพัฒนาที่ดินมีโครงการจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรใช้สารอินทรีย์ลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร มุ่งสู่การทำเกษตรอินทรีย์ จะมีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมจำนวนมาก โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2550 มาจนถึงปีนี้ สามารถจัดตั้งกลุ่มไปแล้วไม่ต่ำกว่า 51,000 กลุ่ม และในปีนี้ กรมฯ ได้ดำเนินการส่งเสริมการใช้สารอินทรีย์ทดแทน สารเคมีทางการเกษตรหรือเกษตรอินทรีย์ ได้แล้ว 15.89 ล้านไร่ คิดเป็น 93.52% จากที่ตั้งเป้าไว้ [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p><img
src="http://www.dailynews.co.th/content/images/0909/22/page10/d2.jpg" alt="d2 เกษตรอินทรีย์ หนทางรอดของเกษตรกรยุคนี้"  title="เกษตรอินทรีย์ หนทางรอดของเกษตรกรยุคนี้" /><br
/> <em>เกษตรอินทรีย์ หนทางรอดของเกษตรกรยุคนี้</em></p><p>ครั้งอดีต เกษตรกรของไทยไม่จำเป็นต้องอาศัยปุ๋ยเคมีหรือสารเคมีทางการเกษตรในการเพาะปลูก เนื่องจากสภาพดินมีความอุดมสมบูรณ์ จนกระทั่งมีการกล่าวขานว่าในน้ำมีปลา ในนามีข้าว แต่มายุคสมัยนี้ที่การผลิตสินค้าเกษตรมุ่งไปสู่การค้ามากขึ้น การเพิ่มผลผลิตจึง  จำเป็น และสิ่งหนึ่งที่เกษตรกรยุคใหม่ใช้คือการเร่งการเจริญเติบโตของพืชด้วยปุ๋ยเคมีและ ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเต็มอัตรา นอกจากนี้การใช้พื้นที่ทำการเกษตรโดยขาดการปรับปรุงบำรุงดินอย่างถูกวิธี ยิ่งส่งผลให้ดินเสื่อมสภาพ เกิดการสะสมของสารเคมีในปริมาณมาก ที่สำคัญพืชไม่สามารถดึงธาตุอาหารที่มีในดินมาใช้ประโยชน์ได้ นั่นคือสาเหตุที่เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะยุคปัจจุบันปัจจัยการผลิตทั้งปุ๋ยและสารเคมีล้วนปรับราคาสูงขึ้น</p><p>เกษตรอินทรีย์ จึงเป็นหนทางรอดของเกษตรกรในยุคปัจจุบัน เพราะไม่จำเป็นต้องไปซื้อปุ๋ยเคมีในราคาแพงมาใช้ เพียงแค่เกษตรกรหาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นเศษพืช เศษปลา ใบไม้ หรือเศษหญ้ามาหมักกับสารเร่ง พด. ของกรมพัฒนาที่ดิน ก็จะได้ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีคุณภาพ ในขณะที่สามารถลดต้นทุนการผลิตได้อีกด้วย</p><p>นายฉลอง เทพวิทักษ์กิจ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ที่ผ่านมามีเกษตรกร หันมาใส่ใจเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์มากขึ้น สังเกตได้จากเมื่อกรมพัฒนาที่ดินมีโครงการจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรใช้สารอินทรีย์ลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร มุ่งสู่การทำเกษตรอินทรีย์ จะมีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมจำนวนมาก โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2550 มาจนถึงปีนี้ สามารถจัดตั้งกลุ่มไปแล้วไม่ต่ำกว่า 51,000 กลุ่ม และในปีนี้ กรมฯ ได้ดำเนินการส่งเสริมการใช้สารอินทรีย์ทดแทน สารเคมีทางการเกษตรหรือเกษตรอินทรีย์ ได้แล้ว 15.89 ล้านไร่ คิดเป็น 93.52% จากที่ตั้งเป้าไว้ 17 ล้านไร่ โดยกรมฯ ได้เข้าไปปรับเปลี่ยนระบบการผลิตจากเกษตรเคมีมุ่งสู่เกษตรลดการใช้สารเคมี หรือถึงขั้นเกษตรอินทรีย์ โดยการจัดตั้งกลุ่ม อบรม สาธิตวิธีการผลิตและการใช้สารอินทรีย์ทดแทนรวมทั้งสิ้น 17,284  กลุ่ม อบรมเกษตรกรจำนวน 840,663  ราย  เรียกว่าขณะนี้มีกลุ่มเกษตรกรใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมีครอบคลุมอยู่เกือบทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ</p><p>ดังนั้น เพื่อเป็นการพัฒนาระบบการผลิตเกษตรอินทรีย์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น กรมฯ จึงได้ตั้งเป้าส่งเสริมการผลิตเกษตรอินทรีย์เพื่อส่งออก โดยกรมฯ จะเป็นตัวกลางทำหน้าที่ประสานกับหน่วยงานที่มีหน้าที่รับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล เช่น สำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกท.) ให้เข้ามาตรวจรับรองสินค้าของกลุ่มเกษตรกรที่กรมพัฒนาที่ดินจัดตั้งขึ้น เบื้องต้นตั้งเป้าส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์เพื่อส่งออกจำนวน 2 แสนไร่ โดยเน้นพืชสมุนไพร และผักที่ขนส่งสะดวก อาทิ ขิง ข่า ตะไคร้ ใบโหระพา กะเพรา พริก</p><p>ปัจจุบัน มีพื้นที่ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ส่งออกไปตลาดต่างประเทศแล้วไม่ต่ำกว่า 80,000 ไร่ ซึ่งตลาดยังมีความต้องการสูงมาก ดังนั้น จึงเชื่อมั่นว่าถ้ากรมฯ ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานงานให้หน่วยงานเข้ามารับรองมาตรฐานสินค้าให้กับกลุ่มเกษตรกรที่กระจายอยู่ทั่วประเทศได้ก็จะช่วยลดขั้นตอนให้กับเกษตรกร เป็นการเปิดโอกาสให้เกษตรกรเข้าถึงการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ได้มากขึ้น ส่งผลให้จำหน่ายสินค้าได้ราคาดีขึ้นด้วย</p><p>เห็นว่าภายในปีนี้ กรมพัฒนาที่ดินเขาจะรวบรวมแหล่งผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ของกลุ่มเกษตรกรจากทั่วประเทศมาใส่ไว้ในฐานข้อมูลสารสนเทศของกรมฯ เพื่อเปิดให้บริการกับผู้ประกอบการหรือพ่อค้าที่ต้องการติดต่อซื้อขายสินค้าเกษตรอินทรีย์กับกลุ่มเกษตรกร แต่ไม่รู้จะไปติด ต่อได้ที่ไหน ก็จะได้มีช่องทางในการติดต่อ ซื้อขายสินค้ากันสะดวกยิ่งขึ้น นับเป็นการเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้เข้าถึงแหล่งรับซื้อได้โดยตรงนั่นเอง.</p><p>เพิ่มเติมข้อมูลได้ที่<br
/> farmdaily@dailynews.co.th<br
/> <img
class="alignnone size-full wp-image-19" title="dailynews" src="http://news.enterfarm.com/wp-content/uploads/2008/09/dailynews.gif" alt="dailynews เกษตรอินทรีย์ หนทางรอดของเกษตรกรยุคนี้" width="162" height="52" /></p><p><img
