<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?> <rss
version="2.0"
xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
> <channel><title>แก้จนดอทคอม 108อาชีพเสริม &#187; ธุรกิจ</title> <atom:link href="http://www.keajon.com/tag/business/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" /><link>http://www.keajon.com</link> <description>108ธุรกิจส่วนตัว อาชีพเสริม อาชีพอิสระ ของคนทำมาหากิน</description> <lastBuildDate>Mon, 30 Jan 2012 22:09:14 +0000</lastBuildDate> <language>en</language> <sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod> <sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency> <generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator> <item><title>?เจลาโต้ คาริโน่? ไอศกรีมอิตาเลียน สูตรรักสุขภาพเจาะตลาดวัยรุ่น</title><link>http://www.keajon.com/talian-ice-cream-recipe-healthy/</link> <comments>http://www.keajon.com/talian-ice-cream-recipe-healthy/#comments</comments> <pubDate>Sun, 11 Jul 2010 04:25:04 +0000</pubDate> <dc:creator>onemanf_webmaster</dc:creator> <category><![CDATA[อาชีพเสริม]]></category> <category><![CDATA[ช่องทาง]]></category> <category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category> <category><![CDATA[ลงทุน]]></category> <category><![CDATA[อาชีพ]]></category> <category><![CDATA[อาหาร]]></category> <category><![CDATA[เจลาโต้]]></category> <category><![CDATA[ไอศครีมอิตาเลียน]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=4277</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/talian-ice-cream-recipe-healthy/"><img
align="left" hspace="5" width="150" height="150" src="http://www.keajon.com/wp-content/plugins/thumbnail-for-excerpts/tfe_no_thumb.png" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="" title="" /></a>รสชาติอร่อยหวานหอมสดชื่น และที่สำคัญไขมันต่ำ ถือเป็นเสน่ห์สำคัญของไอศกรีมโฮมเมด สไตล์อิตาเลียนจากฝีมือคนไทย แบรนด์ ?เจลาโต้ คาริโน่? (GELATO CARINO) ที่คิดค้นสูตรของตัวเอง เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าตลาดวัยรุ่นและผู้รักสุขภาพโดยเฉพาะ ปัทมา เอี่ยมวิจารณ์ เจ้าของธุรกิจไอศกรีม ?เจลาโต้ คาริโน่? ปัทมา เอี่ยมวิจารณ์ เจ้าของธุรกิจไอศกรีม ?เจลาโต้ คาริโน่? เล่าที่มาที่ไปว่า ส่วนตัวชอบไอศกรีม และสนใจเรื่องสุขภาพ ขณะที่ประเทศไทยเป็นเมืองร้อน จึงสนใจธุรกิจไอศกรีมสไตล์อิตาเลียนหรือที่เรียกกันว่า ?เจลาโต้? เพราะเป็นไอศกรีมไขมันต่ำ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในกลุ่มวัยรุ่น และคนรักสุขภาพ ?