<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?> <rss
version="2.0"
xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
> <channel><title>แก้จนดอทคอม 108อาชีพเสริม &#187; ศาสตร์</title> <atom:link href="http://www.keajon.com/tag/%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" /><link>http://www.keajon.com</link> <description>108ธุรกิจส่วนตัว อาชีพเสริม อาชีพอิสระ ของคนทำมาหากิน</description> <lastBuildDate>Wed, 08 Feb 2012 20:04:39 +0000</lastBuildDate> <language>en</language> <sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod> <sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency> <generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator> <item><title>เครื่องผลิตปุ๋ยอัตโนมัติ ส่งเสริมผู้ประกอบการการผลิตภาคการเกษตร</title><link>http://www.keajon.com/fertilizer-producer/</link> <comments>http://www.keajon.com/fertilizer-producer/#comments</comments> <pubDate>Wed, 25 Nov 2009 08:09:01 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[นวตกรรมสำหรับอาชีพ]]></category> <category><![CDATA[เกษตรแก้จน]]></category> <category><![CDATA[กรรมวิธี]]></category> <category><![CDATA[การปลูก]]></category> <category><![CDATA[การผลิต]]></category> <category><![CDATA[คนไทย]]></category> <category><![CDATA[คือ]]></category> <category><![CDATA[ต่างประเทศ]]></category> <category><![CDATA[ท้องถิ่น]]></category> <category><![CDATA[นาฬิกา]]></category> <category><![CDATA[น้ำ]]></category> <category><![CDATA[ประหยัด]]></category> <category><![CDATA[ประโยชน์]]></category> <category><![CDATA[ปลา]]></category> <category><![CDATA[ปลูก]]></category> <category><![CDATA[พนักงาน]]></category> <category><![CDATA[ลดต้นทุน]]></category> <category><![CDATA[วัตถุดิบ]]></category> <category><![CDATA[วิชา]]></category> <category><![CDATA[ศาสตร์]]></category> <category><![CDATA[สระบุรี]]></category> <category><![CDATA[สุขภาพ]]></category> <category><![CDATA[อัตโนมัติ]]></category> <category><![CDATA[อาชีพ]]></category> <category><![CDATA[อาชีพเกษตร]]></category> <category><![CDATA[เกษตร]]></category> <category><![CDATA[เกษตรกรรม]]></category> <category><![CDATA[ไทย]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=2949</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/fertilizer-producer/"><img
align="left" hspace="5" width="150" height="150" src="http://www.keajon.com/wp-content/plugins/thumbnail-for-excerpts/tfe_no_thumb.png" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="" title="" /></a>เครื่องผลิตปุ๋ยอัตโนมัติ เครื่องแรก เครื่องเดียวในโลก ลิขสิทธ์ร่วมระหว่าง มทร.ธัญบุรีและสถานประกอบการ สมรรถนะเต็มเปี่ยม &#160; ประชากรส่วนใหญ่ในประเทศไทยยึดอาชีพเกษตรกรรม ปุ๋ยจึงมีความจำเป็นสำหรับการปลูกพืช ปุ๋ยที่นิยมมากขึ้นในปัจจุบันคือ ปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งสามารถผลิตใช้เอง ราคาไม่แพง อีกทั้งยังทำให้คุณสมบัติของดินดีขึ้น สามารถผลิตขึ้นโดยกรรมวิธีต่างๆ แต่จะเป็นประโยชน์ต่อพืชได้ก็จะต้องนำเอาวัตถุดิบมาผ่านขบวนการเปลี่ยนแปลง ต่าง ๆ ทางชีวภาพเสียก่อน มีวัตถุหลายประเภทที่สามารถนำมาทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ได้ ยกตัวอย่างการนำเศษพืชเศษปลาที่มีในท้องถิ่นไปใส่ในดินสามารถทำให้ดินร่วน ใน ปัจจุบันมีการตั้งโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ขึ้นจำนวนมาก ในโรงงานการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ส่วนใหญ่จะประสบปัญหาสิ้นเปลืองค่าแรงงานมากโดย เฉพาะในขั้นตอนการผสมปุ๋ยและขั้นตอนการกลับปุ๋ย ประกอบกับในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบที่ใช้จุลินทรีย์ช่วยย่อยสลายนั้น จะมีมีก๊าชแอมโมเนีย ก๊าชคาบอนไดออกไซด์ และความร้อนเกิดขึ้นขั้นตอนการกลับปุ๋ย ทำให้เป็นอันตรายกับคนงาน เพื่อเป็นการลดต้นทุนค่าแรงคนและมีความปลอดภัยทางด้านสุขภาพ ผศ.ไพบูลย์ แย้มเผื่อน อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ได้ออกแบบและสร้าง ?เครื่องผลิตปุ๋ยอินทรีย์อัตโนมัติต้นแบบ? ขึ้นมา ผศ.ไพบูลย์ เล่าว่า ?เครื่องผลิตปุ๋ยอินทรีย์อัตโนมัติต้นแบบ? มีส่วนประกอบคือ 1) แท่นเครื่องขนาดกว้าง 0.5 เมตร ยาว 4 เมตร จะยึดกับล้อ 4 ล้อและเคลื่อนไปกลับบนราง [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p><strong>เครื่องผลิตปุ๋ยอัตโนมัติ เครื่องแรก เครื่องเดียวในโลก <br
/>ลิขสิทธ์ร่วมระหว่าง มทร.ธัญบุรีและสถานประกอบการ สมรรถนะเต็มเปี่ยม </strong></p><p>&nbsp;</p><p>ประชากรส่วนใหญ่ในประเทศไทยยึดอาชีพเกษตรกรรม ปุ๋ยจึงมีความจำเป็นสำหรับการปลูกพืช ปุ๋ยที่นิยมมากขึ้นในปัจจุบันคือ ปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งสามารถผลิตใช้เอง ราคาไม่แพง อีกทั้งยังทำให้คุณสมบัติของดินดีขึ้น สามารถผลิตขึ้นโดยกรรมวิธีต่างๆ แต่จะเป็นประโยชน์ต่อพืชได้ก็จะต้องนำเอาวัตถุดิบมาผ่านขบวนการเปลี่ยนแปลง ต่าง ๆ ทางชีวภาพเสียก่อน มีวัตถุหลายประเภทที่สามารถนำมาทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ได้ ยกตัวอย่างการนำเศษพืชเศษปลาที่มีในท้องถิ่นไปใส่ในดินสามารถทำให้ดินร่วน <br
/><br
/>ใน ปัจจุบันมีการตั้งโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ขึ้นจำนวนมาก ในโรงงานการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ส่วนใหญ่จะประสบปัญหาสิ้นเปลืองค่าแรงงานมากโดย เฉพาะในขั้นตอนการผสมปุ๋ยและขั้นตอนการกลับปุ๋ย ประกอบกับในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบที่ใช้จุลินทรีย์ช่วยย่อยสลายนั้น จะมีมีก๊าชแอมโมเนีย ก๊าชคาบอนไดออกไซด์ และความร้อนเกิดขึ้นขั้นตอนการกลับปุ๋ย ทำให้เป็นอันตรายกับคนงาน เพื่อเป็นการลดต้นทุนค่าแรงคนและมีความปลอดภัยทางด้านสุขภาพ <br
/><br
/>ผศ.ไพบูลย์ แย้มเผื่อน อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ได้ออกแบบและสร้าง <strong><em>?เครื่องผลิตปุ๋ยอินทรีย์อัตโนมัติต้นแบบ? </em></strong>ขึ้นมา<strong> </strong><br
/><br
/>ผศ.ไพบูลย์ เล่าว่า <strong><em>?เครื่องผลิตปุ๋ยอินทรีย์อัตโนมัติต้นแบบ?</em></strong> มีส่วนประกอบคือ <br
/><strong>1)</strong> <strong>แท่น</strong>เครื่องขนาดกว้าง 0.5 เมตร ยาว 4 เมตร จะยึดกับล้อ 4 ล้อและเคลื่อนไปกลับบนราง ยาว 35 เมตร <strong><br
/>2)</strong> <strong>ใบผสม</strong>ขนาด เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.90 เมตร ยาว 4 เมตร แบ่ง 6 ชุดๆละ 4 ใบ แต่ละชุดวางมุมสลับทำมุมกัน 45 องศา เพื่อลดแรง โดยมีลูกปืนรองรับเพลา 3 ช่วง<br
/>ในการหมุนของใบผสมสามารถหมุนได้ทั้งทวนเข็มและตามเข็มนาฬิกา<br
/><strong>3)</strong> <strong>ชุดส่งกำลัง</strong> ใบผสมถูกขับส่งกำลังด้วยมอเตอร์ขนาด 3 กำลังม้า ใช้ไฟฟ้า 220 โวลต์ โดยผ่านสายพานและโซ่ มีตัวทดรอบ(เพื่อทำให้ความเร็วที่ส่งจากมอเตอร์ลดความเร็วลง) และชุดส่งกำลังขับเคลื่อนแท่นถูกขับส่งกำลังด้วยมอเตอร์ขนาด 1.5 กำลังม้า ใช้ไฟฟ้า 220 โวลต์ โดยผ่านสายพานและโซ่ มีตัวทดรอบเช่นกัน <br
/><strong>4)</strong> <strong>ชุดส่งสายไฟ</strong> จะถูกแขวนบนลวดสริงด้วยรอกเป็นขดๆ และสามารถเคลื่อนขยายเข้าออกไปตามแท่นเครื่องที่เคลื่อนไปได้ <strong><br
/>5)</strong> <strong>ระบบฉีดน้ำ</strong> ใช้ปั้มขนาด 1.5 แรงม้า ดูดจากบ่อที่มีความกว้าง 0.40 เมตร ยาว 30 เมตร ขนานกับราง หัวฉีดมี 2 ชุด คือชุดหน้าและชุดหลังเพื่อใช้ได้ทั้งเดินไปและเดินกลับ ทำด้วยท่อ PVC ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 นิ้ว ตรงหัวฉีดยาว 4 เมตร จะเจาะรูเป็น 3 แถว สลับฟันปาก ทั้งชุดหน้าและชุดหลังชุดละประมาณ 34 รู ใช้ในการฉีดน้ำและน้ำจุลินทรีย์ลงไปที่กองปุ๋ย<br
/><strong>6)</strong> <strong>ชุดควบคุม</strong> ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์(PLC) สามารถควบคุมด้วยมือหรืออัตโนมัติก็ได้ แบ่งการควบคุมออกเป็น 3 ส่วน คือ ควบคุมความเร็วของใบผสม ควบคุมความเร็วการเคลื่อนที่ของเครื่องผลิตปุ๋ยที่เคลื่อนที่ไปตามรางยาว 35 เมตร และควบคุมการไหลของน้ำหรือน้ำจุลินทรีย์ <strong> </strong><br
/><br
/>สำหรับสมรรถนะของเครื่องผลิตปุ๋ยอัตโนมัติ <br
/><strong>1)</strong> สามารถผลิตปุ๋ยได้ครั้งละ 20-25 ตัน หรือจำนวนตามที่ลูกค้าต้องการก็ได้ โดยใช้เวลาประมาณ 3 วัน (จากเดิมที่ต้องใช้เวลาประมาณ 6-7 วัน)<br
/><strong>2) </strong>ใช้เวลาในการเดินเครื่องผสมปุ๋ยหรือกลับปุ๋ยประมาณ 20 นาทีต่อครั้ง โดยใช้คนงานคุมเพียง 1 คน (จากเดิมต้องใช้เวลา 4 ชั่วโมงต่อครั้ง <br
/><strong> </strong><strong> </strong>ใช้คนงานจำนวน 12 คน) สามารถประหยัดค่าแรงงานได้<br
/><strong>3)</strong> สามารถหมุนผสมและเดินไป-กลับอัตโนมัติหรือควบคุมเองได้ <strong><br
/>4)</strong> สามารถฉีดน้ำและปรับอัตราไหลได้<br
/><strong> </strong><strong>5</strong>) เกิดความปลอดภัยจากก๊าชแอมโมเนีย ก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์และความร้อนที่เกิดขึ้นในระหว่างการย่อยสลาย <br
/><strong></strong><strong></strong><strong></strong>ที่สำคัญเครื่องดังกล่าวใช้ไฟบ้านทำให้เสียค่าไฟฟ้าประมาณ120 บาทต่อการผลิตปุ๋ย20-25 ตัน(จากเดิมใช้แรงงานประมาณ25,000 บาท<br
/><strong></strong><strong></strong><strong></strong>ต่อการผลิตปุ๋ย20-25 ตัน ) <br
/><br
/><strong><em>?หนุ่ย?</em></strong> นายปุณกัณฐ์ วรรณคำ พนักงานของโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็ม เอ็ม โอ เครื่องมือเกษตร เล่าว่า หลังจากที่ทางอาจารย์เข้ามาออกแบบเครื่องผลิตปุ๋ยต้นแบบดังกล่าว ลดต้นทุนในการจ้างแรงงาน จากแต่ก่อนที่โรงงานจะต้องมีคนงานประมาณ 12 คน ตอนนี้ก็ลดแรงงานลง ไม่ต้องเสี่ยงกับก๊าชแอมโมเนีย และความร้อน 50-60 องศาเซลเซียสที่เกิดระหว่างการกลับปุ๋ย ส่งผลต่อสุขภาพ ระหว่างที่ทำงานตนเองก็ไม่ต้องลงไปผสมและกลับปุ๋ยเอง เพียงแค่ยืนควบคุมตัวเครื่อง หรือถ้ามีงานอื่นก็สามารถไปทำงานนั่นได้ โดยตั้งระบบตั้งอัตโนมัติ เครื่องจะสามารถผสมปุ๋ยและกลับไป-กลับเองได้ <br
/><br
/>เครื่อง ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ต้นแบบที่อาจารย์ออกแบบเป็นเครื่องต้นแบบ ที่ผลิตโดยคนไทยและไม่มีที่ไหนมาก่อนทั้งในและต่างประเทศ ปัจจุบันอาจารย์ได้จดสิทธิบัตรแล้ว ซึ่งต้นทุนในการสร้างเครื่องต้นแบบนี้ราคาประมาณ 500,000/เครื่อง ในอนาคตอาจารย์จะออกแบบปรับขนาดให้สะดวกกับการใช้งาน โดยอาจารย์ตั้งราคาการผลิตเครื่องไว้สำหรับผู้ที่สนใจเช่น ความกว้าง 1.5 เมตร ความยาวราง 10 เมตร ปรับความเร็วของการหมุนผสมไม่ได้ ปรับความเร็วการเดินขับเคลื่อนได้ ผลิตปุ๋ย 3 ตัน/ครั้ง ราคา 200,000 บาท/เครื่อง ถ้าปรับความเร็วการหมุนผสมได้ ปรับความเร็วการเดินขับเคลื่อนได้ ราคา 250,000 บาท/เครื่อง ความกว้าง 2.5 เมตร ความยาวราง 20 เมตร ปรับความเร็วในการหมุนผสมไม่ได้ ปรับความเร็วการเดินขับเคลื่อนได้ ผลิตปุ๋ย 10 ตัน/ครั้ง ราคา 300,000 บาท/เครื่อง ถ้าปรับความเร็วการหมุนผสมได้ ปรับความเร็วการเดินขับเคลื่อนได้ ราคา 350,000 บาท ความกว้าง 4 เมตร ความยาวของราง 30 เมตร ปรับความเร็วการผสมไม่ได้ ปรับความเร็วการเดินขับเคลื่อนได้ ผลิตปุ๋ย 20 ตัน/ครั้ง ราคา 450,000 บาท ถ้าปรับความเร็วการผสมได้ ปรับความเร็วการเดินขับเคลื่อนได้ ผลิตปุ๋ย 20 ตัน/ครั้ง ราคา 500,000 บาท เกษตรกรหรือว่าผู้ที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ ผศ.ไพบูลย์ โทร.081-3537754 หรือ E-mail : <a
href="mailto:pailboon.y@en.rmutt.ac.th">pailboon.y@en.rmutt.ac.th</a> และสามารถดูเครื่องผลิตปุ๋ยต้นแบบได้ที่ โรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็ม เอ็ม โอ เครื่องมือเกษตร ที่ตั้ง 5/2 ม. 5 ถ.อดิเรกสาร ต.ผึ้งรวง อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี 18000</p><p>&nbsp;</p><table
style="width: 24px; height: 15px;" border="0"><tbody><tr><td
width="100" valign="top"></td><td
