<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?> <rss
version="2.0"
xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
> <channel><title>แก้จนดอทคอม 108อาชีพเสริม &#187; ปลูก</title> <atom:link href="http://www.keajon.com/tag/%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" /><link>http://www.keajon.com</link> <description>108ธุรกิจส่วนตัว อาชีพเสริม อาชีพอิสระ ของคนทำมาหากิน</description> <lastBuildDate>Wed, 08 Feb 2012 20:04:39 +0000</lastBuildDate> <language>en</language> <sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod> <sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency> <generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator> <item><title>ยังมีโครงการดีๆ ฝึกอบรมอาชีพการเกษตรฟรี ในภูมิภาคตะวันตก</title><link>http://www.keajon.com/%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%86-%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a1/</link> <comments>http://www.keajon.com/%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%86-%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a1/#comments</comments> <pubDate>Sun, 07 Feb 2010 06:51:54 +0000</pubDate> <dc:creator>prim_webmaster</dc:creator> <category><![CDATA[ฝึกอบรม สัมนาื่อื่นๆ]]></category> <category><![CDATA[เกษตรแก้จน]]></category> <category><![CDATA[ถั่วเหลือง]]></category> <category><![CDATA[ปลูก]]></category> <category><![CDATA[ฝึกอาชีพ]]></category> <category><![CDATA[ภาคตะวันตก]]></category> <category><![CDATA[ลงทุน]]></category> <category><![CDATA[อบรมฟรี]]></category> <category><![CDATA[อาชีพ]]></category> <category><![CDATA[อาหาร]]></category> <category><![CDATA[เกษตร]]></category> <category><![CDATA[เพาะเห็ดฟาง]]></category> <category><![CDATA[เส้นทาง]]></category> <category><![CDATA[ไม้ประดับ]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=3328</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%86-%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a1/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://info.matichon.co.th/newsphoto/techno/cov472.jpg" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="" title="" /></a>ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรที่พร้อมแล้วในการฝึกอาชีพการเกษตร อยู่ 3 ศูนย์ดังนี้ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดสุพรรณบุรี (พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง)ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดสมุทรสาคร (พืชสวน)ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดเพชรบุรี (จักรกลการเกษตร)???????????? ทางด้าน คุณสมชัย ส่งเสริมสกุล ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดสุพรรณบุรี (พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง) ได้ตระหนักถึงปัญหาสุขภาพที่เกิดจากการบริโภคพืชผักที่ปนเปื้อนสารพิษ ซึ่งพบว่า สถิติคนไทยเป็นโรคมะเร็ง เริ่มมีอัตราที่สูงขึ้น การบริโภคพืชผักที่มีสารพิษตกค้างเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดมะเร็ง แล้วทำอย่างไร? เราจึงจะได้บริโภคพืชผักที่ปราศจากสารพิษตกค้าง คำตอบที่ดีที่สุดคือ ก็ต้องปลูกผักไว้กินเอง ดังนั้น จึงได้มีโครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร โดยการผลิตพันธุ์พืชพันธุ์ดี เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้แก่เกษตรกรและผู้ที่สนใจ เช่น1. กล้วยเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ผลิตสายพันธุ์น้ำว้ากาบขาวและหอมทอง เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกร ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ดีที่สุดในภาคตะวันตก2. มะละกอปลักไม้ลาย (ฮอลแลนด์) เนื้อหนาแน่น สีแดงเข้ม หวานหอม เหมาะสำหรับรับประทานสุก จำหน่ายได้ราคาดี ตลาดต้องการสูง3. พริกขี้หนูลูกผสม (ซุปเปอร์ฮ็อต) ติดผลดก สีแดงเข้ม ตรงตามความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ แปรรูปได้คุณภาพดี4. มะเขือเปราะลูกผสม (หยาดทิพย์) ติดผลดก กรอบ นุ่มฟู ใครรับประทานแล้วติดใจ ตลาดต้องการสูง5. มะเขือยาวลูกผสม (โทมาฮ็อค) [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p><img
class="alignleft" src="http://info.matichon.co.th/newsphoto/techno/cov472.jpg" alt="cov472 ยังมีโครงการดีๆ ฝึกอบรมอาชีพการเกษตรฟรี ในภูมิภาคตะวันตก" width="150" height="193" title="ยังมีโครงการดีๆ ฝึกอบรมอาชีพการเกษตรฟรี ในภูมิภาคตะวันตก" />ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรที่พร้อมแล้วในการ<a
href="http://www.keajon.com/training_course/"target="_self"title="ข่าวฝึกอาชีพ" >ฝึกอาชีพ</a>การเกษตร อยู่ 3 ศูนย์ดังนี้<br
/><br
/>ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดสุพรรณบุรี (พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง)<br
/><br
/>ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดสมุทรสาคร (พืชสวน)<br
/><br
/>ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดเพชรบุรี (จักรกลการเกษตร)<br
/><br
/>???????????? ทางด้าน คุณสมชัย ส่งเสริมสกุล ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดสุพรรณบุรี (พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง) ได้ตระหนักถึงปัญหาสุขภาพที่เกิดจากการบริโภคพืชผักที่ปนเปื้อนสารพิษ ซึ่งพบว่า สถิติคนไทยเป็นโรคมะเร็ง เริ่มมีอัตราที่สูงขึ้น การบริโภคพืชผักที่มีสารพิษตกค้างเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดมะเร็ง แล้วทำอย่างไร? เราจึงจะได้บริโภคพืชผักที่ปราศจากสารพิษตกค้าง คำตอบที่ดีที่สุดคือ ก็ต้องปลูกผักไว้กินเอง ดังนั้น จึงได้มีโครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร โดยการผลิตพันธุ์พืชพันธุ์ดี เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้แก่เกษตรกรและผู้ที่สนใจ เช่น<br
/><br
/>1. กล้วยเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ผลิตสายพันธุ์น้ำว้ากาบขาวและหอมทอง เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกร ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ดีที่สุดในภาคตะวันตก<br
/><br
/>2. มะละกอปลักไม้ลาย (ฮอลแลนด์) เนื้อหนาแน่น สีแดงเข้ม หวานหอม เหมาะสำหรับรับประทานสุก จำหน่ายได้ราคาดี ตลาดต้องการสูง<br
/><br
/>3. พริกขี้หนูลูกผสม (ซุปเปอร์ฮ็อต) ติดผลดก สีแดงเข้ม ตรงตามความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ แปรรูปได้คุณภาพดี<br
/><br
/>4. มะเขือเปราะลูกผสม (หยาดทิพย์) ติดผลดก กรอบ นุ่มฟู ใครรับประทานแล้วติดใจ ตลาดต้องการสูง<br
/><br
/>5. มะเขือยาวลูกผสม (โทมาฮ็อค) ผลดก เนื้อนุ่มฟู ตลาดต้องการสูง ปลูกดูแลง่าย<br
/><br
/>???????? ท่านใดสนใจรับการส่งเสริมพืชพันธุ์ดีฟรี คนละประมาณ 250 ต้น ที่ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดสุพรรณบุรี (พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง) ตำบลพลับพลาไชย อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ตั้งแต่มกราคมนี้ถึงมิถุนายน 2553 ทุกวันเวลาราชการ แต่มีข้อแม้ก่อนรับแจกต้องสมัครเข้าร่วมโครงการและอบรม ในหลักสูตร &#8220;เทคนิคการปลูกพืชพันธุ์ดีชีวีมีสุข&#8221; เพื่อจะได้ความรู้ความเข้าใจการปลูกและการดูแลรักษาได้อย่างถูกต้อง อีกทั้งได้ผลผลิตเต็มเม็ดเต็มหน่วย ปลูกเพื่อจำหน่าย จะมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท/ปี ปลูกเพื่อบริโภคเอง ห่างไกลจากโรคร้ายที่เกิดจากสารพิษตกค้าง <br
/><br
/>?????????????? คุณวิชัย ตู้แก้ว นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร ชำนาญการ ผู้รับผิดชอบโครงการฝากบอกว่า นอกจากท่านจะมาได้รับความรู้จากการปลูกพืช รับพันธุ์พืชฟรี คนละ 250 ต้น แล้ว ท่านยังมีโอกาสสัมผัสความงามความประทับใจ พันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับที่มีมากที่สุดในภาคตะวันตก โอกาสดีมีน้อย รีบหน่อยนะครับ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. ?(035)?437-705? (035)?437-705 , ?(081)?995-8006? (081)?995-8006 , ?(089)?259-1613? (089)?259-1613 , ?(087)?168-4997? (087)?168-4997</p><p>??????????????? คุณสุพัฒน์ กลัดเดช นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร ชำนาญการได้ให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า การเข้ารับการฝึกอบรมตามหลักสูตรที่ทางศูนย์ได้จัดเตรียมไว้ให้ จะมีความสมบูรณ์และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้เข้ารับการฝึกอบรม หากท่านสนใจจะเข้ารับการฝึกอบรม กรุณาศึกษาขั้นตอน และระเบียบการรับสมัครเข้ารับการฝึกอบรม ได้แก่ ผู้เข้าอบรมต้องสามารถจัดหาวัสดุที่จะใช้ในการเพาะเห็ดฟางในตะกร้าหลังฝึกอบรมได้ โดยวัสดุหลักที่สำคัญมีดังนี้<br
/><br
/>?<img
class="alignleft" src="http://www.rakbankerd.com/kaset/Plant/754_1.jpg" alt="754 1 ยังมีโครงการดีๆ ฝึกอบรมอาชีพการเกษตรฟรี ในภูมิภาคตะวันตก" width="288" height="188" title="ยังมีโครงการดีๆ ฝึกอบรมอาชีพการเกษตรฟรี ในภูมิภาคตะวันตก" />????????????? หัวเชื้อเห็ดฟางในตะกร้า มีแหล่งจำหน่ายดังรายชื่อผู้จำหน่ายหัวเชื้อเห็ดฟางในตะกร้า ซึ่งศูนย์ได้แนบรายละเอียดไว้ท้าย หรือจะมีแหล่งหาซื้อจากแหล่งอื่น โดยเขียนชื่อแหล่งที่จะจัดซื้อหัวเชื้อเห็ดฟางแนบมาในใบสมัคร <br
/><br
/>วัสดุเพาะ ได้แก่<br
/><br
/>ฟางแห้ง (มีจำหน่ายเป็นมัด หรือ ฟ่อน) ต้องไม่ค้าง หรือวางตากแดด ตากฝน ถ้าไม่มีฟางก็ใช้<br
/><br
/>โคนกอข้าว (ตอซังปี่) โคนกอข้าวที่เกี่ยวด้วยมือ หรือ<br
/><br
/>ก้อนเห็ดนางรม นางฟ้า ที่หมดอายุ (เลิกเก็บผลผลิตและจะทิ้งแล้ว) โดยเลือกก้อนที่ไม่มีโรคแมลงในก้อน แล้ววางกระจายตากแห้งทั้งถุง หรือ<br
/><br
/>ต้นปรือ (ต้นธูปฤๅษี) ตากแห้ง นำต้นปรือมาหั่นยาว ประมาณ 1 คืบ แล้วตากแห้ง ใช้แทนฟางข้าวได้เลย หรือ<br
/><br
/>ต้นกล้วยหั่นตากแห้ง ส่วนที่ฟ่าม ส่วนแน่นไม่ใช้ให้ทิ้ง ตากกับแดดจัดๆ 3 วัน ถ้าแดดอ่อนตากนานเพิ่ม หรือ<br
/><br
/>เปลือกมันสำปะหลัง<br
/><br
/>ใบเตยตากแห้ง<br
/><br
/>เปลือกถั่วเขียว ถั่วเหลืองแห้ง<br
/><br
/>ตะกร้าพลาสติค ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 18 นิ้ว สูงประมาณ 11 นิ้ว มีรูด้านข้างไม่เล็กกว่า 1&#215;1 นิ้ว ด้านล่างมีช่องระบายน้ำ ถ้าไม่มี ต้องเจาะเป็นรู ประมาณขนาดเหล็ก 2 หุน ประมาณ 5 รู ก็พอ<br
/><br
/>อาหารเสริม ได้แก่<br
/><br
/>ต้นผักตบชวาหั่นสด หรือ<br
/><br
/>ขี้วัว ขี้ควายแห้ง (เก่า) หรือ<br
/><br
/>ไส้นุ่น หรือ<br
/><br
/>วัสดุอุปกรณ์อื่นๆ เช่น <br
/><br
/>สุ่มไก่ (ถ้าไม่ใช้ ใช้ไม้ทำโครง อาจเป็นไม้ไผ่ขนาดเล็ก ที่เรียกไม้ค้างถั่ว หรือไม้อย่างอื่นที่ใช้ทำโครง <br
/><br
/>???????????????? พลาสติคคลุมเห็ด เป็นพลาสติคใส มีจำหน่ายเป็นม้วน ราคาม้วนละ 170-200 บาท แล้วแต่สถานที่ หรือพลาสติคใสอย่างอื่นที่พอหาได้ ที่มีขนาดเป็นผืนไม่เล็กเกินไป เพราะจะไม่สะดวกถ้าจะต้องต่อเป็นผืน ถ้าเป็นพลาสติคดำพอใช้ได้ แต่ไม่ค่อยสะดวกในการสังเกตหยดน้ำในกองเพาะเห็ด (ดูความชื้น)<br
/><br
/>?มีน้ำที่เหมาะสมในการใช้เพาะเห็ด น้ำประปา (ประปาผิวดิน ไม่ใช้น้ำประปาบางจังหวัดที่เป็นน้ำบาดาล) น้ำประปา ต้องหมดกลิ่นคลอรีน น้ำประปาบาดาลบางพื้นที่ต้องตรวจสอบ ถ้านำน้ำใส่ภาชนะผิวเรียบด้านใน ทิ้งไว้ประมาณ 3-5 วัน ถ้าใช้มือลูบด้านในของภาชนะที่ใส่น้ำ ถ้าสากมือ แสดงว่ามีสารละลายปนในน้ำ ถ้ามีมากจะไม่ค่อยเหมาะต่อการเพาะเห็ด ถ้าเป็นน้ำคลองต้องมีคุณภาพพอใช้ได้ ไม่เน่าเสีย ไม่เค็มในบางพื้นที่ <br
/><br
/>น้ำใส่ภาชนะผิวเรียบด้านใน ทิ้งใว้ประมาณ 3-5 วัน ถ้าใช้มือลูบด้านในของภาชนะที่ใส่น้ำ ถ้าสากมือ แสดงว่ามีสารละลายปนในน้ำ ถ้ามีมากจะไม่ค่อยเหมาะต่อการเพาะเห็ด ถ้าเป็นน้ำคลองต้องมีคุณภาพพอใช้ได้ ไม่เน่าเสีย ไม่เค็มในบางพื้นที่ <br