พอสนใจจะทำธุรกิจนี้ ดิฉันก็ได้ไปเรียนวิธีทำ ซึ่งสถาบันแต่ละแห่ง จะมีสูตรลับเป็นของตัวเอง และมีข้อดีแตกต่างกันไป ดังนั้น หลังจากที่ได้เข้าไปเรียนรู้ ดิฉันก็จะเอาข้อดีของแต่ละสูตร มาประยุกต์จนได้สูตรที่น่าพอใจเป็นของเราเอง โดยเน้นให้เป็นไอศกรีมไขมันต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ส่วนรสชาติไม่เน้นหวานมากนัก? ปัทมา เผย กว่าจะได้สูตรรสชาติที่ลงตัว เธอเล่าว่า ใช้เวลาร่วมครึ่งปี เริ่มจากทดสอบให้คนใกล้ชิดได้ลองชิม หลังจากนั้น ตระเวนออกบูทยังพื้นที่ต่างๆ เพื่อทดสอบตลาด รวมถึง รับฟังข้อติชมจากลูกค้าที่ได้ลิ้มรส เพื่อนำกลับมาปรับปรุง ทั้งนี้ เคล็ดลับที่ทำให้ไอศกรีม [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p>รสชาติอร่อยหวานหอมสดชื่น และที่สำคัญไขมันต่ำ ถือเป็นเสน่ห์สำคัญของไอศกรีมโฮมเมด สไตล์อิตาเลียนจากฝีมือคนไทย แบรนด์ ?เจลาโต้ คาริโน่? (GELATO CARINO) ที่คิดค้นสูตรของตัวเอง เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าตลาดวัยรุ่นและผู้รักสุขภาพโดยเฉพาะ</p><p>ปัทมา เอี่ยมวิจารณ์ เจ้าของธุรกิจไอศกรีม ?เจลาโต้ คาริโน่?</p><p>ปัทมา เอี่ยมวิจารณ์ เจ้าของธุรกิจไอศกรีม ?เจลาโต้ คาริโน่? เล่าที่มาที่ไปว่า ส่วนตัวชอบไอศกรีม และสนใจเรื่องสุขภาพ ขณะที่ประเทศไทยเป็นเมืองร้อน จึงสนใจธุรกิจไอศกรีมสไตล์อิตาเลียนหรือที่เรียกกันว่า ?เจลาโต้? เพราะเป็นไอศกรีมไขมันต่ำ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในกลุ่มวัยรุ่น และคนรักสุขภาพ</p><p>?พอสนใจจะทำธุรกิจนี้ ดิฉันก็ได้ไปเรียนวิธีทำ ซึ่งสถาบันแต่ละแห่ง จะมีสูตรลับเป็นของตัวเอง และมีข้อดีแตกต่างกันไป ดังนั้น หลังจากที่ได้เข้าไปเรียนรู้ ดิฉันก็จะเอาข้อดีของแต่ละสูตร มาประยุกต์จนได้สูตรที่น่าพอใจเป็นของเราเอง โดยเน้นให้เป็นไอศกรีมไขมันต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ส่วนรสชาติไม่เน้นหวานมากนัก? ปัทมา เผย        กว่าจะได้สูตรรสชาติที่ลงตัว เธอเล่าว่า ใช้เวลาร่วมครึ่งปี เริ่มจากทดสอบให้คนใกล้ชิดได้ลองชิม หลังจากนั้น ตระเวนออกบูทยังพื้นที่ต่างๆ เพื่อทดสอบตลาด รวมถึง รับฟังข้อติชมจากลูกค้าที่ได้ลิ้มรส เพื่อนำกลับมาปรับปรุง        ทั้งนี้ เคล็ดลับที่ทำให้ไอศกรีม ได้ทั้งความอร่อยและไขมันต่ำ สิ่งสำคัญคือ การคัดสรรวัตถุดิบเหมาะสม อย่างนมควรเลือกใช้พร่องมันเนย ส่วนผลไม้ต้องสดใหม่ ไม่ผ่านการเชื่อมแช่แข็ง เพราะจะทำให้สูญเสียความสดชื่น และยังมีไขมันสูงด้วย</p><p>ภายในร้าน ที่อยู่แถวหลัง ม.รังสิต</p><p>ชื่อแบรนด์ ?