<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?> <rss
version="2.0"
xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
> <channel><title>แก้จนดอทคอม 108อาชีพเสริม &#187; ธรรมชาติ</title> <atom:link href="http://www.keajon.com/tag/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" /><link>http://www.keajon.com</link> <description>108ธุรกิจส่วนตัว อาชีพเสริม อาชีพอิสระ ของคนทำมาหากิน</description> <lastBuildDate>Wed, 08 Feb 2012 20:04:39 +0000</lastBuildDate> <language>en</language> <sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod> <sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency> <generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator> <item><title>อยากเป็นนักเขียนแนวท่องเที่ยว การเกษตร และผลิตภัณฑ์สมุนไพร</title><link>http://www.keajon.com/want-to-columnist/</link> <comments>http://www.keajon.com/want-to-columnist/#comments</comments> <pubDate>Tue, 08 Jun 2010 18:55:23 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[จุดประกายอาชีพ]]></category> <category><![CDATA[ถาม-ตอบแก้จน]]></category> <category><![CDATA[การเกษตร]]></category> <category><![CDATA[ท่องเที่ยว]]></category> <category><![CDATA[ธรรมชาติ]]></category> <category><![CDATA[นักเขียน]]></category> <category><![CDATA[สมุนไพร]]></category> <category><![CDATA[อยากเป็นนักเขียน]]></category> <category><![CDATA[อาชีพนักเขียน]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=4205</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/want-to-columnist/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://www.bloggang.com/data/yokekung/picture/1220929640.jpg" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="ไดอารี่" title="นักเขียน" /></a>สวัสดีครับพี่แก้จน วันนี้ผมเพิ่งได้เข้าเวปแก้จนโดยไม่คาดฝัน แม้ผมจะทำงานประจำอยู่ แต่ก็มีความฝันที่อยากเป็นนักเขียนมานานแล้วเคยเขียน blog เล่นๆ แต่เป็นแค่เรื่องส่วนตัวที่ตนเองสนใจ ไม่ได้ทำแบบใช้เวลามากมายนัก เขียนแบบไร้จุดหมายไปเรื่อยๆ (แบบไดอารี่ประจำเดือน)จนมาเห็นในเวปของพี่ที่รับสมัครนักเขียนหน้าใหม่อยู่ ผมจึงอยากลองเพื่อฝึกฝีมือในการเขียนของตนดูบ้าง โดยมีหัวเรื่องหรือกรอบกำหนดผมไม่คิดค่าตัวนะครับ อยากได้ประสบการณ์เป็นหลักจริงๆ แต่ก็คงเป็นลักษณะ Part time คืออาจเป็นตอนเย็นของแต่ละวัน หลังทำงานประจำเสร็จแนวที่ผมสนใจคือแนวธรรมชาติ ทั้งท่องเที่ยว การเกษตร ต้นไม้ สมุนไพร ผมว่ามันก็นำมาทำเป็นอาชีพได้ดี (เพราะหลายคนที่ผมรู้จักก็ทำอยู่)ผมจึงขอส่งประวัติส่วนตัวคร่าวๆมาให้พี่พิจารณา หากผมสามารถช่วยได้จะทำเต็มความสามารถเลยครับวิสัน wisanaui@gmail.com ________________________________________________ สวัสดีครับ คุณวิสัน ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ นี่แสดงว่าเป็นคนค่อนข้างมีจินตนาการ จึงชอบขีดเขียน เพื่อแสดงออกถึงจินตนาการหากสนใจงานเขียนด้านเกษตรกรรม ธรรมชาติ และจำพวกผลิตภัณฑ์สมุนไพร คุณวิสันก็สามารถเผยแพร่งานเขียน หรือแม้แต่สินค้าของคุณวิสันผ่านทางแก้จนดอทคอมได้นะครับคุณเคยเขียนบล็อกไดอารี่มาแล้ว ก็คงจะสามารถหัดโพสต์ได้ไม่ยากเย็นอะไรครับในเร็ววันนี้ ทางแก้จนดอทคอมจะจัดทำระบบฟรีบล็อก ให้ทุกคนได้สามารถเขียนเรื่องราวการทำมาหากินของแต่ละคนได้ครับ อย่างไรเรียนเชิญคุณวิสัน บรรเลงได้นะครับ^^ ผมได้แนบคู่มือการโพสต์เว็บแก้จนดอทคอม มาด้วยครับ หากทำตามเทคนิค จะช่วยให้งานเขียนของคุณเองปรากฏในอันดับต้นๆบนผลการค้นหาของ google ด้วยครับเรื่องอาสามาขีดๆเขียนๆในแก้จนดอทคอม โดยไม่คิดค่าตัว ต้องขอขอบคุณมากนะครับแต่อย่างไรก็ดี เมื่อมีผลงานก็ควรมีสิ่งตอบแทนครับ ทางแก้จนดอทคอมมีค่าตอบแทนเป็นน้ำใจ สำหรับงานเขียนทุกๆงาน ที่ช่วยเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อมวลชน ต่อผู้อื่นครับ [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p><strong>สวัสดีครับพี่แก้จน</strong></p><p><img
class="alignnone" title="นักเขียน" src="http://www.bloggang.com/data/yokekung/picture/1220929640.jpg" alt="1220929640 อยากเป็นนักเขียนแนวท่องเที่ยว การเกษตร และผลิตภัณฑ์สมุนไพร" width="218" height="290" /></p><p>วันนี้ผมเพิ่งได้เข้าเวปแก้จนโดยไม่คาดฝัน แม้ผมจะทำงานประจำอยู่ แต่ก็มีความฝันที่อยากเป็นนักเขียนมานานแล้ว<br
/>เคยเขียน blog เล่นๆ แต่เป็นแค่เรื่องส่วนตัวที่ตนเองสนใจ ไม่ได้ทำแบบใช้เวลามากมายนัก เขียนแบบไร้จุดหมายไปเรื่อยๆ (แบบไดอารี่ประจำเดือน)<br
/>จนมาเห็นในเวปของพี่ที่รับสมัครนักเขียนหน้าใหม่อยู่ ผมจึงอยากลองเพื่อฝึกฝีมือในการเขียนของตนดูบ้าง โดยมีหัวเรื่องหรือกรอบกำหนด<br
/>ผมไม่คิดค่าตัวนะครับ อยากได้ประสบการณ์เป็นหลักจริงๆ แต่ก็คงเป็นลักษณะ Part time คืออาจเป็นตอนเย็นของแต่ละวัน หลังทำงานประจำเสร็จ<br
/>แนวที่ผมสนใจคือแนวธรรมชาติ ทั้งท่องเที่ยว การเกษตร ต้นไม้ สมุนไพร ผมว่ามันก็นำมาทำเป็นอาชีพได้ดี (เพราะหลายคนที่ผมรู้จักก็ทำอยู่)<br
/>ผมจึงขอส่งประวัติส่วนตัวคร่าวๆมาให้พี่พิจารณา หากผมสามารถช่วยได้จะทำเต็มความสามารถเลยครับ<br
/><br
/>วิสัน <br
/>wisanaui@gmail.com</p><p>________________________________________________</p><p><br
/><strong>สวัสดีครับ คุณวิสัน </strong><br
/> <br
/>ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ <br
/>นี่แสดงว่าเป็นคนค่อนข้างมีจินตนาการ จึงชอบขีดเขียน เพื่อแสดงออกถึงจินตนาการ<br
/>หากสนใจงานเขียนด้านเกษตรกรรม ธรรมชาติ และจำพวกผลิตภัณฑ์สมุนไพร คุณวิสันก็สามารถเผยแพร่งานเขียน หรือแม้แต่สินค้าของคุณวิสันผ่านทางแก้จนดอทคอมได้นะครับ<br
/>คุณเคยเขียนบล็อกไดอารี่มาแล้ว ก็คงจะสามารถหัดโพสต์ได้ไม่ยากเย็นอะไรครับ<br
/><br
/>ในเร็ววันนี้ ทางแก้จนดอทคอมจะจัดทำระบบฟรีบล็อก ให้ทุกคนได้สามารถเขียนเรื่องราวการ<a
href="http://www.keajon.com/faverite_program/"target="_self"title="หนทางทำมาหากิน" >ทำมาหากิน</a>ของแต่ละคนได้ครับ อย่างไรเรียนเชิญคุณวิสัน บรรเลงได้นะครับ^^<br
/> <br
/>ผมได้แนบคู่มือการโพสต์เว็บแก้จนดอทคอม มาด้วยครับ หากทำตามเทคนิค จะช่วยให้งานเขียนของคุณเองปรากฏในอันดับต้นๆบนผลการค้นหาของ google ด้วยครับ<br
/><br
/>เรื่องอาสามาขีดๆเขียนๆในแก้จนดอทคอม โดยไม่คิดค่าตัว ต้องขอขอบคุณมากนะครับ<br
/>แต่อย่างไรก็ดี เมื่อมีผลงานก็ควรมีสิ่งตอบแทนครับ ทางแก้จนดอทคอมมีค่าตอบแทนเป็นน้ำใจ สำหรับงานเขียนทุกๆงาน ที่ช่วยเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อมวลชน ต่อผู้อื่นครับ ถือว่า มีความรู้อันใดก็แจกจ่าย ให้ความรู้เป็นทานได้บุญด้วยครับ<br
/><br
/>ลองอ่านโพสต์ไกด์ที่แนบมาครับ<br
/><br
/>ด้วยความนับถือครับ<br
/>นายแก้จน<br
/>Admin@keajon.com</p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/want-to-columnist/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>1</slash:comments> </item> <item><title>ข่าวดีสำหรับ ท่านที่อยากเปิดร้านสปา</title><link>http://www.keajon.com/spa-business-news/</link> <comments>http://www.keajon.com/spa-business-news/#comments</comments> <pubDate>Thu, 17 Dec 2009 20:52:28 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[ธุรกิจแฟรนไชส์]]></category> <category><![CDATA[อาชีพเสริม]]></category> <category><![CDATA[การทำ]]></category> <category><![CDATA[การลงทุน]]></category> <category><![CDATA[ขาย]]></category> <category><![CDATA[ข่าว]]></category> <category><![CDATA[ครอบครัว]]></category> <category><![CDATA[คือ]]></category> <category><![CDATA[คุณภาพ]]></category> <category><![CDATA[จุดเด่น]]></category> <category><![CDATA[ต่างประเทศ]]></category> <category><![CDATA[ทำความสะอาด]]></category> <category><![CDATA[ทำธุรกิจ]]></category> <category><![CDATA[ธรรมชาติ]]></category> <category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category> <category><![CDATA[ธุรกิจส่วนตัว]]></category> <category><![CDATA[นวัตกรรม]]></category> <category><![CDATA[น้ำ]]></category> <category><![CDATA[บริสุทธิ์]]></category> <category><![CDATA[ประโยชน์]]></category> <category><![CDATA[ผิวหน้า]]></category> <category><![CDATA[ผ่อนคลาย]]></category> <category><![CDATA[พลาสติก]]></category> <category><![CDATA[รายได้]]></category> <category><![CDATA[ร้านสปา]]></category> <category><![CDATA[ลงทุน]]></category> <category><![CDATA[ลงทุนต่ำ]]></category> <category><![CDATA[สปา]]></category> <category><![CDATA[สอน]]></category> <category><![CDATA[หมา]]></category> <category><![CDATA[หอม]]></category> <category><![CDATA[อาชีพ]]></category> <category><![CDATA[เปิดร้าน]]></category> <category><![CDATA[เพิ่มรายได้]]></category> <category><![CDATA[เศรษฐี]]></category> <category><![CDATA[เสริมสวย]]></category> <category><![CDATA[แฟรนไชส์]]></category> <category><![CDATA[ไทย]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=3037</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/spa-business-news/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://3.bp.blogspot.com/_uO8LJ-4Amn0/SvMEokGPWwI/AAAAAAAAAh4/hHsEds8WSbo/s320/%E0%B8%AA%E0%B8%9B%E0%B8%B21.jpg" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="" title="" /></a>ข่าวดีสำหรับท่านที่ต้องการเปิดร้านสปา หรืออยากมีธุรกิจสปาเป็นของตัวเอง เปิดธุรกิจร้านสปาเพื่อความงาม ยอดขายอันดับ 1 ของเอเชีย สอนฟรีตลอดชีพ คุ้มสุดๆๆ ด้วยเงินลงทุนต่ำมาก**การันตีคืนทุนภายใน 1-3 เดือน** เปิดรับสมัครผู้สนใจประกอบกิจการร้านสปา ที่กำลังมาแรงอยู่ในขณะนี้&#8220;ผลกำไร ทำให้คุณเศรษฐีได้&#8221;ต้องการผู้ร่วมลงทุน เพื่อขยายสาขาหากคุณคือ คนที่กำลังมองหาธุรกิจส่วนตัว ที่ฝากชีวิตได้ ทั้งครอบครัวไม่มีความเสี่ยง มีระบบช่วยเหลือและทีมที่ปรึกษามืออาชีพรองรับ&#8230;&#8230;&#8230;.สามารถพลิกชีวิตจากหน้ามือเป็นหลังมือ เราคือ คำตอบ สำหรับคุณ !ลักษณะของธุรกิจร้านสปาเพื่อความงาม เป็นสปาหน้า สปาเท้า ผลิตภัณฑ์นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งสามารถสร้างความแตกต่างในการทำตลาด เราเน้นสินค้าที่ไม่เคยมีมาก่อนในเมืองไทยเพื่อสร้างความแตกต่างในการทำธุรกิจ และต้องเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ เราเป็นผู้นำเข้าเพียงหนึ่งเดียวเพื่อให้ธุรกิจของคุณไร้คู่แข่ง และสนับสนุนการทำสื่อการตลาดทุกรูปแบบ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถทำธุรกิจ และเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่าย จุดเด่นของธุรกิจลงทุนต่ำ กำไรสูง ลงทุนครั้งเดียวสร้างรายได้ตลอดชีวิตสินค้าคุณภาพสูง ราคาย่อมเยาเป็นที่ต้องการของตลาดไม่มีความเสี่ยง มีความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวเป็นเฟรนไชส์ที่อยู่ในแนวโน้มของตลาดโลก สร้างความสำเร็จให้เจ้าของร้านได้สามารถเปิดร้านได้ทุกพื้นที่ ทุกจังหวัดในประเทศไทยมีบริการให้คำปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง โดยทีมงานมืออาชีพและผู้เชี่ยวชาญด้านความงามบริหารเวลาได้อย่างมีคุณภาพ ทั้งธุรกิจ และ ครอบครัวมีระบบ Support สำหรับลูกค้าที่ต้องการทำธุรกิจต่อจากคุณเพียงคุณมีความปรารถนาอย่างแรงกล้า และมีเงินทุน ขั้นต่ำ 30,000-500,000.- บาทนอกนั้นเราจะช่วยคุณ จนประสบความสำเร็จตามที่คุณต้องการ ตารางคำนวนรายได้บริการสปา จำนวนลูกค้ารายได้ [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<div><div><div><a