src="http://feeds.feedburner.com/~r/kasetnews/~4/HcnBDPHuZC8" alt=" เกษตรอินทรีย์ หนทางรอดของเกษตรกรยุคนี้" width="1" height="1" title="เกษตรอินทรีย์ หนทางรอดของเกษตรกรยุคนี้" /></p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/organic-farming/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> <item><title>ส่งออกผลไม้ไทยตีตลาดจีน</title><link>http://www.keajon.com/fruit-export/</link> <comments>http://www.keajon.com/fruit-export/#comments</comments> <pubDate>Tue, 22 Sep 2009 13:43:26 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[ข่าวการค้า-พาณิชย์]]></category> <category><![CDATA[เกษตรแก้จน]]></category> <category><![CDATA[การทำ]]></category> <category><![CDATA[การผลิต]]></category> <category><![CDATA[การพัฒนา]]></category> <category><![CDATA[การเกษตร]]></category> <category><![CDATA[ของไทย]]></category> <category><![CDATA[ขาย]]></category> <category><![CDATA[ข้าว]]></category> <category><![CDATA[คือ]]></category> <category><![CDATA[คุณภาพ]]></category> <category><![CDATA[จีน]]></category> <category><![CDATA[ชมพู่]]></category> <category><![CDATA[ช่องทาง]]></category> <category><![CDATA[ดอกไม้]]></category> <category><![CDATA[ต่างประเทศ]]></category> <category><![CDATA[ทอด]]></category> <category><![CDATA[ทุเรียน]]></category> <category><![CDATA[ทุเรียนทอดกรอบ]]></category> <category><![CDATA[น้ำ]]></category> <category><![CDATA[ประโยชน์]]></category> <category><![CDATA[ปลา]]></category> <category><![CDATA[ผลไม้]]></category> <category><![CDATA[ผลไม้แปรรูป]]></category> <category><![CDATA[ผัก]]></category> <category><![CDATA[มะพร้าว]]></category> <category><![CDATA[มะพร้าวน้ำหอม]]></category> <category><![CDATA[มะม่วง]]></category> <category><![CDATA[ยางพารา]]></category> <category><![CDATA[ลำไย]]></category> <category><![CDATA[ลำไยอบแห้ง]]></category> <category><![CDATA[ล้นตลาด]]></category> <category><![CDATA[หมา]]></category> <category><![CDATA[หอม]]></category> <category><![CDATA[อนามัย]]></category> <category><![CDATA[อาหาร]]></category> <category><![CDATA[เกษตร]]></category> <category><![CDATA[เส้นทาง]]></category> <category><![CDATA[เอกชน]]></category> <category><![CDATA[แก้ว]]></category> <category><![CDATA[ไทย]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=2496</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/fruit-export/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://www.dailynews.co.th/content/images/0909/22/page10/f2.jpg" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="ผลไม้" title="" /></a>ผลไม้เมืองร้อนไทย สยายปีกตีตลาดจีน สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญของไทย โดยมีมูลค่าส่งออกสูงถึง 200,000 ล้านบาทต่อปี และมีสินค้าส่งออกหลัก ได้แก่ ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ข้าว ผลไม้ สดแช่เย็น-แช่แข็งและแห้ง ปลาสดแช่เย็น-แช่แข็ง กุ้งสดแช่เย็น-แช่แข็ง ปลาหมึกสดแช่เย็น-แช่แข็ง กล้วยไม้ สัตว์น้ำ จำพวกครัสตาเซีย และตะพาบน้ำ เป็นต้น ขณะนี้ผลไม้ไทยกำลังได้รับความนิยมจากผู้บริโภคชาวจีนอย่างมาก ทำให้ไทยสามารถส่งออกผลไม้คุณภาพดีไปจีนได้ปีละกว่า 5,000 ล้านบาท และปีนี้คาดว่ามูลค่าส่งออกจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอีก เนื่องจากกระทรวง เกษตรฯ เร่งสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้า และความปลอดภัยทางอาหารให้กับผู้นำเข้า ซึ่งเป็นช่องทางที่จะช่วยขยายตลาดส่งออกผลไม้ไทยในจีนได้เพิ่มมากขึ้น นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ มอบหมายให้สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตร และอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ร่วมกับสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศประจำกรุงปักกิ่ง ภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการจัดโรดโชว์ ศักยภาพผลไม้เมืองร้อนของไทยได้แก่ ทุเรียน มังคุด ลำไย เงาะ ลองกอง ส้มโอ และ กล้วยไข่ ที่ตลาดขายส่งสินค้าเกษตรซินฟาตี้ ณ กรุงปักกิ่ง ภายใต้ [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p><img
src="http://www.dailynews.co.th/content/images/0909/22/page10/f2.jpg" alt="f2 ส่งออกผลไม้ไทยตีตลาดจีน"  title="ส่งออกผลไม้ไทยตีตลาดจีน" /><br