เจลาโต้ คาริโน่? เป็นภาษาอิตาเลียน แปลว่า ไอศกรีมที่อ่อนหวานน่ารัก ซึ่งความหมายดังกล่าวต้องการให้เหมาะสมกับลูกค้าเป้าหมาย คือ กลุ่มวัยรุ่น และคนรุ่นใหม่ที่เป็นวัยแห่งความสดใส สอดคล้องกับทำเลในการเปิดร้าน พยายามเล็งหาย่านสถาบันการศึกษา จนที่สุดได้ทำเลหลังมหาวิทยาลัยรังสิต เริ่มเปิดบริการเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานี่เอง               เมนูไอศกรีมในร้าน มีให้เลือกทั้ง Sunday (59 บาท) banana split (59 บาท) Birthday (199 บาท) และFondu (219 บาท) หรือซื้อปลีกใส่ถ้วยกระดาษ ราคา 20 บาท และใส่โคม ราคา 15 บาท โดยมีรสชาติต่างๆ สลับหมุนเวียนมาให้เลือกกว่า 60-70 รสชาติ เช่น โยเกิร์ตบูลเบอรี่ ทีรามิสุ รัมเรซิ่น ช็อกโกแลต ฯลฯ รวมถึง รสผลไม้ต่างๆ ตามฤดูกาลออกของผลไม้</p><p>ปัทมา เล่าต่อว่า ใช้เงินลงทุนเบื้องต้น กว่า 150,000 บาท แบ่งเป็นค่าอุปกรณ์และวัตถุดิบต่างๆ ประมาณ 50,000-60,000 บาท ที่เหลือเป็นค่าเช่าและตกแต่งสถานที่ โดยแผนทำตลาดนั้น ให้ความสำคัญด้านราคาที่เหมาะสมกับลูกค้าเป้าหมาย ซึ่งส่วนใหญ่ยังเป็นนักศึกษาที่มีรายได้ไม่มากนัก ดังนั้น จะตั้งราคาให้ถูกกว่าไอศกรีมเจลาโต้ แบรนด์เนม โดยไอศกรีมของเธอ หลังหักต้นทุนวัตถุดิบจะเหลือกำไรประมาณ 50% แม้ส่วนต่างจะไม่สูงเท่าไอศกรีมแบรนด์เนม แต่เป็นกำไรที่พอใจ เพราะเชื่อว่า ราคาที่เป็นมิตรกับลูกค้าบวกด้วยรสชาติอร่อย จะเป็นตัวเรียกให้ลูกค้ากลับมากินซ้ำ และกลายเป็นขาประจำ</p><p>ช่องทางตลาด นอกเหนือจากขายปลีกผ่านหน้าร้านแล้ว ยังผลิตส่งตามออเดอร์ ซึ่งลูกค้าสั่งไปใช้จัดเลี้ยง งานอีเว้นท์ งานประชุมและสัมมนาต่างๆ รวมถึง กำลังหาเช่าพื้นที่ตามร้านอาหารต่างๆ เพื่อวางตู้ไอศกรีมขายปลีก ประมาณ 5 จุดในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล</p><p>นอกจากนี้ ยังยื่นโอกาสสำหรับคนอยากมีอาชีพ โดยเปิดขายธุรกิจด้วยเงินลงทุน 16,000 บาท ซึ่งจะได้รับตู้แช่ไอศกรีม พร้อมป้ายแบรนด์ โดยเงื่อนไขธุรกิจ กำหนดกติกาว่า ช่วงเดือนแรกจะให้ตู้แช่ไปวางขายฟรีๆ แต่ต้องสั่งไอศกรีมเริ่มต้น 10 ถาด (ราคาถาดละ 450 บาท รวมเป็นเงิน 4,500 บาท) โดย 1 ถาดจะตักไอศกรีมได้ประมาณ 50 ลูก สามารถขายได้ในราคา 15-20 บาทต่อลูก แล้วแต่ทำเล หลังจากนั้น ตั้งแต่เดือนที่ 2 เป็นต้นไป ต้องจ่ายค่าเช่าตู้ เดือนละ 1,000-1,500 บาท จนครบ จำนวนเงิน 16,000 บาท จากนั้น ผู้ลงทุนจะได้ตู้แช่ไอศกรีมไปครองเป็นของตัวเอง</p><p>ตู้แช่ไอศกรีม ?เจลาโต้ คาริโน่?</p><p>ทั้งนี้ การจัดส่งไอศกรีมไปยังลูกค้า ถ้าเป็นพื้นที่กรุงเทพฯ และใกล้เคียง จะบรรจุกล่องโฟมอัดด้วยน้ำเย็นแห้ง แล้วส่งด้วยตัวเอง ส่วนกรณีต่างจังหวัดไกลๆ จะฝากส่งไปทางรถแช่เย็นขนส่ง ที่มีอุณหภูมิ -20 องศา สามารถส่งถึงมือผู้สั่งได้ในเวลาไม่เกิน 1 วัน ส่วนการผลิตเป็นลักษณะโฮมเมดแท้ๆ ทำสดใหม่วันต่อวัน สามารถทำได้ถึง 20-30 ถาดต่อวัน</p><p>เน้นลูกค้ากลุ่มเด็กวัยรุ่น</p><p>?