href="http://3.bp.blogspot.com/_uO8LJ-4Amn0/SvMEokGPWwI/AAAAAAAAAh4/hHsEds8WSbo/s1600-h/%E0%B8%AA%E0%B8%9B%E0%B8%B21.jpg"><img
id="BLOGGER_PHOTO_ID_5400665473078483714" src="http://3.bp.blogspot.com/_uO8LJ-4Amn0/SvMEokGPWwI/AAAAAAAAAh4/hHsEds8WSbo/s320/%E0%B8%AA%E0%B8%9B%E0%B8%B21.jpg" border="0" alt="%E0%B8%AA%E0%B8%9B%E0%B8%B21 ข่าวดีสำหรับ ท่านที่อยากเปิดร้านสปา" width="407" height="81" title="ข่าวดีสำหรับ ท่านที่อยากเปิดร้านสปา" /></a><br
/><br
/><div>ข่าวดีสำหรับท่านที่ต้องการเปิดร้านสปา หรืออยากมีธุรกิจสปาเป็นของตัวเอง</div><div>เปิดธุรกิจร้านสปาเพื่อความงาม ยอดขายอันดับ 1 ของเอเชีย สอนฟรีตลอดชีพ คุ้มสุดๆๆ ด้วยเงินลงทุนต่ำมาก<br
/><span>**การันตีคืนทุนภายใน 1-3 เดือน**</span></div> <br
/><br
/><div><br
/><a
href="http://2.bp.blogspot.com/_uO8LJ-4Amn0/SvMF59aR3ZI/AAAAAAAAAiI/E1dBanJYp3I/s1600-h/%E0%B8%AA%E0%B8%9B%E0%B8%B23.jpg"><img
id="BLOGGER_PHOTO_ID_5400666871442824594" style="width: 320px; height: 255px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_uO8LJ-4Amn0/SvMF59aR3ZI/AAAAAAAAAiI/E1dBanJYp3I/s320/%E0%B8%AA%E0%B8%9B%E0%B8%B23.jpg" border="0" alt="%E0%B8%AA%E0%B8%9B%E0%B8%B23 ข่าวดีสำหรับ ท่านที่อยากเปิดร้านสปา"  title="ข่าวดีสำหรับ ท่านที่อยากเปิดร้านสปา" /></a><br
/>เปิดรับสมัครผู้สนใจประกอบกิจการร้านสปา ที่กำลังมาแรงอยู่ในขณะนี้<br
/>&#8220;ผลกำไร ทำให้คุณเศรษฐีได้&#8221;<br
/>ต้องการผู้ร่วมลงทุน เพื่อขยายสาขา<br
/>หากคุณคือ คนที่กำลังมองหา<a
href="http://www.keajon.com/sitemap/"target="_self"title="ธุรกิจส่วนตัว" >ธุรกิจส่วนตัว</a> ที่ฝากชีวิตได้ ทั้งครอบครัวไม่มีความเสี่ยง มีระบบช่วยเหลือและทีมที่ปรึกษามืออาชีพรองรับ&#8230;&#8230;&#8230;.<br
/>สามารถพลิกชีวิตจากหน้ามือเป็นหลังมือ เราคือ คำตอบ สำหรับคุณ !<br
/>ลักษณะของธุรกิจ<br
/>ร้านสปาเพื่อความงาม เป็นสปาหน้า สปาเท้า ผลิตภัณฑ์นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งสามารถสร้างความแตกต่างในการทำตลาด เราเน้นสินค้าที่ไม่เคยมีมาก่อนในเมืองไทยเพื่อสร้างความแตกต่างในการทำธุรกิจ และต้องเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ เราเป็นผู้นำเข้าเพียงหนึ่งเดียวเพื่อให้ธุรกิจของคุณไร้คู่แข่ง และสนับสนุนการทำสื่อการตลาดทุกรูปแบบ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถทำธุรกิจ และเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่าย</div> <span> </span><br
/><a
href="http://2.bp.blogspot.com/_uO8LJ-4Amn0/SvMF5nfKTgI/AAAAAAAAAiA/QV5rmzJgvB8/s1600-h/%E0%B8%AA%E0%B8%9B%E0%B8%B22.jpg"><img
id="BLOGGER_PHOTO_ID_5400666865557720578" style="width: 234px; height: 320px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_uO8LJ-4Amn0/SvMF5nfKTgI/AAAAAAAAAiA/QV5rmzJgvB8/s320/%E0%B8%AA%E0%B8%9B%E0%B8%B22.jpg" border="0" alt="%E0%B8%AA%E0%B8%9B%E0%B8%B22 ข่าวดีสำหรับ ท่านที่อยากเปิดร้านสปา"  title="ข่าวดีสำหรับ ท่านที่อยากเปิดร้านสปา" /></a><br
/><br
/><br
/><div><span> </span></div><div><span>จุดเด่นของธุรกิจ<br
/></span>ลงทุนต่ำ กำไรสูง ลงทุนครั้งเดียว<a
href="http://www.keajon.com/th/category/subwork/"target="_self"title="อาชีพสร้างรายได้" >สร้างรายได้</a>ตลอดชีวิต<br
/>สินค้าคุณภาพสูง ราคาย่อมเยา<br
/>เป็นที่ต้องการของตลาด<br
/>ไม่มีความเสี่ยง มีความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว<br
/>เป็นเฟรนไชส์ที่อยู่ในแนวโน้มของตลาดโลก สร้างความสำเร็จให้เจ้าของร้านได้<br
/>สามารถเปิดร้านได้ทุกพื้นที่ ทุกจังหวัดในประเทศไทย<br
/>มีบริการให้คำปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง โดยทีมงานมืออาชีพและผู้เชี่ยวชาญด้านความงาม<br
/>บริหารเวลาได้อย่างมีคุณภาพ ทั้งธุรกิจ และ ครอบครัว<br
/>มีระบบ Support สำหรับลูกค้าที่ต้องการทำธุรกิจต่อจากคุณ<br
/>เพียงคุณมีความปรารถนาอย่างแรงกล้า และมีเงินทุน ขั้นต่ำ 30,000-500,000.- บาท<br
/>นอกนั้นเราจะช่วยคุณ จนประสบความสำเร็จตามที่คุณต้องการ</div> <br
/><div><span>ตารางคำนวนรายได้<br
/></span>บริการสปา จำนวนลูกค้ารายได้ / วันรายได้ / เดือน<br
/>ทำหน้า นวดหน้า 10 คน / วัน 3,000.- 90,000.-<br
/>ทำสปาเท้า 10 คน / วัน 3,000.- 90,000.-<br
/>สินค้า Home Us 10 คน / วัน 10,000 x 30 % = 3,000.- 90,000.-</div> <br
/><div><span>รวมรายได้ประมาณทั้งหมด / เดือน 270,000.-</span></div> <br
/><a
href="http://4.bp.blogspot.com/_uO8LJ-4Amn0/SvMGfRhhO1I/AAAAAAAAAiQ/7rF_XDsmyrI/s1600-h/%E0%B8%AA%E0%B8%9B%E0%B8%B24.jpg"><img
id="BLOGGER_PHOTO_ID_5400667512497060690" style="width: 320px; height: 211px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_uO8LJ-4Amn0/SvMGfRhhO1I/AAAAAAAAAiQ/7rF_XDsmyrI/s320/%E0%B8%AA%E0%B8%9B%E0%B8%B24.jpg" border="0" alt="%E0%B8%AA%E0%B8%9B%E0%B8%B24 ข่าวดีสำหรับ ท่านที่อยากเปิดร้านสปา"  title="ข่าวดีสำหรับ ท่านที่อยากเปิดร้านสปา" /></a><br
/><br
/><div><span>..พิเศษสุดสำหรับเดือนนี้เท่านั้น..</span><br
/>สำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนในรูปแบบเสริมธุรกิจที่มีอยู่ในลักษณะเพิ่มตัวเลือกในการ<br
/>บริการให้ลูกค้า และ เพิ่มรายได้ให้แก่ร้านค้าของท่าน เช่น ร้านสปา ร้านเสริมสวย<br
/>โรงแรม คลีนิค เป็นต้น ทางบริษัทพร้อมสนับสนุนตามเงินทุนที่ท่านต้องการได้<br
/>มูลค่าการลงทุนขั้นต้นเพียง <span>30,000 บาท</span> เท่านั้น<br
/>ตัวอย่างผลิตภัณฑ์บางส่วน</div><div>แผ่นมาร์คหน้าทองคำ แผ่นมาร์คเจลทองคำ 4 IN 1 สกัดจากธรรมชาติ<br
/>มาร์คเจลทองคำ 4 IN 1 สกัดจากธรรมชาติ Hi-Collagen Mask ช่วยให้หน้าขาวใส :<br
/>- มีน้ำแร่จากธรรมชาติ- มอยเจอร์ไรเซอร์- ผงไข่มุกทองคำ- คอลลาเจน<br
/>อะไรคือข้อแตกต่างระหว่างมาร์คเจลทองคำและมาร์คหน้ากากกระดาษทั่วไป</div><div>1.ลักษณะของเนื้อ มาร์คเจลทองคำจะใสเหมือนคริสตัล<br
/>2.การใช้งานง่ายสะดวก บรรจุอยู่ในถาดพลาสติกใส เพียงเกาะซองนำออกมาใช้ได้ทันที<br
/>3.สกัด มาจากคลอเจนจากพืช จะค่อยๆดูดซึมลงไปเมื่อโดนกับความร้อนในร่างกายของเรา ซึ่งมาร์คปกติทั่วไป การดูดซึมจะน้อยกว่าเพราะสารสกัดสำคัญจะยังตกค้างอยู่ในกระดาษมาร์ค<br
/>4.ประสิทธิภาพ ด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ ทำให้ออกมาใกล้เคียงกับผิวของเรามากที่สุด ช่วยให้การดูดซึมได้ง่าย ส่งผลให้หลังการมาร์คเพียงครั้งเดียว ผิวหน้ากระจ่างใส เนียนนุ่ม ชุ่มชื้น กระชับรูขุมขน<br
/><br
/><span>DetoxClear</span><br
/>1. Hi-Detoxclear 2 IN 1 MAKE-UP REMOVER AND CLEANSING GELผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า ดีทอกซ์สารพิษ (เหมาะสำหรับทุกสภาผิว)<br
/>คุณสมบัติ นวัตกรรมใหม่ล่าสุดที่อุดมด้วยสารทำความสะอาดที่ปลอดภัยต่อผิว เนื้อเจลใส เนียนนุ่ม สามารถชำระล้างไขมัน สิ่งสกปรกและสารพิษตกค้างบนใบหน้า ให้หลุดออกอย่างง่ายดาย ทำให้ผิวสะอาด เรียบเนียน สดใส และอ่อนนุ่ม เพิ่มความยืดหยุ่นแก่ผิว พร้อมทั้งกระชับรูขุมขน และทำให้ผิวกระชับทันทีหลังจากใช้ หลังทำความสะอาดผิวจะรู้สึกได้เลยว่าผิวไม่มัน ชุ่มชื้น และผ่อนคลายด้วยกลิ่นหอมของดอกกุหลาบ</div><div>2.Hi-Detoxclear LIQUOR OXY MASK ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวมีปัญหา สิว ฝ้า กระ ผิวหน้าหมองคล้ำ คุณสมบัติ ด้วยเทคโนโลยีล่าสุด ที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุด จากการผลัดเจลให้ซึมลึกสู่ผิวหน้าโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือแพทย์ จากอนูฟองนุ่ม บางเบาแปลงสภาพเป็นออกซิเจนบริสุทธิ์ทำหน้าที่นำพาคุณประโยชน์ต่างๆ ที่อยู่ในเนื้อเจลให้ซึมลึกลงสู่ผิวชั้นใน และในขณะที่ฟองกำลังซึมสู่ผิว</div><div>3.Hi-Detoxclear PURITY OXY MASK ผลิตภัณฑ์สำหรับทุกสภาพผิว แม้ผิวบอบบาง คุณสมบัติ ด้วยเทคโนโลยีล่าสุด ที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุด จากการผลักเจลให้ซึมลึกสู่ผิวหน้าโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือแพทย์ จากอนูฟองนุ่ม บางเบาแปลงสภาพเป็นออกซิเจนบริสุทธิ์ทำหน้าที่นำพาคุณประโยชน์ต่างๆ ที่อยู่ในเนื้อเจลให้ซึมลึกลงสู่ผิวชั้นใน และในขณะที่ฟองกำลังซึมสู่ผิว ทำให้เซลล์ผิวได้ออกกำลังกายทำให้เซลล์ผิวตื่นตัว เซลล์ผิวจะแข็งแรง ผิวขาวใส ชุ่มชื้น อ่อนนุ่มมีสปริง</div><div>ถ้าคุณต้องการร่วมเป็น<a
href="http://www.keajon.com/franchise/"target="_self"title="ธุรกิจแฟรนไชส์" >แฟรนไชส์</a>กับเรา เข้าสามารถเข้ามาทดลองผลิตภัณฑ์ก่อนโดยไม่มีข้อผูกมัดใดๆทั้งสิ้น ที่บริษัทโดยตรง โทรนัดหมายวัน เวลาได้ที่ คุณจิรนันท์(นุ้ย)<br
/>083-7914789,086-3282269<br
/>E-mail : <a
href="mailto:jiranan_nuy@hotmail.com"></a><a
href="mailto:jiranan_nuy@hotmail.com">jiranan_nuy@hotmail.com</a></div> <br
/><div>ท่านใดอยากทำธุรกิจสปาลองติดต่อสอบถามไปตามที่อยู่และ อีเมลล์ที่ลงไว้ได้นะครับ โอกาสมาถึงท่านแล้ว</div></div></div></div><div><img