width="500"></td></tr></tbody></table> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/fertilizer-producer/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>1</slash:comments> </item> <item><title>เครื่องสกัดน้ำผลไม้ วว. เพิ่มมูลค่าผลิตผลทางการเกษตร</title><link>http://www.keajon.com/separator-juice/</link> <comments>http://www.keajon.com/separator-juice/#comments</comments> <pubDate>Tue, 24 Nov 2009 14:22:34 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[นวตกรรมสำหรับอาชีพ]]></category> <category><![CDATA[เกษตรแก้จน]]></category> <category><![CDATA[2552]]></category> <category><![CDATA[ACE]]></category> <category><![CDATA[การผลิต]]></category> <category><![CDATA[การพัฒนา]]></category> <category><![CDATA[การเกษตร]]></category> <category><![CDATA[ข่าว]]></category> <category><![CDATA[จำหน่าย]]></category> <category><![CDATA[ชุมชน]]></category> <category><![CDATA[ตุลาคม]]></category> <category><![CDATA[ต่างประเทศ]]></category> <category><![CDATA[ทอด]]></category> <category><![CDATA[ทางการเกษตร]]></category> <category><![CDATA[ทำความสะอาด]]></category> <category><![CDATA[นวตกรรม]]></category> <category><![CDATA[น้ำ]]></category> <category><![CDATA[น้ำผลไม้]]></category> <category><![CDATA[บรรจุภัณฑ์]]></category> <category><![CDATA[ปอก]]></category> <category><![CDATA[ผลิตผล]]></category> <category><![CDATA[ผลไม้]]></category> <category><![CDATA[มะม่วง]]></category> <category><![CDATA[ลำไย]]></category> <category><![CDATA[ล้นตลาด]]></category> <category><![CDATA[วว.]]></category> <category><![CDATA[วัตถุดิบ]]></category> <category><![CDATA[วิชา]]></category> <category><![CDATA[วิทยาศาสตร์]]></category> <category><![CDATA[วิสาหกิจชุมชน]]></category> <category><![CDATA[ศาสตร์]]></category> <category><![CDATA[หมา]]></category> <category><![CDATA[อาหาร]]></category> <category><![CDATA[เกษตร]]></category> <category><![CDATA[เครื่องสกัดน้ำผลไม้]]></category> <category><![CDATA[เครื่องแยกกาก]]></category> <category><![CDATA[เพิ่มมูลค่า]]></category> <category><![CDATA[เอกชน]]></category> <category><![CDATA[แม่บ้าน]]></category> <category><![CDATA[ไทย]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=2951</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/separator-juice/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="" title="" /></a>&#160; นักวิจัย วว. พัฒนาเครื่องสกัดน้ำผลไม้แยกกากประสิทธิภาพเยี่ยม ทัดเทียมของนอก มุ่งส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนเพิ่มมูลค่าผลิตผลทางการเกษตร ลดปัญหาผลไม้ล้นตลาด คาดอีก 6 เดือน ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เอกชนผลิตเชิงพาณิชน์ ลดการนำเข้าเครื่องจักรต่างประเทศ คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น นายสัมพันธ์ ศรีสุริยวงษ์ กับเครื่องสกัดน้ำผลไม้ที่พัฒนาขึ้น เครื่องสกัดน้ำผลไม้ พัฒนาโดยนักวิจัย วว. เหมาะสำหรับกลุ่มแม่บ้านหรือวิสาหกิจชุมชนที่ดำเนินการแปรรูปน้ำผลไม้ นายสัมพันธ์ ศรีสุริยวงษ์ นักวิชาการฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เปิดเผย กับทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ว่า เขาวิจัยและพัฒนาเครื่องสกัดน้ำผลไม้เมื่อต้นปี 52 และประสบความสำเร็จเมื่อเร็วๆ นี้ นักวิจัยอธิบายว่าเครื่องสกัดน้ำผลไม้ดังกล่าวอาศัย หลักการรีดน้ำออกจากเนื้อผลไม้อย่างต่อเนื่อง โดยใส่ผลไม้ที่ปอกเปลือกแล้วลงในถังป้อนวัตถุดิบด้านบน จากนั้นใบกวาดวัตถุดิบจะกวาดเนื้อผลไม้ให้เบียดกับชุดตะแกรงกรองหยาบและกรอง ละเอียดเพื่อให้ได้น้ำออกมา ส่วนกากและเมล็ดที่เหลือจะถูกแยกออกไปอีกทางหนึ่ง ทำให้ได้น้ำผลไม้ที่ปราศจากกากและเมล็ด สำหรับนำไปผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อและใส่บรรจุภัณฑ์ต่อไป ?เครื่องสกัดน้ำผลไม้นี้สามารถ ใช้ได้กับผลไม้หลายชนิดที่มีลักษณะเนื้อนุ่ม เช่น ลองกอง องุ่น มะม่วง สับปะรด ลำไย ลิ้นจี่ มะเม่า และมะเขือเทศ เป็นต้น โดยมีกำลังการผลิต 200-300 ลิตรต่อชั่วโมง [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p><p><strong>นักวิจัย วว. พัฒนาเครื่องสกัดน้ำผลไม้แยกกากประสิทธิภาพเยี่ยม ทัดเทียมของนอก มุ่งส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนเพิ่มมูลค่าผลิตผลทางการเกษตร ลดปัญหาผลไม้ล้นตลาด คาดอีก 6 เดือน ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เอกชนผลิตเชิงพาณิชน์ ลดการนำเข้าเครื่องจักรต่างประเทศ</strong></p><p><strong><br
/></strong></p><table
style="width: 100%;" border="0" cellspacing="0" cellpadding="0"><tbody><tr><td
width="160" align="center" valign="top"><table
style="width: 100%;" border="0" cellspacing="4" cellpadding="0"><tbody><tr><td
align="center" valign="top"><table
style="width: 100%;" border="0" cellspacing="0" cellpadding="0"><tbody><tr><td
align="center" valign="top"><table
style="width: 100%;" border="0" cellspacing="0" cellpadding="0"><tbody><tr><td
align="center" valign="baseline">คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น</td></tr></tbody></table><table
style="width: 100%;" border="0" cellspacing="0" cellpadding="0"><tbody><tr><td
align="center" valign="middle"></td></tr><tr><td
align="center" valign="baseline"><a
href="http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=1349816">นายสัมพันธ์ ศรีสุริยวงษ์ กับเครื่องสกัดน้ำผลไม้ที่พัฒนาขึ้น</a></td></tr></tbody></table><table
style="width: 100%;" border="0" cellspacing="0" cellpadding="0"><tbody><tr><td
align="center" valign="middle"></td></tr><tr><td
align="center" valign="baseline"><a
href="http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=1349817">เครื่องสกัดน้ำผลไม้ พัฒนาโดยนักวิจัย วว. เหมาะสำหรับกลุ่มแม่บ้านหรือวิสาหกิจชุมชนที่ดำเนินการแปรรูปน้ำผลไม้</a></td></tr></tbody></table><table
style="width: 100%;" border="0" cellspacing="0" cellpadding="0"><tbody><tr><td
width="165" height="1" align="center" valign="middle"><img
src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="blank เครื่องสกัดน้ำผลไม้ วว. เพิ่มมูลค่าผลิตผลทางการเกษตร" width="165" height="1" title="เครื่องสกัดน้ำผลไม้ วว. เพิ่มมูลค่าผลิตผลทางการเกษตร" /></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></td><td
width="4" background="/images/linedot_vert3.gif"><img
src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="blank เครื่องสกัดน้ำผลไม้ วว. เพิ่มมูลค่าผลิตผลทางการเกษตร" width="4" height="1" title="เครื่องสกัดน้ำผลไม้ วว. เพิ่มมูลค่าผลิตผลทางการเกษตร" /></td><td
align="center" valign="top"><table
style="width: 100%;" border="0" cellspacing="7"><tbody><tr><td
align="center" valign="top"><table
style="width: 100%;" border="0" cellspacing="0" cellpadding="0"><tbody><tr><td
align="left" valign="baseline"><strong> </strong> <span
style="font-size: small;">นายสัมพันธ์ ศรีสุริยวงษ์ นักวิชาการฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เปิดเผย กับทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ว่า เขาวิจัยและพัฒนาเครื่องสกัดน้ำผลไม้เมื่อต้นปี 52 และประสบความสำเร็จเมื่อเร็วๆ นี้</span><p><span
style="font-size: small;">นักวิจัยอธิบายว่าเครื่องสกัดน้ำผลไม้ดังกล่าว<strong>อาศัย หลักการรีดน้ำออกจากเนื้อผลไม้อย่างต่อเนื่อง โดยใส่ผลไม้ที่ปอกเปลือกแล้วลงในถังป้อนวัตถุดิบด้านบน จากนั้นใบกวาดวัตถุดิบจะกวาดเนื้อผลไม้ให้เบียดกับชุดตะแกรงกรองหยาบและกรอง ละเอียดเพื่อให้ได้น้ำออกมา</strong></span> ส่วนกากและเมล็ดที่เหลือจะถูกแยกออกไปอีกทางหนึ่ง ทำให้ได้น้ำผลไม้ที่ปราศจากกากและเมล็ด สำหรับนำไปผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อและใส่บรรจุภัณฑ์ต่อไป</p><p><span
style="font-size: small;">?เครื่องสกัดน้ำผลไม้นี้<strong>สามารถ ใช้ได้กับผลไม้หลายชนิดที่มีลักษณะเนื้อนุ่ม เช่น ลองกอง องุ่น มะม่วง สับปะรด ลำไย ลิ้นจี่ มะเม่า และมะเขือเทศ เป็นต้น โดยมีกำลังการผลิต 200-300 ลิตรต่อชั่วโมง</strong> ขึ้นอยู่กับชนิดของผลไม้ และเหมาะสำหรับวิสาหกิจชุมชนที่ต้องการแปรรูปน้ำผลไม้? นายสัมพันธ์ กล่าว</span></p><p><span
style="font-size: small;">จากการทดลองนำเครื่องสกัดน้ำผลไม้ไปใช้ทำน้ำลองกอง ซึ่งเป็นจุดประสงค์หลักของการพัฒนาเครื่องดังกล่าว พบว่าน้ำลองกองที่ได้มีลักษณะที่ดี ไม่มีกากหรือเมล็กปะปนออกมา โดยทีมนักวิจัย วว. จะศึกษาคุณสมบัติน้ำลองกองและวิจัยการตลาดต่อไปในโครงการแปรรูปผลิตภัณฑ์ ลองกอง หนึ่งในโครงการแก้ปัญหาผลิตผลลองกองล้นตลาด</span></p><p><span
style="font-size: small;">สำหรับเครื่องสกัดน้ำผลไม้ดังกล่าวทำจากสแตนเลสเป็นหลัก ส่วนใบกวาดเป็นยางซิลิโคน อายุการใช้งานนานกว่า 10 ปี ทำความสะอาดง่าย สามารถปรับเปลี่ยนขนาดรูตะแกรง รอบและมุมของใบพัดให้เหมาะสมกับชนิดของผลไม้ได้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการยื่นจดสิทธิบัตร และคาดว่าน่าจะผลิตเครื่องจำหน่ายหรือถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคเอกชนได้ในอีก 6 เดือน โดยมีต้นทุนการผลิตถูกกว่านำเข้า 2-3 เท่า และเชื่อว่าจะสามารถช่วยลดการนำเข้าเครื่องจักรจากต่างประเทศได้เป็นอย่างดี</span></p></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table><p>ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ หน้าข่าววิทยาศาสตร์/นวตกรรม 17 ตุลาคม 2552</p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/separator-juice/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>1</slash:comments> </item> <item><title>นักวิจัย มก.คิดค้นกังหันพลังน้ำต้นแบบตามแนวพระราชดำริ</title><link>http://www.keajon.com/turbine-research/</link> <comments>http://www.keajon.com/turbine-research/#comments</comments> <pubDate>Sun, 22 Nov 2009 15:01:15 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[นวตกรรมสำหรับอาชีพ]]></category> <category><![CDATA[2552]]></category> <category><![CDATA[กรมชลประทาน]]></category> <category><![CDATA[กันยายน]]></category> <category><![CDATA[การผลิต]]></category> <category><![CDATA[การพัฒนา]]></category> <category><![CDATA[การออกแบบ]]></category> <category><![CDATA[ข่าว]]></category> <category><![CDATA[คือ]]></category> <category><![CDATA[ต่างประเทศ]]></category> <category><![CDATA[ธาตุ]]></category> <category><![CDATA[น้ำ]]></category> <category><![CDATA[ประหยัด]]></category> <category><![CDATA[ประโยชน์]]></category> <category><![CDATA[พระเจ้าอยู่หัว]]></category> <category><![CDATA[พลังงาน]]></category> <category><![CDATA[พลังงานทดแทน]]></category> <category><![CDATA[พลังงานไฟฟ้า]]></category> <category><![CDATA[วิชา]]></category> <category><![CDATA[ศาสตร์]]></category> <category><![CDATA[หมา]]></category> <category><![CDATA[อุปกรณ์]]></category> <category><![CDATA[เกษตร]]></category> <category><![CDATA[แก้ว]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=2954</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/turbine-research/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="" title="" /></a>&#160; ทีม นักวิจัยมก.สนองพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นำพลังงานน้ำที่ระบายผ่านคลองลัดโพธิ์ จังหวัดสมุทรปราการ มาผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ในประเทศได้สำเร็จ โดยสามารถออกแบบกังหันต้นแบบที่ผลิตขึ้นเองในประเทศ ลดการนำเข้าอุปกรณ์ราคาแพงจากต่างประเทศ และต่อยอดองค์ความรู้การผลิตกังหันประยุกต์ใช้กับประตูระบายน้ำของกรมชล ประทานที่มีอยู่ทั่วประเทศ เป็นพลังงานทดแทนอีกทางหนึ่ง รศ.วุฒิชัย กปิลกาญจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(มก.) เป็นประธานการแถลงข่าว เปิดตัวทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ประสบความสำเร็จในการออกแบบ กังหันพลังน้ำต้นแบบ เพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำตามแนวพระราชดำริ ที่ประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ โดยมี นายชลิต ดำรงศักด์ อธิบดีกรมชลประทาน ร่วมแถลงข่าว &#160; รศ.ดร.เจษฎา แก้วกัลยา ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และผู้อำนวยการโครงการ ศึกษาวิเคราะห์ศักยภาพของคลองลัดโพธิ์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ด้านไฟฟ้าพลังน้ำ กล่าวว่า โครงการ ศึกษาศักยภาพของคลองลัดโพธิ์ ในการนำพลังงานน้ำที่ระบายผ่านคลองมาใช้ประโยชน์ตามพระราชดำริของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้นำมาสู่การออกแบบกังหันพลังน้ำต้นแบบติดตั้งที่ตอม่อท้ายประตูคลองลัด โพธิ์ฯ เป็นต้นกำลังไปหมุนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า สามารถผลิตกำลังไฟฟ้าได้สูงสุด 5.74 kW. ทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สนองพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นำพลังงานน้ำ มาผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ในประเทศได้สำเร็จ ?ซึ่งการผลิตชุดกังหัน พลังน้ำ นี้ใช้อุปกรณ์จากต่างประเทศเฉพาะ [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p><p></p><p><span><strong>ทีม นักวิจัยมก.สนองพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นำพลังงานน้ำที่ระบายผ่านคลองลัดโพธิ์ จังหวัดสมุทรปราการ มาผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ในประเทศได้สำเร็จ โดยสามารถออกแบบกังหันต้นแบบที่ผลิตขึ้นเองในประเทศ ลดการนำเข้าอุปกรณ์ราคาแพงจากต่างประเทศ และต่อยอดองค์ความรู้การผลิตกังหันประยุกต์ใช้กับประตูระบายน้ำของกรมชล ประทานที่มีอยู่ทั่วประเทศ เป็นพลังงานทดแทนอีกทางหนึ่ง<span> </span></strong></span></p><table