/><br
/><span
style="color: #99cc00">สามารถเดินทางมาอบรมที่ศูนย์ได้ (โปรดตรวจสอบเส้นทาง ทางเว็บไซต์ของศูนย์ http://aopdh03.doae.go.th/ หรือสอบถามทางโทรศัพท์ (02) 429-1298-9, ?(089)?410-1338? (089)?410-1338 หรือ อี-เมล supat000@hotmail.com</span> <br
/><br
/>อีกศูนย์หนึ่งที่เปิดอบรมด้านระบบให้น้ำพืชและการซ่อม บำรุง รักษาเครื่องจักรกลการเกษตรคือ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดเพชรบุรี (จักรกลการเกษตร) ซึ่ง คุณเขมชาติ ปัญจมทุม ผู้อำนวยการศูนย์ กล่าวว่า หลักสูตรระบบให้น้ำพืช ให้ความรู้เกษตรกรสามารถติดตั้ง เลือกใช้วัสดุอุปกรณ์อย่างประหยัด และคุ้มค่าการลงทุน ส่วนหลักสูตรการซ่อม บำรุง รักษาเครื่องจักรกลการเกษตร ช่วยให้เกษตรกรมีความรู้ ทักษะและประสบการณ์ สามารถซ่อมแซมเครื่องจักรกลเกษตรในไร่นาของตนเองได้ ลดภาระค่าใช้จ่ายในการจ้างซ่อมเครื่องจักรกลเกษตร รวมทั้งนำความรู้ด้านการซ่อมเครื่องจักรไปขยายผล ในการให้บริการชุมชนหรือถ่ายทอดแก่ผู้สนใจต่อได้ สนใจ 2 หลักสูตรนี้ <span
style="color: #99cc00">สอบถามเพิ่มเติมได้ทางโทรศัพท์ ?(032)?508-022? (032)?508-022 , ?(086)?645-5066? (086)?645-5066</span></p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%86-%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>1</slash:comments> </item> <item><title>กล้วยไข่พระตะบอง</title><link>http://www.keajon.com/phratabong-banana/</link> <comments>http://www.keajon.com/phratabong-banana/#comments</comments> <pubDate>Sun, 03 Jan 2010 18:02:50 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[เกษตรแก้จน]]></category> <category><![CDATA[กล้วยพระตะบอง]]></category> <category><![CDATA[กล้วยหอม]]></category> <category><![CDATA[กล้วยไข่]]></category> <category><![CDATA[ขาย]]></category> <category><![CDATA[จตุจักร]]></category> <category><![CDATA[จำหน่าย]]></category> <category><![CDATA[ดอกไม้]]></category> <category><![CDATA[ตลาดนัด]]></category> <category><![CDATA[ธนาคาร]]></category> <category><![CDATA[น้ำ]]></category> <category><![CDATA[ปลา]]></category> <category><![CDATA[ปลูก]]></category> <category><![CDATA[หมู]]></category> <category><![CDATA[หอม]]></category> <category><![CDATA[อร่อย]]></category> <category><![CDATA[ออมสิน]]></category> <category><![CDATA[อาชีพ]]></category> <category><![CDATA[เกษตร]]></category> <category><![CDATA[เชียงใหม่]]></category> <category><![CDATA[ไทย]]></category> <category><![CDATA[ไม้ประดับ]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=3159</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/phratabong-banana/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://www.thairath.co.th/media/content/2009/12/23/630/54645.jpg" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="กล้วยไข่พระตะบอง" title="" /></a>กล้วยไข่พันธุ์นี้ พบมีหวีวางขายที่แผงจำหน่ายกล้วยไม้ของ ?คุณวิรัช? บริเวณหน้าธนาคารออมสิน ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับสวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ ราคาหวีละ 20 บาท ซึ่งทีแรกคิดว่าเป็นกล้วยไข่ธรรมดาทั่วไป แต่ดูขนาดของผลแล้วไม่น่าจะใช่ และเมื่อได้ ทดลองรับประทานผลสุกยิ่งพบว่ามีความแตกต่างจากกล้วยไข่ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง รสชาติหวานไม่จัดจ้าน สีเนื้อผลสวย ไม่เละ เคี้ยวหนึบมีกลิ่นหอมแบบเฉพาะตัว อร่อยเยี่ยมจริงๆ คุณวิรัช ผู้ขายบอกว่าซื้อหน่อพันธุ์จากพ่อค้าชายแดนไทย-พม่า ไปปลูกในสวนที่ จ.เชียงใหม่ จำนวนกว่าสิบต้น ตอนซื้อหน่อไม่ได้ถามชื่อว่ากล้วยอะไร จนกระทั่งติดเครือจำนวนมากเลยตัดหวีวางขาย ปรากฏว่าผู้ซื้อรับประทานส่วนใหญ่ชื่นชอบในรสชาติขายดีมาก เพราะแตกต่างจากกล้วยไข่ทั่วไปและยืนยันไม่ทราบชื่อจริงๆ อย่างไรก็ตาม มีผู้เชี่ยวชาญเรื่องกล้วยบอกว่า กล้วยดังกล่าวมีชื่อเรียกในประเทศไทยว่า ?กล้วยไข่พระตะบอง? ยังไม่แพร่หลายในหมู่ผู้ปลูกเท่าที่ควร ส่วนใหญ่จะนิยมปลูกอยู่ตามพื้นที่ตะเข็บรอยต่อระหว่างไทย-พม่า เท่านั้น ส่วนใครที่ได้อ่านข้อมูลของ ?กล้วยไข่พระตะบอง? แล้วอยากได้หน่อไปปลูกให้สอบถาม ?คุณวิรัช? ดูว่าพอจะช่วยหาหน่อให้ได้หรือไม่ เพราะ ?คุณวิรัช? ไม่ได้มีอาชีพขายหน่อกล้วย แต่ขายกล้วยไม้ไทยหายากเจ้าดังที่สุดในตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ กล้วยไข่พระตะบอง เท่าที่สอบถามลักษณะต้นพอจะจำแนกได้ว่า เป็นกล้วยในกลุ่มที่เป็นพันธุ์แท้ของกล้วยป่า หรือพันธุ์ที่ได้กลายพันธุ์ไปจากพันธุ์แท้ แต่ยังมีลักษณะพันธุ์แท้อยู่มาก อยู่ในกลุ่มย่อย SUCRIER ลำต้นเทียมสูงได้เกิน 2.5 เมตร [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p><img
src="http://www.thairath.co.th/media/content/2009/12/23/630/54645.jpg" alt="54645 กล้วยไข่พระตะบอง" width="416" height="249" title="กล้วยไข่พระตะบอง" /></p><p>กล้วยไข่พันธุ์นี้ พบมีหวีวางขายที่แผงจำหน่ายกล้วยไม้ของ ?คุณวิรัช? บริเวณหน้าธนาคารออมสิน ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับสวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ ราคาหวีละ 20 บาท ซึ่งทีแรกคิดว่าเป็นกล้วยไข่ธรรมดาทั่วไป แต่ดูขนาดของผลแล้วไม่น่าจะใช่ และเมื่อได้ ทดลองรับประทานผลสุกยิ่งพบว่ามีความแตกต่างจากกล้วยไข่ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง รสชาติหวานไม่จัดจ้าน สีเนื้อผลสวย ไม่เละ เคี้ยวหนึบมีกลิ่นหอมแบบเฉพาะตัว อร่อยเยี่ยมจริงๆ</p><p>คุณวิรัช ผู้ขายบอกว่าซื้อหน่อพันธุ์จากพ่อค้าชายแดนไทย-พม่า ไปปลูกในสวนที่ จ.เชียงใหม่ จำนวนกว่าสิบต้น ตอนซื้อหน่อไม่ได้ถามชื่อว่ากล้วยอะไร จนกระทั่งติดเครือจำนวนมากเลยตัดหวีวางขาย ปรากฏว่าผู้ซื้อรับประทานส่วนใหญ่ชื่นชอบในรสชาติขายดีมาก เพราะแตกต่างจากกล้วยไข่ทั่วไปและยืนยันไม่ทราบชื่อจริงๆ</p><p>อย่างไรก็ตาม มีผู้เชี่ยวชาญเรื่องกล้วยบอกว่า กล้วยดังกล่าวมีชื่อเรียกในประเทศไทยว่า ?กล้วยไข่พระตะบอง? ยังไม่แพร่หลายในหมู่ผู้ปลูกเท่าที่ควร ส่วนใหญ่จะนิยมปลูกอยู่ตามพื้นที่ตะเข็บรอยต่อระหว่างไทย-พม่า เท่านั้น ส่วนใครที่ได้อ่านข้อมูลของ ?กล้วยไข่พระตะบอง? แล้วอยากได้หน่อไปปลูกให้สอบถาม ?คุณวิรัช? ดูว่าพอจะช่วยหาหน่อให้ได้หรือไม่ เพราะ ?คุณวิรัช? ไม่ได้มีอาชีพขายหน่อกล้วย แต่ขายกล้วยไม้ไทยหายากเจ้าดังที่สุดในตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ</p><p>กล้วยไข่พระตะบอง เท่าที่สอบถามลักษณะต้นพอจะจำแนกได้ว่า เป็นกล้วยในกลุ่มที่เป็นพันธุ์แท้ของกล้วยป่า หรือพันธุ์ที่ได้กลายพันธุ์ไปจากพันธุ์แท้ แต่ยังมีลักษณะพันธุ์แท้อยู่มาก อยู่ในกลุ่มย่อย SUCRIER ลำต้นเทียมสูงได้เกิน 2.5 เมตร ต้นด้านนอกสีเขียวปนเหลืองมีปื้นดำ ด้านในสีชมพูอมแดง ก้านใบสีเขียวอมเหลือง มีร่องกว้าง โคนก้านใบมีครีบเป็นสีชมพู</p><p>ก้านช่อดอกมีขน ใบประดับปลีรูปไข่ม้วนงอขึ้น ปลายค่อน ข้างแหลม ด้านบนสีแดงอมม่วง ด้านล่างที่โคนกลีบสีจะซีด เครือหนึ่งมีประมาณ 7 หวี หนึ่งหวีจะมีประมาณ 14-16 ผล ผลทรงกลมยาวและอ้วนใหญ่กว่ากล้วยไข่ทั่วไปอย่างชัดเจน ก้านผลค่อนข้างสั้น เปลือกผลบาง เมื่อผลสุกเป็นสีเหลือง เนื้อในสีเหลืองส้ม มีไส้กลางสีนวล รสชาติหวาน เนื้อเหนียวหนึบไม่เละ มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว อร่อยมาก ขยายพันธุ์ด้วยหน่อ ปลูกได้ในดินทั่วไป ไม่ชอบน้ำท่วมขัง หลังปลูกติดเครือและตัดเครือแล้วต้องตัดต้นทิ้งด้วย เพื่อให้มีหน่อใหม่แทงขึ้นจากใต้ดินเป็นต้นใหม่และมีเครือให้เก็บผลรับประทานหรือขายได้อย่างต่อเนื่องครับ.</p><p>นายเกษตร<br
/> <img
class="alignnone size-full wp-image-28" title="thairath" src="http://news.enterfarm.com/wp-content/uploads/2008/09/thairath.gif" alt="thairath กล้วยไข่พระตะบอง" width="212" height="76" /></p><p><img
src="http://feeds.feedburner.com/~r/kasetnews/~4/xyLBeGNVq58" alt=" กล้วยไข่พระตะบอง" width="1" height="1" title="กล้วยไข่พระตะบอง" /></p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/phratabong-banana/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> <item><title>เครื่องผลิตปุ๋ยอัตโนมัติ ส่งเสริมผู้ประกอบการการผลิตภาคการเกษตร</title><link>http://www.keajon.com/fertilizer-producer/</link> <comments>http://www.keajon.com/fertilizer-producer/#comments</comments> <pubDate>Wed, 25 Nov 2009 08:09:01 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[นวตกรรมสำหรับอาชีพ]]></category> <category><![CDATA[เกษตรแก้จน]]></category> <category><![CDATA[กรรมวิธี]]></category> <category><![CDATA[การปลูก]]></category> <category><![CDATA[การผลิต]]></category> <category><![CDATA[คนไทย]]></category> <category><![CDATA[คือ]]></category> <category><![CDATA[ต่างประเทศ]]></category> <category><![CDATA[ท้องถิ่น]]></category> <category><![CDATA[นาฬิกา]]></category> <category><![CDATA[น้ำ]]></category> <category><![CDATA[ประหยัด]]></category> <category><![CDATA[ประโยชน์]]></category> <category><![CDATA[ปลา]]></category> <category><![CDATA[ปลูก]]></category> <category><![CDATA[พนักงาน]]></category> <category><![CDATA[ลดต้นทุน]]></category> <category><![CDATA[วัตถุดิบ]]></category> <category><![CDATA[วิชา]]></category> <category><![CDATA[ศาสตร์]]></category> <category><![CDATA[สระบุรี]]></category> <category><![CDATA[สุขภาพ]]></category> <category><![CDATA[อัตโนมัติ]]></category> <category><![CDATA[อาชีพ]]></category> <category><![CDATA[อาชีพเกษตร]]></category> <category><![CDATA[เกษตร]]></category> <category><![CDATA[เกษตรกรรม]]></category> <category><![CDATA[ไทย]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=2949</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/fertilizer-producer/"><img
align="left" hspace="5" width="150" height="150" src="http://www.keajon.com/wp-content/plugins/thumbnail-for-excerpts/tfe_no_thumb.png" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="" title="" /></a>เครื่องผลิตปุ๋ยอัตโนมัติ เครื่องแรก เครื่องเดียวในโลก ลิขสิทธ์ร่วมระหว่าง มทร.ธัญบุรีและสถานประกอบการ สมรรถนะเต็มเปี่ยม &#160; ประชากรส่วนใหญ่ในประเทศไทยยึดอาชีพเกษตรกรรม ปุ๋ยจึงมีความจำเป็นสำหรับการปลูกพืช ปุ๋ยที่นิยมมากขึ้นในปัจจุบันคือ ปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งสามารถผลิตใช้เอง ราคาไม่แพง อีกทั้งยังทำให้คุณสมบัติของดินดีขึ้น สามารถผลิตขึ้นโดยกรรมวิธีต่างๆ แต่จะเป็นประโยชน์ต่อพืชได้ก็จะต้องนำเอาวัตถุดิบมาผ่านขบวนการเปลี่ยนแปลง ต่าง ๆ ทางชีวภาพเสียก่อน มีวัตถุหลายประเภทที่สามารถนำมาทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ได้ ยกตัวอย่างการนำเศษพืชเศษปลาที่มีในท้องถิ่นไปใส่ในดินสามารถทำให้ดินร่วน ใน ปัจจุบันมีการตั้งโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ขึ้นจำนวนมาก ในโรงงานการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ส่วนใหญ่จะประสบปัญหาสิ้นเปลืองค่าแรงงานมากโดย เฉพาะในขั้นตอนการผสมปุ๋ยและขั้นตอนการกลับปุ๋ย ประกอบกับในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบที่ใช้จุลินทรีย์ช่วยย่อยสลายนั้น จะมีมีก๊าชแอมโมเนีย ก๊าชคาบอนไดออกไซด์ และความร้อนเกิดขึ้นขั้นตอนการกลับปุ๋ย ทำให้เป็นอันตรายกับคนงาน เพื่อเป็นการลดต้นทุนค่าแรงคนและมีความปลอดภัยทางด้านสุขภาพ ผศ.ไพบูลย์ แย้มเผื่อน อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ได้ออกแบบและสร้าง ?เครื่องผลิตปุ๋ยอินทรีย์อัตโนมัติต้นแบบ? ขึ้นมา ผศ.ไพบูลย์ เล่าว่า ?เครื่องผลิตปุ๋ยอินทรีย์อัตโนมัติต้นแบบ? มีส่วนประกอบคือ 1) แท่นเครื่องขนาดกว้าง 0.5 เมตร ยาว 4 เมตร จะยึดกับล้อ 4 ล้อและเคลื่อนไปกลับบนราง [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p><strong>เครื่องผลิตปุ๋ยอัตโนมัติ เครื่องแรก เครื่องเดียวในโลก <br