src="https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3168865836280322765-6696509665810907037?l=idooidea.blogspot.com" alt="3168865836280322765 6696509665810907037?l=idooidea.blogspot ข่าวดีสำหรับ ท่านที่อยากเปิดร้านสปา" width="1" height="1" title="ข่าวดีสำหรับ ท่านที่อยากเปิดร้านสปา" /></div> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/spa-business-news/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>8</slash:comments> </item> <item><title>ต้นพญาคชราช ไม้เศรษฐกิจตัวใหม่มาแรง</title><link>http://www.keajon.com/phaya-kacha-raja/</link> <comments>http://www.keajon.com/phaya-kacha-raja/#comments</comments> <pubDate>Sat, 21 Nov 2009 09:10:01 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[เกษตรแก้จน]]></category> <category><![CDATA[5 บาท]]></category> <category><![CDATA[ACE]]></category> <category><![CDATA[กลุ่มเกษตรกร]]></category> <category><![CDATA[กล้าไม้]]></category> <category><![CDATA[กันยายน]]></category> <category><![CDATA[การค้าขาย]]></category> <category><![CDATA[การดูแล]]></category> <category><![CDATA[การปลูก]]></category> <category><![CDATA[การลงทุน]]></category> <category><![CDATA[ขาย]]></category> <category><![CDATA[ข่าว]]></category> <category><![CDATA[คือ]]></category> <category><![CDATA[คุณภาพ]]></category> <category><![CDATA[ค้าขาย]]></category> <category><![CDATA[งอก]]></category> <category><![CDATA[ท้องถิ่น]]></category> <category><![CDATA[ธรรมชาติ]]></category> <category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category> <category><![CDATA[น้ำ]]></category> <category><![CDATA[ปลา]]></category> <category><![CDATA[ปลูก]]></category> <category><![CDATA[พื้นเมือง]]></category> <category><![CDATA[ยางพารา]]></category> <category><![CDATA[ลงทุน]]></category> <category><![CDATA[วิชา]]></category> <category><![CDATA[ศาสตร์]]></category> <category><![CDATA[สระบุรี]]></category> <category><![CDATA[หมา]]></category> <category><![CDATA[อนุรักษ์]]></category> <category><![CDATA[อาชีพ]]></category> <category><![CDATA[อาชีพเสริม]]></category> <category><![CDATA[เกษตร]]></category> <category><![CDATA[เลี้ยง]]></category> <category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category> <category><![CDATA[ไร่]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=2943</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/phaya-kacha-raja/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://www.dailynews.co.th/content/images/0910/28/page10/s1.jpg" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="ต้นพญาคชราช" title="" /></a>ไม้ที่ควรศึกษาก่อนปลูก ขณะนี้มีไม้เศรษฐกิจตัวใหม่ที่กำลังมาแรงในกลุ่มเกษตรกรผู้ค้าและลงทุนกล้า ไม้ คือ ต้นพญาคชราช หรือ ต้นปอหู โดยเมื่อวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา ณ อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) มีการแถลงข่าว เรื่อง ?ไม้พญาคชราช คือไม้อะไร มีคุณสมบัติอย่างไร เหมาะกับการปลูกเป็นไม้เศรษฐกิจหรือไม่? ซึ่ง รศ.วุฒิชัย กปิลกาญจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มอบให้คณะวนศาสตร์ดำเนินการวิเคราะห์และตรวจสอบเนื้อไม้พญาคชราชในเชิง ฟิสิกส์ และทางกลสมบัติพร้อมทั้งเผยแพร่ข้อเท็จจริงนี้สู่สาธารณชนเพื่อให้ได้ทราบ ข้อมูลเชิงลึกของต้นพญาคชราช และช่วยให้เกษตรกรที่จะลงทุนปลูกได้เข้าใจถึงคุณสมบัติและการค้าขายเป็นไม้ เศรษฐกิจ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจในการปลูกไม้ชนิดนี้ รศ.ทรงกลด จารุสมบัติ หัวหน้าภาควิชาวนผลิตภัณฑ์ คณะวนศาสตร์ กล่าวว่า ต้นพญาคชราช ที่เป็นที่สนใจอยู่ในปัจจุบัน ทางภาควิชาวนผลิตภัณฑ์ คณะวนศาสตร์ ได้ส่งตัวอย่างทางพฤกษศาสตร์ให้หอพรรณไม้ กรมป่าไม้ ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นไม้ปอหู มีชื่อพื้นเมืองคือ ปอหู (สระบุรี, นครราชสีมา), ปอจง (ปัตตานี, มาเลเซีย) มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Talipariti macrophyllum [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p><img
src="http://www.dailynews.co.th/content/images/0910/28/page10/s1.jpg" alt="s1 ต้นพญาคชราช ไม้เศรษฐกิจตัวใหม่มาแรง"  title="ต้นพญาคชราช ไม้เศรษฐกิจตัวใหม่มาแรง" /><br
/> <em>ไม้ที่ควรศึกษาก่อนปลูก</em></p><p>ขณะนี้มีไม้เศรษฐกิจตัวใหม่ที่กำลังมาแรงในกลุ่มเกษตรกรผู้ค้าและลงทุนกล้า ไม้ คือ ต้นพญาคชราช หรือ ต้นปอหู โดยเมื่อวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา ณ อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) มีการแถลงข่าว เรื่อง  ?ไม้พญาคชราช คือไม้อะไร มีคุณสมบัติอย่างไร เหมาะกับการปลูกเป็นไม้เศรษฐกิจหรือไม่? ซึ่ง รศ.วุฒิชัย กปิลกาญจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มอบให้คณะวนศาสตร์ดำเนินการวิเคราะห์และตรวจสอบเนื้อไม้พญาคชราชในเชิง ฟิสิกส์ และทางกลสมบัติพร้อมทั้งเผยแพร่ข้อเท็จจริงนี้สู่สาธารณชนเพื่อให้ได้ทราบ ข้อมูลเชิงลึกของต้นพญาคชราช และช่วยให้เกษตรกรที่จะลงทุนปลูกได้เข้าใจถึงคุณสมบัติและการค้าขายเป็นไม้ เศรษฐกิจ  เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจในการปลูกไม้ชนิดนี้</p><p>รศ.ทรงกลด จารุสมบัติ หัวหน้าภาควิชาวนผลิตภัณฑ์ คณะวนศาสตร์ กล่าวว่า  ต้นพญาคชราช ที่เป็นที่สนใจอยู่ในปัจจุบัน ทางภาควิชาวนผลิตภัณฑ์ คณะวนศาสตร์ ได้ส่งตัวอย่างทางพฤกษศาสตร์ให้หอพรรณไม้ กรมป่าไม้ ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นไม้ปอหู มีชื่อพื้นเมืองคือ  ปอหู (สระบุรี, นครราชสีมา), ปอจง (ปัตตานี, มาเลเซีย) มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Talipariti macrophyllum (Roxb. Ex Hornem.) Fryxell อยู่ในวงศ์  Malvaceae</p><p>จากการนำลำต้นไม้ปอหูอายุ 25 ปีมาวิเคราะห์คุณสมบัติของไม้ คุณสมบัติของไม้ปอหู พบว่า เนื้อไม้จัดอยู่ในชั้นไม้คุณภาพปาน กลางหรือเกรดบี ความหนาแน่นปานกลางคือประมาณ 630 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร มีความทนทานตามธรรมชาติเฉลี่ยน้อยกว่า 2 ปี ซึ่งจัดอยู่ในไม้ที่มีความทนทานต่ำ ถูกเชื้อราและปลวกเข้าทำลายได้ง่าย แต่สามารถป้องกันได้ด้วยการป้องกันรักษาเนื้อไม้ ด้านคุณสมบัติการใช้งาน การเลื่อย การไส การกลึง และการขัดเงา ทำได้ง่าย เมื่อเทียบกับไม้ยางพาราที่อายุ 25 ปี จะมีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน แต่ในปัจจุบันเพิ่งเริ่มมีการปลูกแบบลักษณะสวนป่าทำให้ด้านการตลาดไม้ยังไม่ ชัดเจน</p><p>ผศ.ดร.ดำรง พิพัฒนวัฒนากุล อาจารย์ ประจำภาควิชาวนวัฒนวิทยา คณะวนศาสตร์ กล่าวว่า ในกระบวนการทดแทนทางธรรมชาติของพื้นที่หนึ่ง ๆ หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว พื้นที่นั้นก็จะมีพืชต่าง ๆ ตั้งแต่มอส ไลเคนเรื่อยมาเป็นหญ้าคาและเรื่อยมาจนถึงระดับที่มีไม้ยืนต้นหลากหลายชนิด อย่างที่เห็นเป็นป่าธรรมชาติในปัจจุบัน จากการทดแทนของพืชพรรณในระบบนิเวศ ปอหู จัดเป็นไม้เบิกนำที่เข้ามาเป็นกลุ่มแรก ๆ ของไม้ยืนต้น หากพิจารณาลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของไม้ปอหู เป็นไม้ที่มีเมล็ดเล็ก เบาปลิวลอยลมได้ เมล็ดมีความสามารถในการงอกดี ใบใหญ่ต้องการแสงมาก สังเคราะห์แสงได้ปริมาณมาก ส่งผลให้การเจริญเติบโตเร็ว เปลาตรง</p><p>ประเด็นการปลูกป่าเศรษฐกิจ จะพิจารณาความคุ้มทุนในการปลูกเชิงเดี่ยว  โดยคิดประมาณการการลงทุนปลูกในพื้นที่ที่มีความสมบูรณ์ปานกลาง ด้วยระยะปลูก 3?3 เมตร ต่อไร่ ต้องใช้กล้าไม้ 179 ต้น ราคากล้าไม้ต้นละ 39 บาท ประมาณการรายจ่ายในกิจกรรมเตรียมพื้นที่ ขุดหลุมปลูก ปลูกซ่อม การดูแลรักษาใส่ปุ๋ยกำจัดวัชพืช ตั้งแต่ปีแรกไปจนถึงปีที่ 25 อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 7.5%  คิดเป็นเงินลงทุนเพื่อการปลูกประมาณ 20,000 บาท เมื่อไม้ครบรอบตัดฟันปีที่ 25 ประมาณการให้มีต้นไม้เหลืออยู่ในแปลง 89 ต้น (50% ของไม้ที่เริ่มปลูก) แต่ละต้นจะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 30 ซม. ขายได้ราคาต้นละ 1,200 บาท คิดเป็นรายรับทั้งสิ้น 107,400 บาท ประมาณการรายจ่ายเป็นค่าดำเนินการธุรกิจปลูกป่า (20% ของค่าปลูก) คิดเป็นเงิน 4,018 บาท ค่าดำเนินการตัดไม้และค่าขนส่งผลผลิตสู่โรงงาน 10,000 บาท โดยรวมแล้วคิดเป็นกำไรต่อไร่เป็นเงิน 73,291 บาทในเวลา 25 ปี เฉลี่ยปีละ 2,931 บาท คิดว่าเป็นการลงทุนระยะยาวที่ให้ผลตอบแทนไม่คุ้มทุน เพราะระหว่างเวลาปีที่ 1-25 ไม่สามารถได้รายรับกลับคืนมา หากเปรียบเทียบกับยางพารายังสามารถได้รายรับจากการขายน้ำยาง</p><p>ประเด็นการปลูกป่าอนุรักษ์ ในหลักวิชาการแล้วควรจะปลูกไม้หลากหลายชนิดคละกันไป โดยเลือกไม้ท้องถิ่นของประเภทป่านั้น ๆ ซึ่งจะเลือกชนิดไม้ปลูกเลียนแบบไม้ในการทดแทนทางธรรมชาติ หรือจะเลือกเจาะปลูกไม้ชนิดนั้น ๆ ให้เหมาะสมกับระบบนิเวศท้องถิ่น เพื่อสร้างความหลากหลายของชนิดไม้และส่งผลถึงการเป็นอยู่ของสัตว์ในระบบ นิเวศ การปลูกปอหู ที่เป็นไม้เบิกนำก็ไม่มีปัญหาอะไรเพราะเป็นไม้เบิกนำ ใบใหญ่ สามารถเป็นไม้ พี่เลี้ยงที่ให้ร่มเงากับลูกไม้ชนิดที่ไม่ต้องการแสงมาก แต่การลงทุนด้วยราคากล้าไม้กล้าละ 39 บาท เป็นราคากล้าไม้ที่แพงเกินจริง หากเปรียบเทียบกับกล้าไม้ที่ขายกันอยู่ในท้องตลาด ราคาจะอยู่ที่ 3-5 บาท สำหรับไม้ยูคาลิปตัส 10-15 บาท สำหรับยางพารา  และ 5-10 บาท สำหรับไม้สัก</p><p><strong>โดยสรุปแล้วการปลูกไม้ปอหูหากพิจารณาความคุ้มทุนแล้ว ไม่คุ้มทุนในการปลูกป่าเชิงเศรษฐกิจเนื่องจากราคากล้าไม้ที่มีราคาแพง และยังมีความเสี่ยง.</strong></p><p><strong><br
/></strong></p><p><img
class="alignnone size-full wp-image-19" title="dailynews" src="http://news.enterfarm.com/wp-content/uploads/2008/09/dailynews.gif" alt="dailynews ต้นพญาคชราช ไม้เศรษฐกิจตัวใหม่มาแรง" width="162" height="52" /></p><p><span
style="color: #000000; font-size: x-small;">หากท่านเห็นว่าบทความนี้มีประโยยช์ต่อการประกอบ<a
href="http://www.keajon.com/newcareer/"target="_self"title="อาชีพเสริม" >อาชีพเสริม</a> ช่วยกันสนับสนุนสื่อคุณภาพด้วยนะครับ</span></p><p><img
src="http://feeds.feedburner.com/~r/kasetnews/~4/nPXLO09o-mI" alt=" ต้นพญาคชราช ไม้เศรษฐกิจตัวใหม่มาแรง" width="1" height="1" title="ต้นพญาคชราช ไม้เศรษฐกิจตัวใหม่มาแรง" /></p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/phaya-kacha-raja/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> <item><title>การเพาะเลี้ยงปลาทอง เป็นอาชีพเสริม</title><link>http://www.keajon.com/hatchery-goldenfish/</link> <comments>http://www.keajon.com/hatchery-goldenfish/#comments</comments> <pubDate>Fri, 20 Nov 2009 21:09:36 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[เกษตรแก้จน]]></category> <category><![CDATA[การพัฒนา]]></category> <category><![CDATA[การเพาะ]]></category> <category><![CDATA[ธรรมชาติ]]></category> <category><![CDATA[น้ำ]]></category> <category><![CDATA[ปลา]]></category> <category><![CDATA[วิธีการ]]></category> <category><![CDATA[อาชีพ]]></category> <category><![CDATA[อาชีพเสริม]]></category> <category><![CDATA[อาหาร]]></category> <category><![CDATA[เชียงใหม่]]></category> <category><![CDATA[เพาะ]]></category> <category><![CDATA[เลี้ยง]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=2942</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/hatchery-goldenfish/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://www.dailynews.co.th/content/images/0910/10/12/fish.jpg" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="ปลาทอง" title="" /></a>มือใหม่หัดเพาะปลาทอง คุณมาโนช ลักษณะกิจ ชาวเชียงใหม่ได้ให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจหรือมือใหม่ที่จะหัดเพาะ ปลาทองจะต้องมีการเตรียมใจกับเรื่องอะไรบ้าง อาทิ เมื่อเพาะออกมาแล้วมีที่เลี้ยงหรือไม่ เนื่องจากในการรีดไข่ปลาในแต่ละครั้งนั้น ถ้าแม่ปลาที่มีความสมบูรณ์เต็มที่จะให้ลูกได้ไม่ต่ำกว่า 2,000-4,000 ตัว มีที่เลี้ยงเพียงพอกับการอนุบาลต่อไปหรือไม่ ในการอนุบาลลูกปลาทองจะต้องมีการเอาใจใส่ดูแลเป็นอย่างดี ถ้าขาดตกบกพร่องในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง จะมีผลต่อการเจริญเติบโตของลูกปลาได้ อีกทั้งอาหารจะต้องมีการให้อย่างสม่ำเสมอและน้ำที่ใช้เลี้ยงจะต้องคอย เปลี่ยนถ่ายให้สะอาดอย่างตลอดเวลา หลักการสำคัญในการเพาะปลาทองนั้น คุณมาโนช บอกว่า พ่อแม่พันธุ์ที่จะใช้ในการผสมพันธุ์นั้น แนะนำให้ใช้ตัวผู้ 2 ตัว ต่อตัวเมีย 1 ตัว เนื่องจากน้ำเชื้อตัวผู้เพียงตัวเดียวจะไม่เพียงพอกับไข่ปลาตัวเมียที่ สมบูรณ์เพียงตัวเดียว ถ้าเป็นการผสมพันธุ์แบบธรรมชาติ เราจะปล่อยให้พ่อ-แม่พันธุ์ได้ผสมพันธุ์กันเอง ตัวผู้จะไล่ตอดตัวเมียเพื่อให้ไข่หลุดออกมาจากท้องตัวเมีย หลังจากนั้นจะทำการฉีดน้ำเชื้อเข้าผสมไข่ที่หลุดออกมา ในบ่อผสมพันธุ์ควรจะมีพันธุ์ไม้น้ำ เช่น สาหร่ายหรืออาจจะใช้เชือกฟางฉีกเป็นฝอยเพื่อให้ไข่ปลาเกาะติด (เชือกฟางหรือสาหร่ายจะสามารถป้องกันการกินไข่ของพ่อแม่ปลาทองได้) พ่อแม่ปลาทองจะเก็บกินไข่ที่ตกอยู่ที่พื้นหรือที่โล่งจนหมด สำหรับวิธีการผสมพันธุ์เทียม ให้สังเกตดูท้องตัวเมียจะป่อง ๆ แสดงว่าจะเริ่มไข่แล้ว หากไข่ที่สุกเต็มที่ตัวเมียจะขับเมือกคาว ๆ ออกมาพร้อมไข่ ให้เตรียมกะละมังขาวใส่น้ำสะอาด (ปราศจากคลอรีน) มาเตรียมเพื่อทำการรีดไข่ นำแม่พันธุ์มาอยู่ในกะละมัง พยายามจับเบา ๆ อย่า ให้แม่ปลาทองตกใจ จากนั้นให้นำพ่อปลาทองมาใส่รวมกัน เมื่อแม่ปลาหายตื่นตกใจให้เริ่มทำการรีดไข่ปลา [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p><img