style="width: 100%;" border="0" cellspacing="0" cellpadding="0"><tbody><tr><td
align="left" valign="baseline"><span><strong> </strong></span></td></tr><tr><td
align="left" valign="baseline"><table
border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center"><tbody><tr><strong>รศ.วุฒิชัย กปิลกาญจน์</strong> อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(มก.) เป็นประธานการแถลงข่าว เปิดตัวทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ประสบความสำเร็จในการออกแบบ กังหันพลังน้ำต้นแบบ เพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำตามแนวพระราชดำริ ที่ประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ โดยมี นายชลิต ดำรงศักด์ อธิบดีกรมชลประทาน ร่วมแถลงข่าว<p>&nbsp;</p><p><strong>รศ.ดร.เจษฎา แก้วกัลยา</strong> ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และผู้อำนวยการโครงการ ศึกษาวิเคราะห์ศักยภาพของคลองลัดโพธิ์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ด้านไฟฟ้าพลังน้ำ กล่าวว่า</p><p>โครงการ ศึกษาศักยภาพของคลองลัดโพธิ์ ในการนำพลังงานน้ำที่ระบายผ่านคลองมาใช้ประโยชน์ตามพระราชดำริของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้นำมาสู่การออกแบบกังหันพลังน้ำต้นแบบติดตั้งที่ตอม่อท้ายประตูคลองลัด โพธิ์ฯ เป็นต้นกำลังไปหมุนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า สามารถผลิตกำลังไฟฟ้าได้สูงสุด 5.74 kW.</p></tr><tr><td
align="left" valign="baseline"><table
border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center"><tbody><tr><td
align="center" valign="top"><table
style="width: 400px;" border="0" cellspacing="0" cellpadding="0"><tbody><tr><td
width="400" align="center" valign="Top"></td></tr><tr><td
align="left" valign="baseline">ทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สนองพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นำพลังงานน้ำ มาผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ในประเทศได้สำเร็จ</td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td
height="5" align="center" valign="top"><img
src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="blank นักวิจัย มก.คิดค้นกังหันพลังน้ำต้นแบบตามแนวพระราชดำริ" width="1" height="5" title="นักวิจัย มก.คิดค้นกังหันพลังน้ำต้นแบบตามแนวพระราชดำริ" /></td></tr></tbody></table><p><span>?ซึ่งการผลิตชุดกังหัน พลังน้ำ นี้ใช้อุปกรณ์จากต่างประเทศเฉพาะ Permanent Magnet Generator และ Inverter &amp; Controller เท่านั้นส่วนประกอบที่เหลือทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นผู้ผลิต ขึ้นเองโดยใช้วัสดุภายในประเทศ ซึ่งการ ผลิตชุดกังหันพลังน้ำสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับประตูระบายน้ำของกรมชลประทาน ที่มีอยู่ทั่วประเทศ อาทิ ประตูระบายน้ำบรมธาตุ โดยได้มีการลงนามความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กับ กรมชลประทาน ไปเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2552 ในโครงการนำร่องศึกษาวิเคราะห์ศักยภาพของประตูระบายน้ำบรมธาตุด้านไฟฟ้าพลัง น้ำและการติดตั้งกังหันผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ ประจำปี 2553?</span></p><p><strong>ทั้ง นี้ ทีมงานได้ทำการออกแบบและผลิตชุดกังหัน พลังน้ำที่เหมาะสมกับกายภาพและการบริหารจัดการประตูระบายน้ำบรมธาตุ พร้อมติดตั้งชุดกังหันผลิตไฟฟ้า พลังน้ำนำร่องอย่างน้อย 4 ชุด เพื่อให้ได้กำลังการผลิตรวมกันไม่น้อยกว่า 80 kW. และเมื่อผลการพัฒนาโครงการนำร่องสำเร็จก็จะขยายผลไปยังโครงการชลประทานต่าง ๆ ต่อไป<br
/> </strong></p></td></tr><tr><td
align="left" valign="baseline"><table
border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center"><tbody><tr><td
align="center" valign="top"><table
style="width: 400px;" border="0" cellspacing="0" cellpadding="0"><tbody><tr><td
width="400" align="center" valign="Top"></td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td
height="5" align="center" valign="top"><img
src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="blank นักวิจัย มก.คิดค้นกังหันพลังน้ำต้นแบบตามแนวพระราชดำริ" width="1" height="5" title="นักวิจัย มก.คิดค้นกังหันพลังน้ำต้นแบบตามแนวพระราชดำริ" /></td></tr></tbody></table><p><strong>รศ.ชัยวัฒน์ ขยันการนาวี</strong> หัวหน้าโครงการศึกษาฯ กล่าวว่า ทีมนักวิจัยได้ออกแบบชุดกังหันพลังน้ำต้นแบบที่สอดคล้องกับการบริหารจัดการ ประตูคลองลัดโพธิ์ มีประสิทธิภาพสูง สะดวกต่อการปฏิบัติงานและซ่อมบำรุง และมีราคาประหยัด คือ แบบหมุนตามแนวแกน (Axial Flow) และแบบหมุนขวางการไหล (Cross Flow) โดยใบพัดต้นแบบที่วิเคราะห์และผลิตขึ้นแบบหมุนตามแนวแกน มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 2.00 เมตร และแบบหมุนขวางการไหลมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.00 เมตร ยาว 2.50 เมตร ที่ความเร็วน้ำออกแบบ 2.0 เมตร/วินาที (Design Velocity) จะได้กำลังไฟฟ้าสูงสุด 5 kW.</p></td></tr><tr><td
align="left" valign="baseline"><table
border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center"><tbody><tr><td
align="center" valign="top"><table
style="width: 400px;" border="0" cellspacing="0" cellpadding="0"><tbody><tr><td
width="400" align="center" valign="Top"></td></tr><tr><td
align="left" valign="baseline">การออกแบบกังหันพลัง น้ำต้นแบบติดตั้งที่ตอม่อท้ายประตูคลองลัดโพธิ์ฯ เป็นต้นกำลังไปหมุนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า สามารถผลิตกำลังไฟฟ้าได้สูงสุด 5.74 kW.</td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td
height="5" align="center" valign="top"><img
src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="blank นักวิจัย มก.คิดค้นกังหันพลังน้ำต้นแบบตามแนวพระราชดำริ" width="1" height="5" title="นักวิจัย มก.คิดค้นกังหันพลังน้ำต้นแบบตามแนวพระราชดำริ" /></td></tr></tbody></table><p><span>?ชุดกังหันพลังน้ำต้นแบบ ทั้ง 2 จะประกอบและติดตั้งกับโครงเหล็กที่ปรับขึ้นลงได้ที่ท้ายประตูคลองลัดโพธิ์ ใช้กังหันพลังน้ำเป็นต้นกำลังที่เชื่อมต่อกับเกียร์ทดรอบไปหมุนเครื่อง กำเนิดไฟฟ้าแบบแม่เหล็กถาวรที่บรรจุอยู่ภายในกล่องที่จมน้ำได้ โดยโครงเหล็กจะอยู่ในช่องใส่บานซ่อมบำรุง (Bulk head) ที่ตอม่อท้ายประตูคลองลัดโพธิ์ เมื่อเดินชุดกังหันน้ำต้นแบบจะได้พลังงานไฟฟ้าเป็นแบบกระแสสลับ แล้วใช้ Rectifier เปลี่ยนเป็นกระแสตรงแล้วเชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์แปลงและควบคุมกระแสไฟฟ้า (Inverter &amp; Controller) ซึ่งจะปรับแรงดันและความถี่เพื่อเชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวง โดยได้ทดลองผลิตกระแสไฟฟ้าไปเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2551 ได้กำลังไฟฟ้าสูงสุด 5.74 kW. ซึ่งสูงกว่าที่ได้วิเคราะห์และคำนวณออกแบบไว้ ทำให้มั่นใจได้ว่าการวิจัยและออกแบบชุดกังหันต้นแบบในครั้งนี้ สามารถจะนำไปขยายผลในการผลิตไฟฟ้าที่ประตูระบายของกรมชลประทานที่มีอยู่ทั่ว ประเทศได้?</span></p></td></tr><tr><td
align="left" valign="baseline"><table
border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center"><tbody><tr><td
align="center" valign="top"><table
style="width: 400px;" border="0" cellspacing="0" cellpadding="0"><tbody><tr><td
width="400" align="center" valign="Top"></td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td
height="5" align="center" valign="top"><img
src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="blank นักวิจัย มก.คิดค้นกังหันพลังน้ำต้นแบบตามแนวพระราชดำริ" width="1" height="5" title="นักวิจัย มก.คิดค้นกังหันพลังน้ำต้นแบบตามแนวพระราชดำริ" /></td></tr></tbody></table><p>ทั้งนี้ องค์ความรู้ต่าง ๆ ที่ได้จากการศึกษาวิจัยครั้งนี้ เป็นการบูรณาการความรู้ในศาสตร์ต่าง ๆ ได้แก่ ทรัพยากรน้ำ วิศวกรรมไฟฟ้า และการเดินเรือ จากนักวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน และวิทยาเขตศรีราชา ซี่งมุ่งมั่นที่จะศึกษาวิจัยการนำพลังน้ำมาใช้ประโยชน์ เพื่อเป็นพลังงานทดแทนในอนาคต โดยใช้ศักยภาพของกังหันลมเป็นต้นแบบความคิด</p></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/turbine-research/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> <item><title>ไบโอดีเซล? จากเมล็ดทานตะวันสร้างสรรค์ชุมชนให้พอเพียง</title><link>http://www.keajon.com/sunflower-seeds-diesel/</link> <comments>http://www.keajon.com/sunflower-seeds-diesel/#comments</comments> <pubDate>Sat, 21 Nov 2009 11:20:01 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[นวตกรรมสำหรับอาชีพ]]></category> <category><![CDATA[เกษตรแก้จน]]></category> <category><![CDATA[2552]]></category> <category><![CDATA[การปลูก]]></category> <category><![CDATA[การผลิต]]></category> <category><![CDATA[การพัฒนา]]></category> <category><![CDATA[การเกษตร]]></category> <category><![CDATA[ขาย]]></category> <category><![CDATA[ความสุข]]></category> <category><![CDATA[คือ]]></category> <category><![CDATA[งานวิจัย]]></category> <category><![CDATA[ชุมชน]]></category> <category><![CDATA[ตุลาคม]]></category> <category><![CDATA[ทอด]]></category> <category><![CDATA[ท้องถิ่น]]></category> <category><![CDATA[ธรรมะ]]></category> <category><![CDATA[ธาตุ]]></category> <category><![CDATA[น้ำ]]></category> <category><![CDATA[น้ำมัน]]></category> <category><![CDATA[น้ำมันไบโอดีเซล]]></category> <category><![CDATA[บำบัด]]></category> <category><![CDATA[ประกอบอาชีพ]]></category> <category><![CDATA[ประหยัด]]></category> <category><![CDATA[ประโยชน์]]></category> <category><![CDATA[ปลา]]></category> <category><![CDATA[ปลูก]]></category> <category><![CDATA[พลังงาน]]></category> <category><![CDATA[พลังงานทดแทน]]></category> <category><![CDATA[พลังงานทางเลือก]]></category> <category><![CDATA[พอเพียง]]></category> <category><![CDATA[ลงทุน]]></category> <category><![CDATA[วิธีการ]]></category> <category><![CDATA[ศาสตร์]]></category> <category><![CDATA[สอน]]></category> <category><![CDATA[สุขภาพ]]></category> <category><![CDATA[หนังสือ]]></category> <category><![CDATA[หมัก]]></category> <category><![CDATA[หมา]]></category> <category><![CDATA[หมู]]></category> <category><![CDATA[อบรม]]></category> <category><![CDATA[อาชีพ]]></category> <category><![CDATA[เกษตร]]></category> <category><![CDATA[เชียงใหม่]]></category> <category><![CDATA[เรียน]]></category> <category><![CDATA[เลี้ยง]]></category> <category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category> <category><![CDATA[เศรษฐกิจพอเพียง]]></category> <category><![CDATA[แก้ว]]></category> <category><![CDATA[ไบโอดีเซล]]></category> <category><![CDATA[ไร่]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=2953</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/sunflower-seeds-diesel/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://www.kasetcity.com/Agtoday/pic/%E0%B9%84%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%A5.jpg" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="" title="ไบโอดีเซล" /></a>ศูนย์วิจัยและบริการไบโอดีเซล มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ มีแนวคิดว่าถ้าหากให้ชุมชนสามารถปลูกพืชน้ำมันแล้วนำมาผลิตเป็นไบโอดีเซล เพื่อใช้เองภายในชุมชน ก็น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งในด้านพลังงานทดแทน จึงทำวิจัยเรื่อง ?การศึกษาการผลิตไบโอดีเซล (B100) จากพืชทานตะวัน โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนเชิงบูรณาการ? เพื่อที่จะทำให้เกิดการพัฒนาชุมชนไปสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน โครงการนี้เลือกใช้ ?ทานตะวัน? เป็นพืชน้ำมันตัวอย่างของการเรียนรู้ร่วมกับชุมชนในพื้นที่ 2 หมู่บ้านคือ บ้านอมลอง ต.แม่สาบ และ บ้านแม่โต๋ ต.บ่อแก้ว อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ อย่างครบวงจรทั้งการปลูก ผลิต แปรรูป ทดลอง และการนำไปใช้งานด้วยการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ในท้องถิ่นโดยชุมชนมีส่วนร่วม โดยร่วมกับ? ?วัดพระบรมธาตุดอยผาส้ม? ซึ่งเป็นผู้นำทางด้านจิตวิญญาณของชาวบ้าน ด้วยการนำ ?พลังงานทางเลือก? มาเป็นเครื่องมือสำคัญในการที่จะปลูกจิตสำนึกและปรับเปลี่ยนแนวคิดในการดำรงชีวิต โดยหันมาพึ่งพาตนเองตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อให้ความยั่งยืนเกิดขึ้นในชุมชนโดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พระสรยุทธ ชยปญฺโญ รักษาการเจ้าอาวาส วัดพระบรมธาตุฯ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาชาวบ้านมีมิจฉาทิฐิหรือความเห็นผิดในการประกอบอาชีพ ด้วยความอยากมี อยากได้ อยากเป็นไปตามกระแสของโลก ก่อให้เกิดภาระหนี้สินมากมายกลายเป็นทุกข์ โดยไม่ได้มองว่าเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิตคืออะไร? ดังนั้นการถ่ายทอดหรือว่าอบรมสั่งสอนญาติโยม จะให้มานั่งอยู่บนธรรมาสน์ใช้ไม่ได้แล้วเพราะมันมองไม่เห็นภาพ จึงต้องลงมือทำให้เห็นจริงในทุก ๆ เรื่อง ทั้งทำปุ๋ยหมัก ฝายกั้นน้ำในป่า ทำการเกษตรแบบพอเพียง [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p><img