/> <em>ผลไม้เมืองร้อนไทย สยายปีกตีตลาดจีน</em></p><p>สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญของไทย โดยมีมูลค่าส่งออกสูงถึง 200,000 ล้านบาทต่อปี และมีสินค้าส่งออกหลัก ได้แก่ ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ข้าว ผลไม้ สดแช่เย็น-แช่แข็งและแห้ง ปลาสดแช่เย็น-แช่แข็ง กุ้งสดแช่เย็น-แช่แข็ง ปลาหมึกสดแช่เย็น-แช่แข็ง กล้วยไม้ สัตว์น้ำ จำพวกครัสตาเซีย และตะพาบน้ำ เป็นต้น ขณะนี้ผลไม้ไทยกำลังได้รับความนิยมจากผู้บริโภคชาวจีนอย่างมาก ทำให้ไทยสามารถส่งออกผลไม้คุณภาพดีไปจีนได้ปีละกว่า 5,000 ล้านบาท และปีนี้คาดว่ามูลค่าส่งออกจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอีก เนื่องจากกระทรวง เกษตรฯ เร่งสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้า และความปลอดภัยทางอาหารให้กับผู้นำเข้า ซึ่งเป็นช่องทางที่จะช่วยขยายตลาดส่งออกผลไม้ไทยในจีนได้เพิ่มมากขึ้น</p><p>นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ มอบหมายให้สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตร และอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ร่วมกับสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศประจำกรุงปักกิ่ง ภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการจัดโรดโชว์ ศักยภาพผลไม้เมืองร้อนของไทยได้แก่ ทุเรียน มังคุด ลำไย เงาะ ลองกอง ส้มโอ และ กล้วยไข่ ที่ตลาดขายส่งสินค้าเกษตรซินฟาตี้ ณ กรุงปักกิ่ง ภายใต้ ชื่อ ?ผลไม้มงคล สดจากไทยปลอดภัยได้มาตรฐานสากล?</p><p>การจัดโรดโชว์ครั้งนี้ ยังเป็นการเปิดเวทีให้ผู้ส่งออกผลไม้ของไทยได้พบปะกับผู้นำเข้าและลูกค้าชาวจีนที่มาซื้อผลไม้ ณ ตลาดผลไม้กรุงปักกิ่ง ซึ่งจะทำให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรให้ตรงตามความต้องการของตลาด ซึ่งผลการจัดงานปรากฏว่าได้รับความสนใจจากผู้นำเข้า ผู้ค้าส่ง-ค้าปลีก และผู้บริโภคชาวจีนเป็นจำนวนมาก</p><p>ปัจจุบันรัฐบาลจีนอนุญาตให้นำเข้าผลไม้ไทย จำนวน 23 ชนิด สำหรับผลไม้ที่ได้รับความนิยม ได้ แก่ ทุเรียน มังคุด ลำไย กล้วยไข่ ชมพู่ทับทิมจันทร์ มะม่วงน้ำดอกไม้ เงาะโรงเรียน ส้มโอ มะขามหวาน มะพร้าวน้ำหอม ส้ม เปลือกล่อน น้อยหน่า และแก้วมังกร นอกจากนั้นยังมีผลไม้แปรรูปหลายชนิดกำลังเป็นที่นิยมด้วย อาทิ ลำไยอบแห้ง ทุเรียนทอดกรอบ กล้วยอบกรอบ ขนุนและสับปะรดอบกรอบ เป็นต้น</p><p>ประเทศไทยได้เปิดช่องทางขนส่งสินค้าผลไม้ไปจีนเส้นทางใหม่ คือ เส้นทาง R9 จากจังหวัดมุกดาหารผ่านลาว เวียดนาม เข้าสู่ด่านโหย่อี้กว่าน เมืองผิงเสียง มณฑลกวางสีของจีน ระยะทางรวมประมาณ 1,200 กิโลเมตร ซึ่งการลำเลียงสินค้าไปยังปลายทางจะใช้ระยะเวลาสั้น ประมาณ 2-3 วัน ทำให้ชาวจีนที่อยู่ห่างไกลมีโอกาสบริโภคผลไม้ไทยที่ยังสด ใหม่ รสชาติดี และคงคุณค่าทางโภชนาการที่สมบูรณ์เหมือนกับสินค้าที่คน ไทยได้บริโภค อนาคตคาดว่าการเปิดเส้นทาง R9 จะช่วยให้ไทยสามารถกระจายสินค้า  ผลไม้และสินค้าเกษตรอื่น ๆ ไปจีนได้เพิ่มขึ้น 20-30% หรือประมาณ 1,000-1,500 ล้านบาท</p><p>นางสาวเมทนี สุคนธรักษ์ ผอ.สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวเพิ่มเติมว่า การเยือนจีนครั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงควบคุมคุณภาพและตรวจสอบกักกันโรค (AQSIQ) แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน  โดยฝ่ายไทยขอให้ AQSIQ มั่นใจในสินค้าเกษตรและอาหารจากไทยโดยเฉพาะผลไม้</p><p>นอกจากนั้น AQSIQ ยังได้เสนอ ให้มีการทำความร่วมมือในการขนส่งสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นอีก 1 เส้นทาง คือ เส้นทาง R3 ที่เชื่อมระหว่างจังหวัดเชียงรายไปยังมณฑลยูนนานของจีน ซึ่งการขนส่งสินค้าผ่านเส้นทางนี้ จะทำให้เกิดการค้าสินค้าผักและผลไม้ระหว่างกันเพิ่มมากขึ้นและทั้ง 2 ฝ่ายยังได้หารือถึงแนวทางการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช พร้อมพิจารณาความก้าวหน้าเรื่องคงค้างระหว่างกัน</p><p>หลังเปิดเขตเสรีทางการค้าหรือ เอฟทีเอ (FTA) ระหว่างไทย-จีน ที่มีการปรับ ลดภาษีนำเข้าตามข้อตกลงเหลือร้อยละ 0 ส่งผลให้มีการขยายการค้าสินค้าผักและผลไม้ เพิ่มขึ้น โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า และการเปิดใช้เส้นทาง R9 ขนส่งสินค้า ผลไม้ทางบกไปยังจีนจะเป็นช่องทางสำคัญที่ช่วยกระจายสินค้าผลไม้ไปจีนได้เพิ่มมากขึ้นและรวดเร็วด้วย โดยเฉพาะช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดกระจุกตัวมาก คาดว่าจะสามารถช่วยระบายสินค้าออกจากแหล่งผลิตและช่วยลดปัญหาสินค้าล้นตลาดได้</p><p><img
class="alignnone size-full wp-image-19" title="dailynews" src="http://news.enterfarm.com/wp-content/uploads/2008/09/dailynews.gif" alt="dailynews ส่งออกผลไม้ไทยตีตลาดจีน" width="162" height="52" /></p><p><img
src="http://feeds.feedburner.com/~r/kasetnews/~4/vam1Rs9_yHs" alt=" ส่งออกผลไม้ไทยตีตลาดจีน" width="1" height="1" title="ส่งออกผลไม้ไทยตีตลาดจีน" /></p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/fruit-export/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>1</slash:comments> </item> <item><title>เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทุเรียนโดยใช้ ?แผนคุณภาพ? (Quality Plan) กำกับ</title><link>http://www.keajon.com/durian-quality-plan/</link> <comments>http://www.keajon.com/durian-quality-plan/#comments</comments> <pubDate>Sun, 06 Sep 2009 12:18:21 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[งานวิจัยสู่อาชีพ]]></category> <category><![CDATA[นวตกรรมสำหรับอาชีพ]]></category> <category><![CDATA[เกษตรแก้จน]]></category> <category><![CDATA[การปลูก]]></category> <category><![CDATA[การผลิต]]></category> <category><![CDATA[การเกษตร]]></category> <category><![CDATA[คุณภาพ]]></category> <category><![CDATA[งานวิจัย]]></category> <category><![CDATA[ทุเรียน]]></category> <category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category> <category><![CDATA[ผลไม้]]></category> <category><![CDATA[ลงทุน]]></category> <category><![CDATA[เกษตร]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=2330</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/durian-quality-plan/"><img