src="http://www.dailynews.co.th/content/images/0910/10/12/fish.jpg" alt="fish การเพาะเลี้ยงปลาทอง เป็นอาชีพเสริม"  title="การเพาะเลี้ยงปลาทอง เป็นอาชีพเสริม" /><br
/> <em>มือใหม่หัดเพาะปลาทอง</em></p><p>คุณมาโนช ลักษณะกิจ ชาวเชียงใหม่ได้ให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจหรือมือใหม่ที่จะหัดเพาะ ปลาทองจะต้องมีการเตรียมใจกับเรื่องอะไรบ้าง อาทิ เมื่อเพาะออกมาแล้วมีที่เลี้ยงหรือไม่ เนื่องจากในการรีดไข่ปลาในแต่ละครั้งนั้น ถ้าแม่ปลาที่มีความสมบูรณ์เต็มที่จะให้ลูกได้ไม่ต่ำกว่า 2,000-4,000 ตัว มีที่เลี้ยงเพียงพอกับการอนุบาลต่อไปหรือไม่</p><p>ในการอนุบาลลูกปลาทองจะต้องมีการเอาใจใส่ดูแลเป็นอย่างดี ถ้าขาดตกบกพร่องในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง จะมีผลต่อการเจริญเติบโตของลูกปลาได้ อีกทั้งอาหารจะต้องมีการให้อย่างสม่ำเสมอและน้ำที่ใช้เลี้ยงจะต้องคอย เปลี่ยนถ่ายให้สะอาดอย่างตลอดเวลา</p><p>หลักการสำคัญในการเพาะปลาทองนั้น คุณมาโนช บอกว่า พ่อแม่พันธุ์ที่จะใช้ในการผสมพันธุ์นั้น แนะนำให้ใช้ตัวผู้ 2 ตัว ต่อตัวเมีย 1 ตัว เนื่องจากน้ำเชื้อตัวผู้เพียงตัวเดียวจะไม่เพียงพอกับไข่ปลาตัวเมียที่ สมบูรณ์เพียงตัวเดียว ถ้าเป็นการผสมพันธุ์แบบธรรมชาติ เราจะปล่อยให้พ่อ-แม่พันธุ์ได้ผสมพันธุ์กันเอง ตัวผู้จะไล่ตอดตัวเมียเพื่อให้ไข่หลุดออกมาจากท้องตัวเมีย หลังจากนั้นจะทำการฉีดน้ำเชื้อเข้าผสมไข่ที่หลุดออกมา ในบ่อผสมพันธุ์ควรจะมีพันธุ์ไม้น้ำ เช่น สาหร่ายหรืออาจจะใช้เชือกฟางฉีกเป็นฝอยเพื่อให้ไข่ปลาเกาะติด (เชือกฟางหรือสาหร่ายจะสามารถป้องกันการกินไข่ของพ่อแม่ปลาทองได้) พ่อแม่ปลาทองจะเก็บกินไข่ที่ตกอยู่ที่พื้นหรือที่โล่งจนหมด</p><p>สำหรับวิธีการผสมพันธุ์เทียม ให้สังเกตดูท้องตัวเมียจะป่อง ๆ แสดงว่าจะเริ่มไข่แล้ว หากไข่ที่สุกเต็มที่ตัวเมียจะขับเมือกคาว ๆ ออกมาพร้อมไข่ ให้เตรียมกะละมังขาวใส่น้ำสะอาด (ปราศจากคลอรีน) มาเตรียมเพื่อทำการรีดไข่ นำแม่พันธุ์มาอยู่ในกะละมัง พยายามจับเบา ๆ อย่า ให้แม่ปลาทองตกใจ จากนั้นให้นำพ่อปลาทองมาใส่รวมกัน เมื่อแม่ปลาหายตื่นตกใจให้เริ่มทำการรีดไข่ปลา</p><p>โดยปกติแล้วน้ำเชื้อของตัวผู้จะต้อง ออกแรงฉีดมากกว่าตัวเมีย เนื่องจากไข่ของตัวเมียแค่แม่ปลาสะบัดตัวก็หลุดออกมาแล้ว ในการรีดไข่จะต้องมีเทคนิคตรงที่ขณะที่รีดจะต้องวนมือเป็นวงกลมตามกะละมัง ด้วย เพื่อให้ไข่มีการกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอเพื่อเปอร์เซ็นต์การฟักจะสูงขึ้น ด้วย จากนั้นประมาณ 10-15 นาที ให้นำกะละมังไปล้างน้ำสะอาดอีกครั้ง เราจะพบไข่ปลาที่มีสีเหลืองใส ติดหนึบอยู่บริเวณก้นกะละมัง นำกะละมังนั้นไปแช่ในอ่างแล้วเปิดออกซิเจนให้แรงให้ออกซิเจนเพียงพอสำหรับ ไข่ปลาที่กำลังจะฟัก</p><p>หลังจากนั้นอีกประมาณ 3-4 วัน ลูกปลาตัวน้อยก็จะเริ่มดีดตัวออกมาจากไข่ ลูกปลาจะออกช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของน้ำด้วย ถ้าอุณหภูมิของน้ำค่อนข้างเย็น ลูกปลาจะออกช้าซึ่งเป็นผลดี เพราะการที่ลูกปลาอยู่ในไข่นานจะทำให้การพัฒนาเป็นตัวมีความสมบูรณ์มากยิ่ง ขึ้น.</p><p>&nbsp;</p><p>ข่าวโดย ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ</p><h3><span
style="color: #0000ff;">สาระอาชีพดีดี โดย เดลินิวส์</span></h3><p><img
class="alignnone size-full wp-image-19" title="dailynews" src="http://news.enterfarm.com/wp-content/uploads/2008/09/dailynews.gif" alt="dailynews การเพาะเลี้ยงปลาทอง เป็นอาชีพเสริม" width="162" height="52" /></p><p><span
style="font-size: xx-small;">หากท่านเห็นว่าข่าวนี้มีประโยชน์ กรุณาช่วยกันอุดหนุนสื่อคุณภาพด้วยครับ</span></p><p><img
src="http://feeds.feedburner.com/~r/kasetnews/~4/n4EIbKORr7c" alt=" การเพาะเลี้ยงปลาทอง เป็นอาชีพเสริม" width="1" height="1" title="การเพาะเลี้ยงปลาทอง เป็นอาชีพเสริม" /></p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/hatchery-goldenfish/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> <item><title>เอ้ นนทวัชร์ กับ เอ็บเฮิร์บ ผู้ประกาศข่าวสู่ธุรกิจความงาม</title><link>http://www.keajon.com/m-herb/</link> <comments>http://www.keajon.com/m-herb/#comments</comments> <pubDate>Sun, 08 Nov 2009 15:06:50 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[ธุรกิจแฟรนไชส์]]></category> <category><![CDATA[อาชีพคนดัง]]></category> <category><![CDATA[M-herb]]></category> <category><![CDATA[ธรรมชาติ]]></category> <category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category> <category><![CDATA[ธุรกิจเครื่องสำอางค์]]></category> <category><![CDATA[สมุนไพร]]></category> <category><![CDATA[อาชีพ]]></category> <category><![CDATA[อาหาร]]></category> <category><![CDATA[เอ็มเฮิร์บ]]></category> <category><![CDATA[เอ้ นนทวัชร์]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=2845</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/m-herb/"><img
align="left" hspace="5" width="150" height="150" src="http://www.keajon.com/wp-content/plugins/thumbnail-for-excerpts/tfe_no_thumb.png" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="" title="" /></a>เอ้ นนทวัชร์ กับ เอ็บเฮิร์บ นนทวัชร์ อนันท์พรจินดา ผันตัวจากบทบาทผู้ประกาศข่าว มาเป็นนักธุรกิจหนุ่มไฟแรง ตำแหน่งผู้บริหาร บริษัท เอ็มเฮิร์บ โปรดักท์ จำกัด ?หลาย คนรู้จักผมในบทบาทของผู้ประกาศข่าวสถานีวิทยุโทรทัศน์ ไทยทีวีสีช่อง 3 ซึ่งก็เป็นอาชีพที่ผมทำมานานถึง 13 ปี ตั้งแต่ปี 2537 ผมได้รับโอกาสจากช่อง 3 ในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นคนอ่านข่าว พิธีกร นักแสดง รวมถึงการจัดรายการวิทยุ ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีของชีวิตช่วงหนึ่งเลยก็ว่าได้? ความ สำเร็จในสายงานข่าวของคุณเอ้ พิสูจน์ได้จากรางวัลที่ได้รับจากสถาบันต่างๆ กว่า 20 รางวัล ไม่ว่าจะเป็นเมขลา รางวัลผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น รางวัลลูกตัญญูแห่งชาติ รางวัลเทพทอง เป็นต้น ในขณะที่งานกำลังไปได้สวย จู่ๆ คุณเอ้ก็ตัดสินใจลาออก หันมาทำธุรกิจเต็มตัวและศึกษาต่อ ?เมื่อ 2 ปีที่แล้วผมตัดสินใจลาออกจากช่อง 3 มาทำธุรกิจผลิตภัณฑ์สมุนไพรธรรมชาติ ชื่อ M Herb สาเหตุที่ผมเลือกทำธุรกิจ [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<h1><span
style="color: #0000ff;">เอ้ นนทวัชร์ กับ เอ็บเฮิร์บ</span></h1><p><strong>นนทวัชร์ อนันท์พรจินดา ผันตัวจากบทบาทผู้ประกาศข่าว มาเป็นนักธุรกิจหนุ่มไฟแรง ตำแหน่งผู้บริหาร บริษัท เอ็มเฮิร์บ โปรดักท์ จำกัด</strong></p><p><br
/></p><p>?หลาย คนรู้จักผมในบทบาทของผู้ประกาศข่าวสถานีวิทยุโทรทัศน์ ไทยทีวีสีช่อง 3 ซึ่งก็เป็นอาชีพที่ผมทำมานานถึง 13 ปี ตั้งแต่ปี 2537 ผมได้รับโอกาสจากช่อง 3 ในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นคนอ่านข่าว พิธีกร นักแสดง รวมถึงการจัดรายการวิทยุ ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีของชีวิตช่วงหนึ่งเลยก็ว่าได้?</p><p>ความ สำเร็จในสายงานข่าวของคุณเอ้ พิสูจน์ได้จากรางวัลที่ได้รับจากสถาบันต่างๆ กว่า 20 รางวัล ไม่ว่าจะเป็นเมขลา รางวัลผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น รางวัลลูกตัญญูแห่งชาติ รางวัลเทพทอง เป็นต้น ในขณะที่งานกำลังไปได้สวย จู่ๆ คุณเอ้ก็ตัดสินใจลาออก หันมาทำธุรกิจเต็มตัวและศึกษาต่อ</p><p>?เมื่อ 2 ปีที่แล้วผมตัดสินใจลาออกจากช่อง 3 มาทำธุรกิจผลิตภัณฑ์สมุนไพรธรรมชาติ ชื่อ M Herb สาเหตุที่ผมเลือกทำธุรกิจ เพราะผมอยากทำงานในหน้าที่ผู้บริหารของบริษัทที่เราก่อตั้งมากับครอบครัวให้ ดี เพราะถ้าผมยังทำข่าว อ่านข่าว เป็นพิธีกร หรือนักแสดง วันหนึ่งถ้าผมเป็นอะไรไป คนในครอบครัวคงไม่สามารถมาทำแทนได้ ส่วนธุรกิจ ถ้าเราไม่อยู่แล้ว คนในครอบครัวก็ยังมาช่วยทำได้ ขณะเดียวกันผมก็เลือกศึกษาต่อปริญญาเอก ด้านบริหารทรัพยากรมนุษย์ เพื่อนำความรู้ที่ได้มาพัฒนาตนเองและคนในองค์กรด้วย ซึ่งตอนนี้ผมเป็นประธานกรรมการ บริษัทเอ็มเฮิร์บ โปรดักท์ จำกัด ทำผลิตภัณฑ์สมุนไพรธรรมชาติ และประธานกรรมการบริษัท เอ็น ทีม ครีเอชั่น จำกัด รับจัดงานอีเว้นท์ ผลิตรายการโทรทัศน์ ทำหนังโฆษณา และวางสื่อประชาสัมพันธ์ ซึ่งก็เป็นงานที่ถนัด?</p><p></p><p>?ผมคิดว่าทุกคนมีเวลาเท่ากันในแต่ละวัน คือ 24 ชั่วโมง ผมก็มีเวลาแค่นี้ แต่ผมเลือกบริหารเวลาในแบบพอเพียงครับ <strong>ในอดีตผมเคยทำงานชนิดที่ว่าทำตั้งแต่ตี </strong><strong>4 เรื่อยไปถึงตี 4 อีกวันก็มี แต่พอวันหนึ่งร่างกายผมเริ่มส่งสัญญาณว่าเราใช้งานมากไป เริ่มมีอาการเจ็บหัวใจ เหนื่อยง่าย</strong> แต่ก็มีอาการติดงานอยู่ คือถ้าอยู่เฉยๆ ก็จะรู้สึกหงุดหงิด แล้ววันหนึ่ง คุณแม่ก็เริ่มไม่ค่อยสบาย ผมก็เลยคิดได้ว่าจริงๆ แล้วเราทำงานหนักเพื่อใคร คำตอบเดียวที่ได้ คือ เพื่อแม่ที่ผมรักที่สุด ผมจึงลดงานหลายๆ อย่าง และหันมาเลือก<strong> ใช้ชีวิตแบบมีความสุขอย่างพอเพียง คือไม่โลภ ไม่หลง ไม่ดันทุรัง ทำเท่าที่ไหว และเลือกทำในสิ่งที่เหมาะกับเรา</strong> เพราะให้ผมทำงานมีเงินมากมาย แต่ไม่มีความสุขก็ไม่มีความหมาย ผมขอเลือกแบบมีเงินพอใช้จ่าย ไม่มีหนี้สิน แต่มีความสุข มีสุขภาพที่ดี ดีกว่า</p><p>?อย่างที่เขาบอกว่าสุขภาพที่ดี เงินก็หาซื้อไม่ได้ต้องสร้างเอง ผมตัดสินใจเลือกสร้างตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่าจะเป็น<strong> การออกกำลังกาย การเลือกอาหารเสริมที่เหมาะกับเรา เหมาะกับวัย เหมาะกับการใช้ชีวิตของเรา ผมเลือกทานวิตามินและอาหารเสริมที่ช่วยบำรุงสุขภาพครับ</strong> สุขภาพที่ดีจริงๆ ต้องมาจากข้างในด้วย แม้ว่าผมจะทำผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อความงาม ทั้งผม ผิวหน้า และผิวกาย แต่ไม่ว่าผลิตภัณฑ์จะดีอย่างไร ถ้าข้างในไม่ดีก็คงช่วยได้ไม่มาก แต่ถ้าเราได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ดีในการดูแลภายนอก และเลือกสิ่งดีๆ เข้าสู่ร่างกายก็เรียกได้ว่าเป็นการดูและครบสูตรครับ?