class="alignnone" title="ไบโอดีเซล" src="http://www.kasetcity.com/Agtoday/pic/%E0%B9%84%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%A5.jpg" alt="%E0%B9%84%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%A5 ไบโอดีเซล? จากเมล็ดทานตะวันสร้างสรรค์ชุมชนให้พอเพียง" width="305" height="251" /></p><p>ศูนย์วิจัยและบริการไบโอดีเซล มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ มีแนวคิดว่าถ้าหากให้ชุมชนสามารถปลูกพืชน้ำมันแล้วนำมาผลิตเป็นไบโอดีเซล เพื่อใช้เองภายในชุมชน ก็น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งในด้านพลังงานทดแทน จึงทำวิจัยเรื่อง ?<strong>การศึกษาการผลิตไบโอดีเซล (B100) จากพืชทานตะวัน โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนเชิงบูรณาการ</strong>? เพื่อที่จะทำให้เกิดการพัฒนาชุมชนไปสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน<span> </span><br
/> โครงการนี้เลือกใช้ ?<strong>ทานตะวัน</strong>? เป็นพืชน้ำมันตัวอย่างของการเรียนรู้ร่วมกับชุมชนในพื้นที่ 2 หมู่บ้านคือ บ้านอมลอง ต.แม่สาบ และ บ้านแม่โต๋ ต.บ่อแก้ว อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ อย่างครบวงจรทั้งการปลูก ผลิต แปรรูป ทดลอง และการนำไปใช้งานด้วยการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ในท้องถิ่นโดยชุมชนมีส่วนร่วม โดยร่วมกับ? ?วัดพระบรมธาตุดอยผาส้ม? ซึ่งเป็นผู้นำทางด้านจิตวิญญาณของชาวบ้าน ด้วยการนำ ?พลังงานทางเลือก? มาเป็นเครื่องมือสำคัญในการที่จะปลูกจิตสำนึกและปรับเปลี่ยนแนวคิดในการดำรงชีวิต โดยหันมาพึ่งพาตนเองตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อให้ความยั่งยืนเกิดขึ้นในชุมชนโดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)</p><p>พระสรยุทธ ชยปญฺโญ รักษาการเจ้าอาวาส วัดพระบรมธาตุฯ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาชาวบ้านมีมิจฉาทิฐิหรือความเห็นผิดในการประกอบอาชีพ ด้วยความอยากมี อยากได้ อยากเป็นไปตามกระแสของโลก ก่อให้เกิดภาระหนี้สินมากมายกลายเป็นทุกข์ โดยไม่ได้มองว่าเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิตคืออะไร? ดังนั้นการถ่ายทอดหรือว่าอบรมสั่งสอนญาติโยม จะให้มานั่งอยู่บนธรรมาสน์ใช้ไม่ได้แล้วเพราะมันมองไม่เห็นภาพ จึงต้องลงมือทำให้เห็นจริงในทุก ๆ เรื่อง ทั้งทำปุ๋ยหมัก ฝายกั้นน้ำในป่า ทำการเกษตรแบบพอเพียง ฯลฯ</p><p>&nbsp;</p><p><img
class="alignnone" title="เมล็ดทานตะวัน" src="http://sci.chandra.ac.th/department/hhold/images/furits/sunflower_seed.jpg" alt="sunflower seed ไบโอดีเซล? จากเมล็ดทานตะวันสร้างสรรค์ชุมชนให้พอเพียง" width="300" height="226" /></p><p>?ที่วัดเรานำเอาเรื่องชีวิตจริงของเขามาผูกโยงไว้กับธรรมะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของไบโอดีเซล ก็พยายามให้เขาเห็นถึงการพึ่งพาตัวเอง อยากใช้เท่าไหร่ก็ปลูกไว้ตามหัวไร่ปลายนาเท่านั้น ไม่ต้องทำใหญ่โตหรือคิดเพื่อขาย ทำเก็บไว้ใช้แบ่งปันกัน ถ้าทุกคนในชุมชนปลูกและผลิตน้ำมันได้อย่างน้อยคนละ 150 ลิตร 100 คนก็เท่ากับ 1,500 ลิตร ประหยัดเงินไปได้มาก โดยไม่ต้องลงทุนอะไรมากมาย อย่าไปคิดว่ามันขายไม่ได้เลยไม่สนใจ ให้คิดว่าทำเพื่อใช้เอง ซึ่งวัดจะเน้นในเรื่องของการพึ่งพาตนเองของชุมชนในท้องถิ่น โดยให้ตระหนัก เห็นในเรื่องของจิตใจก่อน คือผลิตเพื่อเลี้ยงตนเองก่อน อย่าคิดผลิตเพื่อขายเพราะชีวิตของคนเราเกิดมาก่อนจะตาย ไม่ได้มาเพื่อร่ำรวย และเสพสุข เกิดมาเพื่ออยู่ได้เอื้อเฟื้อแบ่งปันมีความสุขร่วมกันกับผู้อื่น เปลี่ยนวิธีคิดทั้งหมดของชาวบ้านทำให้ชุมชนเริ่มเปลี่ยน ตอนนี้ก็จะมีของมาแจกกัน ทำให้จิตใจญาติโยมที่แต่ก่อนเคยอยากได้ อยากมีตอนนี้มันเริ่มเปลี่ยนหันมาพึ่งพากันเอื้อเฟื้อกันเพิ่มขึ้น? พระนักพัฒนา กล่าว</p><p>ดร.สุรพล ดำรงกิตติคุณ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ หัวหน้าคณะผู้วิจัย กล่าวว่า การผลิตไบโอดีเซลนั้นเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่จะผลักดันให้กลุ่มชาวบ้านเข้ม แข็ง เราทำงานวิจัยเล็ก ๆ ที่อาศัยการมีส่วนร่วมของชุมชนตั้งแต่การปลูก จนถึงขั้นตอนการเก็บเกี่ยว แล้วเราก็มองว่าการใช้น้ำมันบนดอยอาจจะมีวิธีการที่มากกว่าการใช้สารเคมีไป บำบัดเพื่อให้น้ำมันใสขึ้น เราก็เปลี่ยนมาใช้น้ำกล้วยต้มแทนเพื่อที่จะทำให้น้ำมันใสขึ้นแทน ซึ่งเป็นจุดที่เราเริ่มเห็นว่ามันอาจจะมีความยั่งยืนเกิดขึ้นได้ เพราะว่าทานตะวันเป็นพืชระยะสั้นปลูกเพียง 3 เดือนก็เก็บเกี่ยวได้ สามารถปลูกหัวไร่ปลายนาได้ในช่วงหลังฤดูเก็บเกี่ยว และดอกทานตะวันก็มีความสวยงาม ทำให้ เด็ก ๆ ชอบที่จะเข้ามามีส่วนร่วม ในขณะเดียวกัน เราก็รวบรวมพืชพลังงานในท้องถิ่นอื่น ๆ มาศึกษาต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อสร้างงานให้ชุมชน?? หัวหน้าคณะผู้วิจัยกล่าว</p><p>ปัจจุบันคณะผู้วิจัยร่วมกับนักศึกษาพัฒนาเครื่องหีบน้ำมันจากเมล็ดทานตะวัน จนสามารถใช้การได้ดีในระดับท้องถิ่น และนำกลับขึ้นไปติดตั้งยังศูนย์เรียนรู้ของชุมชน โดยจากการศึกษาในปีที่ผ่านมา มีชาวบ้าน ที่ร่วมปลูกทานตะวันกับโครงการฯ ทั้งหมด 24 ไร่ ได้เมล็ดทานตะวันเฉลี่ยประมาณ 171-200 กิโลกรัมต่อไร่ โดยเมล็ดทาน ตะวัน 22  กิโลกรัม จะผลิตน้ำมันได้ประมาณ 7.3  ลิตร ซึ่งน้ำมันที่ได้ถูกนำมาทดสอบและทดลองใช้งานร่วมกับชุมชนโดยยังไม่พบปัญหาในการใช้งานแต่อย่างใด</p><p>?เรื่องของน้ำมันไบโอดีเซลเป็นจุดหนึ่งที่เรานำมาเป็นเครื่องมือในการปรับเปลี่ยนแนวคิดของชาวบ้าน ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือเขาต้องลองทำเองใช้เอง และเห็นว่ามีประโยชน์มากกว่าการนำไปขาย ที่ต้องมีจุดคุ้มทุนซึ่งเป็นเรื่องของการค้า ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดความยั่งยืน?</p><p>ดังนั้นความยั่งยืนจึงต้องอยู่ที่จิตใจ จากจิตสำนึกที่ได้รู้ ได้เห็น และได้ทำ ซึ่งเป็นหลักของเศรษฐกิจพอเพียงที่ว่าด้วยการเข้าถึงและเข้าใจนั่นเอง? ดร.สุรพล สรุป.</p><p><strong>ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันที่ 27 ตุลาคม 2552</strong><br
/> <a
href="http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;categoryId=344&amp;contentID=28270" target="_blank" class="broken_link">http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;categoryId=344&amp;contentID=28270</a></p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/sunflower-seeds-diesel/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>1</slash:comments> </item> <item><title>ต้นพญาคชราช ไม้เศรษฐกิจตัวใหม่มาแรง</title><link>http://www.keajon.com/phaya-kacha-raja/</link> <comments>http://www.keajon.com/phaya-kacha-raja/#comments</comments> <pubDate>Sat, 21 Nov 2009 09:10:01 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[เกษตรแก้จน]]></category> <category><![CDATA[5 บาท]]></category> <category><![CDATA[ACE]]></category> <category><![CDATA[กลุ่มเกษตรกร]]></category> <category><![CDATA[กล้าไม้]]></category> <category><![CDATA[กันยายน]]></category> <category><![CDATA[การค้าขาย]]></category> <category><![CDATA[การดูแล]]></category> <category><![CDATA[การปลูก]]></category> <category><![CDATA[การลงทุน]]></category> <category><![CDATA[ขาย]]></category> <category><![CDATA[ข่าว]]></category> <category><![CDATA[คือ]]></category> <category><![CDATA[คุณภาพ]]></category> <category><![CDATA[ค้าขาย]]></category> <category><![CDATA[งอก]]></category> <category><![CDATA[ท้องถิ่น]]></category> <category><![CDATA[ธรรมชาติ]]></category> <category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category> <category><![CDATA[น้ำ]]></category> <category><![CDATA[ปลา]]></category> <category><![CDATA[ปลูก]]></category> <category><![CDATA[พื้นเมือง]]></category> <category><![CDATA[ยางพารา]]></category> <category><![CDATA[ลงทุน]]></category> <category><![CDATA[วิชา]]></category> <category><![CDATA[ศาสตร์]]></category> <category><![CDATA[สระบุรี]]></category> <category><![CDATA[หมา]]></category> <category><![CDATA[อนุรักษ์]]></category> <category><![CDATA[อาชีพ]]></category> <category><![CDATA[อาชีพเสริม]]></category> <category><![CDATA[เกษตร]]></category> <category><![CDATA[เลี้ยง]]></category> <category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category> <category><![CDATA[ไร่]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=2943</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/phaya-kacha-raja/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://www.dailynews.co.th/content/images/0910/28/page10/s1.jpg" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="ต้นพญาคชราช" title="" /></a>ไม้ที่ควรศึกษาก่อนปลูก ขณะนี้มีไม้เศรษฐกิจตัวใหม่ที่กำลังมาแรงในกลุ่มเกษตรกรผู้ค้าและลงทุนกล้า ไม้ คือ ต้นพญาคชราช หรือ ต้นปอหู โดยเมื่อวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา ณ อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) มีการแถลงข่าว เรื่อง ?ไม้พญาคชราช คือไม้อะไร มีคุณสมบัติอย่างไร เหมาะกับการปลูกเป็นไม้เศรษฐกิจหรือไม่? ซึ่ง รศ.วุฒิชัย กปิลกาญจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มอบให้คณะวนศาสตร์ดำเนินการวิเคราะห์และตรวจสอบเนื้อไม้พญาคชราชในเชิง ฟิสิกส์ และทางกลสมบัติพร้อมทั้งเผยแพร่ข้อเท็จจริงนี้สู่สาธารณชนเพื่อให้ได้ทราบ ข้อมูลเชิงลึกของต้นพญาคชราช และช่วยให้เกษตรกรที่จะลงทุนปลูกได้เข้าใจถึงคุณสมบัติและการค้าขายเป็นไม้ เศรษฐกิจ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจในการปลูกไม้ชนิดนี้ รศ.ทรงกลด จารุสมบัติ หัวหน้าภาควิชาวนผลิตภัณฑ์ คณะวนศาสตร์ กล่าวว่า ต้นพญาคชราช ที่เป็นที่สนใจอยู่ในปัจจุบัน ทางภาควิชาวนผลิตภัณฑ์ คณะวนศาสตร์ ได้ส่งตัวอย่างทางพฤกษศาสตร์ให้หอพรรณไม้ กรมป่าไม้ ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นไม้ปอหู มีชื่อพื้นเมืองคือ ปอหู (สระบุรี, นครราชสีมา), ปอจง (ปัตตานี, มาเลเซีย) มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Talipariti macrophyllum [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p><img
src="http://www.dailynews.co.th/content/images/0910/28/page10/s1.jpg" alt="s1 ต้นพญาคชราช ไม้เศรษฐกิจตัวใหม่มาแรง"  title="ต้นพญาคชราช ไม้เศรษฐกิจตัวใหม่มาแรง" /><br