จากที่ดิฉันเริ่มธุรกิจนี้มาประมาณครึ่งปี ยอมรับว่า การแข่งขันมีสูง แต่ความต้องการของผู้บริโภคก็ยังมีอีกมากเช่นกัน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่หันมาใส่ใจดูแลสุขภาพกันมากขึ้น ทำให้ไอศกรีมอิตาเลียนได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เนื่องจากความเป็นไอศกรีมอีตาเลียนที่ดูหรูหรา ผู้ขายส่วนใหญ่จึงมักดันราคาสูงไว้ก่อน แต่ที่ร้านจะเน้นรสชาติ และคุณภาพดี ในราคาสมเหตุสมผล ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นช่องทางตลาดที่พอจะเดินต่อไปได้? ปัทมา กล่าว</p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/talian-ice-cream-recipe-healthy/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>5</slash:comments> </item> <item><title>อาหารเกาหลี อาหารน่าขาย คนไทยนิยม</title><link>http://www.keajon.com/korean-foods-sales/</link> <comments>http://www.keajon.com/korean-foods-sales/#comments</comments> <pubDate>Sun, 04 Jul 2010 12:32:24 +0000</pubDate> <dc:creator>onemanf_webmaster</dc:creator> <category><![CDATA[อาชีพเสริม]]></category> <category><![CDATA[ช่องทาง]]></category> <category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category> <category><![CDATA[บะหมี่]]></category> <category><![CDATA[อาหาร]]></category> <category><![CDATA[อาหารเกาหลี]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=4261</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/korean-foods-sales/"><img
align="left" hspace="5" width="150" height="150" src="http://www.keajon.com/wp-content/plugins/thumbnail-for-excerpts/tfe_no_thumb.png" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="" title="" /></a>?อาหาร เกาหลี? ปัจจุบันเป็นที่รู้จัก-เป็นที่นิยมในหมู่คนไทยมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนตอนที่อาหารญี่ปุ่นเริ่มฮิต ซึ่งตอนนี้ก็มีคนไทยทำธุรกิจร้านอาหารเกาหลีแล้วไม่น้อย แต่ตลาดก็น่าจะยังพอมีช่องว่าง ซึ่งในกรณีนี้ก็น่าจะรวมถึงการทำขายแบบเล็ก ๆ และวันนี้ทีม ?ช่องทางทำกิน? ก็มีข้อมูลสูตรอาหารเกาหลีมานำเสนอ&#8230; นฤพนธ์ เอื้อธนวันต์ เป็นเจ้าของร้านอาหารเกาหลี ?ราเมียน บาย มิสเตอร์ลิม? ย่านถนนรัชดาภิเษก ซอย 3 เจ้าตัวเล่าว่า เปิดร้านนี้มาประมาณ 1 ปีแล้ว ซึ่งก่อนหน้านั้นเปิดที่ย่านโรบินสัน รัชดาฯ แต่ค่าเช่าที่ค่อนข้างสูง ทำให้ราคาอาหารต้องสูง ก็คิดว่าอยากจะให้คนทั่วไปที่ไม่ต้องมีกำลังทรัพย์มากได้มีโอกาสเข้าถึง อาหารเกาหลีด้วยราคาไม่แพง พอสัญญาเช่าร้านเดิมหมดอายุ จึงย้ายร้านมาอยู่ที่ปัจจุบัน อาหารหลักทั่วไปของร้าน คือ ?ข้าว? ซึ่งภาษาเกาหลีเรียกว่า ?บับ? และ ?บะหมี่? ซึ่งภาษาเกาหลีเรียกว่า ?