</p><p>?ผม คิดว่าไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง ผู้ชาย เด็ก ผู้ใหญ่ ทุกคนควรจะมีสุขภาพที่ดีด้วยกันทั้งนั้น ผู้ชายก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งในสังคม ยิ่งถ้าต้องทำงานหนัก แล้วไม่ดูแลตัวเองคงแย่ บางครั้งอาจจะต้องดูและตัวเองมากกว่าผู้หญิงบางคนซะอีกครับ โดยเฉพาะผู้ชายบางคนที่คิดว่าตัวเองแข็งแรง ไม่เคยตรวจสุขภาพเลย พอนึกขึ้นได้อาจจะสายไปก็ได้นะครับ?</p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/m-herb/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> <item><title>การทำไข่เค็มสมุนไพร ขายง่ายรายได้งาม</title><link>http://www.keajon.com/salted-egg/</link> <comments>http://www.keajon.com/salted-egg/#comments</comments> <pubDate>Wed, 07 Oct 2009 22:16:58 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[เกษตรแก้จน]]></category> <category><![CDATA[กรรมวิธี]]></category> <category><![CDATA[กระดาษสา]]></category> <category><![CDATA[การถนอมอาหาร]]></category> <category><![CDATA[การทำ]]></category> <category><![CDATA[การผลิต]]></category> <category><![CDATA[ขนม]]></category> <category><![CDATA[ขนมไหว้พระจันทร์]]></category> <category><![CDATA[ขั้นตอนการทำ]]></category> <category><![CDATA[ขาย]]></category> <category><![CDATA[ข้าว]]></category> <category><![CDATA[ครอบครัว]]></category> <category><![CDATA[คือ]]></category> <category><![CDATA[คุณภาพ]]></category> <category><![CDATA[งานวิจัย]]></category> <category><![CDATA[จำหน่าย]]></category> <category><![CDATA[จีน]]></category> <category><![CDATA[จุดเด่น]]></category> <category><![CDATA[ทำความสะอาด]]></category> <category><![CDATA[ทำอาหาร]]></category> <category><![CDATA[ท้องถิ่น]]></category> <category><![CDATA[ธรรมชาติ]]></category> <category><![CDATA[น้ำ]]></category> <category><![CDATA[พลาสติก]]></category> <category><![CDATA[วิชา]]></category> <category><![CDATA[วิทยาศาสตร์]]></category> <category><![CDATA[วิธีการ]]></category> <category><![CDATA[วิธีการทำ]]></category> <category><![CDATA[ศาสตร์]]></category> <category><![CDATA[สมุนไพร]]></category> <category><![CDATA[สุขภาพ]]></category> <category><![CDATA[สูตร]]></category> <category><![CDATA[อร่อย]]></category> <category><![CDATA[อาหาร]]></category> <category><![CDATA[เกลือ]]></category> <category><![CDATA[เกษตร]]></category> <category><![CDATA[ไก่]]></category> <category><![CDATA[ไข่เค็ม]]></category> <category><![CDATA[ไทย]]></category> <category><![CDATA[ไหว้พระจันทร์]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=2612</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/salted-egg/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://www.dailynews.co.th/content/images/0909/29/page10/n2.jpg" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="การทำไข่เค็มสมุนไพร สูตรพอกเยื่อฟางข้าว" title="" /></a>ไข่เค็มสมุนไพร พอกเยื่อฟางข้าว ขึ้นชื่อว่า ?ไข่? แล้วไม่ว่าจะเป็นไข่อะไร ก็อร่อยและได้คุณค่าอาหารไม่แตกต่างกัน แต่สำหรับยุคสมัยนี้ ไข่อย่างเดียวคงไม่เพียงพอ เพราะนอกจาก ราคาถูก คุณค่าอาหารต้องทวีคูณด้วย อาจารย์สุภกาญจน์ พรหมขันธ์ จากสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการผลิตอาหาร คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) อีสาน วิทยาเขตสกลนคร จึงคิดค้นงานวิจัย ?ผลิตไข่เค็มสมุนไพรชนิดโซเดียมต่ำพอกด้วยเยื่อฟางข้าว? ที่นอกจากเพิ่มคุณค่าทางอาหารสำหรับคนรักสุขภาพแล้ว ยังเป็นการช่วยเกษตรกรอีกทางหนึ่งด้วย เพราะปัจจุบันดินจอมปลวกที่ใช้ทำไข่เค็มนั้นเริ่มขาดแคลน เรื่อย ๆ แล้ว อ.สุภกาญจน์ เล่าว่า ปัจจุบันดินจอมปลวกที่ใช้ทำไข่เค็มนั้นเริ่มขาดแคลนรวมถึงมีขั้นตอนการเตรียมดินที่ยุ่งยาก อีกทั้งกำไรต่ำมากเมื่อเทียบกับต้นทุนแรงงาน ดังนั้น หากสามารถนำวัสดุอื่นที่มีในท้องถิ่นและหาได้ง่ายมาพอกไข่แทนดินได้ จะช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ผลิตและผู้บริโภคในการนำไปบริโภคและจำหน่ายโดยไม่ต้องเสียเวลาในการทำความสะอาด ?ไข่เค็ม เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการถนอมอาหารโดยใช้เกลือ เพื่อให้ไข่เก็บไว้ได้นานขึ้น อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับไข่ด้วย มีทั้งไข่เป็ดเค็ม ไข่ไก่เค็ม และไข่นกกระทาเค็ม ซึ่งไข่เค็ม เป็นอาหารที่คนไทยนิยมรับประทานกันมาก เนื่องจากมีวิธีการทำง่าย สะดวกในการรับประทาน และใช้ประกอบอาหารอื่นได้มาก เช่น ทำอาหารคาว ทำไส้ขนมเปี๊ยะ ไส้ขนมไหว้พระจันทร์ ใช้ตกแต่งอาหารบางอย่าง เป็นต้น? สำหรับยุคนี้ ?ไข่เค็ม? อย่างเดียวคงไม่พอ [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p><img
src="http://www.dailynews.co.th/content/images/0909/29/page10/n2.jpg" alt="n2 การทำไข่เค็มสมุนไพร ขายง่ายรายได้งาม"  title="การทำไข่เค็มสมุนไพร ขายง่ายรายได้งาม" /><br
/> <em>ไข่เค็มสมุนไพร พอกเยื่อฟางข้าว</em></p><p>ขึ้นชื่อว่า ?ไข่? แล้วไม่ว่าจะเป็นไข่อะไร ก็อร่อยและได้คุณค่าอาหารไม่แตกต่างกัน แต่สำหรับยุคสมัยนี้ ไข่อย่างเดียวคงไม่เพียงพอ เพราะนอกจาก ราคาถูก คุณค่าอาหารต้องทวีคูณด้วย</p><p>อาจารย์สุภกาญจน์ พรหมขันธ์ จากสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการผลิตอาหาร คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) อีสาน วิทยาเขตสกลนคร จึงคิดค้นงานวิจัย ?ผลิตไข่เค็มสมุนไพรชนิดโซเดียมต่ำพอกด้วยเยื่อฟางข้าว? ที่นอกจากเพิ่มคุณค่าทางอาหารสำหรับคนรักสุขภาพแล้ว ยังเป็นการช่วยเกษตรกรอีกทางหนึ่งด้วย เพราะปัจจุบันดินจอมปลวกที่ใช้ทำไข่เค็มนั้นเริ่มขาดแคลน เรื่อย ๆ แล้ว</p><p>อ.สุภกาญจน์ เล่าว่า ปัจจุบันดินจอมปลวกที่ใช้ทำไข่เค็มนั้นเริ่มขาดแคลนรวมถึงมีขั้นตอนการเตรียมดินที่ยุ่งยาก อีกทั้งกำไรต่ำมากเมื่อเทียบกับต้นทุนแรงงาน ดังนั้น หากสามารถนำวัสดุอื่นที่มีในท้องถิ่นและหาได้ง่ายมาพอกไข่แทนดินได้ จะช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ผลิตและผู้บริโภคในการนำไปบริโภคและจำหน่ายโดยไม่ต้องเสียเวลาในการทำความสะอาด</p><p>?ไข่เค็ม เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการถนอมอาหารโดยใช้เกลือ เพื่อให้ไข่เก็บไว้ได้นานขึ้น อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับไข่ด้วย มีทั้งไข่เป็ดเค็ม ไข่ไก่เค็ม และไข่นกกระทาเค็ม ซึ่งไข่เค็ม เป็นอาหารที่คนไทยนิยมรับประทานกันมาก เนื่องจากมีวิธีการทำง่าย สะดวกในการรับประทาน และใช้ประกอบอาหารอื่นได้มาก เช่น ทำอาหารคาว ทำไส้ขนมเปี๊ยะ ไส้ขนมไหว้พระจันทร์ ใช้ตกแต่งอาหารบางอย่าง เป็นต้น?</p><p>สำหรับยุคนี้ ?ไข่เค็ม? อย่างเดียวคงไม่พอ เพราะใคร ๆ ก็นิยมรักสุขภาพกันมากขึ้น อ.สุภกาญจน์ เล่าต่อถึงจุดเด่นของไข่เค็มสมุนไพรชนิดโซเดียมต่ำพอกด้วยเยื่อฟางข้าว ว่านอกจากขั้นตอนการทำและวัสดุในการพอกสามารถหาได้ง่ายแล้วสิ่งที่โดดเด่นอีกอย่างก็คือการใช้สมุนไพรอย่างตะไคร้ ใบมะกรูด และสมุนไพรอื่น ๆมาผสมกับเยื่อฟางข้าวสำหรับพอกไข่ซึ่งนอกจากจะลดความคาวของไข่แล้วยังได้กลิ่นสมุนไพรเวลารับประทานด้วย และที่สำคัญยังลดการใช้เกลือโซเดียมคลอไรด์โดยใช้เกลือโปแตสเซียมคลอไรด์แทน จึงถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของคนรักสุขภาพ</p><p>การทำไข่เค็มมี 2 วิธี คือไข่เค็มที่ได้จากการนำไข่เป็ดสดมาแช่ในสารละลายเกลือ ที่มีความเข้มข้นร้อยละ 20-25 เป็นเวลานาน 15-20 วัน และไข่เค็มพอก ที่เป็นวิธีการดั้งเดิมของชาวจีน และปฏิบัติต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้ โดยใช้ดินเหนียวซึ่งปัจจุบันนิยมใช้ดินจอมปลวกผสมกับเกลือเข้มข้นร้อยละ 25-30 จนดินนิ่มสามารถปั้นเป็นก้อนได้ จึงนำดินมาพอกไข่ไว้เป็นเวลานาน 10-15 วัน ไข่เค็มพอกดินที่ขึ้นชื่อในบ้านเราได้แก่ไข่เค็มไชยา ไข่เค็มปักธงชัย เป็นต้น</p><p>แต่ ?ไข่เค็มสมุนไพรชนิดโซเดียมต่ำพอกด้วยเยื่อฟางข้าว? อ.สุภกาญจน์ บอกว่า ขั้นตอนการทำนั้นเริ่มจาก การเตรียมไข่เป็ดสดโดยนำไข่เป็ดขนาดกลางที่มีอายุการเก็บไม่เกิน 1 สัปดาห์ มาล้างทำความสะอาดและเช็ดให้แห้ง คัดไข่ที่แตกและมีรอยร้าว ออก เพื่อป้องกันไข่เน่าระหว่างการพอก จากนั้นเตรียมเยื่อฟางข้าวโดยคัดคุณภาพของฟางข้าวที่ได้จากการเก็บใหม่ ๆ ที่มีอายุการเก็บรักษาไม่เกิน 3-4 เดือน ฟางข้าวจะต้องไม่ผุ ไม่ขึ้นรา และไม่มีกลิ่นเหม็นอับ นำฟางข้าวที่คัดมาตากแดดให้แห้ง เก็บใส่ถุงพลาสติกที่ปิดสนิท</p><p>ส่วน ขั้นตอนการต้มเยื่อฟางข้าว ที่ดัดแปลงจากกรรมวิธีการผลิตกระดาษสาด้วยวิธีชาวบ้านคือ ชั่งน้ำหนักฟางข้าวแห้งเติมน้ำต่อฟางข้าวในอัตราส่วน 1 ต่อ 8 และหาวัสดุหนัก ๆ มากดทับฟางข้าว แช่ทิ้งไว้ 1 คืน นำฟางข้าวที่แช่น้ำมาต้มที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส นาน 40 นาที ในสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) ความเข้มข้น ร้อยละ 2 จากนั้นล้างด้วยน้ำสะอาดจนเยื่อฟางข้าวมีความเป็นกรดด่าง (pH) ประมาณ 7-7.5 จากนั้นนำเยื่อฟางข้าวที่ได้มาอบแห้งที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส นาน 6-8 ชั่วโมง หรือตากแดดนาน 1 วันก็จะได้เยื่อฟางข้าวที่พร้อมใช้งานได้ตลอด โดยสามารถเก็บในถุงพลาสติกที่ปิดสนิทเพื่อใช้ในขั้นตอนต่อไป</p><p>ต่อมา ขั้นตอนการเตรียมเกลือโซเดียมคลอไรด์เริ่มจากนำไปอบในตู้อบอุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส นาน 3 ชั่วโมง จนเกลือแห้ง นำไปบดแล้วร่อนผ่านตะแกรงขนาด 1 มิลลิเมตร เก็บใส่ถุงพลาสติกที่ปิดสนิท เพียงเท่านี้ก็พร้อมสำหรับการผลิตไข่เค็มที่มีขั้นตอนคือ นำเยื่อฟางข้าวที่เตรียมไว้มาผสมกับน้ำ เกลือ และน้ำสมุนไพรตามต้องการจะได้เยื่อฟางข้าวที่เปียกหลังจากนั้นก็สามารถนำไปพอกหุ้มไข่เป็ดที่เตรียมเอาไว้ จากนั้นนำไข่ที่พอกเสร็จบรรจุใส่ถุงพลาสติกชนิดมีซิปเก็บไว้นาน 25 วัน เพียงเท่านี้ก็จะได้ไข่เค็มสมุนไพรชนิดโซเดียมต่ำพอกด้วยเยื่อฟางข้าวสำหรับจำหน่ายและรับประทานในครอบครัว</p><p>อ.สุภกาญจน์ บอกว่า ต้นทุนในการทำไข่เค็มสมุนไพรชนิดโซเดียมต่ำพอกด้วยเยื่อฟางข้าวนั้นอยู่ที่ฟองละประมาณ 5 บาทและสามารถขายได้ในราคาฟองละ 8 บาท ขึ้นไป</p><p>ผู้สนใจสามารถเข้าไปขอสูตรรวมถึงขอคำแนะนำในการผลิตไข่เค็มสมุนไพรชนิดโซเดียมต่ำพอกด้วยเยื่อฟางข้าวได้ตลอดที่ อ.สุภกาญจน์ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการผลิตอาหาร คณะทรัพยากรธรรมชาติ มทร.อีสาน วิทยาเขตสกลนคร โทร. 08-7806-6587, 08-7806-6587.</p><p><img
class="alignnone size-full wp-image-19" title="dailynews" src="http://news.enterfarm.com/wp-content/uploads/2008/09/dailynews.gif" alt="dailynews การทำไข่เค็มสมุนไพร ขายง่ายรายได้งาม" width="162" height="52" /></p><p><span
style="font-size: xx-small;">ช่วยกันสนับสนุนสื่อที่มีคุณภาพด้วยครับ</span></p><p><img