/>ลิขสิทธ์ร่วมระหว่าง มทร.ธัญบุรีและสถานประกอบการ สมรรถนะเต็มเปี่ยม </strong></p><p>&nbsp;</p><p>ประชากรส่วนใหญ่ในประเทศไทยยึดอาชีพเกษตรกรรม ปุ๋ยจึงมีความจำเป็นสำหรับการปลูกพืช ปุ๋ยที่นิยมมากขึ้นในปัจจุบันคือ ปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งสามารถผลิตใช้เอง ราคาไม่แพง อีกทั้งยังทำให้คุณสมบัติของดินดีขึ้น สามารถผลิตขึ้นโดยกรรมวิธีต่างๆ แต่จะเป็นประโยชน์ต่อพืชได้ก็จะต้องนำเอาวัตถุดิบมาผ่านขบวนการเปลี่ยนแปลง ต่าง ๆ ทางชีวภาพเสียก่อน มีวัตถุหลายประเภทที่สามารถนำมาทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ได้ ยกตัวอย่างการนำเศษพืชเศษปลาที่มีในท้องถิ่นไปใส่ในดินสามารถทำให้ดินร่วน <br
/><br
/>ใน ปัจจุบันมีการตั้งโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ขึ้นจำนวนมาก ในโรงงานการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ส่วนใหญ่จะประสบปัญหาสิ้นเปลืองค่าแรงงานมากโดย เฉพาะในขั้นตอนการผสมปุ๋ยและขั้นตอนการกลับปุ๋ย ประกอบกับในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบที่ใช้จุลินทรีย์ช่วยย่อยสลายนั้น จะมีมีก๊าชแอมโมเนีย ก๊าชคาบอนไดออกไซด์ และความร้อนเกิดขึ้นขั้นตอนการกลับปุ๋ย ทำให้เป็นอันตรายกับคนงาน เพื่อเป็นการลดต้นทุนค่าแรงคนและมีความปลอดภัยทางด้านสุขภาพ <br
/><br
/>ผศ.ไพบูลย์ แย้มเผื่อน อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ได้ออกแบบและสร้าง <strong><em>?เครื่องผลิตปุ๋ยอินทรีย์อัตโนมัติต้นแบบ? </em></strong>ขึ้นมา<strong> </strong><br
/><br
/>ผศ.ไพบูลย์ เล่าว่า <strong><em>?เครื่องผลิตปุ๋ยอินทรีย์อัตโนมัติต้นแบบ?</em></strong> มีส่วนประกอบคือ <br
/><strong>1)</strong> <strong>แท่น</strong>เครื่องขนาดกว้าง 0.5 เมตร ยาว 4 เมตร จะยึดกับล้อ 4 ล้อและเคลื่อนไปกลับบนราง ยาว 35 เมตร <strong><br
/>2)</strong> <strong>ใบผสม</strong>ขนาด เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.90 เมตร ยาว 4 เมตร แบ่ง 6 ชุดๆละ 4 ใบ แต่ละชุดวางมุมสลับทำมุมกัน 45 องศา เพื่อลดแรง โดยมีลูกปืนรองรับเพลา 3 ช่วง<br
/>ในการหมุนของใบผสมสามารถหมุนได้ทั้งทวนเข็มและตามเข็มนาฬิกา<br
/><strong>3)</strong> <strong>ชุดส่งกำลัง</strong> ใบผสมถูกขับส่งกำลังด้วยมอเตอร์ขนาด 3 กำลังม้า ใช้ไฟฟ้า 220 โวลต์ โดยผ่านสายพานและโซ่ มีตัวทดรอบ(เพื่อทำให้ความเร็วที่ส่งจากมอเตอร์ลดความเร็วลง) และชุดส่งกำลังขับเคลื่อนแท่นถูกขับส่งกำลังด้วยมอเตอร์ขนาด 1.5 กำลังม้า ใช้ไฟฟ้า 220 โวลต์ โดยผ่านสายพานและโซ่ มีตัวทดรอบเช่นกัน <br
/><strong>4)</strong> <strong>ชุดส่งสายไฟ</strong> จะถูกแขวนบนลวดสริงด้วยรอกเป็นขดๆ และสามารถเคลื่อนขยายเข้าออกไปตามแท่นเครื่องที่เคลื่อนไปได้ <strong><br
/>5)</strong> <strong>ระบบฉีดน้ำ</strong> ใช้ปั้มขนาด 1.5 แรงม้า ดูดจากบ่อที่มีความกว้าง 0.40 เมตร ยาว 30 เมตร ขนานกับราง หัวฉีดมี 2 ชุด คือชุดหน้าและชุดหลังเพื่อใช้ได้ทั้งเดินไปและเดินกลับ ทำด้วยท่อ PVC ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 นิ้ว ตรงหัวฉีดยาว 4 เมตร จะเจาะรูเป็น 3 แถว สลับฟันปาก ทั้งชุดหน้าและชุดหลังชุดละประมาณ 34 รู ใช้ในการฉีดน้ำและน้ำจุลินทรีย์ลงไปที่กองปุ๋ย<br
/><strong>6)</strong> <strong>ชุดควบคุม</strong> ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์(PLC) สามารถควบคุมด้วยมือหรืออัตโนมัติก็ได้ แบ่งการควบคุมออกเป็น 3 ส่วน คือ ควบคุมความเร็วของใบผสม ควบคุมความเร็วการเคลื่อนที่ของเครื่องผลิตปุ๋ยที่เคลื่อนที่ไปตามรางยาว 35 เมตร และควบคุมการไหลของน้ำหรือน้ำจุลินทรีย์ <strong> </strong><br
/><br
/>สำหรับสมรรถนะของเครื่องผลิตปุ๋ยอัตโนมัติ <br
/><strong>1)</strong> สามารถผลิตปุ๋ยได้ครั้งละ 20-25 ตัน หรือจำนวนตามที่ลูกค้าต้องการก็ได้ โดยใช้เวลาประมาณ 3 วัน (จากเดิมที่ต้องใช้เวลาประมาณ 6-7 วัน)<br
/><strong>2) </strong>ใช้เวลาในการเดินเครื่องผสมปุ๋ยหรือกลับปุ๋ยประมาณ 20 นาทีต่อครั้ง โดยใช้คนงานคุมเพียง 1 คน (จากเดิมต้องใช้เวลา 4 ชั่วโมงต่อครั้ง <br
/><strong> </strong><strong> </strong>ใช้คนงานจำนวน 12 คน) สามารถประหยัดค่าแรงงานได้<br
/><strong>3)</strong> สามารถหมุนผสมและเดินไป-กลับอัตโนมัติหรือควบคุมเองได้ <strong><br
/>4)</strong> สามารถฉีดน้ำและปรับอัตราไหลได้<br
/><strong> </strong><strong>5</strong>) เกิดความปลอดภัยจากก๊าชแอมโมเนีย ก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์และความร้อนที่เกิดขึ้นในระหว่างการย่อยสลาย <br
/><strong></strong><strong></strong><strong></strong>ที่สำคัญเครื่องดังกล่าวใช้ไฟบ้านทำให้เสียค่าไฟฟ้าประมาณ120 บาทต่อการผลิตปุ๋ย20-25 ตัน(จากเดิมใช้แรงงานประมาณ25,000 บาท<br
/><strong></strong><strong></strong><strong></strong>ต่อการผลิตปุ๋ย20-25 ตัน ) <br
/><br
/><strong><em>?หนุ่ย?</em></strong> นายปุณกัณฐ์ วรรณคำ พนักงานของโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็ม เอ็ม โอ เครื่องมือเกษตร เล่าว่า หลังจากที่ทางอาจารย์เข้ามาออกแบบเครื่องผลิตปุ๋ยต้นแบบดังกล่าว ลดต้นทุนในการจ้างแรงงาน จากแต่ก่อนที่โรงงานจะต้องมีคนงานประมาณ 12 คน ตอนนี้ก็ลดแรงงานลง ไม่ต้องเสี่ยงกับก๊าชแอมโมเนีย และความร้อน 50-60 องศาเซลเซียสที่เกิดระหว่างการกลับปุ๋ย ส่งผลต่อสุขภาพ ระหว่างที่ทำงานตนเองก็ไม่ต้องลงไปผสมและกลับปุ๋ยเอง เพียงแค่ยืนควบคุมตัวเครื่อง หรือถ้ามีงานอื่นก็สามารถไปทำงานนั่นได้ โดยตั้งระบบตั้งอัตโนมัติ เครื่องจะสามารถผสมปุ๋ยและกลับไป-กลับเองได้ <br
/><br
/>เครื่อง ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ต้นแบบที่อาจารย์ออกแบบเป็นเครื่องต้นแบบ ที่ผลิตโดยคนไทยและไม่มีที่ไหนมาก่อนทั้งในและต่างประเทศ ปัจจุบันอาจารย์ได้จดสิทธิบัตรแล้ว ซึ่งต้นทุนในการสร้างเครื่องต้นแบบนี้ราคาประมาณ 500,000/เครื่อง ในอนาคตอาจารย์จะออกแบบปรับขนาดให้สะดวกกับการใช้งาน โดยอาจารย์ตั้งราคาการผลิตเครื่องไว้สำหรับผู้ที่สนใจเช่น ความกว้าง 1.5 เมตร ความยาวราง 10 เมตร ปรับความเร็วของการหมุนผสมไม่ได้ ปรับความเร็วการเดินขับเคลื่อนได้ ผลิตปุ๋ย 3 ตัน/ครั้ง ราคา 200,000 บาท/เครื่อง ถ้าปรับความเร็วการหมุนผสมได้ ปรับความเร็วการเดินขับเคลื่อนได้ ราคา 250,000 บาท/เครื่อง ความกว้าง 2.5 เมตร ความยาวราง 20 เมตร ปรับความเร็วในการหมุนผสมไม่ได้ ปรับความเร็วการเดินขับเคลื่อนได้ ผลิตปุ๋ย 10 ตัน/ครั้ง ราคา 300,000 บาท/เครื่อง ถ้าปรับความเร็วการหมุนผสมได้ ปรับความเร็วการเดินขับเคลื่อนได้ ราคา 350,000 บาท ความกว้าง 4 เมตร ความยาวของราง 30 เมตร ปรับความเร็วการผสมไม่ได้ ปรับความเร็วการเดินขับเคลื่อนได้ ผลิตปุ๋ย 20 ตัน/ครั้ง ราคา 450,000 บาท ถ้าปรับความเร็วการผสมได้ ปรับความเร็วการเดินขับเคลื่อนได้ ผลิตปุ๋ย 20 ตัน/ครั้ง ราคา 500,000 บาท เกษตรกรหรือว่าผู้ที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ ผศ.ไพบูลย์ โทร.081-3537754 หรือ E-mail : <a
href="mailto:pailboon.y@en.rmutt.ac.th">pailboon.y@en.rmutt.ac.th</a> และสามารถดูเครื่องผลิตปุ๋ยต้นแบบได้ที่ โรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็ม เอ็ม โอ เครื่องมือเกษตร ที่ตั้ง 5/2 ม. 5 ถ.อดิเรกสาร ต.ผึ้งรวง อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี 18000</p><p>&nbsp;</p><table
style="width: 24px; height: 15px;" border="0"><tbody><tr><td
width="100" valign="top"></td><td
width="500"></td></tr></tbody></table> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/fertilizer-producer/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>1</slash:comments> </item> <item><title>ไบโอดีเซล? จากเมล็ดทานตะวันสร้างสรรค์ชุมชนให้พอเพียง</title><link>http://www.keajon.com/sunflower-seeds-diesel/</link> <comments>http://www.keajon.com/sunflower-seeds-diesel/#comments</comments> <pubDate>Sat, 21 Nov 2009 11:20:01 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[นวตกรรมสำหรับอาชีพ]]></category> <category><![CDATA[เกษตรแก้จน]]></category> <category><![CDATA[2552]]></category> <category><![CDATA[การปลูก]]></category> <category><![CDATA[การผลิต]]></category> <category><![CDATA[การพัฒนา]]></category> <category><![CDATA[การเกษตร]]></category> <category><![CDATA[ขาย]]></category> <category><![CDATA[ความสุข]]></category> <category><![CDATA[คือ]]></category> <category><![CDATA[งานวิจัย]]></category> <category><![CDATA[ชุมชน]]></category> <category><![CDATA[ตุลาคม]]></category> <category><![CDATA[ทอด]]></category> <category><![CDATA[ท้องถิ่น]]></category> <category><![CDATA[ธรรมะ]]></category> <category><![CDATA[ธาตุ]]></category> <category><![CDATA[น้ำ]]></category> <category><![CDATA[น้ำมัน]]></category> <category><![CDATA[น้ำมันไบโอดีเซล]]></category> <category><![CDATA[บำบัด]]></category> <category><![CDATA[ประกอบอาชีพ]]></category> <category><![CDATA[ประหยัด]]></category> <category><![CDATA[ประโยชน์]]></category> <category><![CDATA[ปลา]]></category> <category><![CDATA[ปลูก]]></category> <category><![CDATA[พลังงาน]]></category> <category><![CDATA[พลังงานทดแทน]]></category> <category><![CDATA[พลังงานทางเลือก]]></category> <category><![CDATA[พอเพียง]]></category> <category><![CDATA[ลงทุน]]></category> <category><![CDATA[วิธีการ]]></category> <category><![CDATA[ศาสตร์]]></category> <category><![CDATA[สอน]]></category> <category><![CDATA[สุขภาพ]]></category> <category><![CDATA[หนังสือ]]></category> <category><![CDATA[หมัก]]></category> <category><![CDATA[หมา]]></category> <category><![CDATA[หมู]]></category> <category><![CDATA[อบรม]]></category> <category><![CDATA[อาชีพ]]></category> <category><![CDATA[เกษตร]]></category> <category><![CDATA[เชียงใหม่]]></category> <category><![CDATA[เรียน]]></category> <category><![CDATA[เลี้ยง]]></category> <category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category> <category><![CDATA[เศรษฐกิจพอเพียง]]></category> <category><![CDATA[แก้ว]]></category> <category><![CDATA[ไบโอดีเซล]]></category> <category><![CDATA[ไร่]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=2953</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/sunflower-seeds-diesel/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://www.kasetcity.com/Agtoday/pic/%E0%B9%84%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%A5.jpg" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="" title="ไบโอดีเซล" /></a>ศูนย์วิจัยและบริการไบโอดีเซล มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ มีแนวคิดว่าถ้าหากให้ชุมชนสามารถปลูกพืชน้ำมันแล้วนำมาผลิตเป็นไบโอดีเซล เพื่อใช้เองภายในชุมชน ก็น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งในด้านพลังงานทดแทน จึงทำวิจัยเรื่อง ?การศึกษาการผลิตไบโอดีเซล (B100) จากพืชทานตะวัน โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนเชิงบูรณาการ? เพื่อที่จะทำให้เกิดการพัฒนาชุมชนไปสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน โครงการนี้เลือกใช้ ?ทานตะวัน? เป็นพืชน้ำมันตัวอย่างของการเรียนรู้ร่วมกับชุมชนในพื้นที่ 2 หมู่บ้านคือ บ้านอมลอง ต.แม่สาบ และ บ้านแม่โต๋ ต.บ่อแก้ว อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ อย่างครบวงจรทั้งการปลูก ผลิต แปรรูป ทดลอง และการนำไปใช้งานด้วยการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ในท้องถิ่นโดยชุมชนมีส่วนร่วม โดยร่วมกับ? ?วัดพระบรมธาตุดอยผาส้ม? ซึ่งเป็นผู้นำทางด้านจิตวิญญาณของชาวบ้าน ด้วยการนำ ?พลังงานทางเลือก? มาเป็นเครื่องมือสำคัญในการที่จะปลูกจิตสำนึกและปรับเปลี่ยนแนวคิดในการดำรงชีวิต โดยหันมาพึ่งพาตนเองตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อให้ความยั่งยืนเกิดขึ้นในชุมชนโดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พระสรยุทธ ชยปญฺโญ รักษาการเจ้าอาวาส วัดพระบรมธาตุฯ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาชาวบ้านมีมิจฉาทิฐิหรือความเห็นผิดในการประกอบอาชีพ ด้วยความอยากมี อยากได้ อยากเป็นไปตามกระแสของโลก ก่อให้เกิดภาระหนี้สินมากมายกลายเป็นทุกข์ โดยไม่ได้มองว่าเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิตคืออะไร? ดังนั้นการถ่ายทอดหรือว่าอบรมสั่งสอนญาติโยม จะให้มานั่งอยู่บนธรรมาสน์ใช้ไม่ได้แล้วเพราะมันมองไม่เห็นภาพ จึงต้องลงมือทำให้เห็นจริงในทุก ๆ เรื่อง ทั้งทำปุ๋ยหมัก ฝายกั้นน้ำในป่า ทำการเกษตรแบบพอเพียง [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p><img