ราเมียน? ซึ่งเป็นที่มาของชื่อร้าน ?ราเมียน? และเกี่ยวโยงกับชื่อเมนูต่าง ๆ โดยเมนูไฮไลต์ที่ร้านนี้คือ ?จาจัง? ซึ่งปรุงขึ้นโดยใช้เนื้อหมูหั่นเป็นชิ้น ๆ ผัดกับ ?ซอสจาจัง? เมื่อทำน้ำจาจังเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถ้าราดบนบะหมี่เกาหลีเรียกว่า ?จาจังเมียน? ถ้าราดบนข้าวเรียกว่า [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p>?อาหาร เกาหลี? ปัจจุบันเป็นที่รู้จัก-เป็นที่นิยมในหมู่คนไทยมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนตอนที่อาหารญี่ปุ่นเริ่มฮิต ซึ่งตอนนี้ก็มีคนไทยทำธุรกิจร้านอาหารเกาหลีแล้วไม่น้อย แต่ตลาดก็น่าจะยังพอมีช่องว่าง ซึ่งในกรณีนี้ก็น่าจะรวมถึงการทำขายแบบเล็ก ๆ และวันนี้ทีม ?ช่องทางทำกิน? ก็มีข้อมูลสูตรอาหารเกาหลีมานำเสนอ&#8230;</p><p>นฤพนธ์ เอื้อธนวันต์ เป็นเจ้าของร้านอาหารเกาหลี ?ราเมียน บาย มิสเตอร์ลิม? ย่านถนนรัชดาภิเษก ซอย 3 เจ้าตัวเล่าว่า เปิดร้านนี้มาประมาณ 1 ปีแล้ว ซึ่งก่อนหน้านั้นเปิดที่ย่านโรบินสัน รัชดาฯ แต่ค่าเช่าที่ค่อนข้างสูง ทำให้ราคาอาหารต้องสูง ก็คิดว่าอยากจะให้คนทั่วไปที่ไม่ต้องมีกำลังทรัพย์มากได้มีโอกาสเข้าถึง อาหารเกาหลีด้วยราคาไม่แพง พอสัญญาเช่าร้านเดิมหมดอายุ จึงย้ายร้านมาอยู่ที่ปัจจุบัน<span
id="more-4261"></span></p><p>อาหารหลักทั่วไปของร้าน คือ ?ข้าว? ซึ่งภาษาเกาหลีเรียกว่า ?บับ? และ ?บะหมี่? ซึ่งภาษาเกาหลีเรียกว่า ?ราเมียน? ซึ่งเป็นที่มาของชื่อร้าน ?ราเมียน? และเกี่ยวโยงกับชื่อเมนูต่าง ๆ โดยเมนูไฮไลต์ที่ร้านนี้คือ ?จาจัง? ซึ่งปรุงขึ้นโดยใช้เนื้อหมูหั่นเป็นชิ้น ๆ ผัดกับ ?ซอสจาจัง? เมื่อทำน้ำจาจังเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถ้าราดบนบะหมี่เกาหลีเรียกว่า ?จาจังเมียน? ถ้าราดบนข้าวเรียกว่า ?จาจังบับ?  แต่ความพิเศษคือราดบนข้าวห่อไข่ ซึ่งภาษาเกาหลีเรียกว่า ?ออมูไรซึ? ก็จะได้รสชาติที่อร่อย หอม มีความนุ่มนวลของไข่ที่ห่อข้าว</p><p>?จาจังโอมูไรซึ? มีเครื่องปรุงประกอบด้วย เนื้อหมู, มันฝรั่ง, หอมใหญ่, กะหล่ำปลี และชุนจัง (ซอสดำเกาหลี) วิธีทำ เริ่มด้วยการนำหมูผัดกับหอมใหญ่ มันฝรั่ง และกะหล่ำปลีให้สุก เติมซอสชุนจังให้พอดี เติมน้ำซุป (ซึ่งเป็นน้ำซุปกระดูกหมู หรือน้ำซุปจากผงปรุงรสสำเร็จรูปก็ได้ โดยทั่ว ๆ ไปเรียกว่า น้ำสต๊อก) ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาวและเกลือให้ได้รสชาติกลมกล่อม ราดบนข้าวหอมห่อไข่เป็น ?จาจังโอมูไรซึ?  ราคาชามละ 59 บาท</p><p>เมนูต่อมาก็คือ ?บีบิมบับ? คำว่า ?บีบิม? แปลว่า คลุก ผสม คนให้เข้ากัน คำว่า ?บับ? แปลว่าข้าว ดังนั้น ?บีบิมบับ? จึงแปลว่าข้าวที่คลุกให้เข้ากัน โดยที่ร้านนี้จะเป็น ?