/> <em>ไม้ที่ควรศึกษาก่อนปลูก</em></p><p>ขณะนี้มีไม้เศรษฐกิจตัวใหม่ที่กำลังมาแรงในกลุ่มเกษตรกรผู้ค้าและลงทุนกล้า ไม้ คือ ต้นพญาคชราช หรือ ต้นปอหู โดยเมื่อวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา ณ อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) มีการแถลงข่าว เรื่อง  ?ไม้พญาคชราช คือไม้อะไร มีคุณสมบัติอย่างไร เหมาะกับการปลูกเป็นไม้เศรษฐกิจหรือไม่? ซึ่ง รศ.วุฒิชัย กปิลกาญจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มอบให้คณะวนศาสตร์ดำเนินการวิเคราะห์และตรวจสอบเนื้อไม้พญาคชราชในเชิง ฟิสิกส์ และทางกลสมบัติพร้อมทั้งเผยแพร่ข้อเท็จจริงนี้สู่สาธารณชนเพื่อให้ได้ทราบ ข้อมูลเชิงลึกของต้นพญาคชราช และช่วยให้เกษตรกรที่จะลงทุนปลูกได้เข้าใจถึงคุณสมบัติและการค้าขายเป็นไม้ เศรษฐกิจ  เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจในการปลูกไม้ชนิดนี้</p><p>รศ.ทรงกลด จารุสมบัติ หัวหน้าภาควิชาวนผลิตภัณฑ์ คณะวนศาสตร์ กล่าวว่า  ต้นพญาคชราช ที่เป็นที่สนใจอยู่ในปัจจุบัน ทางภาควิชาวนผลิตภัณฑ์ คณะวนศาสตร์ ได้ส่งตัวอย่างทางพฤกษศาสตร์ให้หอพรรณไม้ กรมป่าไม้ ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นไม้ปอหู มีชื่อพื้นเมืองคือ  ปอหู (สระบุรี, นครราชสีมา), ปอจง (ปัตตานี, มาเลเซีย) มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Talipariti macrophyllum (Roxb. Ex Hornem.) Fryxell อยู่ในวงศ์  Malvaceae</p><p>จากการนำลำต้นไม้ปอหูอายุ 25 ปีมาวิเคราะห์คุณสมบัติของไม้ คุณสมบัติของไม้ปอหู พบว่า เนื้อไม้จัดอยู่ในชั้นไม้คุณภาพปาน กลางหรือเกรดบี ความหนาแน่นปานกลางคือประมาณ 630 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร มีความทนทานตามธรรมชาติเฉลี่ยน้อยกว่า 2 ปี ซึ่งจัดอยู่ในไม้ที่มีความทนทานต่ำ ถูกเชื้อราและปลวกเข้าทำลายได้ง่าย แต่สามารถป้องกันได้ด้วยการป้องกันรักษาเนื้อไม้ ด้านคุณสมบัติการใช้งาน การเลื่อย การไส การกลึง และการขัดเงา ทำได้ง่าย เมื่อเทียบกับไม้ยางพาราที่อายุ 25 ปี จะมีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน แต่ในปัจจุบันเพิ่งเริ่มมีการปลูกแบบลักษณะสวนป่าทำให้ด้านการตลาดไม้ยังไม่ ชัดเจน</p><p>ผศ.ดร.ดำรง พิพัฒนวัฒนากุล อาจารย์ ประจำภาควิชาวนวัฒนวิทยา คณะวนศาสตร์ กล่าวว่า ในกระบวนการทดแทนทางธรรมชาติของพื้นที่หนึ่ง ๆ หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว พื้นที่นั้นก็จะมีพืชต่าง ๆ ตั้งแต่มอส ไลเคนเรื่อยมาเป็นหญ้าคาและเรื่อยมาจนถึงระดับที่มีไม้ยืนต้นหลากหลายชนิด อย่างที่เห็นเป็นป่าธรรมชาติในปัจจุบัน จากการทดแทนของพืชพรรณในระบบนิเวศ ปอหู จัดเป็นไม้เบิกนำที่เข้ามาเป็นกลุ่มแรก ๆ ของไม้ยืนต้น หากพิจารณาลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของไม้ปอหู เป็นไม้ที่มีเมล็ดเล็ก เบาปลิวลอยลมได้ เมล็ดมีความสามารถในการงอกดี ใบใหญ่ต้องการแสงมาก สังเคราะห์แสงได้ปริมาณมาก ส่งผลให้การเจริญเติบโตเร็ว เปลาตรง</p><p>ประเด็นการปลูกป่าเศรษฐกิจ จะพิจารณาความคุ้มทุนในการปลูกเชิงเดี่ยว  โดยคิดประมาณการการลงทุนปลูกในพื้นที่ที่มีความสมบูรณ์ปานกลาง ด้วยระยะปลูก 3?3 เมตร ต่อไร่ ต้องใช้กล้าไม้ 179 ต้น ราคากล้าไม้ต้นละ 39 บาท ประมาณการรายจ่ายในกิจกรรมเตรียมพื้นที่ ขุดหลุมปลูก ปลูกซ่อม การดูแลรักษาใส่ปุ๋ยกำจัดวัชพืช ตั้งแต่ปีแรกไปจนถึงปีที่ 25 อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 7.5%  คิดเป็นเงินลงทุนเพื่อการปลูกประมาณ 20,000 บาท เมื่อไม้ครบรอบตัดฟันปีที่ 25 ประมาณการให้มีต้นไม้เหลืออยู่ในแปลง 89 ต้น (50% ของไม้ที่เริ่มปลูก) แต่ละต้นจะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 30 ซม. ขายได้ราคาต้นละ 1,200 บาท คิดเป็นรายรับทั้งสิ้น 107,400 บาท ประมาณการรายจ่ายเป็นค่าดำเนินการธุรกิจปลูกป่า (20% ของค่าปลูก) คิดเป็นเงิน 4,018 บาท ค่าดำเนินการตัดไม้และค่าขนส่งผลผลิตสู่โรงงาน 10,000 บาท โดยรวมแล้วคิดเป็นกำไรต่อไร่เป็นเงิน 73,291 บาทในเวลา 25 ปี เฉลี่ยปีละ 2,931 บาท คิดว่าเป็นการลงทุนระยะยาวที่ให้ผลตอบแทนไม่คุ้มทุน เพราะระหว่างเวลาปีที่ 1-25 ไม่สามารถได้รายรับกลับคืนมา หากเปรียบเทียบกับยางพารายังสามารถได้รายรับจากการขายน้ำยาง</p><p>ประเด็นการปลูกป่าอนุรักษ์ ในหลักวิชาการแล้วควรจะปลูกไม้หลากหลายชนิดคละกันไป โดยเลือกไม้ท้องถิ่นของประเภทป่านั้น ๆ ซึ่งจะเลือกชนิดไม้ปลูกเลียนแบบไม้ในการทดแทนทางธรรมชาติ หรือจะเลือกเจาะปลูกไม้ชนิดนั้น ๆ ให้เหมาะสมกับระบบนิเวศท้องถิ่น เพื่อสร้างความหลากหลายของชนิดไม้และส่งผลถึงการเป็นอยู่ของสัตว์ในระบบ นิเวศ การปลูกปอหู ที่เป็นไม้เบิกนำก็ไม่มีปัญหาอะไรเพราะเป็นไม้เบิกนำ ใบใหญ่ สามารถเป็นไม้ พี่เลี้ยงที่ให้ร่มเงากับลูกไม้ชนิดที่ไม่ต้องการแสงมาก แต่การลงทุนด้วยราคากล้าไม้กล้าละ 39 บาท เป็นราคากล้าไม้ที่แพงเกินจริง หากเปรียบเทียบกับกล้าไม้ที่ขายกันอยู่ในท้องตลาด ราคาจะอยู่ที่ 3-5 บาท สำหรับไม้ยูคาลิปตัส 10-15 บาท สำหรับยางพารา  และ 5-10 บาท สำหรับไม้สัก</p><p><strong>โดยสรุปแล้วการปลูกไม้ปอหูหากพิจารณาความคุ้มทุนแล้ว ไม่คุ้มทุนในการปลูกป่าเชิงเศรษฐกิจเนื่องจากราคากล้าไม้ที่มีราคาแพง และยังมีความเสี่ยง.</strong></p><p><strong><br
/></strong></p><p><img
class="alignnone size-full wp-image-19" title="dailynews" src="http://news.enterfarm.com/wp-content/uploads/2008/09/dailynews.gif" alt="dailynews ต้นพญาคชราช ไม้เศรษฐกิจตัวใหม่มาแรง" width="162" height="52" /></p><p><span
style="color: #000000; font-size: x-small;">หากท่านเห็นว่าบทความนี้มีประโยยช์ต่อการประกอบ<a
href="http://www.keajon.com/newcareer/"target="_self"title="อาชีพเสริม" >อาชีพเสริม</a> ช่วยกันสนับสนุนสื่อคุณภาพด้วยนะครับ</span></p><p><img
src="http://feeds.feedburner.com/~r/kasetnews/~4/nPXLO09o-mI" alt=" ต้นพญาคชราช ไม้เศรษฐกิจตัวใหม่มาแรง" width="1" height="1" title="ต้นพญาคชราช ไม้เศรษฐกิจตัวใหม่มาแรง" /></p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/phaya-kacha-raja/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> <item><title>การทำไข่เค็มสมุนไพร ขายง่ายรายได้งาม</title><link>http://www.keajon.com/salted-egg/</link> <comments>http://www.keajon.com/salted-egg/#comments</comments> <pubDate>Wed, 07 Oct 2009 22:16:58 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[เกษตรแก้จน]]></category> <category><![CDATA[กรรมวิธี]]></category> <category><![CDATA[กระดาษสา]]></category> <category><![CDATA[การถนอมอาหาร]]></category> <category><![CDATA[การทำ]]></category> <category><![CDATA[การผลิต]]></category> <category><![CDATA[ขนม]]></category> <category><![CDATA[ขนมไหว้พระจันทร์]]></category> <category><![CDATA[ขั้นตอนการทำ]]></category> <category><![CDATA[ขาย]]></category> <category><![CDATA[ข้าว]]></category> <category><![CDATA[ครอบครัว]]></category> <category><![CDATA[คือ]]></category> <category><![CDATA[คุณภาพ]]></category> <category><![CDATA[งานวิจัย]]></category> <category><![CDATA[จำหน่าย]]></category> <category><![CDATA[จีน]]></category> <category><![CDATA[จุดเด่น]]></category> <category><![CDATA[ทำความสะอาด]]></category> <category><![CDATA[ทำอาหาร]]></category> <category><![CDATA[ท้องถิ่น]]></category> <category><![CDATA[ธรรมชาติ]]></category> <category><![CDATA[น้ำ]]></category> <category><![CDATA[พลาสติก]]></category> <category><![CDATA[วิชา]]></category> <category><![CDATA[วิทยาศาสตร์]]></category> <category><![CDATA[วิธีการ]]></category> <category><![CDATA[วิธีการทำ]]></category> <category><![CDATA[ศาสตร์]]></category> <category><![CDATA[สมุนไพร]]></category> <category><![CDATA[สุขภาพ]]></category> <category><![CDATA[สูตร]]></category> <category><![CDATA[อร่อย]]></category> <category><![CDATA[อาหาร]]></category> <category><![CDATA[เกลือ]]></category> <category><![CDATA[เกษตร]]></category> <category><![CDATA[ไก่]]></category> <category><![CDATA[ไข่เค็ม]]></category> <category><![CDATA[ไทย]]></category> <category><![CDATA[ไหว้พระจันทร์]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=2612</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/salted-egg/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://www.dailynews.co.th/content/images/0909/29/page10/n2.jpg" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="การทำไข่เค็มสมุนไพร สูตรพอกเยื่อฟางข้าว" title="" /></a>ไข่เค็มสมุนไพร พอกเยื่อฟางข้าว ขึ้นชื่อว่า ?ไข่? แล้วไม่ว่าจะเป็นไข่อะไร ก็อร่อยและได้คุณค่าอาหารไม่แตกต่างกัน แต่สำหรับยุคสมัยนี้ ไข่อย่างเดียวคงไม่เพียงพอ เพราะนอกจาก ราคาถูก คุณค่าอาหารต้องทวีคูณด้วย อาจารย์สุภกาญจน์ พรหมขันธ์ จากสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการผลิตอาหาร คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) อีสาน วิทยาเขตสกลนคร จึงคิดค้นงานวิจัย ?ผลิตไข่เค็มสมุนไพรชนิดโซเดียมต่ำพอกด้วยเยื่อฟางข้าว? ที่นอกจากเพิ่มคุณค่าทางอาหารสำหรับคนรักสุขภาพแล้ว ยังเป็นการช่วยเกษตรกรอีกทางหนึ่งด้วย เพราะปัจจุบันดินจอมปลวกที่ใช้ทำไข่เค็มนั้นเริ่มขาดแคลน เรื่อย ๆ แล้ว อ.สุภกาญจน์ เล่าว่า ปัจจุบันดินจอมปลวกที่ใช้ทำไข่เค็มนั้นเริ่มขาดแคลนรวมถึงมีขั้นตอนการเตรียมดินที่ยุ่งยาก อีกทั้งกำไรต่ำมากเมื่อเทียบกับต้นทุนแรงงาน ดังนั้น หากสามารถนำวัสดุอื่นที่มีในท้องถิ่นและหาได้ง่ายมาพอกไข่แทนดินได้ จะช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ผลิตและผู้บริโภคในการนำไปบริโภคและจำหน่ายโดยไม่ต้องเสียเวลาในการทำความสะอาด ?ไข่เค็ม เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการถนอมอาหารโดยใช้เกลือ เพื่อให้ไข่เก็บไว้ได้นานขึ้น อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับไข่ด้วย มีทั้งไข่เป็ดเค็ม ไข่ไก่เค็ม และไข่นกกระทาเค็ม ซึ่งไข่เค็ม เป็นอาหารที่คนไทยนิยมรับประทานกันมาก เนื่องจากมีวิธีการทำง่าย สะดวกในการรับประทาน และใช้ประกอบอาหารอื่นได้มาก เช่น ทำอาหารคาว ทำไส้ขนมเปี๊ยะ ไส้ขนมไหว้พระจันทร์ ใช้ตกแต่งอาหารบางอย่าง เป็นต้น? สำหรับยุคนี้ ?ไข่เค็ม? อย่างเดียวคงไม่พอ [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p><img
src="http://www.dailynews.co.th/content/images/0909/29/page10/n2.jpg" alt="n2 การทำไข่เค็มสมุนไพร ขายง่ายรายได้งาม"  title="การทำไข่เค็มสมุนไพร ขายง่ายรายได้งาม" /><br
/> <em>ไข่เค็มสมุนไพร พอกเยื่อฟางข้าว</em></p><p>ขึ้นชื่อว่า ?ไข่? แล้วไม่ว่าจะเป็นไข่อะไร ก็อร่อยและได้คุณค่าอาหารไม่แตกต่างกัน แต่สำหรับยุคสมัยนี้ ไข่อย่างเดียวคงไม่เพียงพอ เพราะนอกจาก ราคาถูก คุณค่าอาหารต้องทวีคูณด้วย</p><p>อาจารย์สุภกาญจน์ พรหมขันธ์ จากสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการผลิตอาหาร คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) อีสาน วิทยาเขตสกลนคร จึงคิดค้นงานวิจัย ?ผลิตไข่เค็มสมุนไพรชนิดโซเดียมต่ำพอกด้วยเยื่อฟางข้าว? ที่นอกจากเพิ่มคุณค่าทางอาหารสำหรับคนรักสุขภาพแล้ว ยังเป็นการช่วยเกษตรกรอีกทางหนึ่งด้วย เพราะปัจจุบันดินจอมปลวกที่ใช้ทำไข่เค็มนั้นเริ่มขาดแคลน เรื่อย ๆ แล้ว</p><p>อ.สุภกาญจน์ เล่าว่า ปัจจุบันดินจอมปลวกที่ใช้ทำไข่เค็มนั้นเริ่มขาดแคลนรวมถึงมีขั้นตอนการเตรียมดินที่ยุ่งยาก อีกทั้งกำไรต่ำมากเมื่อเทียบกับต้นทุนแรงงาน ดังนั้น หากสามารถนำวัสดุอื่นที่มีในท้องถิ่นและหาได้ง่ายมาพอกไข่แทนดินได้ จะช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ผลิตและผู้บริโภคในการนำไปบริโภคและจำหน่ายโดยไม่ต้องเสียเวลาในการทำความสะอาด</p><p>?ไข่เค็ม เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการถนอมอาหารโดยใช้เกลือ เพื่อให้ไข่เก็บไว้ได้นานขึ้น อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับไข่ด้วย มีทั้งไข่เป็ดเค็ม ไข่ไก่เค็ม และไข่นกกระทาเค็ม ซึ่งไข่เค็ม เป็นอาหารที่คนไทยนิยมรับประทานกันมาก เนื่องจากมีวิธีการทำง่าย สะดวกในการรับประทาน และใช้ประกอบอาหารอื่นได้มาก เช่น ทำอาหารคาว ทำไส้ขนมเปี๊ยะ ไส้ขนมไหว้พระจันทร์ ใช้ตกแต่งอาหารบางอย่าง เป็นต้น?</p><p>สำหรับยุคนี้ ?ไข่เค็ม? อย่างเดียวคงไม่พอ เพราะใคร ๆ ก็นิยมรักสุขภาพกันมากขึ้น อ.สุภกาญจน์ เล่าต่อถึงจุดเด่นของไข่เค็มสมุนไพรชนิดโซเดียมต่ำพอกด้วยเยื่อฟางข้าว ว่านอกจากขั้นตอนการทำและวัสดุในการพอกสามารถหาได้ง่ายแล้วสิ่งที่โดดเด่นอีกอย่างก็คือการใช้สมุนไพรอย่างตะไคร้ ใบมะกรูด และสมุนไพรอื่น ๆมาผสมกับเยื่อฟางข้าวสำหรับพอกไข่ซึ่งนอกจากจะลดความคาวของไข่แล้วยังได้กลิ่นสมุนไพรเวลารับประทานด้วย และที่สำคัญยังลดการใช้เกลือโซเดียมคลอไรด์โดยใช้เกลือโปแตสเซียมคลอไรด์แทน จึงถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของคนรักสุขภาพ</p><p>การทำไข่เค็มมี 2 วิธี คือไข่เค็มที่ได้จากการนำไข่เป็ดสดมาแช่ในสารละลายเกลือ ที่มีความเข้มข้นร้อยละ 20-25 เป็นเวลานาน 15-20 วัน และไข่เค็มพอก ที่เป็นวิธีการดั้งเดิมของชาวจีน และปฏิบัติต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้ โดยใช้ดินเหนียวซึ่งปัจจุบันนิยมใช้ดินจอมปลวกผสมกับเกลือเข้มข้นร้อยละ 25-30 จนดินนิ่มสามารถปั้นเป็นก้อนได้ จึงนำดินมาพอกไข่ไว้เป็นเวลานาน 10-15 วัน ไข่เค็มพอกดินที่ขึ้นชื่อในบ้านเราได้แก่ไข่เค็มไชยา ไข่เค็มปักธงชัย เป็นต้น</p><p>แต่ ?ไข่เค็มสมุนไพรชนิดโซเดียมต่ำพอกด้วยเยื่อฟางข้าว? อ.สุภกาญจน์ บอกว่า ขั้นตอนการทำนั้นเริ่มจาก การเตรียมไข่เป็ดสดโดยนำไข่เป็ดขนาดกลางที่มีอายุการเก็บไม่เกิน 1 สัปดาห์ มาล้างทำความสะอาดและเช็ดให้แห้ง คัดไข่ที่แตกและมีรอยร้าว ออก เพื่อป้องกันไข่เน่าระหว่างการพอก จากนั้นเตรียมเยื่อฟางข้าวโดยคัดคุณภาพของฟางข้าวที่ได้จากการเก็บใหม่ ๆ ที่มีอายุการเก็บรักษาไม่เกิน 3-4 เดือน ฟางข้าวจะต้องไม่ผุ ไม่ขึ้นรา และไม่มีกลิ่นเหม็นอับ นำฟางข้าวที่คัดมาตากแดดให้แห้ง เก็บใส่ถุงพลาสติกที่ปิดสนิท</p><p>ส่วน ขั้นตอนการต้มเยื่อฟางข้าว ที่ดัดแปลงจากกรรมวิธีการผลิตกระดาษสาด้วยวิธีชาวบ้านคือ ชั่งน้ำหนักฟางข้าวแห้งเติมน้ำต่อฟางข้าวในอัตราส่วน 1 ต่อ 8 และหาวัสดุหนัก ๆ มากดทับฟางข้าว แช่ทิ้งไว้ 1 คืน นำฟางข้าวที่แช่น้ำมาต้มที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส นาน 40 นาที ในสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) ความเข้มข้น ร้อยละ 2 จากนั้นล้างด้วยน้ำสะอาดจนเยื่อฟางข้าวมีความเป็นกรดด่าง (pH) ประมาณ 7-7.5 จากนั้นนำเยื่อฟางข้าวที่ได้มาอบแห้งที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส นาน 6-8 ชั่วโมง หรือตากแดดนาน 1 วันก็จะได้เยื่อฟางข้าวที่พร้อมใช้งานได้ตลอด โดยสามารถเก็บในถุงพลาสติกที่ปิดสนิทเพื่อใช้ในขั้นตอนต่อไป</p><p>ต่อมา ขั้นตอนการเตรียมเกลือโซเดียมคลอไรด์เริ่มจากนำไปอบในตู้อบอุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส นาน 3 ชั่วโมง จนเกลือแห้ง นำไปบดแล้วร่อนผ่านตะแกรงขนาด 1 มิลลิเมตร เก็บใส่ถุงพลาสติกที่ปิดสนิท เพียงเท่านี้ก็พร้อมสำหรับการผลิตไข่เค็มที่มีขั้นตอนคือ นำเยื่อฟางข้าวที่เตรียมไว้มาผสมกับน้ำ เกลือ และน้ำสมุนไพรตามต้องการจะได้เยื่อฟางข้าวที่เปียกหลังจากนั้นก็สามารถนำไปพอกหุ้มไข่เป็ดที่เตรียมเอาไว้ จากนั้นนำไข่ที่พอกเสร็จบรรจุใส่ถุงพลาสติกชนิดมีซิปเก็บไว้นาน 25 วัน เพียงเท่านี้ก็จะได้ไข่เค็มสมุนไพรชนิดโซเดียมต่ำพอกด้วยเยื่อฟางข้าวสำหรับจำหน่ายและรับประทานในครอบครัว</p><p>อ.สุภกาญจน์ บอกว่า ต้นทุนในการทำไข่เค็มสมุนไพรชนิดโซเดียมต่ำพอกด้วยเยื่อฟางข้าวนั้นอยู่ที่ฟองละประมาณ 5 บาทและสามารถขายได้ในราคาฟองละ 8 บาท ขึ้นไป</p><p>ผู้สนใจสามารถเข้าไปขอสูตรรวมถึงขอคำแนะนำในการผลิตไข่เค็มสมุนไพรชนิดโซเดียมต่ำพอกด้วยเยื่อฟางข้าวได้ตลอดที่ อ.สุภกาญจน์ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการผลิตอาหาร คณะทรัพยากรธรรมชาติ มทร.อีสาน วิทยาเขตสกลนคร โทร. 08-7806-6587, 08-7806-6587.</p><p><img