class="alignnone" title="ไบโอดีเซล" src="http://www.kasetcity.com/Agtoday/pic/%E0%B9%84%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%A5.jpg" alt="%E0%B9%84%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%A5 ไบโอดีเซล? จากเมล็ดทานตะวันสร้างสรรค์ชุมชนให้พอเพียง" width="305" height="251" /></p><p>ศูนย์วิจัยและบริการไบโอดีเซล มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ มีแนวคิดว่าถ้าหากให้ชุมชนสามารถปลูกพืชน้ำมันแล้วนำมาผลิตเป็นไบโอดีเซล เพื่อใช้เองภายในชุมชน ก็น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งในด้านพลังงานทดแทน จึงทำวิจัยเรื่อง ?<strong>การศึกษาการผลิตไบโอดีเซล (B100) จากพืชทานตะวัน โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนเชิงบูรณาการ</strong>? เพื่อที่จะทำให้เกิดการพัฒนาชุมชนไปสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน<span> </span><br
/> โครงการนี้เลือกใช้ ?<strong>ทานตะวัน</strong>? เป็นพืชน้ำมันตัวอย่างของการเรียนรู้ร่วมกับชุมชนในพื้นที่ 2 หมู่บ้านคือ บ้านอมลอง ต.แม่สาบ และ บ้านแม่โต๋ ต.บ่อแก้ว อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ อย่างครบวงจรทั้งการปลูก ผลิต แปรรูป ทดลอง และการนำไปใช้งานด้วยการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ในท้องถิ่นโดยชุมชนมีส่วนร่วม โดยร่วมกับ? ?วัดพระบรมธาตุดอยผาส้ม? ซึ่งเป็นผู้นำทางด้านจิตวิญญาณของชาวบ้าน ด้วยการนำ ?พลังงานทางเลือก? มาเป็นเครื่องมือสำคัญในการที่จะปลูกจิตสำนึกและปรับเปลี่ยนแนวคิดในการดำรงชีวิต โดยหันมาพึ่งพาตนเองตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อให้ความยั่งยืนเกิดขึ้นในชุมชนโดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)</p><p>พระสรยุทธ ชยปญฺโญ รักษาการเจ้าอาวาส วัดพระบรมธาตุฯ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาชาวบ้านมีมิจฉาทิฐิหรือความเห็นผิดในการประกอบอาชีพ ด้วยความอยากมี อยากได้ อยากเป็นไปตามกระแสของโลก ก่อให้เกิดภาระหนี้สินมากมายกลายเป็นทุกข์ โดยไม่ได้มองว่าเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิตคืออะไร? ดังนั้นการถ่ายทอดหรือว่าอบรมสั่งสอนญาติโยม จะให้มานั่งอยู่บนธรรมาสน์ใช้ไม่ได้แล้วเพราะมันมองไม่เห็นภาพ จึงต้องลงมือทำให้เห็นจริงในทุก ๆ เรื่อง ทั้งทำปุ๋ยหมัก ฝายกั้นน้ำในป่า ทำการเกษตรแบบพอเพียง ฯลฯ</p><p>&nbsp;</p><p><img
class="alignnone" title="เมล็ดทานตะวัน" src="http://sci.chandra.ac.th/department/hhold/images/furits/sunflower_seed.jpg" alt="sunflower seed ไบโอดีเซล? จากเมล็ดทานตะวันสร้างสรรค์ชุมชนให้พอเพียง" width="300" height="226" /></p><p>?ที่วัดเรานำเอาเรื่องชีวิตจริงของเขามาผูกโยงไว้กับธรรมะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของไบโอดีเซล ก็พยายามให้เขาเห็นถึงการพึ่งพาตัวเอง อยากใช้เท่าไหร่ก็ปลูกไว้ตามหัวไร่ปลายนาเท่านั้น ไม่ต้องทำใหญ่โตหรือคิดเพื่อขาย ทำเก็บไว้ใช้แบ่งปันกัน ถ้าทุกคนในชุมชนปลูกและผลิตน้ำมันได้อย่างน้อยคนละ 150 ลิตร 100 คนก็เท่ากับ 1,500 ลิตร ประหยัดเงินไปได้มาก โดยไม่ต้องลงทุนอะไรมากมาย อย่าไปคิดว่ามันขายไม่ได้เลยไม่สนใจ ให้คิดว่าทำเพื่อใช้เอง ซึ่งวัดจะเน้นในเรื่องของการพึ่งพาตนเองของชุมชนในท้องถิ่น โดยให้ตระหนัก เห็นในเรื่องของจิตใจก่อน คือผลิตเพื่อเลี้ยงตนเองก่อน อย่าคิดผลิตเพื่อขายเพราะชีวิตของคนเราเกิดมาก่อนจะตาย ไม่ได้มาเพื่อร่ำรวย และเสพสุข เกิดมาเพื่ออยู่ได้เอื้อเฟื้อแบ่งปันมีความสุขร่วมกันกับผู้อื่น เปลี่ยนวิธีคิดทั้งหมดของชาวบ้านทำให้ชุมชนเริ่มเปลี่ยน ตอนนี้ก็จะมีของมาแจกกัน ทำให้จิตใจญาติโยมที่แต่ก่อนเคยอยากได้ อยากมีตอนนี้มันเริ่มเปลี่ยนหันมาพึ่งพากันเอื้อเฟื้อกันเพิ่มขึ้น? พระนักพัฒนา กล่าว</p><p>ดร.สุรพล ดำรงกิตติคุณ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ หัวหน้าคณะผู้วิจัย กล่าวว่า การผลิตไบโอดีเซลนั้นเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่จะผลักดันให้กลุ่มชาวบ้านเข้ม แข็ง เราทำงานวิจัยเล็ก ๆ ที่อาศัยการมีส่วนร่วมของชุมชนตั้งแต่การปลูก จนถึงขั้นตอนการเก็บเกี่ยว แล้วเราก็มองว่าการใช้น้ำมันบนดอยอาจจะมีวิธีการที่มากกว่าการใช้สารเคมีไป บำบัดเพื่อให้น้ำมันใสขึ้น เราก็เปลี่ยนมาใช้น้ำกล้วยต้มแทนเพื่อที่จะทำให้น้ำมันใสขึ้นแทน ซึ่งเป็นจุดที่เราเริ่มเห็นว่ามันอาจจะมีความยั่งยืนเกิดขึ้นได้ เพราะว่าทานตะวันเป็นพืชระยะสั้นปลูกเพียง 3 เดือนก็เก็บเกี่ยวได้ สามารถปลูกหัวไร่ปลายนาได้ในช่วงหลังฤดูเก็บเกี่ยว และดอกทานตะวันก็มีความสวยงาม ทำให้ เด็ก ๆ ชอบที่จะเข้ามามีส่วนร่วม ในขณะเดียวกัน เราก็รวบรวมพืชพลังงานในท้องถิ่นอื่น ๆ มาศึกษาต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อสร้างงานให้ชุมชน?? หัวหน้าคณะผู้วิจัยกล่าว</p><p>ปัจจุบันคณะผู้วิจัยร่วมกับนักศึกษาพัฒนาเครื่องหีบน้ำมันจากเมล็ดทานตะวัน จนสามารถใช้การได้ดีในระดับท้องถิ่น และนำกลับขึ้นไปติดตั้งยังศูนย์เรียนรู้ของชุมชน โดยจากการศึกษาในปีที่ผ่านมา มีชาวบ้าน ที่ร่วมปลูกทานตะวันกับโครงการฯ ทั้งหมด 24 ไร่ ได้เมล็ดทานตะวันเฉลี่ยประมาณ 171-200 กิโลกรัมต่อไร่ โดยเมล็ดทาน ตะวัน 22  กิโลกรัม จะผลิตน้ำมันได้ประมาณ 7.3  ลิตร ซึ่งน้ำมันที่ได้ถูกนำมาทดสอบและทดลองใช้งานร่วมกับชุมชนโดยยังไม่พบปัญหาในการใช้งานแต่อย่างใด</p><p>?เรื่องของน้ำมันไบโอดีเซลเป็นจุดหนึ่งที่เรานำมาเป็นเครื่องมือในการปรับเปลี่ยนแนวคิดของชาวบ้าน ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือเขาต้องลองทำเองใช้เอง และเห็นว่ามีประโยชน์มากกว่าการนำไปขาย ที่ต้องมีจุดคุ้มทุนซึ่งเป็นเรื่องของการค้า ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดความยั่งยืน?</p><p>ดังนั้นความยั่งยืนจึงต้องอยู่ที่จิตใจ จากจิตสำนึกที่ได้รู้ ได้เห็น และได้ทำ ซึ่งเป็นหลักของเศรษฐกิจพอเพียงที่ว่าด้วยการเข้าถึงและเข้าใจนั่นเอง? ดร.สุรพล สรุป.</p><p><strong>ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันที่ 27 ตุลาคม 2552</strong><br
/> <a
href="http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;categoryId=344&amp;contentID=28270" target="_blank" class="broken_link">http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;categoryId=344&amp;contentID=28270</a></p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/sunflower-seeds-diesel/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>1</slash:comments> </item> <item><title>ต้นพญาคชราช ไม้เศรษฐกิจตัวใหม่มาแรง</title><link>http://www.keajon.com/phaya-kacha-raja/</link> <comments>http://www.keajon.com/phaya-kacha-raja/#comments</comments> <pubDate>Sat, 21 Nov 2009 09:10:01 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[เกษตรแก้จน]]></category> <category><![CDATA[5 บาท]]></category> <category><![CDATA[ACE]]></category> <category><![CDATA[กลุ่มเกษตรกร]]></category> <category><![CDATA[กล้าไม้]]></category> <category><![CDATA[กันยายน]]></category> <category><![CDATA[การค้าขาย]]></category> <category><![CDATA[การดูแล]]></category> <category><![CDATA[การปลูก]]></category> <category><![CDATA[การลงทุน]]></category> <category><![CDATA[ขาย]]></category> <category><![CDATA[ข่าว]]></category> <category><![CDATA[คือ]]></category> <category><![CDATA[คุณภาพ]]></category> <category><![CDATA[ค้าขาย]]></category> <category><![CDATA[งอก]]></category> <category><![CDATA[ท้องถิ่น]]></category> <category><![CDATA[ธรรมชาติ]]></category> <category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category> <category><![CDATA[น้ำ]]></category> <category><![CDATA[ปลา]]></category> <category><![CDATA[ปลูก]]></category> <category><![CDATA[พื้นเมือง]]></category> <category><![CDATA[ยางพารา]]></category> <category><![CDATA[ลงทุน]]></category> <category><![CDATA[วิชา]]></category> <category><![CDATA[ศาสตร์]]></category> <category><![CDATA[สระบุรี]]></category> <category><![CDATA[หมา]]></category> <category><![CDATA[อนุรักษ์]]></category> <category><![CDATA[อาชีพ]]></category> <category><![CDATA[อาชีพเสริม]]></category> <category><![CDATA[เกษตร]]></category> <category><![CDATA[เลี้ยง]]></category> <category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category> <category><![CDATA[ไร่]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=2943</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/phaya-kacha-raja/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://www.dailynews.co.th/content/images/0910/28/page10/s1.jpg" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="ต้นพญาคชราช" title="" /></a>ไม้ที่ควรศึกษาก่อนปลูก ขณะนี้มีไม้เศรษฐกิจตัวใหม่ที่กำลังมาแรงในกลุ่มเกษตรกรผู้ค้าและลงทุนกล้า ไม้ คือ ต้นพญาคชราช หรือ ต้นปอหู โดยเมื่อวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา ณ อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) มีการแถลงข่าว เรื่อง ?ไม้พญาคชราช คือไม้อะไร มีคุณสมบัติอย่างไร เหมาะกับการปลูกเป็นไม้เศรษฐกิจหรือไม่? ซึ่ง รศ.วุฒิชัย กปิลกาญจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มอบให้คณะวนศาสตร์ดำเนินการวิเคราะห์และตรวจสอบเนื้อไม้พญาคชราชในเชิง ฟิสิกส์ และทางกลสมบัติพร้อมทั้งเผยแพร่ข้อเท็จจริงนี้สู่สาธารณชนเพื่อให้ได้ทราบ ข้อมูลเชิงลึกของต้นพญาคชราช และช่วยให้เกษตรกรที่จะลงทุนปลูกได้เข้าใจถึงคุณสมบัติและการค้าขายเป็นไม้ เศรษฐกิจ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจในการปลูกไม้ชนิดนี้ รศ.ทรงกลด จารุสมบัติ หัวหน้าภาควิชาวนผลิตภัณฑ์ คณะวนศาสตร์ กล่าวว่า ต้นพญาคชราช ที่เป็นที่สนใจอยู่ในปัจจุบัน ทางภาควิชาวนผลิตภัณฑ์ คณะวนศาสตร์ ได้ส่งตัวอย่างทางพฤกษศาสตร์ให้หอพรรณไม้ กรมป่าไม้ ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นไม้ปอหู มีชื่อพื้นเมืองคือ ปอหู (สระบุรี, นครราชสีมา), ปอจง (ปัตตานี, มาเลเซีย) มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Talipariti macrophyllum [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p><img
src="http://www.dailynews.co.th/content/images/0910/28/page10/s1.jpg" alt="s1 ต้นพญาคชราช ไม้เศรษฐกิจตัวใหม่มาแรง"  title="ต้นพญาคชราช ไม้เศรษฐกิจตัวใหม่มาแรง" /><br