align="left" hspace="5" width="150" height="150" src="http://www.keajon.com/wp-content/plugins/thumbnail-for-excerpts/tfe_no_thumb.png" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="" title="" /></a>ทุเรียนเป็นผลไม้ไทยอีกชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมบริโภคสูงทั้งในและต่างประเทศ ประเทศไทยเป็นประเทศที่ส่งออกทุเรียนและผลิตภัณฑ์แปรรูปเป็นอันดับหนึ่งของโลก ครอบครองส่วนแบ่งทางการตลาดกว่าร้อยละ 89 ตามมาด้วยมาเลเซีย (ร้อยละ 10.5) อินโดนีเซีย และออสเตรเลีย นอกจากนี้ ยังเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์แปรรูปและผลิตภัณฑ์แช่แข็งทุเรียนรายเดียวของโลก โดยมีตลาดส่งออกสำคัญได้แก่ จีน ไต้หวัน อินโดนีเซีย ฮ่องกง สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ฮ่องกง และญี่ปุ่น ไทยมีพื้นที่เพาะปลูกทุเรียนประมาณ 700,000 ไร่ ผลผลิตรวมกว่า 650,000 ตัน ปลูกมากในภาคตะวันออก รองลงมาได้แก่ ภาคใต้ และภาคอื่นๆ พันธุ์ที่ได้รับความนิยมบริโภคและปลูก ได้แก่ พันธุ์หมอนทองคิดเป็นร้อยละ 65 รองลงมาได้แก่ พันธุ์ชะนีและอื่นๆ ร้อยละ 35 ทุเรียนเป็นพืชที่ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดจึงจะได้ผลผลิตคุณภาพ มีเทคโนโลยีการผลิตที่ค่อนข้างซับซ้อน และใช้เงินลงทุนสูงกว่ามังคุดและเงาะ ทั้งค่าปัจจัยการผลิตและแรงงาน จากสถิติ ในช่วงปี 2546 &#8211; 2549 แม้ว่าประเทศไทยส่งออกทุเรียนไปยังต่างประเทศในปริมาณเพิ่มขึ้น แต่ราคาขาย ทุเรียนทั้งในและต่างประเทศกลับลดลง ทำให้รายได้ของเกษตรกรน้อยกว่าที่ควรจะเป็น สาเหตุสำคัญมาจากปัญหาการผลิต ที่ไม่สามารถรักษาระดับคุณภาพให้สม่ำเสมอคงที่ได้ ส่งผลให้ราคาจำหน่ายลดลง ตามไปด้วย [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p></p><p><span
style="font-size: medium;">ทุเรียนเป็นผลไม้ไทยอีกชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมบริโภคสูงทั้งในและต่างประเทศ   ประเทศไทยเป็นประเทศที่ส่งออกทุเรียนและผลิตภัณฑ์แปรรูปเป็นอันดับหนึ่งของโลก  ครอบครองส่วนแบ่งทางการตลาดกว่าร้อยละ 89 ตามมาด้วยมาเลเซีย (ร้อยละ 10.5) อินโดนีเซีย และออสเตรเลีย  นอกจากนี้ ยังเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์แปรรูปและผลิตภัณฑ์แช่แข็งทุเรียนรายเดียวของโลก โดยมีตลาดส่งออกสำคัญได้แก่ จีน ไต้หวัน อินโดนีเซีย ฮ่องกง สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ฮ่องกง และญี่ปุ่น</span></p><p><span
style="font-size: medium;"> </span></p><p><span
style="font-size: medium;">ไทยมีพื้นที่เพาะปลูกทุเรียนประมาณ 700,000 ไร่ ผลผลิตรวมกว่า 650,000 ตัน ปลูกมากในภาคตะวันออก รองลงมาได้แก่ ภาคใต้ และภาคอื่นๆ   พันธุ์ที่ได้รับความนิยมบริโภคและปลูก ได้แก่ พันธุ์หมอนทองคิดเป็นร้อยละ 65  รองลงมาได้แก่ พันธุ์ชะนีและอื่นๆ ร้อยละ 35</span></p><p><span
style="font-size: medium;"> </span></p><p><span
style="font-size: medium;">ทุเรียนเป็นพืชที่ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดจึงจะได้ผลผลิตคุณภาพ มีเทคโนโลยีการผลิตที่ค่อนข้างซับซ้อน และใช้เงินลงทุนสูงกว่ามังคุดและเงาะ ทั้งค่าปัจจัยการผลิตและแรงงาน  จากสถิติ ในช่วงปี 2546 &#8211; 2549 แม้ว่าประเทศไทยส่งออกทุเรียนไปยังต่างประเทศในปริมาณเพิ่มขึ้น  แต่ราคาขาย ทุเรียนทั้งในและต่างประเทศกลับลดลง ทำให้รายได้ของเกษตรกรน้อยกว่าที่ควรจะเป็น  สาเหตุสำคัญมาจากปัญหาการผลิต ที่ไม่สามารถรักษาระดับคุณภาพให้สม่ำเสมอคงที่ได้  ส่งผลให้ราคาจำหน่ายลดลง ตามไปด้วย ทั้งที่ความต้องการของตลาดต่างประเทศยังมีอยู่สูง</span></p><p><span
style="font-size: medium;"> </span></p><p><span
style="font-size: medium;">ดร.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ สังกัดศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี กรมวิชาการเกษตร และคณะ ได้วิจัยโครงการ \&#8221;การจัดการการผลิตทุเรียนคุณภาพสำหรับบริโภคสดเพื่อการส่งออกในลักษณะเครือ ข่ายธุรกิจที่มีความมั่นคงและยั่งยืนระหว่างเกษตรกรและผู้ประกอบการ\&#8221; เพื่อหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการผลิตทุเรียนที่ เหมาะสมเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีปริมาณและคุณภาพสูง พร้อมกับพัฒนาเครือข่ายความเชื่อมโยงระหว่างเกษตรกร ผู้ประกอบการธุรกิจส่งออก  และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในรูปแบบกลุ่ม ยุทธศาสตร์ (cluster) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มผู้ผลิต</span></p><p><span
id="more-2330"></span></p><p><span
style="font-size: medium;">การดำเนินงานวิจัยในจังหวัดจันทบุรีและตราดซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกหลักของภาคตะวันออก ทำให้ได้ \&#8221;แผนคุณภาพ\&#8221; (Quality Plan) ประกอบด้วย เทคนิค วิธีการจัดการ พร้อมทั้งตัวชี้วัดคุณภาพในขั้นตอนที่สำคัญตลอดกระบวนการผลิตทุเรียน อาทิ  การเตรียมความพร้อมต้นสำหรับการออกดอก, การชักนำให้ออกดอกและส่งเสริมการติดผลมากและกระจายทั่วต้น, การส่งเสริมการพัฒนาและเพิ่มปริมาณผล,  การจัดการเพื่อลดปัญหาอาการแกน เต่าเผาและไส้ซึม, การจัดการด้านศัตรูพืช, การจัดการด้านสารพิษตกค้าง  และกระบวนการเก็บเกี่ยวและหลังเก็บเกี่ยว</span></p><p><span
style="font-size: medium;"><br
/></span></p><p><span