src="http://feeds.feedburner.com/~r/kasetnews/~4/quSGZgjbxQw" alt=" การทำไข่เค็มสมุนไพร ขายง่ายรายได้งาม" width="1" height="1" title="การทำไข่เค็มสมุนไพร ขายง่ายรายได้งาม" /></p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/salted-egg/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> <item><title>การเลี้ยงปลาดุกไฟฟ้ายักษ์</title><link>http://www.keajon.com/electric-fish/</link> <comments>http://www.keajon.com/electric-fish/#comments</comments> <pubDate>Wed, 07 Oct 2009 22:13:06 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[เกษตรแก้จน]]></category> <category><![CDATA[การเลี้ยง]]></category> <category><![CDATA[คือ]]></category> <category><![CDATA[ต่างประเทศ]]></category> <category><![CDATA[ธรรมชาติ]]></category> <category><![CDATA[น้ำ]]></category> <category><![CDATA[ปลา]]></category> <category><![CDATA[รากไม้]]></category> <category><![CDATA[วิธีการ]]></category> <category><![CDATA[หมัก]]></category> <category><![CDATA[อาหาร]]></category> <category><![CDATA[เลี้ยง]]></category> <category><![CDATA[เลี้ยงปลา]]></category> <category><![CDATA[แปลก]]></category> <category><![CDATA[ไทย]]></category> <category><![CDATA[ไส้กรอก]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=2613</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/electric-fish/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://www.dailynews.co.th/content/images/0910/03/page12/p2.jpg" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="ปลาดุกไฟฟ้ายักษ์" title="" /></a>?ปลาดุกไฟฟ้ายักษ์? เป็นปลาที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปแอฟริกา ปัจจุบันในธรรมชาติจะพบเฉพาะในแม่น้ำคองโกเท่านั้น ไม่พบในประเทศไทย จัดเป็นปลาที่ชอบอาศัยอยู่ในน้ำนิ่งหรือน้ำไหลเอื่อย ๆ ชอบอาศัยตามโพรงหิน โพรงไม้และตามรากไม้จมน้ำที่มีแสงผ่านได้น้อยหรือเป็นน้ำหมักที่มีการสะสมของสารอินทรีย์ เช่น ใบไม้ทับถมกันและมีอุณหภูมิของน้ำเฉลี่ย 23-28 องศาเซลเซียส ลักษณะรูปร่างของปลาดุกไฟฟ้ายักษ์จะมีรูปร่างกลมและยาวคล้ายไส้กรอก ไม่มีครีบหลังแต่จะมีครีบไขมันขนาดใหญ่ ที่อยู่ค่อนไปทางส่วนท้ายของลำตัวติดกับครีบหาง คุณชวิน ตันพิทยคุปต์ หนึ่งในผู้ที่มีประสบการณ์ในการเลี้ยงปลาแปลกและสวยงาม ทั้งในและต่างประเทศได้ย้ำว่าปลาดุกไฟฟ้ายักษ์ไม่พบในแหล่งน้ำในประเทศไทย ใครที่ซื้อมาเลี้ยงเป็นปลาแปลกและปลาสวยงามแล้วเบื่อ ห้ามปล่อยลงสู่แหล่งน้ำไทยอย่างเด็ดขาด ลักษณะเด่นของปลาชนิดนี้จะมีอวัยวะที่สร้างไฟฟ้าเรียงตัวอยู่บริเวณด้านข้างของลำตัว สามารถสร้างกระแสไฟฟ้า ที่รุนแรงได้ถึง 350 โวลต์ โดยกระแสไฟฟ้าดังกล่าวใช้เป็นอาวุธป้องกันตัวและฆ่าเหยื่อที่จะจับกิน บริเวณลำตัวมีสีเทา มีจุดประสีดำขนาดใหญ่และเล็กกระจายอยู่ทั่วลำตัว จัดเป็นปลาที่ค่อนข้างดุร้ายจึงไม่ควรเลี้ยงรวมกับปลาชนิดอื่น แม้แต่เลี้ยงรวมด้วยกันจะพบปัญหากัดกันเอง อาหารหลักของปลาดุกไฟฟ้ายักษ์คือปลาเล็ก ๆ ทุกชนิด แต่จัดเป็นปลาที่เคลื่อน ที่ช้า ไม่ว่องไว ดวงตามีขนาดเล็กและใช้การได้ไม่ดีนัก วิธีการล่าเหยื่อจะใช้กระแสไฟฟ้าช็อตให้ปลาหมดสติหรือตายทันทีแล้ว ค่อยกลืนกินเป็นอาหาร คุณชวินยังบอกว่าหลายคนจะไม่สามารถแยกความแตกต่างระหว่างปลาดุกไฟฟ้ายักษ์กับปลาดุกไฟฟ้า กับปลาดุกธรรมดา ข้อแตกต่างที่สำคัญประการแรกก็คือขนาดและการเจริญเติบโต ปลาดุกไฟฟ้าธรรมดาที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติจะเจริญเติบโตได้เต็มที่มีความยาวของลำตัวได้ถึง 1 เมตร เรียกได้ว่าตัวใหญ่ที่สุดในบรรดาปลาดุกไฟฟ้าทุกชนิด แต่เมื่อนำมาเลี้ยงในตู้เป็นปลาสวยงาม จะเจริญเติบโตช้ามากจากประสบการณ์ของคุณชวินเคยพบมาโตเต็มที่ไม่เกิน 12 นิ้ว ในขณะที่ปลาดุกไฟฟ้ายักษ์เมื่อนำมาเลี้ยงในตู้พบว่าเจริญเติบโตเร็วมากขณะนี้มีคนเลี้ยงได้ขนาดลำตัวถึง 50-60 เซนติเมตรก็มี สำหรับข้อแตกต่างปลีกย่อยอื่น [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p><img
src="http://www.dailynews.co.th/content/images/0910/03/page12/p2.jpg" alt="p2 การเลี้ยงปลาดุกไฟฟ้ายักษ์"  title="การเลี้ยงปลาดุกไฟฟ้ายักษ์" /></p><p>?ปลาดุกไฟฟ้ายักษ์? เป็นปลาที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปแอฟริกา ปัจจุบันในธรรมชาติจะพบเฉพาะในแม่น้ำคองโกเท่านั้น ไม่พบในประเทศไทย จัดเป็นปลาที่ชอบอาศัยอยู่ในน้ำนิ่งหรือน้ำไหลเอื่อย ๆ ชอบอาศัยตามโพรงหิน โพรงไม้และตามรากไม้จมน้ำที่มีแสงผ่านได้น้อยหรือเป็นน้ำหมักที่มีการสะสมของสารอินทรีย์ เช่น ใบไม้ทับถมกันและมีอุณหภูมิของน้ำเฉลี่ย 23-28 องศาเซลเซียส ลักษณะรูปร่างของปลาดุกไฟฟ้ายักษ์จะมีรูปร่างกลมและยาวคล้ายไส้กรอก ไม่มีครีบหลังแต่จะมีครีบไขมันขนาดใหญ่ ที่อยู่ค่อนไปทางส่วนท้ายของลำตัวติดกับครีบหาง</p><p>คุณชวิน ตันพิทยคุปต์ หนึ่งในผู้ที่มีประสบการณ์ในการเลี้ยงปลาแปลกและสวยงาม ทั้งในและต่างประเทศได้ย้ำว่าปลาดุกไฟฟ้ายักษ์ไม่พบในแหล่งน้ำในประเทศไทย ใครที่ซื้อมาเลี้ยงเป็นปลาแปลกและปลาสวยงามแล้วเบื่อ ห้ามปล่อยลงสู่แหล่งน้ำไทยอย่างเด็ดขาด ลักษณะเด่นของปลาชนิดนี้จะมีอวัยวะที่สร้างไฟฟ้าเรียงตัวอยู่บริเวณด้านข้างของลำตัว สามารถสร้างกระแสไฟฟ้า ที่รุนแรงได้ถึง 350 โวลต์ โดยกระแสไฟฟ้าดังกล่าวใช้เป็นอาวุธป้องกันตัวและฆ่าเหยื่อที่จะจับกิน บริเวณลำตัวมีสีเทา มีจุดประสีดำขนาดใหญ่และเล็กกระจายอยู่ทั่วลำตัว จัดเป็นปลาที่ค่อนข้างดุร้ายจึงไม่ควรเลี้ยงรวมกับปลาชนิดอื่น แม้แต่เลี้ยงรวมด้วยกันจะพบปัญหากัดกันเอง</p><p>อาหารหลักของปลาดุกไฟฟ้ายักษ์คือปลาเล็ก ๆ ทุกชนิด แต่จัดเป็นปลาที่เคลื่อน ที่ช้า ไม่ว่องไว ดวงตามีขนาดเล็กและใช้การได้ไม่ดีนัก วิธีการล่าเหยื่อจะใช้กระแสไฟฟ้าช็อตให้ปลาหมดสติหรือตายทันทีแล้ว ค่อยกลืนกินเป็นอาหาร คุณชวินยังบอกว่าหลายคนจะไม่สามารถแยกความแตกต่างระหว่างปลาดุกไฟฟ้ายักษ์กับปลาดุกไฟฟ้า กับปลาดุกธรรมดา</p><p>ข้อแตกต่างที่สำคัญประการแรกก็คือขนาดและการเจริญเติบโต ปลาดุกไฟฟ้าธรรมดาที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติจะเจริญเติบโตได้เต็มที่มีความยาวของลำตัวได้ถึง 1 เมตร เรียกได้ว่าตัวใหญ่ที่สุดในบรรดาปลาดุกไฟฟ้าทุกชนิด แต่เมื่อนำมาเลี้ยงในตู้เป็นปลาสวยงาม จะเจริญเติบโตช้ามากจากประสบการณ์ของคุณชวินเคยพบมาโตเต็มที่ไม่เกิน 12 นิ้ว ในขณะที่ปลาดุกไฟฟ้ายักษ์เมื่อนำมาเลี้ยงในตู้พบว่าเจริญเติบโตเร็วมากขณะนี้มีคนเลี้ยงได้ขนาดลำตัวถึง 50-60 เซนติเมตรก็มี สำหรับข้อแตกต่างปลีกย่อยอื่น ๆ ก็คือรูปร่างลักษณะอื่น ๆ อาทิ ส่วนหัวของปลาดุกไฟฟ้าธรรมดาจะสั้นกลม จะงอยปากสั้นทู่ แต่ส่วนหัวของปลาดุกไฟฟ้ายักษ์จะลาดยาวเรียวแหลมกว่าชัดเจน จะงอยปากยาวช่องเปิดของปากมีขนาดเล็กกว่าส่วนของลำตัวปลาดุกไฟฟ้าธรรมดาจะมีลำตัวสีน้ำตาลอมชมพู ในขณะที่ปลาดุกไฟฟ้ายักษ์มีสีเทา</p><p>ปลาดุกไฟฟ้ายักษ์จัดเป็นปลาที่เลี้ยงง่ายชนิดหนึ่ง ระมัดระวังเรื่องอาการผิดน้ำ หลังจากที่ย้ายปลามาลงใหม่ ทราบกันดีอยู่แล้วว่าปลาชนิดนี้ชอบน้ำเก่าหรือน้ำหมัก.</p><p>ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ<br
/> <img
class="alignnone size-full wp-image-19" title="dailynews" src="http://news.enterfarm.com/wp-content/uploads/2008/09/dailynews.gif" alt="dailynews การเลี้ยงปลาดุกไฟฟ้ายักษ์" width="162" height="52" /></p><p><img
src="http://feeds.feedburner.com/~r/kasetnews/~4/kiyWqxVcU5k" alt=" การเลี้ยงปลาดุกไฟฟ้ายักษ์" width="1" height="1" title="การเลี้ยงปลาดุกไฟฟ้ายักษ์" /></p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/electric-fish/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> <item><title>ว่านกิมเจ็ง</title><link>http://www.keajon.com/%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%87%e0%b8%87/</link> <comments>http://www.keajon.com/%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%87%e0%b8%87/#comments</comments> <pubDate>Thu, 03 Sep 2009 15:57:18 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[เกษตรแก้จน]]></category> <category><![CDATA[ขาย]]></category> <category><![CDATA[จตุจักร]]></category> <category><![CDATA[ดอกไม้]]></category> <category><![CDATA[ตลาดนัด]]></category> <category><![CDATA[ธรรมชาติ]]></category> <category><![CDATA[น้ำ]]></category> <category><![CDATA[ปลา]]></category> <category><![CDATA[ปลูก]]></category> <category><![CDATA[หมู]]></category> <category><![CDATA[หอม]]></category> <category><![CDATA[เกษตร]]></category> <category><![CDATA[แก้ว]]></category> <category><![CDATA[ไทย]]></category> <category><![CDATA[ไม้ประดับ]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%87%e0%b8%87/</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%87%e0%b8%87/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://www.thairath.co.th/media/content/2009/09/02/630/30404.jpg" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="ว่าน กิมเจ็ง" title="" /></a>กิมเจ็ง ยาดีมีหัวขาย คนไทยส่วนใหญ่รู้จัก &#8220;กิมเจ็ง&#8221; น้อยมาก แต่ถ้าเป็นชาวจีน หรือชาวไทยเชื้อสายจีนรุ่นเก่าๆ จะคุ้นเคยและรู้จัก &#8220;กิมเจ็ง&#8221; เป็นอย่างดี เนื่องจากหัวของ &#8220;กิมเจ็ง&#8221; มีคุณค่าและมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงกำลังชั้นดี โดย ชาวจีนนิยมเอาหัวแบบสดๆของ &#8220;กิมเจ็ง&#8221; กะจำนวนพอประมาณต้มกับหมูเนื้อแดง หรือกระดูกหมูจำนวนเล็กน้อย ปรุงแต่งรสชาติอ่อนๆ คล้ายน้ำชุปใสรับประทานได้ทั้งเนื้อและน้ำวันละครั้ง ครั้งละ 1 ถ้วย จะช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง หายอ่อนเพลีย เป็นยาโป๊ดีนัก ส่วน ตำรายาแผนไทยเรียก &#8220;กิมเจ็ง&#8221; ว่า &#8220;ว่านกิมเจ็ง&#8221; หรือ &#8220;ต้นอีนูน&#8221; มี สรรพคุณทางเภสัชใช้เป็นยาเย็น แก้ร้อนในกระหายน้ำ และเจ็บในลำคอ โดยเอาหัวสดกะจำนวนพอประมาณต้มกับน้ำสะอาดจำนวน 3 แก้ว จนเดือดเคี่ยวเหลือ 1 แก้ว ดื่มขณะอุ่นวันละครั้ง ต้มกิน 1-2 วัน อาการที่กล่าวข้างต้นจะดีขึ้นและหายได้ กิมเจ็ง เป็นไม้เถาเลื้อยพาดพันต้นไม้อื่น มีหัวใต้ดินขนาดใหญ่ เนื้อหัวฉ่ำน้ำเล็กน้อยสีขาวนวล มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ลักษณะหัวคล้ายมันแกว หรือหัวของต้น [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p><img
src="http://www.thairath.co.th/media/content/2009/09/02/630/30404.jpg" alt="30404 ว่านกิมเจ็ง"  title="ว่านกิมเจ็ง" /><br