/> <em>ไม้ที่ควรศึกษาก่อนปลูก</em></p><p>ขณะนี้มีไม้เศรษฐกิจตัวใหม่ที่กำลังมาแรงในกลุ่มเกษตรกรผู้ค้าและลงทุนกล้า ไม้ คือ ต้นพญาคชราช หรือ ต้นปอหู โดยเมื่อวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา ณ อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) มีการแถลงข่าว เรื่อง  ?ไม้พญาคชราช คือไม้อะไร มีคุณสมบัติอย่างไร เหมาะกับการปลูกเป็นไม้เศรษฐกิจหรือไม่? ซึ่ง รศ.วุฒิชัย กปิลกาญจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มอบให้คณะวนศาสตร์ดำเนินการวิเคราะห์และตรวจสอบเนื้อไม้พญาคชราชในเชิง ฟิสิกส์ และทางกลสมบัติพร้อมทั้งเผยแพร่ข้อเท็จจริงนี้สู่สาธารณชนเพื่อให้ได้ทราบ ข้อมูลเชิงลึกของต้นพญาคชราช และช่วยให้เกษตรกรที่จะลงทุนปลูกได้เข้าใจถึงคุณสมบัติและการค้าขายเป็นไม้ เศรษฐกิจ  เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจในการปลูกไม้ชนิดนี้</p><p>รศ.ทรงกลด จารุสมบัติ หัวหน้าภาควิชาวนผลิตภัณฑ์ คณะวนศาสตร์ กล่าวว่า  ต้นพญาคชราช ที่เป็นที่สนใจอยู่ในปัจจุบัน ทางภาควิชาวนผลิตภัณฑ์ คณะวนศาสตร์ ได้ส่งตัวอย่างทางพฤกษศาสตร์ให้หอพรรณไม้ กรมป่าไม้ ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นไม้ปอหู มีชื่อพื้นเมืองคือ  ปอหู (สระบุรี, นครราชสีมา), ปอจง (ปัตตานี, มาเลเซีย) มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Talipariti macrophyllum (Roxb. Ex Hornem.) Fryxell อยู่ในวงศ์  Malvaceae</p><p>จากการนำลำต้นไม้ปอหูอายุ 25 ปีมาวิเคราะห์คุณสมบัติของไม้ คุณสมบัติของไม้ปอหู พบว่า เนื้อไม้จัดอยู่ในชั้นไม้คุณภาพปาน กลางหรือเกรดบี ความหนาแน่นปานกลางคือประมาณ 630 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร มีความทนทานตามธรรมชาติเฉลี่ยน้อยกว่า 2 ปี ซึ่งจัดอยู่ในไม้ที่มีความทนทานต่ำ ถูกเชื้อราและปลวกเข้าทำลายได้ง่าย แต่สามารถป้องกันได้ด้วยการป้องกันรักษาเนื้อไม้ ด้านคุณสมบัติการใช้งาน การเลื่อย การไส การกลึง และการขัดเงา ทำได้ง่าย เมื่อเทียบกับไม้ยางพาราที่อายุ 25 ปี จะมีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน แต่ในปัจจุบันเพิ่งเริ่มมีการปลูกแบบลักษณะสวนป่าทำให้ด้านการตลาดไม้ยังไม่ ชัดเจน</p><p>ผศ.ดร.ดำรง พิพัฒนวัฒนากุล อาจารย์ ประจำภาควิชาวนวัฒนวิทยา คณะวนศาสตร์ กล่าวว่า ในกระบวนการทดแทนทางธรรมชาติของพื้นที่หนึ่ง ๆ หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว พื้นที่นั้นก็จะมีพืชต่าง ๆ ตั้งแต่มอส ไลเคนเรื่อยมาเป็นหญ้าคาและเรื่อยมาจนถึงระดับที่มีไม้ยืนต้นหลากหลายชนิด อย่างที่เห็นเป็นป่าธรรมชาติในปัจจุบัน จากการทดแทนของพืชพรรณในระบบนิเวศ ปอหู จัดเป็นไม้เบิกนำที่เข้ามาเป็นกลุ่มแรก ๆ ของไม้ยืนต้น หากพิจารณาลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของไม้ปอหู เป็นไม้ที่มีเมล็ดเล็ก เบาปลิวลอยลมได้ เมล็ดมีความสามารถในการงอกดี ใบใหญ่ต้องการแสงมาก สังเคราะห์แสงได้ปริมาณมาก ส่งผลให้การเจริญเติบโตเร็ว เปลาตรง</p><p>ประเด็นการปลูกป่าเศรษฐกิจ จะพิจารณาความคุ้มทุนในการปลูกเชิงเดี่ยว  โดยคิดประมาณการการลงทุนปลูกในพื้นที่ที่มีความสมบูรณ์ปานกลาง ด้วยระยะปลูก 3?3 เมตร ต่อไร่ ต้องใช้กล้าไม้ 179 ต้น ราคากล้าไม้ต้นละ 39 บาท ประมาณการรายจ่ายในกิจกรรมเตรียมพื้นที่ ขุดหลุมปลูก ปลูกซ่อม การดูแลรักษาใส่ปุ๋ยกำจัดวัชพืช ตั้งแต่ปีแรกไปจนถึงปีที่ 25 อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 7.5%  คิดเป็นเงินลงทุนเพื่อการปลูกประมาณ 20,000 บาท เมื่อไม้ครบรอบตัดฟันปีที่ 25 ประมาณการให้มีต้นไม้เหลืออยู่ในแปลง 89 ต้น (50% ของไม้ที่เริ่มปลูก) แต่ละต้นจะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 30 ซม. ขายได้ราคาต้นละ 1,200 บาท คิดเป็นรายรับทั้งสิ้น 107,400 บาท ประมาณการรายจ่ายเป็นค่าดำเนินการธุรกิจปลูกป่า (20% ของค่าปลูก) คิดเป็นเงิน 4,018 บาท ค่าดำเนินการตัดไม้และค่าขนส่งผลผลิตสู่โรงงาน 10,000 บาท โดยรวมแล้วคิดเป็นกำไรต่อไร่เป็นเงิน 73,291 บาทในเวลา 25 ปี เฉลี่ยปีละ 2,931 บาท คิดว่าเป็นการลงทุนระยะยาวที่ให้ผลตอบแทนไม่คุ้มทุน เพราะระหว่างเวลาปีที่ 1-25 ไม่สามารถได้รายรับกลับคืนมา หากเปรียบเทียบกับยางพารายังสามารถได้รายรับจากการขายน้ำยาง</p><p>ประเด็นการปลูกป่าอนุรักษ์ ในหลักวิชาการแล้วควรจะปลูกไม้หลากหลายชนิดคละกันไป โดยเลือกไม้ท้องถิ่นของประเภทป่านั้น ๆ ซึ่งจะเลือกชนิดไม้ปลูกเลียนแบบไม้ในการทดแทนทางธรรมชาติ หรือจะเลือกเจาะปลูกไม้ชนิดนั้น ๆ ให้เหมาะสมกับระบบนิเวศท้องถิ่น เพื่อสร้างความหลากหลายของชนิดไม้และส่งผลถึงการเป็นอยู่ของสัตว์ในระบบ นิเวศ การปลูกปอหู ที่เป็นไม้เบิกนำก็ไม่มีปัญหาอะไรเพราะเป็นไม้เบิกนำ ใบใหญ่ สามารถเป็นไม้ พี่เลี้ยงที่ให้ร่มเงากับลูกไม้ชนิดที่ไม่ต้องการแสงมาก แต่การลงทุนด้วยราคากล้าไม้กล้าละ 39 บาท เป็นราคากล้าไม้ที่แพงเกินจริง หากเปรียบเทียบกับกล้าไม้ที่ขายกันอยู่ในท้องตลาด ราคาจะอยู่ที่ 3-5 บาท สำหรับไม้ยูคาลิปตัส 10-15 บาท สำหรับยางพารา  และ 5-10 บาท สำหรับไม้สัก</p><p><strong>โดยสรุปแล้วการปลูกไม้ปอหูหากพิจารณาความคุ้มทุนแล้ว ไม่คุ้มทุนในการปลูกป่าเชิงเศรษฐกิจเนื่องจากราคากล้าไม้ที่มีราคาแพง และยังมีความเสี่ยง.</strong></p><p><strong><br
/></strong></p><p><img
class="alignnone size-full wp-image-19" title="dailynews" src="http://news.enterfarm.com/wp-content/uploads/2008/09/dailynews.gif" alt="dailynews ต้นพญาคชราช ไม้เศรษฐกิจตัวใหม่มาแรง" width="162" height="52" /></p><p><span
style="color: #000000; font-size: x-small;">หากท่านเห็นว่าบทความนี้มีประโยยช์ต่อการประกอบ<a
href="http://www.keajon.com/newcareer/"target="_self"title="อาชีพเสริม" >อาชีพเสริม</a> ช่วยกันสนับสนุนสื่อคุณภาพด้วยนะครับ</span></p><p><img
src="http://feeds.feedburner.com/~r/kasetnews/~4/nPXLO09o-mI" alt=" ต้นพญาคชราช ไม้เศรษฐกิจตัวใหม่มาแรง" width="1" height="1" title="ต้นพญาคชราช ไม้เศรษฐกิจตัวใหม่มาแรง" /></p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/phaya-kacha-raja/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> <item><title>มนต์รักคลอง ๑๕ ร้านกาแฟน่านั่ง ที่รังสิต</title><link>http://www.keajon.com/love-15river/</link> <comments>http://www.keajon.com/love-15river/#comments</comments> <pubDate>Sun, 08 Nov 2009 15:51:22 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[ธุรกิจ SME]]></category> <category><![CDATA[พักผ่อนหย่อนอารมณ์]]></category> <category><![CDATA[5 บาท]]></category> <category><![CDATA[การชงกาแฟ]]></category> <category><![CDATA[กาแฟ]]></category> <category><![CDATA[ขนม]]></category> <category><![CDATA[ขาย]]></category> <category><![CDATA[ขายของ]]></category> <category><![CDATA[ข่าว]]></category> <category><![CDATA[ข้อคิด]]></category> <category><![CDATA[คือ]]></category> <category><![CDATA[จำหน่าย]]></category> <category><![CDATA[ดอกไม้]]></category> <category><![CDATA[ตุ๊กตา]]></category> <category><![CDATA[ทำธุรกิจ]]></category> <category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category> <category><![CDATA[นมสด]]></category> <category><![CDATA[น้ำ]]></category> <category><![CDATA[ประกอบอาชีพ]]></category> <category><![CDATA[ปลูก]]></category> <category><![CDATA[พนักงาน]]></category> <category><![CDATA[รายได้]]></category> <category><![CDATA[ลงทุน]]></category> <category><![CDATA[สูตร]]></category> <category><![CDATA[หมู]]></category> <category><![CDATA[อาชีพ]]></category> <category><![CDATA[เกษตร]]></category> <category><![CDATA[เกาหลี]]></category> <category><![CDATA[เปิดร้าน]]></category> <category><![CDATA[เพาะ]]></category> <category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category> <category><![CDATA[แก้ว]]></category> <category><![CDATA[แจกัน]]></category> <category><![CDATA[แม่บ้าน]]></category> <category><![CDATA[โบราณ]]></category> <category><![CDATA[ไทย]]></category> <category><![CDATA[ไม้ประดับ]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=2849</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/love-15river/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://www.komchadluek.net/media/img/size1/2009/06/19/g9bhkh5fi8aa86b8jbfjf.jpg" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="" title="มนต์รักคลอง ๑๕" /></a>หลัง จากประกอบอาชีพเป็นลูกจ้างในตำแหน่งผู้สื่อข่าว และบริษัทรับทำงานด้านประชาสัมพันธ์ (พีอาร์) มาหลายปี ในที่สุดอดีตเหยี่ยวข่าวสาว &#8220;จุฑารัตน์ บุญเสนา&#8221; หรือที่รู้จักของสื่อมวลชนสายเกษตรในนาม &#8220;แอน&#8221; ตัดสินใจมาประกอบอาชีพส่วนตัว โดยไปเช่าบ้านเรือนไทยชั้นเดียวปากทางเข้าหมู่บ้านไม้ดอก-ไม้ประดับคลองสิบ ห้า อ.องครักษ์ จ.นครนายก ขายของตกแต่งบ้าน และกาแฟโบราณไปพร้อมๆ กัน ในชื่อร้าน &#8220;มนต์รักคลองสิบห้า&#8221; วันนี้แม้รายได้ไม่มากนัก แต่เธอบอกว่ามีอิสรภาพแห่งชีวิตที่ดีกว่า &#160; &#8220;ตอนนี้ภาวะเศรษฐกิจไม่ ค่อยจะดี บริษัทหลายที่ต้องปิดตัว หรือปลดพนักงาน มาคิดอีกทีสักวันหนึ่งก็อาจถึงคิวเรา หากเราไม่เตรียมอะไรเลย โดยหวังที่จะรับเงินเดือนอย่างเดียวก็รู้สึกจะสายเกินไป พอดีแอนชอบเปิดร้านแนวนี้อยู่แล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้แอนเคยร่วมหุ้นกับเพื่อนเปิดร้านขายของตกแต่งบ้านมาก่อน แต่ด้วยความที่ไม่มีเวลา เพราะต้องทำงานประจำทำให้ต้องเลิกล้มไป ตอนนี้มีโอกาสจึงเปิดใหม่อีกครั้ง&#8221; จุฑารัตน์ เล่าถึงแรงบันดาลใจที่เปิดร้าน &#8220;มนต์รักคลองสิบห้า&#8221; ขึ้นมา ที่มาของร้าน มนต์รักคลองสิบห้านั้น จุฑารัตน์ บอกว่า จากการสังเกตเห็นว่าคนที่ชอบตกแต่งบ้านส่วนใหญ่มักไปหาต้นไม้มาปลูกประดับ สวนที่คลองสิบห้า เพราะเป็นแหล่งเพาะและจำหน่ายไม้ดอกไม้ประดับที่ใหญ่ที่สุดอีกแห่งของประเทศ ไทย จึงคิดว่าเมื่อคนไปซื้อต้นไม้แล้ว อาจเลือกหาของอย่างอื่นไปตกแต่งบ้านด้วย และอาจร้อนหรือเหนื่อยจากการเดินหาต้นไม้ซึ่งทำให้เกิดกระหายน้ำด้วย จึงตัดสินใจใช้เงินส่วนตัวจำนวนหนึ่ง เปิดร้านมนต์รักคลองสิบห้า โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p><img
class="alignnone" title="มนต์รักคลอง ๑๕" src="http://www.komchadluek.net/media/img/size1/2009/06/19/g9bhkh5fi8aa86b8jbfjf.jpg" alt="g9bhkh5fi8aa86b8jbfjf มนต์รักคลอง ๑๕ ร้านกาแฟน่านั่ง ที่รังสิต" width="308" height="231" /></p><p><span
id="advenueINTEXT"><strong> </strong><span
style="color: #0000ff;">หลัง จากประกอบอาชีพเป็นลูกจ้างในตำแหน่งผู้สื่อข่าว และบริษัทรับทำงานด้านประชาสัมพันธ์ (พีอาร์) มาหลายปี ในที่สุดอดีตเหยี่ยวข่าวสาว &#8220;จุฑารัตน์ บุญเสนา&#8221; หรือที่รู้จักของสื่อมวลชนสายเกษตรในนาม &#8220;แอน&#8221; ตัดสินใจมาประกอบอาชีพส่วนตัว โดยไปเช่าบ้านเรือนไทยชั้นเดียวปากทางเข้าหมู่บ้านไม้ดอก-ไม้ประดับคลองสิบ ห้า อ.องครักษ์ จ.นครนายก ขายของตกแต่งบ้าน และกาแฟโบราณไปพร้อมๆ กัน ในชื่อร้าน &#8220;มนต์รักคลองสิบห้า&#8221; วันนี้แม้รายได้ไม่มากนัก แต่เธอบอกว่ามีอิสรภาพแห่งชีวิตที่ดีกว่า </span></span></p><p>&nbsp;</p><p>&#8220;ตอนนี้ภาวะเศรษฐกิจไม่ ค่อยจะดี บริษัทหลายที่ต้องปิดตัว หรือปลดพนักงาน มาคิดอีกทีสักวันหนึ่งก็อาจถึงคิวเรา หากเราไม่เตรียมอะไรเลย โดยหวังที่จะรับเงินเดือนอย่างเดียวก็รู้สึกจะสายเกินไป พอดีแอนชอบเปิดร้านแนวนี้อยู่แล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้แอนเคยร่วมหุ้นกับเพื่อนเปิดร้านขายของตกแต่งบ้านมาก่อน แต่ด้วยความที่ไม่มีเวลา เพราะต้องทำงานประจำทำให้ต้องเลิกล้มไป ตอนนี้มีโอกาสจึงเปิดใหม่อีกครั้ง&#8221; จุฑารัตน์ เล่าถึงแรงบันดาลใจที่เปิดร้าน &#8220;มนต์รักคลองสิบห้า&#8221; ขึ้นมา</p><p>ที่มาของร้าน มนต์รักคลองสิบห้านั้น จุฑารัตน์ บอกว่า จากการสังเกตเห็นว่าคนที่ชอบตกแต่งบ้านส่วนใหญ่มักไปหาต้นไม้มาปลูกประดับ สวนที่คลองสิบห้า เพราะเป็นแหล่งเพาะและจำหน่ายไม้ดอกไม้ประดับที่ใหญ่ที่สุดอีกแห่งของประเทศ ไทย จึงคิดว่าเมื่อคนไปซื้อต้นไม้แล้ว อาจเลือกหาของอย่างอื่นไปตกแต่งบ้านด้วย และอาจร้อนหรือเหนื่อยจากการเดินหาต้นไม้ซึ่งทำให้เกิดกระหายน้ำด้วย จึงตัดสินใจใช้เงินส่วนตัวจำนวนหนึ่ง เปิดร้านมนต์รักคลองสิบห้า โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนหนึ่งเป็นมุมขายของตกแต่งบ้านและอีกส่วนหนึ่งเป็นร้านขายกาแฟโบราณ<br