style="font-size: medium;">ทั้งนี้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 10 รายในตำบลทุ่งนนทรี อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด  ซึ่งผลิตทุเรียนหมอนทองโดยใช้แผนคุณภาพข้างต้นกำกับ ปรากฏว่า  ผลผลิตทุเรียนเพิ่มขึ้นเป็นไร่ละ 2,200 &#8211; 2,700 กก.   จากค่าเฉลี่ยทั้งประเทศระหว่างปี 2546 &#8211; 2548  1,003 กก. /ไร่   และได้ผลผลิตคุณภาพผ่านการคัดเกรดกว่าร้อยละ 75  นอกจากนี้ ยังทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงอยู่ในระดับ 4 &#8211; 6 บาท/ กก.  (8,800 &#8211;  16,200 บาท / ไร่) จากค่าเฉลี่ยต้นทุนการผลิตทั้งประเทศระหว่างปี 2546 &#8211; 2548 13.75 บาท /กก.  (14,168 บาท /ไร่)  และผลจากการพัฒนาเครือข่ายและความเชื่อมโยงในลักษณะกลุ่ม ยุทธศาสตร์  ทำให้เกษตรกรตระหนักถึงความร่วมมือในรูปแบบกลุ่มที่จะช่วยเพิ่ม ความเชื่อมั่นและขีดความสามารถในการแข่งขัน   รวมทั้งการศึกษายังได้แผนผังคลัสเตอร์และวิธีการบริหารจัดการการรวมกลุ่ม และบทบาทของหน่วยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการ ธุรกิจสนับสนุน สถาบันวิชาการ องค์กรร่วมพัฒนา และภาครัฐ สำหรับใช้เป็นแนวทางพัฒนากลุ่มให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้นต่อไป</span></p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/durian-quality-plan/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> <item><title>จอกหูหนูยักษ์</title><link>http://www.keajon.com/%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b9%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b9%8c/</link> <comments>http://www.keajon.com/%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b9%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b9%8c/#comments</comments> <pubDate>Thu, 03 Sep 2009 15:57:11 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[เกษตรแก้จน]]></category> <category><![CDATA[การเกษตร]]></category> <category><![CDATA[ข้าว]]></category> <category><![CDATA[คือ]]></category> <category><![CDATA[ธรรมชาติ]]></category> <category><![CDATA[น้ำ]]></category> <category><![CDATA[ประโยชน์]]></category> <category><![CDATA[ปลูก]]></category> <category><![CDATA[ผัก]]></category> <category><![CDATA[ผักตบชวา]]></category> <category><![CDATA[รายได้]]></category> <category><![CDATA[วิชา]]></category> <category><![CDATA[หมา]]></category> <category><![CDATA[เกษตร]]></category> <category><![CDATA[เลี้ยง]]></category> <category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category> <category><![CDATA[ไทย]]></category> <category><![CDATA[ไม้ประดับ]]></category> <category><![CDATA[ไร่]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b9%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b9%8c/</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b9%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b9%8c/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://www.dailynews.co.th/content/images/0909/02/page10/j2.jpg" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="จอกหูหนูยักษ์" title="" /></a>จอกหูหนูยักษ์ สวยแต่มีภัย จอกหูหนูยักษ์ มีถิ่นกำเนิดในแถบร้อนทวีปอเมริกา เป็นวัชพืชที่เป็นภัยร้ายแรงที่สุดชนิดหนึ่งของโลก และระบาดไปทุกทวีปทั่วโลก ได้แพร่เข้ามาในเอเชียครั้งแรกเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2473 ที่ประเทศศรีลังกา หลังจากนั้นได้ขยายพื้นที่ปกคลุมออกไปอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นวัชพืชร้ายแรงในนาข้าว ในสหรัฐอเมริกา ได้จัดจอกหูหนูยักษ์เป็นวัชพืชร้ายแรงและห้าม นำเข้า ซึ่งในพื้นที่ที่ระบาดหลายแห่งต้องเสียค่า ใช้จ่ายในการควบคุมและกำจัดออกจากแหล่ง น้ำ เฉพาะในมลรัฐลุยเซียนาเพียงแห่งเดียว ประมาณการค่าใช้จ่ายในการควบคุมมากกว่า 9,950 ล้านบาท โดยเป็นค่าสารเคมีควบคุมวัชพืชประมาณ 1,600 บาทต่อไร่ ทั้งนี้ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอย่างอื่น กล่าวโดยรวมแล้วมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากกว่า 17,600 ล้านบาท ดร.ศิริพร ซึงสนธิพร นักวิชาการเกษตรชำนาญการ กลุ่มวิจัยวัชพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า จอกหูหนูยักษ์ร้ายยิ่งกว่าผักตบชวา เนื่องจากเจริญเติบโตรวดเร็ว เพิ่มปริมาณเป็น 2 เท่าได้ในเวลา 2-4 วัน ถ้าอยู่ในสภาพที่เหมาะสมแก่การเจริญเติบโต สามารถเพิ่มมวลเป็น 2 เท่าภายในเวลา 7-10 วัน จากหนึ่งตันสามารถเจริญเติบโตปกคลุมพื้นที่ถึง 64,750 ไร่ ในเวลา 3 เดือน [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p><img
src="http://www.dailynews.co.th/content/images/0909/02/page10/j2.jpg" alt="j2 จอกหูหนูยักษ์"  title="จอกหูหนูยักษ์" /><br