/> <em>กิมเจ็ง ยาดีมีหัวขาย</em></p><p>คนไทยส่วนใหญ่รู้จัก &#8220;กิมเจ็ง&#8221; น้อยมาก แต่ถ้าเป็นชาวจีน หรือชาวไทยเชื้อสายจีนรุ่นเก่าๆ จะคุ้นเคยและรู้จัก &#8220;กิมเจ็ง&#8221; เป็นอย่างดี เนื่องจากหัวของ &#8220;กิมเจ็ง&#8221; มีคุณค่าและมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงกำลังชั้นดี โดย ชาวจีนนิยมเอาหัวแบบสดๆของ &#8220;กิมเจ็ง&#8221; กะจำนวนพอประมาณต้มกับหมูเนื้อแดง หรือกระดูกหมูจำนวนเล็กน้อย ปรุงแต่งรสชาติอ่อนๆ คล้ายน้ำชุปใสรับประทานได้ทั้งเนื้อและน้ำวันละครั้ง ครั้งละ 1 ถ้วย จะช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง หายอ่อนเพลีย เป็นยาโป๊ดีนัก</p><p>ส่วน ตำรายาแผนไทยเรียก &#8220;กิมเจ็ง&#8221; ว่า &#8220;ว่านกิมเจ็ง&#8221; หรือ &#8220;ต้นอีนูน&#8221; มี สรรพคุณทางเภสัชใช้เป็นยาเย็น แก้ร้อนในกระหายน้ำ และเจ็บในลำคอ โดยเอาหัวสดกะจำนวนพอประมาณต้มกับน้ำสะอาดจำนวน 3 แก้ว จนเดือดเคี่ยวเหลือ 1 แก้ว ดื่มขณะอุ่นวันละครั้ง ต้มกิน 1-2 วัน อาการที่กล่าวข้างต้นจะดีขึ้นและหายได้</p><p>กิมเจ็ง เป็นไม้เถาเลื้อยพาดพันต้นไม้อื่น มีหัวใต้ดินขนาดใหญ่ เนื้อหัวฉ่ำน้ำเล็กน้อยสีขาวนวล มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ลักษณะหัวคล้ายมันแกว หรือหัวของต้น &#8220;สบู่เลือด&#8221; ผิวหัวด้านนอกจะนวลกว่าเล็กน้อย ต้นหรือเถาสามารถเลื้อยได้ไกลกว่า 10 เมตร ที่พบตามธรรมชาติในป่าลึก ต้นหรือเถาจะอ้วนใหญ่มาก ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ เป็นรูปกลมรี คล้ายใบตำลึง แต่ใบของ &#8220;กิมเจ็ง&#8221; จะมีจำนวนแฉกมากกว่า และใบที่อยู่ส่วนปลายจะยาวและแหลมกว่าชัดเจน</p><p>ดอก ออกเป็นช่อหรือเป็นพวงตามซอกใบ แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยขนาดเล็กสีขาวจำนวนมาก เวลามีดอกจะห้อยลงเป็นระย้าน่าชมมาก &#8220;ผล&#8221; เป็นรูปทรงกลม มีหลายขนาดตั้งแต่เล็กจิ๋วไปจนถึงผลโตเท่าไข่ไก่ ดอกออกได้เรื่อยๆ ขยายพันธุ์ด้วยหัว หรือเมล็ด พบขึ้นตามป่าธรรม?ชาติทุกภาคของประเทศไทย สมัยก่อนนิยมปลูกติดรั้วบ้านให้ต้นหรือเถาไต่ เพื่อเอาหัวใช้ทำยาตามที่กล่าวข้างต้น</p><p>ปัจจุบัน นักเลงไม้หัวชอบเอา &#8220;กิมเจ็ง&#8221; ไปปลูกเป็นไม้ประดับโชว์ความงามและแปลกของหัวที่มีขนาดใหญ่ โดยปลูกลงกระถางทำโครงให้ต้นหรือเถาไต่ ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ซึ่ง &#8220;กิม-เจ็ง&#8221; มีหัวขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 3 แผง &#8220;เจ๊ติ๋ม&#8221; ราคาสอบถามกันเองครับ.</p><p>นายเกษตร<br
/> <img
src="http://news.enterfarm.com/wp-content/uploads/2008/09/thairath.gif" alt="thairath ว่านกิมเจ็ง" title="thairath" width="212" height="76" class="alignnone size-full wp-image-28" /></p> <img
src="http://feeds.feedburner.com/~r/kasetnews/~4/9O7rNzNbxMk" height="1" width="1" title="ว่านกิมเจ็ง" alt=" ว่านกิมเจ็ง" />]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%87%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> <item><title>จอกหูหนูยักษ์</title><link>http://www.keajon.com/%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b9%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b9%8c/</link> <comments>http://www.keajon.com/%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b9%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b9%8c/#comments</comments> <pubDate>Thu, 03 Sep 2009 15:57:11 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[เกษตรแก้จน]]></category> <category><![CDATA[การเกษตร]]></category> <category><![CDATA[ข้าว]]></category> <category><![CDATA[คือ]]></category> <category><![CDATA[ธรรมชาติ]]></category> <category><![CDATA[น้ำ]]></category> <category><![CDATA[ประโยชน์]]></category> <category><![CDATA[ปลูก]]></category> <category><![CDATA[ผัก]]></category> <category><![CDATA[ผักตบชวา]]></category> <category><![CDATA[รายได้]]></category> <category><![CDATA[วิชา]]></category> <category><![CDATA[หมา]]></category> <category><![CDATA[เกษตร]]></category> <category><![CDATA[เลี้ยง]]></category> <category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category> <category><![CDATA[ไทย]]></category> <category><![CDATA[ไม้ประดับ]]></category> <category><![CDATA[ไร่]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b9%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b9%8c/</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b9%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b9%8c/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://www.dailynews.co.th/content/images/0909/02/page10/j2.jpg" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="จอกหูหนูยักษ์" title="" /></a>จอกหูหนูยักษ์ สวยแต่มีภัย จอกหูหนูยักษ์ มีถิ่นกำเนิดในแถบร้อนทวีปอเมริกา เป็นวัชพืชที่เป็นภัยร้ายแรงที่สุดชนิดหนึ่งของโลก และระบาดไปทุกทวีปทั่วโลก ได้แพร่เข้ามาในเอเชียครั้งแรกเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2473 ที่ประเทศศรีลังกา หลังจากนั้นได้ขยายพื้นที่ปกคลุมออกไปอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นวัชพืชร้ายแรงในนาข้าว ในสหรัฐอเมริกา ได้จัดจอกหูหนูยักษ์เป็นวัชพืชร้ายแรงและห้าม นำเข้า ซึ่งในพื้นที่ที่ระบาดหลายแห่งต้องเสียค่า ใช้จ่ายในการควบคุมและกำจัดออกจากแหล่ง น้ำ เฉพาะในมลรัฐลุยเซียนาเพียงแห่งเดียว ประมาณการค่าใช้จ่ายในการควบคุมมากกว่า 9,950 ล้านบาท โดยเป็นค่าสารเคมีควบคุมวัชพืชประมาณ 1,600 บาทต่อไร่ ทั้งนี้ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอย่างอื่น กล่าวโดยรวมแล้วมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากกว่า 17,600 ล้านบาท ดร.ศิริพร ซึงสนธิพร นักวิชาการเกษตรชำนาญการ กลุ่มวิจัยวัชพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า จอกหูหนูยักษ์ร้ายยิ่งกว่าผักตบชวา เนื่องจากเจริญเติบโตรวดเร็ว เพิ่มปริมาณเป็น 2 เท่าได้ในเวลา 2-4 วัน ถ้าอยู่ในสภาพที่เหมาะสมแก่การเจริญเติบโต สามารถเพิ่มมวลเป็น 2 เท่าภายในเวลา 7-10 วัน จากหนึ่งตันสามารถเจริญเติบโตปกคลุมพื้นที่ถึง 64,750 ไร่ ในเวลา 3 เดือน [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p><img
src="http://www.dailynews.co.th/content/images/0909/02/page10/j2.jpg" alt="j2 จอกหูหนูยักษ์"  title="จอกหูหนูยักษ์" /><br
/> <em>จอกหูหนูยักษ์ สวยแต่มีภัย</em></p><p>จอกหูหนูยักษ์ มีถิ่นกำเนิดในแถบร้อนทวีปอเมริกา เป็นวัชพืชที่เป็นภัยร้ายแรงที่สุดชนิดหนึ่งของโลก และระบาดไปทุกทวีปทั่วโลก ได้แพร่เข้ามาในเอเชียครั้งแรกเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2473 ที่ประเทศศรีลังกา หลังจากนั้นได้ขยายพื้นที่ปกคลุมออกไปอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นวัชพืชร้ายแรงในนาข้าว ในสหรัฐอเมริกา ได้จัดจอกหูหนูยักษ์เป็นวัชพืชร้ายแรงและห้าม นำเข้า ซึ่งในพื้นที่ที่ระบาดหลายแห่งต้องเสียค่า ใช้จ่ายในการควบคุมและกำจัดออกจากแหล่ง  น้ำ เฉพาะในมลรัฐลุยเซียนาเพียงแห่งเดียว ประมาณการค่าใช้จ่ายในการควบคุมมากกว่า 9,950 ล้านบาท โดยเป็นค่าสารเคมีควบคุมวัชพืชประมาณ 1,600 บาทต่อไร่ ทั้งนี้ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอย่างอื่น กล่าวโดยรวมแล้วมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากกว่า 17,600 ล้านบาท</p><p>ดร.ศิริพร ซึงสนธิพร นักวิชาการเกษตรชำนาญการ กลุ่มวิจัยวัชพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า จอกหูหนูยักษ์ร้ายยิ่งกว่าผักตบชวา เนื่องจากเจริญเติบโตรวดเร็ว เพิ่มปริมาณเป็น 2 เท่าได้ในเวลา 2-4 วัน ถ้าอยู่ในสภาพที่เหมาะสมแก่การเจริญเติบโต สามารถเพิ่มมวลเป็น 2 เท่าภายในเวลา 7-10 วัน จากหนึ่งตันสามารถเจริญเติบโตปกคลุมพื้นที่ถึง 64,750 ไร่ ในเวลา 3 เดือน ได้น้ำหนักถึง 64 ตันต่อไป ซึ่งใกล้เคียงกับผักตบชวา</p><p>จอกหูหนูยักษ์ มีลักษณะที่เด่น คือ ใบมีขนฟู เวลามองเห็นจะมีสีเขียว ขาวนวล ซึ่งทำให้บางคนมองเห็นความสวยงาม จึงนำเข้ามาปลูกเลี้ยงเป็นไม้ประดับและเผยแพร่กันออกไป แท้ที่จริงแล้วเป็นพืชอันตรายอย่างคาดไม่ถึง?</p><p>ดร.ศิริพร เล่าถึงอันตรายของจอกหูหนูยักษ์ว่า เนื่องจากจอกหูหนูยักษ์เจริญเติบโตและขยายพันธุ์ได้รวดเร็วมาก ถ้าเรานำพืชตัวนี้มาทิ้งไว้ในแหล่งน้ำ 1 ตัน ในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ก็จะสามารถครอบคลุมแหล่งน้ำทั้งหมด การขยายพันธุ์ คือการแตกยอดใหม่จากซอกใบของต้นเดิม และเนื่องจากลำต้นเล็กมากและหักง่าย เมื่อต้นหักออกไปและมีใบติดไปด้วย ก็จะสามารถสร้างยอดขึ้นมาใหม่และเจริญเติบโตได้รวดเร็ว  เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่ก็ขยายตัวอย่างหนาแน่นปกคลุมผิวน้ำทั้งหมด ทำให้แสงแดดไม่สามารถส่องลงไปถึงพื้นน้ำเบื้องล่างได้ ทำให้พืชน้ำที่อยู่ข้างล่างไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ จึงทำให้ปริมาณออกซิเจนลดลงมาก จนเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ ประกอบกับการย่อยสลายของจอกหูหนูยักษ์ที่ตายทับถมกัน ก่อให้เกิดผลกระทบที่รุนแรง โดยความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในแหล่งน้ำจะตายหมด สัตว์ที่อยู่ภายใต้การปกคลุมของจอกหู หนูยักษ์อหาจจะสูญพันธุ์ไป และเมื่อทั้งสิ่งมีชีวิตและพืชพรรณที่อยู่ใต้น้ำตายทับถมลงสู่ท้องน้ำก็จะทำ ให้ตื้นเขินและน้ำเน่าเสีย มนุษย์ก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำนั้นได้</p><p>ในปี พ.ศ. 2550-2551 กรมวิชาการเกษตร โดยสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช ได้จัดทำโครงการติดตามเฝ้าระวังการระบาดและการจัดการจอกหูหนูยักษ์ศัตรูพืช กักกันของประเทศไทย ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้พิจารณาเห็นว่า จอกหูหนูยักษ์เป็นศัตรูพืชกักกันชนิดหนึ่งที่ต้องเฝ้าระวังไม่ให้วัชพืชตัว นี้เข้ามาในประเทศไทย จึงให้จัดทำโครงการติดตามเฝ้าระวังการระบาดและการจัดการจอกหูหนูยักษ์ศัตรู พืชกักกันของประเทศไทย ซึ่งสนับสนุนโดยเงินรายได้จากการดำเนินงานวิจัยด้านการเกษตรของกรมวิชาการ เกษตร ทำการสำรวจและเฝ้าระวังจอกหูหนูยักษ์ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ</p><p>ประเทศไทยมีพืชสกุลนี้อยู่ 2 ชนิด คือ จอกหูหนู และ แหนใบมะขาม เป็นเฟิร์นน้ำที่ พบได้ทั่วไปในแหล่งน้ำจืดหรือในน้ำนิ่งและในนาข้าว ลักษณะเป็นแพลอยเหนือผิวน้ำ ขอบใบค่อนข้างห่อเข้าหากันเป็นกรวยคล้ายหูหนู จึงเป็นพืชที่ตั้งชื่อตามลักษณะที่เห็น แต่จอกหูหนูในบ้านเราเป็นพืชท้องถิ่น ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม มีศัตรูธรรมชาติอยู่แล้ว จะตายไปเองตามฤดูกาล การเจริญเติบโตไม่รวดเร็วเหมือนจอกหูหนูยักษ์ จึงไม่เป็นพิษเป็นภัยแต่อย่างไร</p><p>ดังนั้น เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงและป้องกันมิให้จอกหูหนูยักษ์ระบาดเป็นปัญหาใน ประเทศไทย หากผู้ใดพบเห็นและสงสัยว่าจะเป็นจอกหูหนูยักษ์ ให้รีบกำจัดออกจากแหล่งน้ำโดยเร็วที่สุดก่อนที่จะเจริญเติบโตและขยายพันธุ์ ออกไปอย่างรวดเร็ว</p><p>อย่างไรก็ตาม เมื่อช้อนออกมาแล้วต้องนำ มาตากให้แห้งและเผาทิ้งเพื่อมิให้มีการนำไปปลูกอีกต่อไป หากไม่สามารถกำจัดเองได้ และไม่แน่ ใจว่าจะใช่จอกหูหนูยักษ์หรือไม่ หรือต้องการข้อมูล เพิ่มเติม สอบถามได้ที่กลุ่มวิจัยวัชพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร โทรศัพท์ 0-2940-7409 โทรสาร 0-2579-4230.</p><p>นวลศรี โชตินันทน์<br
/> <img
src="http://news.enterfarm.com/wp-content/uploads/2008/09/dailynews.gif" alt="dailynews จอกหูหนูยักษ์" title="dailynews" width="162" height="52" class="alignnone size-full wp-image-19" /></p> <img