/>สินค้า ตกแต่งบ้านมีตั้งแต่ใบพัดที่ทำจากใบลาน โมบาย แจกันตุ๊กตาแมวไม้จากอินโดนีเซีย โปสเตอร์ภาพเก่าๆ ที่หายาก ไม้เก่าสำหรับทำบ้านนก ที่ใส่กระถางต้นไม้ ระฆัง เฟอร์นิเจอร์ไม้สักเก่า และกระดิ่งสไตล์น่ารักจากเกาหลี หรือแม้แต่ตู้ไปรษณีย์ ที่สามารถสั่งทำได้ ราคาตั้งแต่ 20-8,000 บาท สินค้าเหล่านี้ส่วนหนึ่งมาจากที่เธอเก็บสะสมในระหว่างที่ออกไปทำข่าวในหลาย พื้นที่ทั่วประเทศไทย ส่วนหนึ่งรับมาจากกลุ่มแม่บ้านแหล่งผลิตโดยตรง และอีกส่วนหนึ่งสั่งมา ที่ขายดีที่สุดคือโมบายกระดิ่งที่ทำจากใบลาน ขณะที่สินค้าที่แพงที่สุดคือชุดเฟอร์นิเจอร์จากไม้สักนั่นเอง ในส่วนร้านกาแฟโบราณมีตั้งแต่กาแฟเย็นขายแก้วละ 20 บาท กาแฟร้อน และกาแฟดำหรือโอยัวะ แก้วละ 15 บาท นอกจากนั้นยังมีชามะนาว ชาดำเย็น รวมถึงขนมประเภทขบเคี้ยวด้วย เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น.<br
/>เนื่อง จากร้านเพิ่งเปิดได้ไม่นานนัก ประกอบภาวะเศรษฐกิจไม่ค่อยดีนัก เธอบอกว่า ในวันธรรมดาจะมีลูกค้าไปอุดหนุนไม่ค่อยมากนัก แต่วันเสาร์-อาทิตย์ก็จะมีลูกค้าระดับหนึ่ง เฉลี่ยรายได้ตลอดทั้งเดือนกว่า 3 หมื่นบาท แม้จะไม่มากนักแต่เธอบอกว่า สบายใจ มีอิสระ ที่สำคัญจุดนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้เธอเดินไปข้างหน้ากับกิจการของ ตัวเองต่อไป</p><p>&#8220;ตอนนี้เศรษฐกิจไม่ค่อยดี แต่แอนก็สู้นะ ใครก็ตามที่อยากทำธุรกิจในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจเช่นนี้ หากอยากทำอะไรก็ต้องถามใจตัวเองก่อนว่าสู้หรือไม่ ต้องพยายามหาข้อมูลและเตรียมความพร้อมหลายๆ ด้าน ทั้งด้านเงินทุน การเลือกทำเล และชนิดสินค้า ไม่ใช่ทำตามกระแสอย่างเดียว แต่ต้องทำในสิ่งที่รักชอบและที่สำคัญต้องอดทน บางทีทุกอย่างที่เราคิดว่าดีแล้ว พร้อมแล้ว มันก็อาจจะไม่เป็นไปตามที่คิด ตามที่ฝัน ดังนั้น ต้องพยายามทำให้ดีที่สุดก่อน อย่างน้อยสิ่งที่ไม่มีใครได้เหมือนเราคือประสบการณ์ในการใช้ชีวิตเพราะคุณ ค่าของชีวิตไม่ได้อยู่ที่ความสำเร็จอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่ประสบการณ์จากความกล้าที่ได้ลงมือทำด้วย&#8221; จุฑารัตน์ ให้ข้อคิดสำหรับที่จะทำธุรกิจใหม่ๆ ในยุคนี้</p><p>นับเป็นการตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว ของอดีตนักข่าวสาว ที่กล้าลงทุนท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน ในขณะที่ผู้ประกอบการอีกจำนวนมากที่ปิดกิจการไปแล้ว อย่างไรก็ตาม มนต์รักคลองสิบห้า นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการหาสิ่งของมาตกแต่งบ้าน ซึ่งอาจมีความแตกต่างไปจากที่อื่นก็ได้<br
/> <br
/> <br
/><strong>ง่ายๆกับการชงกาแฟโบราณ<br
/>กาแฟเย็น <br
/></strong>กาแฟ 1 ถุง<br
/>1.ผงกาแฟโบราณ 4 ช้อนตวง<br
/>2.นมข้น 1 ช้อนชา<br
/>3.น้ำตาล 1 ช้อน<br
/>4.นมสด?? 1 ช้อน<br
/>5.น้ำ???????? 1 แก้ว<br
/>6 ครีม 1 ช้อน<br
/>น้ำแข็งพอประมาณ</p><p><strong>กาแฟร้อน</strong><br
/>กาแฟ 1 แก้ว<br
/>1.ผงกาแฟ? 3 ช้อนตัก<br
/>2.นมข้น??????? 2 ช้อน<br
/>3.นมสด??????? 1 ช้อน</p><p><strong>กำแฟดำหรือโอยัวะ</strong> <br
/> กาแฟ 1 แก้ว<br
/>1.ผงกาแฟ 4 ช้อนตัก<br
/>2.น้ำตาล??? 2 ช้อน</p><p>&nbsp;</p><p><strong><span
style="text-decoration: underline;">วิธีชง</span></strong><br
/> ตัก ผงกาแฟโบราณจำนวนตามสูตรต่างๆ ตามที่ลูกค้าสั่งมาลงในถุงชงกาแฟโบราณ แล้วเอาถุงชงกาแฟใส่ในกระบวยทรงกระบอกสำหรับรองน้ำที่ลวกผงกาแฟโบราณ แล้วตักน้ำในหม้อต้มเทลงในถุงชงกาแฟ เมื่อน้ำที่ลวกผงกาแฟไหลเข้ากระบวยจนหมด จึงถุงชงกาแฟยกขึ้น ยกลงในน้ำร้อนราว 5-6 ครั้งจึงเทลงแก้ว ใส่ส่วนตามสูตรต่างๆ ก่อนชงให้ลูกค้า</p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/love-15river/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>1</slash:comments> </item> <item><title>เกษตรอินทรีย์ หนทางรอดของเกษตรกรยุคนี้</title><link>http://www.keajon.com/organic-farming/</link> <comments>http://www.keajon.com/organic-farming/#comments</comments> <pubDate>Tue, 22 Sep 2009 13:45:22 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[เกษตรแก้จน]]></category> <category><![CDATA[กลุ่มเกษตรกร]]></category> <category><![CDATA[การทำ]]></category> <category><![CDATA[การผลิต]]></category> <category><![CDATA[การพัฒนา]]></category> <category><![CDATA[การเกษตร]]></category> <category><![CDATA[การเพาะ]]></category> <category><![CDATA[ของไทย]]></category> <category><![CDATA[ขาย]]></category> <category><![CDATA[ข้าว]]></category> <category><![CDATA[คือ]]></category> <category><![CDATA[คุณภาพ]]></category> <category><![CDATA[จำหน่าย]]></category> <category><![CDATA[ช่องทาง]]></category> <category><![CDATA[ตลาดต่างประเทศ]]></category> <category><![CDATA[ต่างประเทศ]]></category> <category><![CDATA[ธาตุ]]></category> <category><![CDATA[น้ำ]]></category> <category><![CDATA[ประโยชน์]]></category> <category><![CDATA[ปลา]]></category> <category><![CDATA[ปลูก]]></category> <category><![CDATA[ผัก]]></category> <category><![CDATA[ลดต้นทุน]]></category> <category><![CDATA[วัสดุเหลือใช้]]></category> <category><![CDATA[วิธีการ]]></category> <category><![CDATA[สมุนไพร]]></category> <category><![CDATA[หมัก]]></category> <category><![CDATA[หมู]]></category> <category><![CDATA[อบรม]]></category> <category><![CDATA[อาหาร]]></category> <category><![CDATA[เกษตร]]></category> <category><![CDATA[เพาะ]]></category> <category><![CDATA[ไทย]]></category> <category><![CDATA[ไร่]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=2495</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/organic-farming/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://www.dailynews.co.th/content/images/0909/22/page10/d2.jpg" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="เกษตรอินทรีย์" title="" /></a>เกษตรอินทรีย์ หนทางรอดของเกษตรกรยุคนี้ ครั้งอดีต เกษตรกรของไทยไม่จำเป็นต้องอาศัยปุ๋ยเคมีหรือสารเคมีทางการเกษตรในการเพาะปลูก เนื่องจากสภาพดินมีความอุดมสมบูรณ์ จนกระทั่งมีการกล่าวขานว่าในน้ำมีปลา ในนามีข้าว แต่มายุคสมัยนี้ที่การผลิตสินค้าเกษตรมุ่งไปสู่การค้ามากขึ้น การเพิ่มผลผลิตจึง จำเป็น และสิ่งหนึ่งที่เกษตรกรยุคใหม่ใช้คือการเร่งการเจริญเติบโตของพืชด้วยปุ๋ยเคมีและ ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเต็มอัตรา นอกจากนี้การใช้พื้นที่ทำการเกษตรโดยขาดการปรับปรุงบำรุงดินอย่างถูกวิธี ยิ่งส่งผลให้ดินเสื่อมสภาพ เกิดการสะสมของสารเคมีในปริมาณมาก ที่สำคัญพืชไม่สามารถดึงธาตุอาหารที่มีในดินมาใช้ประโยชน์ได้ นั่นคือสาเหตุที่เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะยุคปัจจุบันปัจจัยการผลิตทั้งปุ๋ยและสารเคมีล้วนปรับราคาสูงขึ้น เกษตรอินทรีย์ จึงเป็นหนทางรอดของเกษตรกรในยุคปัจจุบัน เพราะไม่จำเป็นต้องไปซื้อปุ๋ยเคมีในราคาแพงมาใช้ เพียงแค่เกษตรกรหาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นเศษพืช เศษปลา ใบไม้ หรือเศษหญ้ามาหมักกับสารเร่ง พด. ของกรมพัฒนาที่ดิน ก็จะได้ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีคุณภาพ ในขณะที่สามารถลดต้นทุนการผลิตได้อีกด้วย นายฉลอง เทพวิทักษ์กิจ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ที่ผ่านมามีเกษตรกร หันมาใส่ใจเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์มากขึ้น สังเกตได้จากเมื่อกรมพัฒนาที่ดินมีโครงการจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรใช้สารอินทรีย์ลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร มุ่งสู่การทำเกษตรอินทรีย์ จะมีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมจำนวนมาก โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2550 มาจนถึงปีนี้ สามารถจัดตั้งกลุ่มไปแล้วไม่ต่ำกว่า 51,000 กลุ่ม และในปีนี้ กรมฯ ได้ดำเนินการส่งเสริมการใช้สารอินทรีย์ทดแทน สารเคมีทางการเกษตรหรือเกษตรอินทรีย์ ได้แล้ว 15.89 ล้านไร่ คิดเป็น 93.52% จากที่ตั้งเป้าไว้ [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p><img
src="http://www.dailynews.co.th/content/images/0909/22/page10/d2.jpg" alt="d2 เกษตรอินทรีย์ หนทางรอดของเกษตรกรยุคนี้"  title="เกษตรอินทรีย์ หนทางรอดของเกษตรกรยุคนี้" /><br
/> <em>เกษตรอินทรีย์ หนทางรอดของเกษตรกรยุคนี้</em></p><p>ครั้งอดีต เกษตรกรของไทยไม่จำเป็นต้องอาศัยปุ๋ยเคมีหรือสารเคมีทางการเกษตรในการเพาะปลูก เนื่องจากสภาพดินมีความอุดมสมบูรณ์ จนกระทั่งมีการกล่าวขานว่าในน้ำมีปลา ในนามีข้าว แต่มายุคสมัยนี้ที่การผลิตสินค้าเกษตรมุ่งไปสู่การค้ามากขึ้น การเพิ่มผลผลิตจึง  จำเป็น และสิ่งหนึ่งที่เกษตรกรยุคใหม่ใช้คือการเร่งการเจริญเติบโตของพืชด้วยปุ๋ยเคมีและ ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเต็มอัตรา นอกจากนี้การใช้พื้นที่ทำการเกษตรโดยขาดการปรับปรุงบำรุงดินอย่างถูกวิธี ยิ่งส่งผลให้ดินเสื่อมสภาพ เกิดการสะสมของสารเคมีในปริมาณมาก ที่สำคัญพืชไม่สามารถดึงธาตุอาหารที่มีในดินมาใช้ประโยชน์ได้ นั่นคือสาเหตุที่เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะยุคปัจจุบันปัจจัยการผลิตทั้งปุ๋ยและสารเคมีล้วนปรับราคาสูงขึ้น</p><p>เกษตรอินทรีย์ จึงเป็นหนทางรอดของเกษตรกรในยุคปัจจุบัน เพราะไม่จำเป็นต้องไปซื้อปุ๋ยเคมีในราคาแพงมาใช้ เพียงแค่เกษตรกรหาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นเศษพืช เศษปลา ใบไม้ หรือเศษหญ้ามาหมักกับสารเร่ง พด. ของกรมพัฒนาที่ดิน ก็จะได้ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีคุณภาพ ในขณะที่สามารถลดต้นทุนการผลิตได้อีกด้วย</p><p>นายฉลอง เทพวิทักษ์กิจ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ที่ผ่านมามีเกษตรกร หันมาใส่ใจเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์มากขึ้น สังเกตได้จากเมื่อกรมพัฒนาที่ดินมีโครงการจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรใช้สารอินทรีย์ลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร มุ่งสู่การทำเกษตรอินทรีย์ จะมีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมจำนวนมาก โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2550 มาจนถึงปีนี้ สามารถจัดตั้งกลุ่มไปแล้วไม่ต่ำกว่า 51,000 กลุ่ม และในปีนี้ กรมฯ ได้ดำเนินการส่งเสริมการใช้สารอินทรีย์ทดแทน สารเคมีทางการเกษตรหรือเกษตรอินทรีย์ ได้แล้ว 15.89 ล้านไร่ คิดเป็น 93.52% จากที่ตั้งเป้าไว้ 17 ล้านไร่ โดยกรมฯ ได้เข้าไปปรับเปลี่ยนระบบการผลิตจากเกษตรเคมีมุ่งสู่เกษตรลดการใช้สารเคมี หรือถึงขั้นเกษตรอินทรีย์ โดยการจัดตั้งกลุ่ม อบรม สาธิตวิธีการผลิตและการใช้สารอินทรีย์ทดแทนรวมทั้งสิ้น 17,284  กลุ่ม อบรมเกษตรกรจำนวน 840,663  ราย  เรียกว่าขณะนี้มีกลุ่มเกษตรกรใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมีครอบคลุมอยู่เกือบทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ</p><p>ดังนั้น เพื่อเป็นการพัฒนาระบบการผลิตเกษตรอินทรีย์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น กรมฯ จึงได้ตั้งเป้าส่งเสริมการผลิตเกษตรอินทรีย์เพื่อส่งออก โดยกรมฯ จะเป็นตัวกลางทำหน้าที่ประสานกับหน่วยงานที่มีหน้าที่รับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล เช่น สำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกท.) ให้เข้ามาตรวจรับรองสินค้าของกลุ่มเกษตรกรที่กรมพัฒนาที่ดินจัดตั้งขึ้น เบื้องต้นตั้งเป้าส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์เพื่อส่งออกจำนวน 2 แสนไร่ โดยเน้นพืชสมุนไพร และผักที่ขนส่งสะดวก อาทิ ขิง ข่า ตะไคร้ ใบโหระพา กะเพรา พริก</p><p>ปัจจุบัน มีพื้นที่ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ส่งออกไปตลาดต่างประเทศแล้วไม่ต่ำกว่า 80,000 ไร่ ซึ่งตลาดยังมีความต้องการสูงมาก ดังนั้น จึงเชื่อมั่นว่าถ้ากรมฯ ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานงานให้หน่วยงานเข้ามารับรองมาตรฐานสินค้าให้กับกลุ่มเกษตรกรที่กระจายอยู่ทั่วประเทศได้ก็จะช่วยลดขั้นตอนให้กับเกษตรกร เป็นการเปิดโอกาสให้เกษตรกรเข้าถึงการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ได้มากขึ้น ส่งผลให้จำหน่ายสินค้าได้ราคาดีขึ้นด้วย</p><p>เห็นว่าภายในปีนี้ กรมพัฒนาที่ดินเขาจะรวบรวมแหล่งผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ของกลุ่มเกษตรกรจากทั่วประเทศมาใส่ไว้ในฐานข้อมูลสารสนเทศของกรมฯ เพื่อเปิดให้บริการกับผู้ประกอบการหรือพ่อค้าที่ต้องการติดต่อซื้อขายสินค้าเกษตรอินทรีย์กับกลุ่มเกษตรกร แต่ไม่รู้จะไปติด ต่อได้ที่ไหน ก็จะได้มีช่องทางในการติดต่อ ซื้อขายสินค้ากันสะดวกยิ่งขึ้น นับเป็นการเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้เข้าถึงแหล่งรับซื้อได้โดยตรงนั่นเอง.</p><p>เพิ่มเติมข้อมูลได้ที่<br