/> <em>จอกหูหนูยักษ์ สวยแต่มีภัย</em></p><p>จอกหูหนูยักษ์ มีถิ่นกำเนิดในแถบร้อนทวีปอเมริกา เป็นวัชพืชที่เป็นภัยร้ายแรงที่สุดชนิดหนึ่งของโลก และระบาดไปทุกทวีปทั่วโลก ได้แพร่เข้ามาในเอเชียครั้งแรกเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2473 ที่ประเทศศรีลังกา หลังจากนั้นได้ขยายพื้นที่ปกคลุมออกไปอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นวัชพืชร้ายแรงในนาข้าว ในสหรัฐอเมริกา ได้จัดจอกหูหนูยักษ์เป็นวัชพืชร้ายแรงและห้าม นำเข้า ซึ่งในพื้นที่ที่ระบาดหลายแห่งต้องเสียค่า ใช้จ่ายในการควบคุมและกำจัดออกจากแหล่ง  น้ำ เฉพาะในมลรัฐลุยเซียนาเพียงแห่งเดียว ประมาณการค่าใช้จ่ายในการควบคุมมากกว่า 9,950 ล้านบาท โดยเป็นค่าสารเคมีควบคุมวัชพืชประมาณ 1,600 บาทต่อไร่ ทั้งนี้ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอย่างอื่น กล่าวโดยรวมแล้วมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากกว่า 17,600 ล้านบาท</p><p>ดร.ศิริพร ซึงสนธิพร นักวิชาการเกษตรชำนาญการ กลุ่มวิจัยวัชพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า จอกหูหนูยักษ์ร้ายยิ่งกว่าผักตบชวา เนื่องจากเจริญเติบโตรวดเร็ว เพิ่มปริมาณเป็น 2 เท่าได้ในเวลา 2-4 วัน ถ้าอยู่ในสภาพที่เหมาะสมแก่การเจริญเติบโต สามารถเพิ่มมวลเป็น 2 เท่าภายในเวลา 7-10 วัน จากหนึ่งตันสามารถเจริญเติบโตปกคลุมพื้นที่ถึง 64,750 ไร่ ในเวลา 3 เดือน ได้น้ำหนักถึง 64 ตันต่อไป ซึ่งใกล้เคียงกับผักตบชวา</p><p>จอกหูหนูยักษ์ มีลักษณะที่เด่น คือ ใบมีขนฟู เวลามองเห็นจะมีสีเขียว ขาวนวล ซึ่งทำให้บางคนมองเห็นความสวยงาม จึงนำเข้ามาปลูกเลี้ยงเป็นไม้ประดับและเผยแพร่กันออกไป แท้ที่จริงแล้วเป็นพืชอันตรายอย่างคาดไม่ถึง?</p><p>ดร.ศิริพร เล่าถึงอันตรายของจอกหูหนูยักษ์ว่า เนื่องจากจอกหูหนูยักษ์เจริญเติบโตและขยายพันธุ์ได้รวดเร็วมาก ถ้าเรานำพืชตัวนี้มาทิ้งไว้ในแหล่งน้ำ 1 ตัน ในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ก็จะสามารถครอบคลุมแหล่งน้ำทั้งหมด การขยายพันธุ์ คือการแตกยอดใหม่จากซอกใบของต้นเดิม และเนื่องจากลำต้นเล็กมากและหักง่าย เมื่อต้นหักออกไปและมีใบติดไปด้วย ก็จะสามารถสร้างยอดขึ้นมาใหม่และเจริญเติบโตได้รวดเร็ว  เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่ก็ขยายตัวอย่างหนาแน่นปกคลุมผิวน้ำทั้งหมด ทำให้แสงแดดไม่สามารถส่องลงไปถึงพื้นน้ำเบื้องล่างได้ ทำให้พืชน้ำที่อยู่ข้างล่างไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ จึงทำให้ปริมาณออกซิเจนลดลงมาก จนเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ ประกอบกับการย่อยสลายของจอกหูหนูยักษ์ที่ตายทับถมกัน ก่อให้เกิดผลกระทบที่รุนแรง โดยความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในแหล่งน้ำจะตายหมด สัตว์ที่อยู่ภายใต้การปกคลุมของจอกหู หนูยักษ์อหาจจะสูญพันธุ์ไป และเมื่อทั้งสิ่งมีชีวิตและพืชพรรณที่อยู่ใต้น้ำตายทับถมลงสู่ท้องน้ำก็จะทำ ให้ตื้นเขินและน้ำเน่าเสีย มนุษย์ก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำนั้นได้</p><p>ในปี พ.ศ. 2550-2551 กรมวิชาการเกษตร โดยสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช ได้จัดทำโครงการติดตามเฝ้าระวังการระบาดและการจัดการจอกหูหนูยักษ์ศัตรูพืช กักกันของประเทศไทย ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้พิจารณาเห็นว่า จอกหูหนูยักษ์เป็นศัตรูพืชกักกันชนิดหนึ่งที่ต้องเฝ้าระวังไม่ให้วัชพืชตัว นี้เข้ามาในประเทศไทย จึงให้จัดทำโครงการติดตามเฝ้าระวังการระบาดและการจัดการจอกหูหนูยักษ์ศัตรู พืชกักกันของประเทศไทย ซึ่งสนับสนุนโดยเงินรายได้จากการดำเนินงานวิจัยด้านการเกษตรของกรมวิชาการ เกษตร ทำการสำรวจและเฝ้าระวังจอกหูหนูยักษ์ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ</p><p>ประเทศไทยมีพืชสกุลนี้อยู่ 2 ชนิด คือ จอกหูหนู และ แหนใบมะขาม เป็นเฟิร์นน้ำที่ พบได้ทั่วไปในแหล่งน้ำจืดหรือในน้ำนิ่งและในนาข้าว ลักษณะเป็นแพลอยเหนือผิวน้ำ ขอบใบค่อนข้างห่อเข้าหากันเป็นกรวยคล้ายหูหนู จึงเป็นพืชที่ตั้งชื่อตามลักษณะที่เห็น แต่จอกหูหนูในบ้านเราเป็นพืชท้องถิ่น ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม มีศัตรูธรรมชาติอยู่แล้ว จะตายไปเองตามฤดูกาล การเจริญเติบโตไม่รวดเร็วเหมือนจอกหูหนูยักษ์ จึงไม่เป็นพิษเป็นภัยแต่อย่างไร</p><p>ดังนั้น เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงและป้องกันมิให้จอกหูหนูยักษ์ระบาดเป็นปัญหาใน ประเทศไทย หากผู้ใดพบเห็นและสงสัยว่าจะเป็นจอกหูหนูยักษ์ ให้รีบกำจัดออกจากแหล่งน้ำโดยเร็วที่สุดก่อนที่จะเจริญเติบโตและขยายพันธุ์ ออกไปอย่างรวดเร็ว</p><p>อย่างไรก็ตาม เมื่อช้อนออกมาแล้วต้องนำ มาตากให้แห้งและเผาทิ้งเพื่อมิให้มีการนำไปปลูกอีกต่อไป หากไม่สามารถกำจัดเองได้ และไม่แน่ ใจว่าจะใช่จอกหูหนูยักษ์หรือไม่ หรือต้องการข้อมูล เพิ่มเติม สอบถามได้ที่กลุ่มวิจัยวัชพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร โทรศัพท์ 0-2940-7409 โทรสาร 0-2579-4230.</p><p>นวลศรี โชตินันทน์<br
/> <img
src="http://news.enterfarm.com/wp-content/uploads/2008/09/dailynews.gif" alt="dailynews จอกหูหนูยักษ์" title="dailynews" width="162" height="52" class="alignnone size-full wp-image-19" /></p> <img
src="http://feeds.feedburner.com/~r/kasetnews/~4/tEakwtsIleY" height="1" width="1" title="จอกหูหนูยักษ์" alt=" จอกหูหนูยักษ์" />]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b9%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b9%8c/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> <item><title>ก.วิทย์พร้อมรีไซเคิล ?ลำไยเก่า? เป็นเชื้อเพลิงอัดแท่ง รอคอนเฟิร์มจาก ก.