class="alignnone size-full wp-image-19" title="dailynews" src="http://news.enterfarm.com/wp-content/uploads/2008/09/dailynews.gif" alt="dailynews การทำไข่เค็มสมุนไพร ขายง่ายรายได้งาม" width="162" height="52" /></p><p><span
style="font-size: xx-small;">ช่วยกันสนับสนุนสื่อที่มีคุณภาพด้วยครับ</span></p><p><img
src="http://feeds.feedburner.com/~r/kasetnews/~4/quSGZgjbxQw" alt=" การทำไข่เค็มสมุนไพร ขายง่ายรายได้งาม" width="1" height="1" title="การทำไข่เค็มสมุนไพร ขายง่ายรายได้งาม" /></p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/salted-egg/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> <item><title>ก.วิทย์พร้อมรีไซเคิล ?ลำไยเก่า? เป็นเชื้อเพลิงอัดแท่ง รอคอนเฟิร์มจาก ก.เกษตร</title><link>http://www.keajon.com/%e0%b8%81-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%8b%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%a5-%e2%80%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b3/</link> <comments>http://www.keajon.com/%e0%b8%81-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%8b%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%a5-%e2%80%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b3/#comments</comments> <pubDate>Sun, 30 Aug 2009 04:10:48 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[นวตกรรมสำหรับอาชีพ]]></category> <category><![CDATA[เกษตรแก้จน]]></category> <category><![CDATA[ACE]]></category> <category><![CDATA[การปลูก]]></category> <category><![CDATA[การเกษตร]]></category> <category><![CDATA[ขาย]]></category> <category><![CDATA[ข่าว]]></category> <category><![CDATA[จำหน่าย]]></category> <category><![CDATA[ประโยชน์]]></category> <category><![CDATA[ปลูก]]></category> <category><![CDATA[รายได้]]></category> <category><![CDATA[รีไซเคิล]]></category> <category><![CDATA[ลำไย]]></category> <category><![CDATA[วิชา]]></category> <category><![CDATA[วิธีการ]]></category> <category><![CDATA[วิสาหกิจชุมชน]]></category> <category><![CDATA[ศาสตร์]]></category> <category><![CDATA[หนังสือ]]></category> <category><![CDATA[หมา]]></category> <category><![CDATA[เกษตร]]></category> <category><![CDATA[ไทย]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/%e0%b8%81-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%8b%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%a5-%e2%80%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b3/</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/%e0%b8%81-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%8b%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%a5-%e2%80%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b3/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="" title="" /></a>ตัวแทนเกษตรกรผู้ผลิตลำไยจากจังหวัดลำพูนขณะเข้าพบ รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ รองปลัดและโฆษก กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เมื่อวันที่ 25 ส.ค. 52 เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการรีไซเคิลลำไยค้างสต็อก ปี 2546/2547 โดยใช้เป็นพลังงานชีวมวล (ภาพจาก วท.) คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ (ภาพจาก วท.) 3 ตัวแทนเกษตรกรผู้ผลิตลำไยจากจังหวัดลำพูน (ภาพจาก วท.) ตัวแทนเกษตรกรลำไยลำพูนขอความชัดเจนเรื่อง ทำลายลำไยค้างสต็อก 46,800 ตัน ด้านโฆษกเผยกระทรวงวิทย์พร้อมดำเนินการได้ทันทีที่กระทรวงเกษตรเห็นชอบด้วย งบ 80 ล้านบาท ชี้จะช่วยกระจายรายได้ให้ชุมชน ส่วนรายได้จากการขายเชื้อเพลิงอัดแท่ง 30 ล้านบาท จะหมุนเวียนไปสู่การพัฒนาคุณภาพลำไยในปีต่อไป รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ รองปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ในฐานะโฆษก วท.ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน และทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ ภายหลังตัวแทนกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตลำไยจากจังหวัดลำพูน จำนวน 3 คน ขอเข้าพบ ได้แก่ นายชนะ ไชยชนะ ประธานวิสาหกิจชุมชน จังหวัดลำพูน, [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<br/><p></p><p>ตัวแทนเกษตรกรผู้ผลิตลำไยจากจังหวัดลำพูนขณะเข้าพบ รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ รองปลัดและโฆษก กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เมื่อวันที่ 25 ส.ค. 52 เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการรีไซเคิลลำไยค้างสต็อก ปี 2546/2547 โดยใช้เป็นพลังงานชีวมวล (ภาพจาก วท.)<span></span></p><table
border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td
width="160" align="center" valign="top"><table
border="0" cellspacing="4" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td
align="center" valign="top"><table
border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td
align="center" valign="top"><table
border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td
align="center" valign="baseline">คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น</td></tr></tbody></table><table
border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td
align="center" valign="middle"></td></tr><tr><td
align="center" valign="baseline"><a
href="http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=1316725">รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ (ภาพจาก วท.)</a></td></tr></tbody></table><table
border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td
align="center" valign="middle"></td></tr><tr><td
align="center" valign="baseline"><a
href="http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=1316726">3 ตัวแทนเกษตรกรผู้ผลิตลำไยจากจังหวัดลำพูน (ภาพจาก วท.)</a></td></tr></tbody></table><table
border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td
width="165" height="1" align="center" valign="middle"><img
src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="blank ก.วิทย์พร้อมรีไซเคิล ?ลำไยเก่า? เป็นเชื้อเพลิงอัดแท่ง รอคอนเฟิร์มจาก ก.เกษตร" width="165" height="1" title="ก.วิทย์พร้อมรีไซเคิล ?ลำไยเก่า? เป็นเชื้อเพลิงอัดแท่ง รอคอนเฟิร์มจาก ก.เกษตร" /></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></td><td
width="4" background="/images/linedot_vert3.gif"><img
src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="blank ก.วิทย์พร้อมรีไซเคิล ?ลำไยเก่า? เป็นเชื้อเพลิงอัดแท่ง รอคอนเฟิร์มจาก ก.เกษตร" width="4" height="1" title="ก.วิทย์พร้อมรีไซเคิล ?ลำไยเก่า? เป็นเชื้อเพลิงอัดแท่ง รอคอนเฟิร์มจาก ก.เกษตร" /></td><td
align="center" valign="top"><table
border="0" cellspacing="7" width="100%"><tbody><tr><td
align="center" valign="top"><table
border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td
align="left" valign="baseline"><strong><span>ตัวแทนเกษตรกรลำไยลำพูนขอความชัดเจนเรื่อง ทำลายลำไยค้างสต็อก 46,800 ตัน ด้านโฆษกเผยกระทรวงวิทย์พร้อมดำเนินการได้ทันทีที่กระทรวงเกษตรเห็นชอบด้วย งบ 80 ล้านบาท ชี้จะช่วยกระจายรายได้ให้ชุมชน ส่วนรายได้จากการขายเชื้อเพลิงอัดแท่ง 30 ล้านบาท จะหมุนเวียนไปสู่การพัฒนาคุณภาพลำไยในปีต่อไป</span></strong></p><p>รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ รองปลัด<a
href="http://www.most.go.th/" target="_blank">กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)</a> ในฐานะโฆษก วท.ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน และทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ ภายหลังตัวแทนกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตลำไยจากจังหวัดลำพูน จำนวน 3 คน ขอเข้าพบ ได้แก่ นายชนะ ไชยชนะ ประธานวิสาหกิจชุมชน จังหวัดลำพูน, นายกำพล ขันคำกาศ ประธานคณะกรรมการกลุ่มเกษตรกรจังหวัดลำพูน และนายวิชาญ จาระธรรม รองประธานชุมนุมสหกรณ์จังหวัดลำพูน เพื่อติดตามความคืบหน้าและความชัดเจนในการกำจัดลำไยค้างสต็อก จำนวนทั้งสิ้น 46,800 ตัน จากทั้งหมด 60 โกดัง ใน 5 จังหวัด ภายใต้โครงการรีไซเคิลลำไยค้างสต็อก ปี 2546/2547 โดยใช้เป็นพลังงานชีวมวล ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะดำเนินการร่วมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ</p><p>โฆษกกระทรวงวิทย์ฯ กล่าวยืนยันว่า จะมีการดำเนินการในโครงการดังกล่าวอย่างแน่นอน แต่ข้อกำหนดในการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ บางข้อ ทำให้ต้องใช้งบดำเนินการสูงขึ้น เช่น ต้องขนส่งลำไยในระบบปิด เพื่อป้องกันเชื้อราฟุ้งกระจาย เป็นต้น จึงต้องมีการปรับแก้ไขให้เหมาะสม และไม่เกินงบ 90 ล้านบาท ที่รัฐบาลอนุมัติให้กับกระทรวงเกษตรฯ เรียบร้อยแล้ว โดยแบ่งเป็นงบดำเนินการตรวจนับลำไยในสต็อกจำนวน 10 ล้านบาท โดยกระทรวงเกษตรฯ และ 80 ล้านบาท สำหรับรีไซเคิลลำไยเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่งโดยกระทรวงวิทย์ฯ</p><p>สำหรับกระบวนการรีไซเคิลลำไยค้างสต็อกตามแนวทางที่ปรับแก้ไขเรียบร้อยแล้ว <strong>จะ ทำโดยการบดลำไยที่ค้างอยู่ในโกดังให้เป็นผง ด้วยเครื่องจักรบริเวณด้านหน้าโกดังแต่ละแห่ง จากนั้นบรรจุในภาชนะปิดสนิทไม่ให้ฟุ้งกระจาย โดยใช้แรงงานเกษตรกรในพื้นที่ แล้วขนส่งไปรวมไว้ที่ศูนย์กลางใน จ.ลำพูน เพื่อเข้าสู่กระบวนการอัดแท่งเป็นเชื้อเพลิง ด้วยเครื่องอัดแท่งชีวมวล ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาดำเนินการราว 10 เดือน</strong> จึงจะได้เชื้อเพลิงอัดแท่งสำหรับจำหน่ายต่อไป</p><p>รศ.ดร.วีระพงษ์ กล่าวต่อว่า จะต้องซื้อเครื่องบดลำไยจากสมาคมเครื่องจักรกลไทยราว 32 เครื่อง หลังจากใช้งานเสร็จในโครงการนี้ ก็จะมอบให้กับเกษตรกรสำหรับใช้งานต่อไป และขั้นตอนการบดลำไยให้เป็นผงจะก่อให้เกิดการจ้างงานและกระจายรายได้สู่ ชุมชนประมาณ 18-20 ล้านบาท ส่วนเครื่องอัดแท่งเชื้อเพลิงชีวมวลขณะนี้ กระทรวงวิทย์มีอยู่แล้วจำนวน 3 เครื่อง โดยเช่าจากสมาคมเครื่องจักรกลไทยเช่นเดียวกัน</p><p>ทั้งนี้ <strong>ดร.สุ จินดา โชติพานิช ปลัดกระทรวงวิทย์ฯ เตรียมยื่นหนังสือการดำเนินโครงการดังกล่าวถึงนายจรัลธาดา กรรณสูต ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ภายสัปดาห์นี้ และรอให้กระทรวงเกษตรฯ พิจารณาและตอบรับกลับมายังกระทรวงวิทย์ฯ หากได้รับความเห็นชอบก็สามารถเริ่มโครงการรีไซเคิลลำไยค้างสต็อกได้ทันที และคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จราวกลางปีหน้า</strong></p><p>สำหรับเชื้อเพลิงจากลำไยอัดแท่งที่ได้นั้น จะจำหน่ายแบบเหมารวมให้กับกลุ่มโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ โรงงานเซรามิก โรงงานลำไยอบแห้ง โรงไฟฟ้า เป็นต้น เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 30 ล้านบาท ซึ่งจะคืนให้กับรัฐบาลทั้งหมด เพื่อนำไปหมุนเวียนใช้ในการพัฒนาการปลูกและการแปรรูปลำไยในปีต่อๆ ไป</p><p>นอกจากนี้ รศ.ดร.วีระพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่าวิธีการรีไซเคิลลำไยค้างสต็อกให้เป็นเชื้อเพลิงชีวมวลอัด แท่ง ได้รับความเห็นชอบจากเกษตรกรผู้ผลิตลำไย มากกว่าวิธีการกำจัดลำไยค้างสต็อกวิธีเดิม ที่จะทำโดยการฝังกลบหรือเผาทำลาย เพราะจะมีปัญหาเรื่องพื้นที่ที่จะใช้ในการฝังกลบ หรือหากเผาก็จะก่อให้เกิดมลพิษ และไม่ก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนกลับมา</p><p>แต่การนำไปทำเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่ง นอกจากจะไม่ทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังช่วยเพิ่มมูลค่าของเหลือทิ้งจากภาคการเกษตรให้กลายเป็นเชื้อเพลิงที่นำไป ใช้ประโยชน์ได้ทดแทนพลังงานจากแหล่งอื่น</td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table>]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/%e0%b8%81-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%8b%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%a5-%e2%80%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b3/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> <item><title>ฟิล์มเคลือบผิวผลไม้จากเยื่อฟางข้าว</title><link>http://www.keajon.com/film-from-soda-anthraquinone/</link> <comments>http://www.keajon.com/film-from-soda-anthraquinone/#comments</comments> <pubDate>Sun, 30 Aug 2009 04:10:25 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[นวตกรรมสำหรับอาชีพ]]></category> <category><![CDATA[เกษตรแก้จน]]></category> <category><![CDATA[กระดาษสา]]></category> <category><![CDATA[การทำ]]></category> <category><![CDATA[การผลิต]]></category> <category><![CDATA[การเกษตร]]></category> <category><![CDATA[การเพาะ]]></category> <category><![CDATA[การเพาะเห็ด]]></category> <category><![CDATA[ของไทย]]></category> <category><![CDATA[ข้าว]]></category> <category><![CDATA[ดอกไม้]]></category> <category><![CDATA[ธรรมชาติ]]></category> <category><![CDATA[น้ำ]]></category> <category><![CDATA[ประโยชน์]]></category> <category><![CDATA[ปลูก]]></category> <category><![CDATA[ผัก]]></category> <category><![CDATA[ภาวะโลกร้อน]]></category> <category><![CDATA[มะม่วง]]></category> <category><![CDATA[วัตถุดิบ]]></category> <category><![CDATA[วิชา]]></category> <category><![CDATA[วิธีการ]]></category> <category><![CDATA[ศาสตร์]]></category> <category><![CDATA[หมู]]></category> <category><![CDATA[หอม]]></category> <category><![CDATA[อาหาร]]></category> <category><![CDATA[เกษตร]]></category> <category><![CDATA[เชียงใหม่]]></category> <category><![CDATA[เพาะ]]></category> <category><![CDATA[เลี้ยง]]></category> <category><![CDATA[แคปซูล]]></category> <category><![CDATA[ไทย]]></category> <category><![CDATA[ไอศครีม]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/%e0%b8%9f%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81/</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/film-from-soda-anthraquinone/"><img
align="left" hspace="5" width="150" height="150" src="http://www.keajon.com/wp-content/plugins/thumbnail-for-excerpts/tfe_no_thumb.png" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="" title="" /></a>&#160; ฟิล์มเคลือบผิวผลไม้จากเยื่อฟางข้าว ผลงานทีมวิจัยจากคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทีมวิจัยจากคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพิ่มมูลค่าของเหลือใช้ทางการเกษตร นำฟางข้าว พัฒนาสู่ฟิล์มเคลือบผิวผลไม้จากเยื่อฟางข้าว นำร่องใช้กับมะม่วงน้ำดอกไม้ ให้ผลยับยั้งและทำลายเชื้อที่ก่อให้เกิดจุดดำ พร้อมยืดอายุการเก็บรักษา โดยคงกลิ่นหอมและรสหวานตามธรรมชาติ ไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ช่วยเหลือเกษตรกรในกลุ่มผลไม้ส่งออกไทย อ.สุพัฒน์ คำไทย ภาควิชาเทคโนโลยีการบรรจุ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หัวหน้าโครงการวิจัยการผลิตฟิล์มคาร์บอกซีเมธิลเซลลูโลสจากเยื่อฟางข้าวแบบโซดาแอนทราควิโนน (Production of Carboxymethylcellulose Film from Soda Anthraquinone (Soda-AQ) Rice Straw Pulp) หรือ ฟิล์มจากเยื่อฟางข้าวสำหรับเคลือบผิวผลไม้ กล่าวถึงที่มาของผลงานวิจัยว่า ข้าวจัดเป็นสินค้าเกษตรส่งออกที่สำคัญของประเทศไทย จากข้อมูลของกรมส่งเสริมการส่งออก ในปี 2551 พบว่า ประเทศไทยยังคงเป็นประเทศส่งออกข้าวเป็นอันดับหนึ่งของโลก โดยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. ? 18 ก.ย. 51 ไทยส่งข้าวออกไปแล้ว 8.08 ล้านตัน มูลค่า 4,908 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p><p><strong>ฟิล์มเคลือบผิวผลไม้จากเยื่อฟางข้าว ผลงานทีมวิจัยจากคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่</strong></p><p>ทีมวิจัยจากคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพิ่มมูลค่าของเหลือใช้ทางการเกษตร นำฟางข้าว พัฒนาสู่ฟิล์มเคลือบผิวผลไม้จากเยื่อฟางข้าว นำร่องใช้กับมะม่วงน้ำดอกไม้ ให้ผลยับยั้งและทำลายเชื้อที่ก่อให้เกิดจุดดำ พร้อมยืดอายุการเก็บรักษา โดยคงกลิ่นหอมและรสหวานตามธรรมชาติ ไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ช่วยเหลือเกษตรกรในกลุ่มผลไม้ส่งออกไทย<span> </span></p><p><strong>อ.สุพัฒน์ คำไทย ภาควิชาเทคโนโลยีการบรรจุ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่</strong> หัวหน้าโครงการวิจัยการผลิตฟิล์มคาร์บอกซีเมธิลเซลลูโลสจากเยื่อฟางข้าวแบบโซดาแอนทราควิโนน (Production of Carboxymethylcellulose Film from Soda Anthraquinone (Soda-AQ) Rice Straw Pulp) หรือ ฟิล์มจากเยื่อฟางข้าวสำหรับเคลือบผิวผลไม้ กล่าวถึงที่มาของผลงานวิจัยว่า ข้าวจัดเป็นสินค้าเกษตรส่งออกที่สำคัญของประเทศไทย จากข้อมูลของกรมส่งเสริมการส่งออก ในปี 2551 พบว่า ประเทศไทยยังคงเป็นประเทศส่งออกข้าวเป็นอันดับหนึ่งของโลก โดยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. ? 18 ก.ย. 51 ไทยส่งข้าวออกไปแล้ว 8.08 ล้านตัน มูลค่า 4,908 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 158,857 ล้านบาท จากข้อมูลการส่งออกข้าวดังกล่าว ทำให้สามารถประเมินได้ว่าปริมาณฟางข้าวภายหลังการเก็บเกี่ยวข้าวของเกษตรกร มีปริมาณมากและแปรผันตรงกับการเพาะปลูกข้าว โดยฟางข้าวจัดเป็นเศษเหลือทิ้งทางการเกษตร จากรายงานของสถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์พบว่าในแต่ละปีมีปริมาณฟางข้าวประมาณ 6.3 ล้านตัน ถึงแม้ว่าการจัดการกับฟางข้าวเหลือทิ้งมีหลายวิธี เช่น นำไปเลี้ยงสัตว์ ใช้คลุมหน้าดินเพื่อป้องกันการสูญเสียความชื้น หรือ ใช้ในการเพาะเห็ด หากแต่เกษตรกรในพื้นที่นาปรังส่วนใหญ่มักใช้วิธีการเผาฟางข้าว เนื่องจากเป็นวิธีเตรียมพื้นที่สำหรับการทำนาครั้งต่อไป ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ และเกิดภาวะโลกร้อน ดังนั้นจากปัญหาการจัดการฟางข้าวข้างต้น จึงเป็นที่มาของงานวิจัยที่เพิ่มมูลค่าจากการใช้ประโยชน์ฟางข้าว ในรูปแบบงานวิจัยแนวทางใหม่สำหรับผลิตคาร์บอกซีเมธิลเซลลูโลสจากเยื่อฟางข้าวหรือฟิล์มเคลือบผิวผลไม้จากเยื่อฟางข้าว</p><p>คาร์บอกซีเมทิลเซลลูโลส (Carboxymethyl cellulose, CMC) หรือ โซเดียมคาร์บอกซีเมทิลเซลลูโลส (Sodium carboxymethylcellulose) เป็นอนุพันธ์ของเซลลูโลส ประเภทหนึ่ง ที่เกิดจากการแปรหรือปรับปรุงคุณสมบัติของเซลลูโลส ให้เกิดการแทนที่โครงสร้างเดิมด้วยหมู่เมธิลและ หมู่คาร์บอกซีเมธิลมีลักษณะเป็นของแข็งสีขาว ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส ไม่เป็นอันตราย ไม่มีผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม ละลายน้ำได้ดี? มีคุณสมบัติเป็นสารเพิ่มความหนืดที่ช่วยในการยึดเกาะและเป็นสารคงสภาพ สำหรับการใช้ประโยชน์คาร์บอกซีเมธิลเซลลูโลส สามารถใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย อาทิ ใช้เป็นสารให้ความหนืดในอุตสาหกรรมกรรมอาหาร เช่น ไอศครีม ใช้เป็นสารเคลือบผิวแคปซูลยา หรือ สารก่อให้เกิดการเป็นเจลทางด้านเภสัชกรรม ซึ่งงานวิจัยเรื่องนี้ได้มุ่งเน้นพัฒนากระบวนการผลิตและการนำ CMC จากเยื่อฟางข้าวไปใช้ประโยชน์</p><p>ในการวิจัยพัฒนาฟิล์มเคลือบผิวผลไม้จากเยื่อฟางข้าวในครั้งนี้ ได้นำฟางข้าวสายพันธุ์ กข 6 ที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นมาวิเคราะห์หาองค์ประกอบทางเคมี โดยภายหลังจากการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของวัตถุดิบ แสดงให้เห็นว่ามีปริมาณของเซลลูโลสเพียงพอที่จะนำฟางข้าวมาผลิตเยื่อฟางข้าวแบบโซดา และแบบโซดาแอนทราควิโนน จากการนำสารแอนทราควิโนนจากรากต้นยอมาใช้ประโยชน์ในกระบวนการต้มเยื่อ ซึ่งคล้ายกับการต้มกระดาษสาทั่วไป โดยฟิล์มจากเยื่อฟางข้าวที่ได้จะมีลักษณะขาวใส จากการทดลอง พบว่าฟิล์มฟางข้าวที่ผลิตขึ้นนั้น มีความสามารถในการละละลายน้ำกว่า 50 ? 85% เมื่อเคลือบที่ผิวผลไม้แล้ว หากจะรับประทานเพียงแค่ล้างน้ำธรรมดาเท่านั้น และไม่มีสารพิษตกค้างถึงผู้บริโภคด้วย</p><p><strong>หลังจากวิเคราะห์พัฒนาจนได้ฟิล์มเคลือบผิวผลไม้จากเยื่อฟางข้าวแล้ว ได้ทดลองนำไปใช้ประโยชน์ในลักษณะฟิล์มเคลือบผิวมะม่วงน้ำดอกไม้ โดยได้ปรับปรุงคุณสมบัติของฟิล์ม ด้วยการเติมสารที่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ</strong><strong> Colletotrichum gloeosporioides ซึ่งเป็นเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคแอนแทคโนสหรือเกิดจุดสีดำที่ผิวของมะม่วง ผลการทดลองประสิทธิภาพของฟิล์มยับยั้งเชื้อแอนแทคโนสที่ผลิตขึ้น พบว่า ไม่มีจุดดำบนผิวมะม่วง แสดงให้เห็นว่าฟิล์มสามารถยับยั้งเชื้อที่ก่อให้เกิดจุดสีดำได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังได้ทดลองเคลือบฟิล์มฟางข้าวบนผิวมะม่วงที่มีเชื้ออยู่แล้ว พบว่าเชื้อนั้นไม่มีการขยายตัว บ่งชี้ว่าเชื้อจุดดำนั้นได้ถูกทำลายไปจากการเคลือบฟิล์มฟางข้าวที่เติมสารที่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อที่ก่อให้เกิดจุดดำ และมะม่วงที่เคลือบด้วยฟิล์มฟางข้าวนั้น แทบสังเกตไม่ออกเลยว่ามีการเคลือบผิว เนื่องจากไม่มีความมันวาว และไม่ส่งผลที่จะเปลี่ยนแปลงกลิ่น สี รสของมะม่วง ดังนั้นจึงยังคงความหอมหวานได้ตามธรรมชาติได้เป็นอย่างดี</strong></p><p>จากการทดลองเปรียบเทียบมะม่วงที่ผ่านการเคลือบฟิล์มฟางข้าวยับยั้งเชื้อจุดดำ เก็บรักษาที่อุณหภูมิ 13  องศาเซลเซียส พบว่าสามารถยืดอายุการเก็บรักษามะม่วงได้นานถึง 24 วัน โดยที่ผิวของมะม่วงน้ำดอกไม้ยังคงเหลืองสวย มีจุดดำเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จากปกติหากเก็บที่อุณหภูมิเดียวกันจะอยู่ได้ประมาณ 3 สัปดาห์</p><p>นอกจากมะม่วงน้ำดอกไม้แล้ว ยังสามารถนำไปใช้กับผลไม้อื่นได้ด้วย โดยอาศัยเทคนิคการปรับปรุงฟิล์มที่ตอบสนองต่อเชื้อของโรคในผลไม้แต่ละชนิด รวมไปจนถึงผักบ้างชนิดด้วย ผลงานวิจัยจากมหาวิทยาลัย เชียงใหม่ชิ้นนี้ จึงน่าจะเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรได้ โดยเฉพาะในกลุ่มผลไม้ส่งออกของไทยในอนาคต</p><p><strong>และนับเป็นความภาคภูมิใจของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ฟิล์มเคลือบผิวผลไม้จากเยื่อฟางข้าว หรือ</strong><strong> ?การผลิตฟิล์มคาร์บอกซีเมทิลเซลลูโลสจากเยื่อฟางข้าวแบบโซดาแอนทราคิวโนน? นี้ ได้รับรางวัล Professional Award รองชนะเลิศอันดับ 1 จากโครงการ IRPUS 2552 ภายใต้การสนับสนุนของฝ่ายอุตสาหกรรม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ซึ่งมีนางสาวกมลพร? จอมพันธ์ และนางสาวนัฐวดี? จินาพันธ์ นักศึกษาจากภาควิชาเทคโนโลยีการบรรจุ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมทีมวิจัยด้วย</strong></p><p>ที่มา : <strong>มหาวิทยาลัยเชียงใหม่</strong></p><p>http://pr.oop.cmu.ac.th/perin_detail.php?perin_id=70</p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/film-from-soda-anthraquinone/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>1</slash:comments> </item> <item><title>สร้างอาชีพเสริมรายได้ กับสมุนไพร ดร.สาโรช</title><link>http://www.keajon.com/drsaroj-herb/</link> <comments>http://www.keajon.com/drsaroj-herb/#comments</comments> <pubDate>Sun, 30 Aug 2009 00:32:14 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[ธุรกิจแฟรนไชส์]]></category> <category><![CDATA[อาชีพเสริม]]></category> <category><![CDATA[การผลิต]]></category> <category><![CDATA[ขาย]]></category> <category><![CDATA[คือ]]></category> <category><![CDATA[ค้าขาย]]></category> <category><![CDATA[จำหน่าย]]></category> <category><![CDATA[จุดเด่น]]></category> <category><![CDATA[ช่องทาง]]></category> <category><![CDATA[ธรรมชาติ]]></category> <category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category> <category><![CDATA[ประโยชน์]]></category> <category><![CDATA[ปลา]]></category> <category><![CDATA[ปลูก]]></category> <category><![CDATA[ฝึกอบรม]]></category> <category><![CDATA[รายการ]]></category> <category><![CDATA[รายได้]]></category> <category><![CDATA[รายได้เสริม]]></category> <category><![CDATA[ลงทุน]]></category> <category><![CDATA[วิธีการ]]></category> <category><![CDATA[ศาสตร์]]></category> <category><![CDATA[สมุนไพร]]></category> <category><![CDATA[หารายได้]]></category> <category><![CDATA[อบรม]]></category> <category><![CDATA[อาชีพ]]></category> <category><![CDATA[แก้จน]]></category> <category><![CDATA[ไทย]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89-%e0%b8%81/</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/drsaroj-herb/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://2.bp.blogspot.com/_uO8LJ-4Amn0/SpYnvooHLjI/AAAAAAAAAb4/471igZQ8QPA/s400/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3+%E0%B8%94%E0%B8%A3.%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%8A.bmp" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="" title="" /></a>มาสร้างอาชีพเสริมรายได้ กับสมุนไพร ดร.สาโรชผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางสมุนไพร ดร.สาโรช ชื่อนี้ต้องคุ้นหูคนไทย เพราะผลิตภัณฑ์สมุนไพร ดร.สาโรช รับใช้คนไทยมานานกว่า 18 ปีแล้วด้วยความรู้และประสบการณ์อันยาวนานของ ดร.สาโรช ธีรศิลป ผู้ก่อตั้ง ที่มีความมุ่งมั่น คัดสรร สิ่งที่ดีจากธรรมชาติ เพื่อให้คนไทยได้ใช้ ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพโดยผ่านกระบวนการ วิจัย ทดลอง และผลิตอย่างถูกต้องและทันสมัยเพื่อให้ผู้ใช้ปลอดภัย ปราศจากสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อผิว ของผู้ใช้ โดยก่อนการผลิตจะต้องส่งตรวจที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ก่อน ถึงจะสามารถผลิตออกมาได้ ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่า เป็นผลิตภัณฑ์ที่ดี และมีคุณภาพ &#160; การเปิดตัวครั้งแรกของสมุนไพร ดร.สาโรช ในปี 2534 ได้แก่ ครีมทาสิว โลชั่นกันแดด สบู่เหลว ครีมทาฝ้า ได้รับการตอบรับจากผู้ใช้เป็นอย่างดี จนปัจจุบันนี้ได้ผลิต ผลิตภัณฑ์สมุนไพรออกมากว่า 70 รายการครอบคลุม ทุกอย่างตั้งแต่เส้นผมจรดปลายเท้า ผลิตภัณฑ์ทั้งหมด ผลิตจากโรงงานที่ได้มาตรฐานอุตสาหกรรม มาตรฐาน GMP ได้รับ ISO 9001:2000 ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยตลอดการผลิตนอกจากนี้ สมุนไพร ดร.สาโรชยังมีสวนปลูกสมุนไพรเป็นของตัวเอง เพื่อใช้ในงานวิจัยผลิตภัณฑ์ [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p><a