/> farmdaily@dailynews.co.th<br
/> <img
class="alignnone size-full wp-image-19" title="dailynews" src="http://news.enterfarm.com/wp-content/uploads/2008/09/dailynews.gif" alt="dailynews เกษตรอินทรีย์ หนทางรอดของเกษตรกรยุคนี้" width="162" height="52" /></p><p><img
src="http://feeds.feedburner.com/~r/kasetnews/~4/HcnBDPHuZC8" alt=" เกษตรอินทรีย์ หนทางรอดของเกษตรกรยุคนี้" width="1" height="1" title="เกษตรอินทรีย์ หนทางรอดของเกษตรกรยุคนี้" /></p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/organic-farming/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> <item><title>สานตะกร้าไม้ไผ่ รายได้งาม</title><link>http://www.keajon.com/bamboo-basket/</link> <comments>http://www.keajon.com/bamboo-basket/#comments</comments> <pubDate>Tue, 15 Sep 2009 07:02:24 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[ไอเดียงานประดิษฐ์]]></category> <category><![CDATA[การปลูก]]></category> <category><![CDATA[ขาย]]></category> <category><![CDATA[ข้าว]]></category> <category><![CDATA[ครอบครัว]]></category> <category><![CDATA[งานฝีมือ]]></category> <category><![CDATA[ทอด]]></category> <category><![CDATA[น้ำ]]></category> <category><![CDATA[ประโยชน์]]></category> <category><![CDATA[ปลูก]]></category> <category><![CDATA[ปัญญา]]></category> <category><![CDATA[รายได้]]></category> <category><![CDATA[รายได้พิเศษ]]></category> <category><![CDATA[หมู]]></category> <category><![CDATA[หัตถกรรม]]></category> <category><![CDATA[หารายได้]]></category> <category><![CDATA[อาชีพ]]></category> <category><![CDATA[เยาวชน]]></category> <category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category> <category><![CDATA[ไม้ไผ่]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%9c%e0%b9%88-%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%87/</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/bamboo-basket/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://www.smilehandmade.com/wp-content/uploads/2009/09/golf-cart-mole-3.jpg" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="golf-cart-mole-3" title="golf-cart-mole-3" /></a>&#160; ด.ช.13 ปีเมืองน้ำดำไม่ห่วงเล่นตามวัย ใช้เวลาว่างสานตะกร้าไผ่ขายช่วยครอบครัว &#160; เด็ก ชายวัย 13 ปี กาฬสินธุ์ไม่ห่วงเล่นตามวัย ใช้เวลาว่างหลังเลิกเรียนจักสานตะกร้าไม้ไผ่จนเกิดความชำนาญ เป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ด้วยการสืบสานภูมิปัญญา หารายได้เข้าครอบครัวช่วยพ่อแม่และเหลือเก็บเป็นทุนการศึกษา &#160; &#160; เด็ก ชายคนดังกล่าวชื่อ เด็กชายวรรณพงษ์ มีชัย อายุ 13 ปี บุตรนายสุนทร-นางดวง มีชัย ราษฎรบ้านท่าแสง หมู่ 6 ตำบลลำพาน อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ ที่มีอาชีพทำนารายได้ต่อวันในครอบครัวไม่ถึงวันละ 200 บาท เด็กชายคนนี้จึงเริ่มหารายได้พิเศษโดยได้ใช้เวลาว่างหลังเลิกเรียนและในวัน หยุดเสาร์-อาทิตย์ อยู่กับการจักสานเครื่องใช้สอยในครัวเรือน ประเภทตะกร้า ข้อง และกระด้งฝัดข้าว โดยมีเพื่อนบ้านอุดหนุนซื้อผลงาน ทำให้มีรายได้ใช้เป็นทุนการศึกษา &#160; &#160; ทั้งนี้ นอกเหนือจากการสืบทอดภูมิปัญญาและใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ โดยไม่ไปหาเที่ยวเหมือนเด็กในวัยเดียวกัน เป็นตัวอย่างเยาวชนรุ่นใหม่ที่น่ายกย่องชมเชยในการสร้างงานและ สร้างรายได้ในยุคที่เศรษฐกิจถดถอย เด็กชายวรรณพงษ์กล่าวว่า ตนมีความชำนาญในการจักสานสิ่งของเครื่องใช้มาประมาณ 2 ปี โดยเริ่มจากเห็นนายบุญ ฤทธิ์พูล ผู้เป็นตาจักสานมาก่อน [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p><p><strong>ด.ช.13 ปีเมืองน้ำดำไม่ห่วงเล่นตามวัย ใช้เวลาว่างสานตะกร้าไผ่ขายช่วยครอบครัว</strong></p><p>&nbsp;</p><p>เด็ก ชายวัย 13 ปี กาฬสินธุ์ไม่ห่วงเล่นตามวัย ใช้เวลาว่างหลังเลิกเรียน<strong>จักสานตะกร้าไม้ไผ่</strong>จนเกิดความชำนาญ เป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ด้วยการสืบสาน<strong>ภูมิปัญญา </strong>หารายได้เข้าครอบครัวช่วยพ่อแม่และเหลือเก็บเป็นทุนการศึกษา</p><p><img
class=" size-full wp-image-567" title="golf-cart-mole-3" src="http://www.smilehandmade.com/wp-content/uploads/2009/09/golf-cart-mole-3.jpg" alt="golf cart mole 3 สานตะกร้าไม้ไผ่ รายได้งาม" width="442" height="331" /></p><p>&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>เด็ก ชายคนดังกล่าวชื่อ เด็กชายวรรณพงษ์ มีชัย อายุ 13 ปี บุตรนายสุนทร-นางดวง มีชัย ราษฎรบ้านท่าแสง หมู่ 6 ตำบลลำพาน อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ ที่มีอาชีพทำนารายได้ต่อวันในครอบครัวไม่ถึงวันละ 200 บาท เด็กชายคนนี้จึงเริ่มหา<strong>รายได้พิเศษ</strong>โดยได้ใช้เวลาว่างหลังเลิกเรียนและในวัน หยุดเสาร์-อาทิตย์ อยู่กับการจักสานเครื่องใช้สอยในครัวเรือน ประเภท<strong>ตะกร้า</strong> ข้อง และกระด้งฝัดข้าว โดยมีเพื่อนบ้านอุดหนุนซื้อผลงาน ทำให้<strong>มีรายได้</strong>ใช้เป็นทุนการศึกษา</p><p>&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>ทั้งนี้ นอกเหนือจากการสืบทอด<strong>ภูมิปัญญา</strong>และใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ โดยไม่ไปหาเที่ยวเหมือนเด็กในวัยเดียวกัน เป็นตัวอย่างเยาวชนรุ่นใหม่ที่น่ายกย่องชมเชยใน<strong>การสร้างงาน</strong>และ <strong>สร้างรายได</strong>้ในยุคที่เศรษฐกิจถดถอย</p><p><br
/> <img
class=" size-full wp-image-566" title="golf-cart-mole-2" src="http://www.smilehandmade.com/wp-content/uploads/2009/09/golf-cart-mole-2.jpg" alt="golf cart mole 2 สานตะกร้าไม้ไผ่ รายได้งาม" width="436" height="327" /></p><p>เด็กชายวรรณพงษ์กล่าวว่า ตนมีความชำนาญใน<strong>การจักสาน</strong>สิ่งของเครื่องใช้มาประมาณ 2 ปี โดยเริ่มจากเห็นนายบุญ ฤทธิ์พูล ผู้เป็นตา<strong>จักสาน</strong>มาก่อน ซึ่งเท่ากับเป็นการปลูกฝังจิตสำนึก และเกิด<strong>แรงบันดาลใจ</strong>ที่จะ<strong>จักสาน</strong> จึงได้หัดทำเรื่อยมาจนเกิดความชำนาญ ทั้งการจักตอก การขึ้นตอก<strong>จักสาน</strong> โดยชิ้นหนึ่งๆ ใช้เวลาทำ 2 วันเสร็จ ทีแรกทำใช้ในครัวเรือน</p><p>&nbsp;</p><p><br
/>ต่อ มาเพื่อนบ้านมาสั่งให้ทำและมารับซื้อถึงที่ในราคาชิ้นละ 50-100 บาท ทำให้มี<strong>รายได้</strong>โดยไม่ต้องขอพ่อแม่ และนอกจากนี้ ยังเก็บออมเพื่อใช้เป็นทุนการศึกษาด้วย</p><p>&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>สำหรับเด็ก ชายวรรณพงษ์ องค์กรปกครองส่วน<strong>ท้องถิ่น </strong>และสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ.กาฬสินธุ์ ได้ให้การส่งเสริมและยกย่องเป็นตัวอย่างเยาวชนรุ่นใหม่ ที่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ โดยไม่เอาแต่เล่นหรือเที่ยวเหมือนเด็กทั่วไปที่อยู่ในวัยเดียวกัน นอกจากนี้ยังเป็นการสืบทอด<strong>ภูมิปัญญา</strong> และ<strong>หารายได้</strong>โดยวิธีสุจริต ซึ่งสามารถที่จะ<strong>สืบสานหัตถกรรมจักสาน</strong> พัฒนา<strong>งานฝีมือ</strong>และ<strong>สร้างผลิตภัณฑ์</strong>ที่ประณีต มีคุณค่า นำ<strong>รายได้</strong>จุนเจือครอบครัว และหาทุนการศึกษาด้วยตนเองได้เป็นอย่างดีในยุคที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว</p><p>&nbsp;</p><p>ขอบคุณที่มา : www.manager.co.th</p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/bamboo-basket/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> <item><title>ว่านกิมเจ็ง</title><link>http://www.keajon.com/%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%87%e0%b8%87/</link> <comments>http://www.keajon.com/%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%87%e0%b8%87/#comments</comments> <pubDate>Thu, 03 Sep 2009 15:57:18 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[เกษตรแก้จน]]></category> <category><![CDATA[ขาย]]></category> <category><![CDATA[จตุจักร]]></category> <category><![CDATA[ดอกไม้]]></category> <category><![CDATA[ตลาดนัด]]></category> <category><![CDATA[ธรรมชาติ]]></category> <category><![CDATA[น้ำ]]></category> <category><![CDATA[ปลา]]></category> <category><![CDATA[ปลูก]]></category> <category><![CDATA[หมู]]></category> <category><![CDATA[หอม]]></category> <category><![CDATA[เกษตร]]></category> <category><![CDATA[แก้ว]]></category> <category><![CDATA[ไทย]]></category> <category><![CDATA[ไม้ประดับ]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%87%e0%b8%87/</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%87%e0%b8%87/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://www.thairath.co.th/media/content/2009/09/02/630/30404.jpg" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="ว่าน กิมเจ็ง" title="" /></a>กิมเจ็ง ยาดีมีหัวขาย คนไทยส่วนใหญ่รู้จัก &#8220;กิมเจ็ง&#8221; น้อยมาก แต่ถ้าเป็นชาวจีน หรือชาวไทยเชื้อสายจีนรุ่นเก่าๆ จะคุ้นเคยและรู้จัก &#8220;กิมเจ็ง&#8221; เป็นอย่างดี เนื่องจากหัวของ &#8220;กิมเจ็ง&#8221; มีคุณค่าและมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงกำลังชั้นดี โดย ชาวจีนนิยมเอาหัวแบบสดๆของ &#8220;กิมเจ็ง&#8221; กะจำนวนพอประมาณต้มกับหมูเนื้อแดง หรือกระดูกหมูจำนวนเล็กน้อย ปรุงแต่งรสชาติอ่อนๆ คล้ายน้ำชุปใสรับประทานได้ทั้งเนื้อและน้ำวันละครั้ง ครั้งละ 1 ถ้วย จะช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง หายอ่อนเพลีย เป็นยาโป๊ดีนัก ส่วน ตำรายาแผนไทยเรียก &#8220;กิมเจ็ง&#8221; ว่า &#8220;ว่านกิมเจ็ง&#8221; หรือ &#8220;ต้นอีนูน&#8221; มี สรรพคุณทางเภสัชใช้เป็นยาเย็น แก้ร้อนในกระหายน้ำ และเจ็บในลำคอ โดยเอาหัวสดกะจำนวนพอประมาณต้มกับน้ำสะอาดจำนวน 3 แก้ว จนเดือดเคี่ยวเหลือ 1 แก้ว ดื่มขณะอุ่นวันละครั้ง ต้มกิน 1-2 วัน อาการที่กล่าวข้างต้นจะดีขึ้นและหายได้ กิมเจ็ง เป็นไม้เถาเลื้อยพาดพันต้นไม้อื่น มีหัวใต้ดินขนาดใหญ่ เนื้อหัวฉ่ำน้ำเล็กน้อยสีขาวนวล มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ลักษณะหัวคล้ายมันแกว หรือหัวของต้น [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p><img
src="http://www.thairath.co.th/media/content/2009/09/02/630/30404.jpg" alt="30404 ว่านกิมเจ็ง"  title="ว่านกิมเจ็ง" /><br