เกษตร</title><link>http://www.keajon.com/%e0%b8%81-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%8b%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%a5-%e2%80%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b3/</link> <comments>http://www.keajon.com/%e0%b8%81-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%8b%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%a5-%e2%80%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b3/#comments</comments> <pubDate>Sun, 30 Aug 2009 04:10:48 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[นวตกรรมสำหรับอาชีพ]]></category> <category><![CDATA[เกษตรแก้จน]]></category> <category><![CDATA[ACE]]></category> <category><![CDATA[การปลูก]]></category> <category><![CDATA[การเกษตร]]></category> <category><![CDATA[ขาย]]></category> <category><![CDATA[ข่าว]]></category> <category><![CDATA[จำหน่าย]]></category> <category><![CDATA[ประโยชน์]]></category> <category><![CDATA[ปลูก]]></category> <category><![CDATA[รายได้]]></category> <category><![CDATA[รีไซเคิล]]></category> <category><![CDATA[ลำไย]]></category> <category><![CDATA[วิชา]]></category> <category><![CDATA[วิธีการ]]></category> <category><![CDATA[วิสาหกิจชุมชน]]></category> <category><![CDATA[ศาสตร์]]></category> <category><![CDATA[หนังสือ]]></category> <category><![CDATA[หมา]]></category> <category><![CDATA[เกษตร]]></category> <category><![CDATA[ไทย]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/%e0%b8%81-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%8b%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%a5-%e2%80%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b3/</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/%e0%b8%81-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%8b%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%a5-%e2%80%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b3/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="" title="" /></a>ตัวแทนเกษตรกรผู้ผลิตลำไยจากจังหวัดลำพูนขณะเข้าพบ รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ รองปลัดและโฆษก กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เมื่อวันที่ 25 ส.ค. 52 เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการรีไซเคิลลำไยค้างสต็อก ปี 2546/2547 โดยใช้เป็นพลังงานชีวมวล (ภาพจาก วท.) คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ (ภาพจาก วท.) 3 ตัวแทนเกษตรกรผู้ผลิตลำไยจากจังหวัดลำพูน (ภาพจาก วท.) ตัวแทนเกษตรกรลำไยลำพูนขอความชัดเจนเรื่อง ทำลายลำไยค้างสต็อก 46,800 ตัน ด้านโฆษกเผยกระทรวงวิทย์พร้อมดำเนินการได้ทันทีที่กระทรวงเกษตรเห็นชอบด้วย งบ 80 ล้านบาท ชี้จะช่วยกระจายรายได้ให้ชุมชน ส่วนรายได้จากการขายเชื้อเพลิงอัดแท่ง 30 ล้านบาท จะหมุนเวียนไปสู่การพัฒนาคุณภาพลำไยในปีต่อไป รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ รองปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ในฐานะโฆษก วท.ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน และทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ ภายหลังตัวแทนกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตลำไยจากจังหวัดลำพูน จำนวน 3 คน ขอเข้าพบ ได้แก่ นายชนะ ไชยชนะ ประธานวิสาหกิจชุมชน จังหวัดลำพูน, [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<br/><p></p><p>ตัวแทนเกษตรกรผู้ผลิตลำไยจากจังหวัดลำพูนขณะเข้าพบ รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ รองปลัดและโฆษก กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เมื่อวันที่ 25 ส.ค. 52 เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการรีไซเคิลลำไยค้างสต็อก ปี 2546/2547 โดยใช้เป็นพลังงานชีวมวล (ภาพจาก วท.)<span></span></p><table
border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td
width="160" align="center" valign="top"><table
border="0" cellspacing="4" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td
align="center" valign="top"><table
border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td
align="center" valign="top"><table
border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td
align="center" valign="baseline">คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น</td></tr></tbody></table><table
border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td
align="center" valign="middle"></td></tr><tr><td
align="center" valign="baseline"><a
href="http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=1316725">รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ (ภาพจาก วท.)</a></td></tr></tbody></table><table
border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td
align="center" valign="middle"></td></tr><tr><td
align="center" valign="baseline"><a
href="http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=1316726">3 ตัวแทนเกษตรกรผู้ผลิตลำไยจากจังหวัดลำพูน (ภาพจาก วท.)</a></td></tr></tbody></table><table
border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td
width="165" height="1" align="center" valign="middle"><img
src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="blank ก.วิทย์พร้อมรีไซเคิล ?ลำไยเก่า? เป็นเชื้อเพลิงอัดแท่ง รอคอนเฟิร์มจาก ก.เกษตร" width="165" height="1" title="ก.วิทย์พร้อมรีไซเคิล ?ลำไยเก่า? เป็นเชื้อเพลิงอัดแท่ง รอคอนเฟิร์มจาก ก.เกษตร" /></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></td><td
width="4" background="/images/linedot_vert3.gif"><img
src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="blank ก.วิทย์พร้อมรีไซเคิล ?ลำไยเก่า? เป็นเชื้อเพลิงอัดแท่ง รอคอนเฟิร์มจาก ก.เกษตร" width="4" height="1" title="ก.วิทย์พร้อมรีไซเคิล ?ลำไยเก่า? เป็นเชื้อเพลิงอัดแท่ง รอคอนเฟิร์มจาก ก.เกษตร" /></td><td