src="http://feeds.feedburner.com/~r/kasetnews/~4/tEakwtsIleY" height="1" width="1" title="จอกหูหนูยักษ์" alt=" จอกหูหนูยักษ์" />]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b9%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b9%8c/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> <item><title>ฟิล์มเคลือบผิวผลไม้จากเยื่อฟางข้าว</title><link>http://www.keajon.com/film-from-soda-anthraquinone/</link> <comments>http://www.keajon.com/film-from-soda-anthraquinone/#comments</comments> <pubDate>Sun, 30 Aug 2009 04:10:25 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[นวตกรรมสำหรับอาชีพ]]></category> <category><![CDATA[เกษตรแก้จน]]></category> <category><![CDATA[กระดาษสา]]></category> <category><![CDATA[การทำ]]></category> <category><![CDATA[การผลิต]]></category> <category><![CDATA[การเกษตร]]></category> <category><![CDATA[การเพาะ]]></category> <category><![CDATA[การเพาะเห็ด]]></category> <category><![CDATA[ของไทย]]></category> <category><![CDATA[ข้าว]]></category> <category><![CDATA[ดอกไม้]]></category> <category><![CDATA[ธรรมชาติ]]></category> <category><![CDATA[น้ำ]]></category> <category><![CDATA[ประโยชน์]]></category> <category><![CDATA[ปลูก]]></category> <category><![CDATA[ผัก]]></category> <category><![CDATA[ภาวะโลกร้อน]]></category> <category><![CDATA[มะม่วง]]></category> <category><![CDATA[วัตถุดิบ]]></category> <category><![CDATA[วิชา]]></category> <category><![CDATA[วิธีการ]]></category> <category><![CDATA[ศาสตร์]]></category> <category><![CDATA[หมู]]></category> <category><![CDATA[หอม]]></category> <category><![CDATA[อาหาร]]></category> <category><![CDATA[เกษตร]]></category> <category><![CDATA[เชียงใหม่]]></category> <category><![CDATA[เพาะ]]></category> <category><![CDATA[เลี้ยง]]></category> <category><![CDATA[แคปซูล]]></category> <category><![CDATA[ไทย]]></category> <category><![CDATA[ไอศครีม]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/%e0%b8%9f%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81/</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/film-from-soda-anthraquinone/"><img
align="left" hspace="5" width="150" height="150" src="http://www.keajon.com/wp-content/plugins/thumbnail-for-excerpts/tfe_no_thumb.png" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="" title="" /></a>&#160; ฟิล์มเคลือบผิวผลไม้จากเยื่อฟางข้าว ผลงานทีมวิจัยจากคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทีมวิจัยจากคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพิ่มมูลค่าของเหลือใช้ทางการเกษตร นำฟางข้าว พัฒนาสู่ฟิล์มเคลือบผิวผลไม้จากเยื่อฟางข้าว นำร่องใช้กับมะม่วงน้ำดอกไม้ ให้ผลยับยั้งและทำลายเชื้อที่ก่อให้เกิดจุดดำ พร้อมยืดอายุการเก็บรักษา โดยคงกลิ่นหอมและรสหวานตามธรรมชาติ ไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ช่วยเหลือเกษตรกรในกลุ่มผลไม้ส่งออกไทย อ.สุพัฒน์ คำไทย ภาควิชาเทคโนโลยีการบรรจุ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หัวหน้าโครงการวิจัยการผลิตฟิล์มคาร์บอกซีเมธิลเซลลูโลสจากเยื่อฟางข้าวแบบโซดาแอนทราควิโนน (Production of Carboxymethylcellulose Film from Soda Anthraquinone (Soda-AQ) Rice Straw Pulp) หรือ ฟิล์มจากเยื่อฟางข้าวสำหรับเคลือบผิวผลไม้ กล่าวถึงที่มาของผลงานวิจัยว่า ข้าวจัดเป็นสินค้าเกษตรส่งออกที่สำคัญของประเทศไทย จากข้อมูลของกรมส่งเสริมการส่งออก ในปี 2551 พบว่า ประเทศไทยยังคงเป็นประเทศส่งออกข้าวเป็นอันดับหนึ่งของโลก โดยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. ? 18 ก.ย. 51 ไทยส่งข้าวออกไปแล้ว 8.08 ล้านตัน มูลค่า 4,908 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p><p><strong>ฟิล์มเคลือบผิวผลไม้จากเยื่อฟางข้าว ผลงานทีมวิจัยจากคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่</strong></p><p>ทีมวิจัยจากคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพิ่มมูลค่าของเหลือใช้ทางการเกษตร นำฟางข้าว พัฒนาสู่ฟิล์มเคลือบผิวผลไม้จากเยื่อฟางข้าว นำร่องใช้กับมะม่วงน้ำดอกไม้ ให้ผลยับยั้งและทำลายเชื้อที่ก่อให้เกิดจุดดำ พร้อมยืดอายุการเก็บรักษา โดยคงกลิ่นหอมและรสหวานตามธรรมชาติ ไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ช่วยเหลือเกษตรกรในกลุ่มผลไม้ส่งออกไทย<span> </span></p><p><strong>อ.สุพัฒน์ คำไทย ภาควิชาเทคโนโลยีการบรรจุ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่</strong> หัวหน้าโครงการวิจัยการผลิตฟิล์มคาร์บอกซีเมธิลเซลลูโลสจากเยื่อฟางข้าวแบบโซดาแอนทราควิโนน (Production of Carboxymethylcellulose Film from Soda Anthraquinone (Soda-AQ) Rice Straw Pulp) หรือ ฟิล์มจากเยื่อฟางข้าวสำหรับเคลือบผิวผลไม้ กล่าวถึงที่มาของผลงานวิจัยว่า ข้าวจัดเป็นสินค้าเกษตรส่งออกที่สำคัญของประเทศไทย จากข้อมูลของกรมส่งเสริมการส่งออก ในปี 2551 พบว่า ประเทศไทยยังคงเป็นประเทศส่งออกข้าวเป็นอันดับหนึ่งของโลก โดยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. ? 18 ก.ย. 51 ไทยส่งข้าวออกไปแล้ว 8.08 ล้านตัน มูลค่า 4,908 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 158,857 ล้านบาท จากข้อมูลการส่งออกข้าวดังกล่าว ทำให้สามารถประเมินได้ว่าปริมาณฟางข้าวภายหลังการเก็บเกี่ยวข้าวของเกษตรกร มีปริมาณมากและแปรผันตรงกับการเพาะปลูกข้าว โดยฟางข้าวจัดเป็นเศษเหลือทิ้งทางการเกษตร จากรายงานของสถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์พบว่าในแต่ละปีมีปริมาณฟางข้าวประมาณ 6.3 ล้านตัน ถึงแม้ว่าการจัดการกับฟางข้าวเหลือทิ้งมีหลายวิธี เช่น นำไปเลี้ยงสัตว์ ใช้คลุมหน้าดินเพื่อป้องกันการสูญเสียความชื้น หรือ ใช้ในการเพาะเห็ด หากแต่เกษตรกรในพื้นที่นาปรังส่วนใหญ่มักใช้วิธีการเผาฟางข้าว เนื่องจากเป็นวิธีเตรียมพื้นที่สำหรับการทำนาครั้งต่อไป ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ และเกิดภาวะโลกร้อน ดังนั้นจากปัญหาการจัดการฟางข้าวข้างต้น จึงเป็นที่มาของงานวิจัยที่เพิ่มมูลค่าจากการใช้ประโยชน์ฟางข้าว ในรูปแบบงานวิจัยแนวทางใหม่สำหรับผลิตคาร์บอกซีเมธิลเซลลูโลสจากเยื่อฟางข้าวหรือฟิล์มเคลือบผิวผลไม้จากเยื่อฟางข้าว</p><p>คาร์บอกซีเมทิลเซลลูโลส (Carboxymethyl cellulose, CMC) หรือ โซเดียมคาร์บอกซีเมทิลเซลลูโลส (Sodium carboxymethylcellulose) เป็นอนุพันธ์ของเซลลูโลส ประเภทหนึ่ง ที่เกิดจากการแปรหรือปรับปรุงคุณสมบัติของเซลลูโลส ให้เกิดการแทนที่โครงสร้างเดิมด้วยหมู่เมธิลและ หมู่คาร์บอกซีเมธิลมีลักษณะเป็นของแข็งสีขาว ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส ไม่เป็นอันตราย ไม่มีผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม ละลายน้ำได้ดี? มีคุณสมบัติเป็นสารเพิ่มความหนืดที่ช่วยในการยึดเกาะและเป็นสารคงสภาพ สำหรับการใช้ประโยชน์คาร์บอกซีเมธิลเซลลูโลส สามารถใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย อาทิ ใช้เป็นสารให้ความหนืดในอุตสาหกรรมกรรมอาหาร เช่น ไอศครีม ใช้เป็นสารเคลือบผิวแคปซูลยา หรือ สารก่อให้เกิดการเป็นเจลทางด้านเภสัชกรรม ซึ่งงานวิจัยเรื่องนี้ได้มุ่งเน้นพัฒนากระบวนการผลิตและการนำ CMC จากเยื่อฟางข้าวไปใช้ประโยชน์</p><p>ในการวิจัยพัฒนาฟิล์มเคลือบผิวผลไม้จากเยื่อฟางข้าวในครั้งนี้ ได้นำฟางข้าวสายพันธุ์ กข 6 ที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นมาวิเคราะห์หาองค์ประกอบทางเคมี โดยภายหลังจากการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของวัตถุดิบ แสดงให้เห็นว่ามีปริมาณของเซลลูโลสเพียงพอที่จะนำฟางข้าวมาผลิตเยื่อฟางข้าวแบบโซดา และแบบโซดาแอนทราควิโนน จากการนำสารแอนทราควิโนนจากรากต้นยอมาใช้ประโยชน์ในกระบวนการต้มเยื่อ ซึ่งคล้ายกับการต้มกระดาษสาทั่วไป โดยฟิล์มจากเยื่อฟางข้าวที่ได้จะมีลักษณะขาวใส จากการทดลอง พบว่าฟิล์มฟางข้าวที่ผลิตขึ้นนั้น มีความสามารถในการละละลายน้ำกว่า 50 ? 85% เมื่อเคลือบที่ผิวผลไม้แล้ว หากจะรับประทานเพียงแค่ล้างน้ำธรรมดาเท่านั้น และไม่มีสารพิษตกค้างถึงผู้บริโภคด้วย</p><p><strong>หลังจากวิเคราะห์พัฒนาจนได้ฟิล์มเคลือบผิวผลไม้จากเยื่อฟางข้าวแล้ว ได้ทดลองนำไปใช้ประโยชน์ในลักษณะฟิล์มเคลือบผิวมะม่วงน้ำดอกไม้ โดยได้ปรับปรุงคุณสมบัติของฟิล์ม ด้วยการเติมสารที่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ</strong><strong> Colletotrichum gloeosporioides ซึ่งเป็นเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคแอนแทคโนสหรือเกิดจุดสีดำที่ผิวของมะม่วง ผลการทดลองประสิทธิภาพของฟิล์มยับยั้งเชื้อแอนแทคโนสที่ผลิตขึ้น พบว่า ไม่มีจุดดำบนผิวมะม่วง แสดงให้เห็นว่าฟิล์มสามารถยับยั้งเชื้อที่ก่อให้เกิดจุดสีดำได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังได้ทดลองเคลือบฟิล์มฟางข้าวบนผิวมะม่วงที่มีเชื้ออยู่แล้ว พบว่าเชื้อนั้นไม่มีการขยายตัว บ่งชี้ว่าเชื้อจุดดำนั้นได้ถูกทำลายไปจากการเคลือบฟิล์มฟางข้าวที่เติมสารที่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อที่ก่อให้เกิดจุดดำ และมะม่วงที่เคลือบด้วยฟิล์มฟางข้าวนั้น แทบสังเกตไม่ออกเลยว่ามีการเคลือบผิว เนื่องจากไม่มีความมันวาว และไม่ส่งผลที่จะเปลี่ยนแปลงกลิ่น สี รสของมะม่วง ดังนั้นจึงยังคงความหอมหวานได้ตามธรรมชาติได้เป็นอย่างดี</strong></p><p>จากการทดลองเปรียบเทียบมะม่วงที่ผ่านการเคลือบฟิล์มฟางข้าวยับยั้งเชื้อจุดดำ เก็บรักษาที่อุณหภูมิ 13  องศาเซลเซียส พบว่าสามารถยืดอายุการเก็บรักษามะม่วงได้นานถึง 24 วัน โดยที่ผิวของมะม่วงน้ำดอกไม้ยังคงเหลืองสวย มีจุดดำเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จากปกติหากเก็บที่อุณหภูมิเดียวกันจะอยู่ได้ประมาณ 3 สัปดาห์</p><p>นอกจากมะม่วงน้ำดอกไม้แล้ว ยังสามารถนำไปใช้กับผลไม้อื่นได้ด้วย โดยอาศัยเทคนิคการปรับปรุงฟิล์มที่ตอบสนองต่อเชื้อของโรคในผลไม้แต่ละชนิด รวมไปจนถึงผักบ้างชนิดด้วย ผลงานวิจัยจากมหาวิทยาลัย เชียงใหม่ชิ้นนี้ จึงน่าจะเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรได้ โดยเฉพาะในกลุ่มผลไม้ส่งออกของไทยในอนาคต</p><p><strong>และนับเป็นความภาคภูมิใจของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ฟิล์มเคลือบผิวผลไม้จากเยื่อฟางข้าว หรือ</strong><strong> ?การผลิตฟิล์มคาร์บอกซีเมทิลเซลลูโลสจากเยื่อฟางข้าวแบบโซดาแอนทราคิวโนน? นี้ ได้รับรางวัล Professional Award รองชนะเลิศอันดับ 1 จากโครงการ IRPUS 2552 ภายใต้การสนับสนุนของฝ่ายอุตสาหกรรม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ซึ่งมีนางสาวกมลพร? จอมพันธ์ และนางสาวนัฐวดี? จินาพันธ์ นักศึกษาจากภาควิชาเทคโนโลยีการบรรจุ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมทีมวิจัยด้วย</strong></p><p>ที่มา : <strong>มหาวิทยาลัยเชียงใหม่</strong></p><p>http://pr.oop.cmu.ac.th/perin_detail.php?perin_id=70</p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/film-from-soda-anthraquinone/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>1</slash:comments> </item> </channel> </rss>