href="http://2.bp.blogspot.com/_uO8LJ-4Amn0/SpYnvooHLjI/AAAAAAAAAb4/471igZQ8QPA/s1600-h/??????????????????+?????.?????????????.bmp"><img
id="BLOGGER_PHOTO_ID_5374526904626261554" style="width: 263px; height: 212px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_uO8LJ-4Amn0/SpYnvooHLjI/AAAAAAAAAb4/471igZQ8QPA/s400/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3+%E0%B8%94%E0%B8%A3.%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%8A.bmp" border="0" alt="%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3+%E0%B8%94%E0%B8%A3.%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%8A สร้างอาชีพเสริมรายได้ กับสมุนไพร ดร.สาโรช"  title="สร้างอาชีพเสริมรายได้ กับสมุนไพร ดร.สาโรช" /></a></p><div></div><div>มาสร้าง<a
href="http://www.keajon.com/newcareer/"target="_self"title="อาชีพเสริม" >อาชีพเสริม</a>รายได้ กับสมุนไพร ดร.สาโรชผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางสมุนไพร ดร.สาโรช ชื่อนี้ต้องคุ้นหูคนไทย เพราะผลิตภัณฑ์สมุนไพร ดร.สาโรช รับใช้คนไทยมานานกว่า 18 ปีแล้วด้วยความรู้และประสบการณ์อันยาวนานของ ดร.สาโรช ธีรศิลป ผู้ก่อตั้ง ที่มีความมุ่งมั่น คัดสรร สิ่งที่ดีจากธรรมชาติ เพื่อให้คนไทยได้ใช้ ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพโดยผ่านกระบวนการ วิจัย ทดลอง และผลิตอย่างถูกต้องและทันสมัยเพื่อให้ผู้ใช้ปลอดภัย ปราศจากสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อผิว ของผู้ใช้ โดยก่อนการผลิตจะต้องส่งตรวจที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ก่อน ถึงจะสามารถผลิตออกมาได้ ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่า เป็นผลิตภัณฑ์ที่ดี และมีคุณภาพ</div><p>&nbsp;</p><div>การเปิดตัวครั้งแรกของสมุนไพร ดร.สาโรช ในปี 2534 ได้แก่ ครีมทาสิว โลชั่นกันแดด สบู่เหลว ครีมทาฝ้า ได้รับการตอบรับจากผู้ใช้เป็นอย่างดี จนปัจจุบันนี้ได้ผลิต ผลิตภัณฑ์สมุนไพรออกมากว่า 70 รายการครอบคลุม ทุกอย่างตั้งแต่เส้นผมจรดปลายเท้า ผลิตภัณฑ์ทั้งหมด ผลิตจากโรงงานที่ได้มาตรฐานอุตสาหกรรม มาตรฐาน GMP ได้รับ ISO 9001:2000 ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยตลอดการผลิตนอกจากนี้ สมุนไพร ดร.สาโรชยังมีสวนปลูกสมุนไพรเป็นของตัวเอง เพื่อใช้ในงานวิจัยผลิตภัณฑ์</div><p>&nbsp;</p><div>นอกจากนี้ยังใช้แผนการตลาดแบบ MLM ที่ใช้วิธีการสร้างเครือข่ายเข้ามาช่วยในช่องทางการจัดจำหน่าย และแนะนำสินค้า แก่ผู้บริโภค ซึ่งช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ที่ต้องการหา<a
href="http://www.keajon.com/keajon-freeblog/"target="_self"title="รายได้เสริม" >รายได้เสริม</a> ได้มีธุรกิจอิสระ <a
href="http://www.keajon.com/th/category/subwork/"target="_self"title="อาชีพสร้างรายได้" >สร้างรายได้</a> และผลตอบแทนที่ดี คุ้มค่า จุดเด่น ของสมุนไพร ดร.สาโรช คือการใช้ ระบบออนไลน์ ที่ให้บริการแก่ผู้บริหารศูนย์ด้วยระบบ คอมพิวเตอร์ที่ทันสมัยครบวงจร เชื่อมโยงบริษัทลูกกับบริษัทแม่ พร้อมการสนับสนุนการขายในทุกๆด้าน โดยเฉพาะเรื่องการบริหารจัดการสต็อกสินค้า เพื่อการบริหารศูนย์และทีมขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังช่วยเรื่องการจ่ายผลตอบแทนการขายให้กับสมาชิกอย่างโปร่งใส</div><p>&nbsp;</p><div>ผู้สนใจร่วมลงทุนเป็นผู้บริหารศูนย์ก็สามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆโดย มีทำเล สถานที่ และเครื่องคอมพิวเตอร์ และเข้ารับการฝึกอบรมกับทางบริษัท 1-2 วัน และทางบริษัทจะจัดสต็อกสินค้าขั้นต่ำ 50,000 บาทให้กับทางศูนย์ โดยศูนย์จะต้องจ่ายเงินค้ำประกัน 60% ของมูลค่าสินค้า คือ 30,000 บาท หากหยุดกิจการทางบริษัทจะคืนเงินให้ผลกำไรที่ทางศูนย์จะได้รับแน่นอนคือ 6% ในฐานะช่วยกระจายสินค้า และสามารถรักษายอด ขายเดือนละ 50,000 บาทขึ้นไปได้ หากทำยอดได้มากก็จะได้ผลประโยชน์จากการขายอีก สูงสุด 38% ต่อยอด ล้านบาทหากสินค้าขายดีก็สามารถสั่งสินค้าเพิ่มได้ เพิ่มจากหลักหมื่นขึ้นเป็นหลักแสนก็ได้ จะได้รับส่วนลดอีก 25%</div><p>&nbsp;</p><div>ผู้สนใจอยากมีธุรกิจอิสระเป็นของตัวเอง ติดต่อสอบถามได้ที่</div><div>9 ม.2ต.โพธิ์สามต้น อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา 13220 โทร.035-301-720,035-301-729</div><div></div><div><img
src="https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3168865836280322765-3328391471010521858?l=idooidea.blogspot.com" alt="3168865836280322765 3328391471010521858?l=idooidea.blogspot สร้างอาชีพเสริมรายได้ กับสมุนไพร ดร.สาโรช" width="1" height="1" title="สร้างอาชีพเสริมรายได้ กับสมุนไพร ดร.สาโรช" /></div> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/drsaroj-herb/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> <item><title>ชมรมเพื่อนพอเพียง ตอน เพื่อนนักทำมาหากิน</title><link>http://www.keajon.com/%e0%b8%8a%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%9e/</link> <comments>http://www.keajon.com/%e0%b8%8a%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%9e/#comments</comments> <pubDate>Wed, 26 Aug 2009 13:36:19 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[ชมรายการTVสร้างอาชีพ]]></category> <category><![CDATA[การทำ]]></category> <category><![CDATA[ขนม]]></category> <category><![CDATA[ขาย]]></category> <category><![CDATA[ครอบครัว]]></category> <category><![CDATA[ความพอเพียง]]></category> <category><![CDATA[ความสุข]]></category> <category><![CDATA[งานอดิเรก]]></category> <category><![CDATA[ชมรมเพื่อนพอเพียง]]></category> <category><![CDATA[ทำขนม]]></category> <category><![CDATA[ทำมาหากิน]]></category> <category><![CDATA[ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง]]></category> <category><![CDATA[พอเพียง]]></category> <category><![CDATA[รายการ]]></category> <category><![CDATA[ศาสตร์]]></category> <category><![CDATA[สุนัข]]></category> <category><![CDATA[เลี้ยง]]></category> <category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category> <category><![CDATA[เศรษฐกิจพอเพียง]]></category> <category><![CDATA[แง่คิด]]></category> <category><![CDATA[ไทย]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=2138</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/%e0%b8%8a%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%9e/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://www.thaipbs.or.th/s1000_obj/content_obj/jpg/562195.jpg" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="" title="" /></a>ชมรมเพื่อนพอเพียง ตอน : เพื่อนนักทำมาหากิน&#8230;. 27 ส.ค. 52 พี่เสมาจะพาเพื่อนๆ ไป ตามติดชีวิตน้องปาล์มกับกิจกรรมการทำมาหากินอย่างพอเพียงครับ&#8230;!! &#160; น้องปาล์มเด็กน้อยวัย 5 ขวบ มีงานอดิเรกเป็นการเล่นสเก็ต และเพิ่งได้รับรางวัลจากการแข่งขันมาไม่นานนี้ &#160; กิจกรรมในแต่ละวันของน้องปาล์ม มักจะช่วยคุณแม่ดูแลต้นไม้ คุณแม่สอนให้น้องปาล์มรู้จักทำมาหากิน &#160; ไม่ใช่ทำมาหาเงิน สอนคณิตศาสตร์ให้ด้วยการให้ขายขนมจริงๆ ขนมที่นำมาขายก็เป็นขนมจากคุณยายท่านหนึ่ง &#160; ที่ ทำขนมขายหาเงินไปเลี้ยงสุนัขที่บ้าน น้องปาล์มเป็นเด็กร่าเริงเดินขายขนมแถวบ้านลัดเลาะตึกโน้น ตึกนี้ เรียกว่า &#160; งานนี้พี่เสมาขาลากแน่ๆ มาติดตามกันซิว่าพี่เสมาจะเอาตัวรอดจากภาระกิจนี้ได้อย่างไรใน ชมรมเพื่อนพอเพียง &#160; &#160; ตอน &#8220;เพื่อนนักทำมาหากิน&#8221; ทางทีวีไทย ในวันพฤหัสบดีนี้ เวลา 16.05 น. &#160; ชมรมเพื่อนพอเพียง เป็น รายการส่งเสริมการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง สำหรับเด็กและครอบครัว โดยมีน้องเต้และพี่ๆ พิธีกรหุ่นสาย จะพาเพื่อนๆ สมาชิกชมรมไปเรียนรู้กิจกรรมความพอเพียง จากรุ่นพี่ จากคุณครู คุณลุง [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p><img
class="alignleft" src="http://www.thaipbs.or.th/s1000_obj/content_obj/jpg/562195.jpg" alt="562195 ชมรมเพื่อนพอเพียง ตอน เพื่อนนักทำมาหากิน" width="400" height="233" title="ชมรมเพื่อนพอเพียง ตอน เพื่อนนักทำมาหากิน" /></p><p>ชมรมเพื่อนพอเพียง ตอน : เพื่อนนัก<a
href="http://www.keajon.com/faverite_program/"target="_self"title="หนทางทำมาหากิน" >ทำมาหากิน</a>&#8230;. 27 ส.ค. 52</p><p>พี่เสมาจะพาเพื่อนๆ ไป ตามติดชีวิตน้องปาล์มกับกิจกรรมการทำมาหากินอย่างพอเพียงครับ&#8230;!!</p><p>&nbsp;</p><p>น้องปาล์มเด็กน้อยวัย 5 ขวบ มีงานอดิเรกเป็นการเล่นสเก็ต และเพิ่งได้รับรางวัลจากการแข่งขันมาไม่นานนี้</p><p>&nbsp;</p><p>กิจกรรมในแต่ละวันของน้องปาล์ม มักจะช่วยคุณแม่ดูแลต้นไม้ คุณแม่สอนให้น้องปาล์มรู้จักทำมาหากิน</p><p>&nbsp;</p><p>ไม่ใช่ทำมาหาเงิน สอนคณิตศาสตร์ให้ด้วยการให้ขายขนมจริงๆ ขนมที่นำมาขายก็เป็นขนมจากคุณยายท่านหนึ่ง</p><p>&nbsp;</p><p>ที่ ทำขนมขายหาเงินไปเลี้ยงสุนัขที่บ้าน น้องปาล์มเป็นเด็กร่าเริงเดินขายขนมแถวบ้านลัดเลาะตึกโน้น ตึกนี้ เรียกว่า</p><p>&nbsp;</p><p>งานนี้พี่เสมาขาลากแน่ๆ มาติดตามกันซิว่าพี่เสมาจะเอาตัวรอดจากภาระกิจนี้ได้อย่างไรใน ชมรมเพื่อนพอเพียง</p><p>&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>ตอน &#8220;เพื่อนนักทำมาหากิน&#8221; ทางทีวีไทย ในวันพฤหัสบดีนี้ เวลา 16.05 น.</p><p><img
class="alignleft" src="http://www.thaipbs.or.th/s1000_obj/content_obj/html/562198/Obj/%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%87-27_Aug_09-1m.jpg" alt="%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%87 27 Aug 09 1m ชมรมเพื่อนพอเพียง ตอน เพื่อนนักทำมาหากิน" width="165" height="96" title="ชมรมเพื่อนพอเพียง ตอน เพื่อนนักทำมาหากิน" /></p><table
style="width: 300px;" border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="center"><tbody><tr><td><p>&nbsp;</p><p><span>ชมรมเพื่อนพอเพียง</span><br
/> <span>เป็น รายการส่งเสริมการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง สำหรับเด็กและครอบครัว โดยมีน้องเต้และพี่ๆ พิธีกรหุ่นสาย จะพาเพื่อนๆ สมาชิกชมรมไปเรียนรู้กิจกรรมความพอเพียง จากรุ่นพี่ จากคุณครู คุณลุง คุณป้า ที่ดำเนินชีวิตตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้เพื่อนๆ สามารถนำความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน สามารถดำเนินชีวิตไปอย่างมีความสุขได้บนความพอเพียง นอกจากนี้ยังมีช่วงเทวดาจ๊ะจ๋าซึ่งเป็นละครหุ่นสายตอนสั้นๆ สอดแทรกแง่คิดและคติสอนใจ อย่างพอเพียง</span><br
/><br
/> <span>เวลาออกอากาศ : </span><span> ทุกวันพฤหัสบดี เวลา 16.05 น. </span><br
/><br
/> <span>ติดต่อรายการ : </span><span><a
href="mailto:PPPClub@thaipbs.or.th">PPPClub@thaipbs.or.th</a></span></p></td></tr><tr><td
height="17"><br
/></td></tr></tbody></table> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/%e0%b8%8a%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%9e/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>1</slash:comments> </item> </channel> </rss>