align="center" valign="top"><table
border="0" cellspacing="7" width="100%"><tbody><tr><td
align="center" valign="top"><table
border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td
align="left" valign="baseline"><strong><span>ตัวแทนเกษตรกรลำไยลำพูนขอความชัดเจนเรื่อง ทำลายลำไยค้างสต็อก 46,800 ตัน ด้านโฆษกเผยกระทรวงวิทย์พร้อมดำเนินการได้ทันทีที่กระทรวงเกษตรเห็นชอบด้วย งบ 80 ล้านบาท ชี้จะช่วยกระจายรายได้ให้ชุมชน ส่วนรายได้จากการขายเชื้อเพลิงอัดแท่ง 30 ล้านบาท จะหมุนเวียนไปสู่การพัฒนาคุณภาพลำไยในปีต่อไป</span></strong></p><p>รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ รองปลัด<a
href="http://www.most.go.th/" target="_blank">กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)</a> ในฐานะโฆษก วท.ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน และทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ ภายหลังตัวแทนกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตลำไยจากจังหวัดลำพูน จำนวน 3 คน ขอเข้าพบ ได้แก่ นายชนะ ไชยชนะ ประธานวิสาหกิจชุมชน จังหวัดลำพูน, นายกำพล ขันคำกาศ ประธานคณะกรรมการกลุ่มเกษตรกรจังหวัดลำพูน และนายวิชาญ จาระธรรม รองประธานชุมนุมสหกรณ์จังหวัดลำพูน เพื่อติดตามความคืบหน้าและความชัดเจนในการกำจัดลำไยค้างสต็อก จำนวนทั้งสิ้น 46,800 ตัน จากทั้งหมด 60 โกดัง ใน 5 จังหวัด ภายใต้โครงการรีไซเคิลลำไยค้างสต็อก ปี 2546/2547 โดยใช้เป็นพลังงานชีวมวล ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะดำเนินการร่วมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ</p><p>โฆษกกระทรวงวิทย์ฯ กล่าวยืนยันว่า จะมีการดำเนินการในโครงการดังกล่าวอย่างแน่นอน แต่ข้อกำหนดในการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ บางข้อ ทำให้ต้องใช้งบดำเนินการสูงขึ้น เช่น ต้องขนส่งลำไยในระบบปิด เพื่อป้องกันเชื้อราฟุ้งกระจาย เป็นต้น จึงต้องมีการปรับแก้ไขให้เหมาะสม และไม่เกินงบ 90 ล้านบาท ที่รัฐบาลอนุมัติให้กับกระทรวงเกษตรฯ เรียบร้อยแล้ว โดยแบ่งเป็นงบดำเนินการตรวจนับลำไยในสต็อกจำนวน 10 ล้านบาท โดยกระทรวงเกษตรฯ และ 80 ล้านบาท สำหรับรีไซเคิลลำไยเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่งโดยกระทรวงวิทย์ฯ</p><p>สำหรับกระบวนการรีไซเคิลลำไยค้างสต็อกตามแนวทางที่ปรับแก้ไขเรียบร้อยแล้ว <strong>จะ ทำโดยการบดลำไยที่ค้างอยู่ในโกดังให้เป็นผง ด้วยเครื่องจักรบริเวณด้านหน้าโกดังแต่ละแห่ง จากนั้นบรรจุในภาชนะปิดสนิทไม่ให้ฟุ้งกระจาย โดยใช้แรงงานเกษตรกรในพื้นที่ แล้วขนส่งไปรวมไว้ที่ศูนย์กลางใน จ.ลำพูน เพื่อเข้าสู่กระบวนการอัดแท่งเป็นเชื้อเพลิง ด้วยเครื่องอัดแท่งชีวมวล ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาดำเนินการราว 10 เดือน</strong> จึงจะได้เชื้อเพลิงอัดแท่งสำหรับจำหน่ายต่อไป</p><p>รศ.ดร.วีระพงษ์ กล่าวต่อว่า จะต้องซื้อเครื่องบดลำไยจากสมาคมเครื่องจักรกลไทยราว 32 เครื่อง หลังจากใช้งานเสร็จในโครงการนี้ ก็จะมอบให้กับเกษตรกรสำหรับใช้งานต่อไป และขั้นตอนการบดลำไยให้เป็นผงจะก่อให้เกิดการจ้างงานและกระจายรายได้สู่ ชุมชนประมาณ 18-20 ล้านบาท ส่วนเครื่องอัดแท่งเชื้อเพลิงชีวมวลขณะนี้ กระทรวงวิทย์มีอยู่แล้วจำนวน 3 เครื่อง โดยเช่าจากสมาคมเครื่องจักรกลไทยเช่นเดียวกัน</p><p>ทั้งนี้ <strong>ดร.สุ จินดา โชติพานิช ปลัดกระทรวงวิทย์ฯ เตรียมยื่นหนังสือการดำเนินโครงการดังกล่าวถึงนายจรัลธาดา กรรณสูต ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ภายสัปดาห์นี้ และรอให้กระทรวงเกษตรฯ พิจารณาและตอบรับกลับมายังกระทรวงวิทย์ฯ หากได้รับความเห็นชอบก็สามารถเริ่มโครงการรีไซเคิลลำไยค้างสต็อกได้ทันที และคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จราวกลางปีหน้า</strong></p><p>สำหรับเชื้อเพลิงจากลำไยอัดแท่งที่ได้นั้น จะจำหน่ายแบบเหมารวมให้กับกลุ่มโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ โรงงานเซรามิก โรงงานลำไยอบแห้ง โรงไฟฟ้า เป็นต้น เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 30 ล้านบาท ซึ่งจะคืนให้กับรัฐบาลทั้งหมด เพื่อนำไปหมุนเวียนใช้ในการพัฒนาการปลูกและการแปรรูปลำไยในปีต่อๆ ไป</p><p>นอกจากนี้ รศ.ดร.วีระพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่าวิธีการรีไซเคิลลำไยค้างสต็อกให้เป็นเชื้อเพลิงชีวมวลอัด แท่ง ได้รับความเห็นชอบจากเกษตรกรผู้ผลิตลำไย มากกว่าวิธีการกำจัดลำไยค้างสต็อกวิธีเดิม ที่จะทำโดยการฝังกลบหรือเผาทำลาย เพราะจะมีปัญหาเรื่องพื้นที่ที่จะใช้ในการฝังกลบ หรือหากเผาก็จะก่อให้เกิดมลพิษ และไม่ก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนกลับมา</p><p>แต่การนำไปทำเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่ง นอกจากจะไม่ทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังช่วยเพิ่มมูลค่าของเหลือทิ้งจากภาคการเกษตรให้กลายเป็นเชื้อเพลิงที่นำไป ใช้ประโยชน์ได้ทดแทนพลังงานจากแหล่งอื่น</td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table>]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/%e0%b8%81-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%8b%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%a5-%e2%80%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b3/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> </channel> </rss>