/> <em>กิมเจ็ง ยาดีมีหัวขาย</em></p><p>คนไทยส่วนใหญ่รู้จัก &#8220;กิมเจ็ง&#8221; น้อยมาก แต่ถ้าเป็นชาวจีน หรือชาวไทยเชื้อสายจีนรุ่นเก่าๆ จะคุ้นเคยและรู้จัก &#8220;กิมเจ็ง&#8221; เป็นอย่างดี เนื่องจากหัวของ &#8220;กิมเจ็ง&#8221; มีคุณค่าและมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงกำลังชั้นดี โดย ชาวจีนนิยมเอาหัวแบบสดๆของ &#8220;กิมเจ็ง&#8221; กะจำนวนพอประมาณต้มกับหมูเนื้อแดง หรือกระดูกหมูจำนวนเล็กน้อย ปรุงแต่งรสชาติอ่อนๆ คล้ายน้ำชุปใสรับประทานได้ทั้งเนื้อและน้ำวันละครั้ง ครั้งละ 1 ถ้วย จะช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง หายอ่อนเพลีย เป็นยาโป๊ดีนัก</p><p>ส่วน ตำรายาแผนไทยเรียก &#8220;กิมเจ็ง&#8221; ว่า &#8220;ว่านกิมเจ็ง&#8221; หรือ &#8220;ต้นอีนูน&#8221; มี สรรพคุณทางเภสัชใช้เป็นยาเย็น แก้ร้อนในกระหายน้ำ และเจ็บในลำคอ โดยเอาหัวสดกะจำนวนพอประมาณต้มกับน้ำสะอาดจำนวน 3 แก้ว จนเดือดเคี่ยวเหลือ 1 แก้ว ดื่มขณะอุ่นวันละครั้ง ต้มกิน 1-2 วัน อาการที่กล่าวข้างต้นจะดีขึ้นและหายได้</p><p>กิมเจ็ง เป็นไม้เถาเลื้อยพาดพันต้นไม้อื่น มีหัวใต้ดินขนาดใหญ่ เนื้อหัวฉ่ำน้ำเล็กน้อยสีขาวนวล มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ลักษณะหัวคล้ายมันแกว หรือหัวของต้น &#8220;สบู่เลือด&#8221; ผิวหัวด้านนอกจะนวลกว่าเล็กน้อย ต้นหรือเถาสามารถเลื้อยได้ไกลกว่า 10 เมตร ที่พบตามธรรมชาติในป่าลึก ต้นหรือเถาจะอ้วนใหญ่มาก ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ เป็นรูปกลมรี คล้ายใบตำลึง แต่ใบของ &#8220;กิมเจ็ง&#8221; จะมีจำนวนแฉกมากกว่า และใบที่อยู่ส่วนปลายจะยาวและแหลมกว่าชัดเจน</p><p>ดอก ออกเป็นช่อหรือเป็นพวงตามซอกใบ แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยขนาดเล็กสีขาวจำนวนมาก เวลามีดอกจะห้อยลงเป็นระย้าน่าชมมาก &#8220;ผล&#8221; เป็นรูปทรงกลม มีหลายขนาดตั้งแต่เล็กจิ๋วไปจนถึงผลโตเท่าไข่ไก่ ดอกออกได้เรื่อยๆ ขยายพันธุ์ด้วยหัว หรือเมล็ด พบขึ้นตามป่าธรรม?ชาติทุกภาคของประเทศไทย สมัยก่อนนิยมปลูกติดรั้วบ้านให้ต้นหรือเถาไต่ เพื่อเอาหัวใช้ทำยาตามที่กล่าวข้างต้น</p><p>ปัจจุบัน นักเลงไม้หัวชอบเอา &#8220;กิมเจ็ง&#8221; ไปปลูกเป็นไม้ประดับโชว์ความงามและแปลกของหัวที่มีขนาดใหญ่ โดยปลูกลงกระถางทำโครงให้ต้นหรือเถาไต่ ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ซึ่ง &#8220;กิม-เจ็ง&#8221; มีหัวขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 3 แผง &#8220;เจ๊ติ๋ม&#8221; ราคาสอบถามกันเองครับ.</p><p>นายเกษตร<br
/> <img
src="http://news.enterfarm.com/wp-content/uploads/2008/09/thairath.gif" alt="thairath ว่านกิมเจ็ง" title="thairath" width="212" height="76" class="alignnone size-full wp-image-28" /></p> <img
src="http://feeds.feedburner.com/~r/kasetnews/~4/9O7rNzNbxMk" height="1" width="1" title="ว่านกิมเจ็ง" alt=" ว่านกิมเจ็ง" />]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%87%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> <item><title>จอกหูหนูยักษ์</title><link>http://www.keajon.com/%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b9%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b9%8c/</link> <comments>http://www.keajon.com/%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b9%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b9%8c/#comments</comments> <pubDate>Thu, 03 Sep 2009 15:57:11 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[เกษตรแก้จน]]></category> <category><![CDATA[การเกษตร]]></category> <category><![CDATA[ข้าว]]></category> <category><![CDATA[คือ]]></category> <category><![CDATA[ธรรมชาติ]]></category> <category><![CDATA[น้ำ]]></category> <category><![CDATA[ประโยชน์]]></category> <category><![CDATA[ปลูก]]></category> <category><![CDATA[ผัก]]></category> <category><![CDATA[ผักตบชวา]]></category> <category><![CDATA[รายได้]]></category> <category><![CDATA[วิชา]]></category> <category><![CDATA[หมา]]></category> <category><![CDATA[เกษตร]]></category> <category><![CDATA[เลี้ยง]]></category> <category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category> <category><![CDATA[ไทย]]></category> <category><![CDATA[ไม้ประดับ]]></category> <category><![CDATA[ไร่]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b9%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b9%8c/</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b9%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b9%8c/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://www.dailynews.co.th/content/images/0909/02/page10/j2.jpg" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="จอกหูหนูยักษ์" title="" /></a>จอกหูหนูยักษ์ สวยแต่มีภัย จอกหูหนูยักษ์ มีถิ่นกำเนิดในแถบร้อนทวีปอเมริกา เป็นวัชพืชที่เป็นภัยร้ายแรงที่สุดชนิดหนึ่งของโลก และระบาดไปทุกทวีปทั่วโลก ได้แพร่เข้ามาในเอเชียครั้งแรกเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2473 ที่ประเทศศรีลังกา หลังจากนั้นได้ขยายพื้นที่ปกคลุมออกไปอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นวัชพืชร้ายแรงในนาข้าว ในสหรัฐอเมริกา ได้จัดจอกหูหนูยักษ์เป็นวัชพืชร้ายแรงและห้าม นำเข้า ซึ่งในพื้นที่ที่ระบาดหลายแห่งต้องเสียค่า ใช้จ่ายในการควบคุมและกำจัดออกจากแหล่ง น้ำ เฉพาะในมลรัฐลุยเซียนาเพียงแห่งเดียว ประมาณการค่าใช้จ่ายในการควบคุมมากกว่า 9,950 ล้านบาท โดยเป็นค่าสารเคมีควบคุมวัชพืชประมาณ 1,600 บาทต่อไร่ ทั้งนี้ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอย่างอื่น กล่าวโดยรวมแล้วมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากกว่า 17,600 ล้านบาท ดร.ศิริพร ซึงสนธิพร นักวิชาการเกษตรชำนาญการ กลุ่มวิจัยวัชพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า จอกหูหนูยักษ์ร้ายยิ่งกว่าผักตบชวา เนื่องจากเจริญเติบโตรวดเร็ว เพิ่มปริมาณเป็น 2 เท่าได้ในเวลา 2-4 วัน ถ้าอยู่ในสภาพที่เหมาะสมแก่การเจริญเติบโต สามารถเพิ่มมวลเป็น 2 เท่าภายในเวลา 7-10 วัน จากหนึ่งตันสามารถเจริญเติบโตปกคลุมพื้นที่ถึง 64,750 ไร่ ในเวลา 3 เดือน [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p><img
src="http://www.dailynews.co.th/content/images/0909/02/page10/j2.jpg" alt="j2 จอกหูหนูยักษ์"  title="จอกหูหนูยักษ์" /><br
/> <em>จอกหูหนูยักษ์ สวยแต่มีภัย</em></p><p>จอกหูหนูยักษ์ มีถิ่นกำเนิดในแถบร้อนทวีปอเมริกา เป็นวัชพืชที่เป็นภัยร้ายแรงที่สุดชนิดหนึ่งของโลก และระบาดไปทุกทวีปทั่วโลก ได้แพร่เข้ามาในเอเชียครั้งแรกเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2473 ที่ประเทศศรีลังกา หลังจากนั้นได้ขยายพื้นที่ปกคลุมออกไปอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นวัชพืชร้ายแรงในนาข้าว ในสหรัฐอเมริกา ได้จัดจอกหูหนูยักษ์เป็นวัชพืชร้ายแรงและห้าม นำเข้า ซึ่งในพื้นที่ที่ระบาดหลายแห่งต้องเสียค่า ใช้จ่ายในการควบคุมและกำจัดออกจากแหล่ง  น้ำ เฉพาะในมลรัฐลุยเซียนาเพียงแห่งเดียว ประมาณการค่าใช้จ่ายในการควบคุมมากกว่า 9,950 ล้านบาท โดยเป็นค่าสารเคมีควบคุมวัชพืชประมาณ 1,600 บาทต่อไร่ ทั้งนี้ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอย่างอื่น กล่าวโดยรวมแล้วมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากกว่า 17,600 ล้านบาท</p><p>ดร.ศิริพร ซึงสนธิพร นักวิชาการเกษตรชำนาญการ กลุ่มวิจัยวัชพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า จอกหูหนูยักษ์ร้ายยิ่งกว่าผักตบชวา เนื่องจากเจริญเติบโตรวดเร็ว เพิ่มปริมาณเป็น 2 เท่าได้ในเวลา 2-4 วัน ถ้าอยู่ในสภาพที่เหมาะสมแก่การเจริญเติบโต สามารถเพิ่มมวลเป็น 2 เท่าภายในเวลา 7-10 วัน จากหนึ่งตันสามารถเจริญเติบโตปกคลุมพื้นที่ถึง 64,750 ไร่ ในเวลา 3 เดือน ได้น้ำหนักถึง 64 ตันต่อไป ซึ่งใกล้เคียงกับผักตบชวา</p><p>จอกหูหนูยักษ์ มีลักษณะที่เด่น คือ ใบมีขนฟู เวลามองเห็นจะมีสีเขียว ขาวนวล ซึ่งทำให้บางคนมองเห็นความสวยงาม จึงนำเข้ามาปลูกเลี้ยงเป็นไม้ประดับและเผยแพร่กันออกไป แท้ที่จริงแล้วเป็นพืชอันตรายอย่างคาดไม่ถึง?</p><p>ดร.ศิริพร เล่าถึงอันตรายของจอกหูหนูยักษ์ว่า เนื่องจากจอกหูหนูยักษ์เจริญเติบโตและขยายพันธุ์ได้รวดเร็วมาก ถ้าเรานำพืชตัวนี้มาทิ้งไว้ในแหล่งน้ำ 1 ตัน ในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ก็จะสามารถครอบคลุมแหล่งน้ำทั้งหมด การขยายพันธุ์ คือการแตกยอดใหม่จากซอกใบของต้นเดิม และเนื่องจากลำต้นเล็กมากและหักง่าย เมื่อต้นหักออกไปและมีใบติดไปด้วย ก็จะสามารถสร้างยอดขึ้นมาใหม่และเจริญเติบโตได้รวดเร็ว  เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่ก็ขยายตัวอย่างหนาแน่นปกคลุมผิวน้ำทั้งหมด ทำให้แสงแดดไม่สามารถส่องลงไปถึงพื้นน้ำเบื้องล่างได้ ทำให้พืชน้ำที่อยู่ข้างล่างไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ จึงทำให้ปริมาณออกซิเจนลดลงมาก จนเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ ประกอบกับการย่อยสลายของจอกหูหนูยักษ์ที่ตายทับถมกัน ก่อให้เกิดผลกระทบที่รุนแรง โดยความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในแหล่งน้ำจะตายหมด สัตว์ที่อยู่ภายใต้การปกคลุมของจอกหู หนูยักษ์อหาจจะสูญพันธุ์ไป และเมื่อทั้งสิ่งมีชีวิตและพืชพรรณที่อยู่ใต้น้ำตายทับถมลงสู่ท้องน้ำก็จะทำ ให้ตื้นเขินและน้ำเน่าเสีย มนุษย์ก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำนั้นได้</p><p>ในปี พ.ศ. 2550-2551 กรมวิชาการเกษตร โดยสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช ได้จัดทำโครงการติดตามเฝ้าระวังการระบาดและการจัดการจอกหูหนูยักษ์ศัตรูพืช กักกันของประเทศไทย ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้พิจารณาเห็นว่า จอกหูหนูยักษ์เป็นศัตรูพืชกักกันชนิดหนึ่งที่ต้องเฝ้าระวังไม่ให้วัชพืชตัว นี้เข้ามาในประเทศไทย จึงให้จัดทำโครงการติดตามเฝ้าระวังการระบาดและการจัดการจอกหูหนูยักษ์ศัตรู พืชกักกันของประเทศไทย ซึ่งสนับสนุนโดยเงินรายได้จากการดำเนินงานวิจัยด้านการเกษตรของกรมวิชาการ เกษตร ทำการสำรวจและเฝ้าระวังจอกหูหนูยักษ์ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ</p><p>ประเทศไทยมีพืชสกุลนี้อยู่ 2 ชนิด คือ จอกหูหนู และ แหนใบมะขาม เป็นเฟิร์นน้ำที่ พบได้ทั่วไปในแหล่งน้ำจืดหรือในน้ำนิ่งและในนาข้าว ลักษณะเป็นแพลอยเหนือผิวน้ำ ขอบใบค่อนข้างห่อเข้าหากันเป็นกรวยคล้ายหูหนู จึงเป็นพืชที่ตั้งชื่อตามลักษณะที่เห็น แต่จอกหูหนูในบ้านเราเป็นพืชท้องถิ่น ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม มีศัตรูธรรมชาติอยู่แล้ว จะตายไปเองตามฤดูกาล การเจริญเติบโตไม่รวดเร็วเหมือนจอกหูหนูยักษ์ จึงไม่เป็นพิษเป็นภัยแต่อย่างไร</p><p>ดังนั้น เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงและป้องกันมิให้จอกหูหนูยักษ์ระบาดเป็นปัญหาใน ประเทศไทย หากผู้ใดพบเห็นและสงสัยว่าจะเป็นจอกหูหนูยักษ์ ให้รีบกำจัดออกจากแหล่งน้ำโดยเร็วที่สุดก่อนที่จะเจริญเติบโตและขยายพันธุ์ ออกไปอย่างรวดเร็ว</p><p>อย่างไรก็ตาม เมื่อช้อนออกมาแล้วต้องนำ มาตากให้แห้งและเผาทิ้งเพื่อมิให้มีการนำไปปลูกอีกต่อไป หากไม่สามารถกำจัดเองได้ และไม่แน่ ใจว่าจะใช่จอกหูหนูยักษ์หรือไม่ หรือต้องการข้อมูล เพิ่มเติม สอบถามได้ที่กลุ่มวิจัยวัชพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร โทรศัพท์ 0-2940-7409 โทรสาร 0-2579-4230.</p><p>นวลศรี โชตินันทน์<br
/> <img
src="http://news.enterfarm.com/wp-content/uploads/2008/09/dailynews.gif" alt="dailynews จอกหูหนูยักษ์" title="dailynews" width="162" height="52" class="alignnone size-full wp-image-19" /></p> <img
src="http://feeds.feedburner.com/~r/kasetnews/~4/tEakwtsIleY" height="1" width="1" title="จอกหูหนูยักษ์" alt=" จอกหูหนูยักษ์" />]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b9%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b9%8c/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> </channel> </rss>