บีบิมบับชนิดร้อน? เสิร์ฟในหม้อหินสีดำ   นำเข้าจากประเทศเกาหลี โดยจะมีการจัดแต่งวางเรียงผักชนิดต่าง ๆ ให้สวยงามน่ารับประทาน แล้ววางบนเตาไฟ และตอกไข่ใส่ลงไปเพื่อให้ไข่ได้โดนความร้อน พอไข่เริ่มสุก ก็นำเสิร์ฟ พร้อมกับ ?ซอสบีบิม? (คือซอสโกชูจัง-ซอสสีแดงเกาหลี ผสมกับเมล็ดงา, น้ำมันงา, น้ำส้มสายชู และ  น้ำตาลทราย)</p><p>?บีบิมบับ? มีเครื่องปรุงประกอบด้วย ข้าวหอมมะลิ, หมูสับต้มสุก, แครอทหั่นฝอยเป็นเส้น ๆ, ผักกาดหอมหั่นฝอย, กะหล่ำปลีหั่นฝอย, ผักโขมลวกหั่นฝอย, แตงกวาหั่นฝอยเป็นเส้น ๆ, ไข่ดาว, น้ำมันงา และซอสโกชูจังปรุงรส (ซอสสีแดง) วิธีทำเริ่มที่ราดน้ำมันงาบนชามหินสีดำให้ทั่ว จากนั้นนำข้าวหอมใส่ไว้กลางชามหิน เสร็จแล้วเติมผักโดยเรียงรอบ ๆ ด้านข้างให้ทั่วทั้งชาม ตามด้วยการตอกไข่ไก่บนข้าว (กลางชาม) แล้วนำชามหินตั้งไฟ รอให้ไข่โดนความร้อนจนสุก เสิร์ฟพร้อมซอสโกชูจัง (ซอสแดงเกาหลี) ขายในราคาชามละ 120 บาท</p><p>ต่อไปเป็น ?จำปงซุป? เป็นอีกหนึ่งเมนูที่คนไทยเริ่มรู้จัก ซึ่งจะปรุงขึ้นโดยนำเครื่องซีฟู้ (กุ้ง, หอยแมลงภู่, ปลาหมึก) ผัดกับพริกป่นเกาหลีและผักให้เกิดความหอม แล้วเติมน้ำซุปลงไป ซึ่งทางร้านของนฤพนธ์จะนำน้ำซุปที่ปรุงราดบนบะหมี่เกาหลี ทานแล้วอิ่มพอดี คล่องคอ กลมกล่อม หอมพริกเกาหลี</p><p>จำปงซุปนี้ประกอบด้วยเครื่องปรุงดังนี้คือ เส้นบะหมี่เกาหลี, พริกป่นเกาหลี, ซีฟู้ด, หอมใหญ่, กะหล่ำซอยเป็นเส้น ๆ, ถั่วงอก, แครอทหั่นซอยเป็นเส้น ๆ, ต้นหอมญี่ปุ่น วิธีทำคือผัดพริกป่นเกาหลีให้มีกลิ่นหอม เติมซีฟู้ด และผักต่าง ๆ ลงผัดให้สุก เติมน้ำซุปเล็กน้อย สุกแล้วจึงราดบนบะหมี่เกาหลี ราคาชามละ 79 บาท</p><p>?ต๊อกโบกิ? เมนูนี้คนไทยคุ้นเคยชื่อเมนูจากภาพยนตร์ซีรีส์เกาหลี ซึ่งจะทานเป็นอาหารทานเล่น หรือทานเป็นกับข้าวก็ได้ โดยคำว่า ?ต๊อก? คือแป้งข้าวเหนียวที่นำมากวนและทำให้สุกในรูปแบบต่าง ๆ แต่โดยทั่วไปจะเป็นแท่ง ๆ คล้าย ๆ เทียน มีสีขาว ขนาดต่าง ๆ นำไปปรุงเป็นเมนูต่าง ๆ</p><p>ต๊อกโบกิ เครื่องปรุงประกอบด้วย แป้งต๊อก, หอมใหญ่, กะหล่ำปลีซอยเป็นเส้น ๆ, ถั่วงอก, แครอทหั่นซอยเป็นเส้น ๆ และต้นหอมญี่ปุ่น วิธีทำคือต้มแป้งต๊อกให้อ่อน นำมาผัดใส่ผักต่าง ๆ เติม ?ซอสบีบิม? (ซอสแดงเกาหลีผสมกับเมล็ดงา น้ำมันงา น้ำส้มสายชู น้ำตาลทราย) ผัดคลุกเคล้าให้สุก ขายราคาชามละ 89 บาท</p><p>ทุกเมนูอาหารเกาหลีต้องเสิร์ฟพร้อม ?กิมจิ? และอาจมี ?ต้นอ่อนถั่วลิสงดอง? เพิ่มอีกต่างหาก โดยต้นทุนแต่ละเมนูที่ร้านของนฤพนธ์เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 70% ขอวงราคาขาย</p><p>ร้านของนฤพนธ์เปิดทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น. หมายเลขโทรศัพท์คือ 08-7134-5246, 08-1456-7884 หากท่านใดสินค้าเรื่องของอาหารเกาหลีก็อย่ารอช้า รีบไปฝึกฝีมือของตนเองกันได้เลย</p><p>ที่มา : เดลินิวส์</p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/korean-foods-sales/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>1</slash:comments> </item> <item><title>เถาเป่า จับมือ ยาฮู ญี่ปุ่น แลกตลาดออนไลน์</title><link>http://www.keajon.com/market-online/</link> <comments>http://www.keajon.com/market-online/#comments</comments> <pubDate>Sun, 27 Jun 2010 09:22:34 +0000</pubDate> <dc:creator>onemanf_webmaster</dc:creator> <category><![CDATA[อีคอมเมิร์ซ]]></category> <category><![CDATA[ตลาดออนไลน์]]></category> <category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category> <category><![CDATA[ลงทุน]]></category> <category><![CDATA[เถอเป่า]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=4247</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/market-online/"><img
align="left" hspace="5" width="150" height="150" src="http://www.keajon.com/wp-content/plugins/thumbnail-for-excerpts/tfe_no_thumb.png" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="" title="" /></a>มาซาโยชิ ซัน ประธานของยาฮู ญี่ปุ่น กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ จะทำให้มีผู้ใช้บริการ เพิ่มเป็นราว 260 ล้านคน และเปิดโอกาสทางการค้าให้กับธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมาก เขาเสริมว่า ถ้ายาฮูกับเถาเป่าร่วมมือกัน จะทำให้มีขนาดการค้าออนไลน์ที่ใหญ่กว่าใคร แม้กระทั่งอีเบย์ (ภาพเอเยนซี) เอเยนซี-เถาเป่า อีคอมเมิร์ซ รายใหญ่ที่สุดของจีน ร่วมมือกับ ยาฮู ประเทศญี่ปุ่น เปิดขายสินค้าเพื่อเข้าถึงลูกค้าในตลาดออนไลน์ของกันและกัน โดยคาดว่าการผนึกกำลังครั้งนี้ จะสร้างตลาดซื้อขายสินค้าออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เถาเป่า ซึ่งเป็นกิจการของอาลีบาบา กรุ๊ป และยาฮู ประเทศญี่ปุ่น จะสร้างพื้นที่เสนอสินค้าเพื่อให้ลูกค้าจากทั้งสองชาติ โดยญี่ปุ่นมีสินค้า 8 ล้านรายการ และจีนมี 50 ล้านรายการ โดยจะเริ่มในวันที่ 1 มิถุนายน มาซาโยชิ ซัน ประธานของยาฮู ญี่ปุ่น กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ จะทำให้มีผู้ใช้บริการ เพิ่มเป็นราว 260 ล้านคน และเปิดโอกาสทางการค้าให้กับธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมาก เขาเสริมว่า ถ้ายาฮูกับเถาเป่าร่วมมือกัน จะทำให้มีขนาดการค้าออนไลน์ที่ใหญ่กว่าใคร แม้กระทั่งอีเบย์ [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p></p><p>มาซาโยชิ ซัน ประธานของยาฮู ญี่ปุ่น กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ จะทำให้มีผู้ใช้บริการ เพิ่มเป็นราว 260 ล้านคน และเปิดโอกาสทางการค้าให้กับธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมาก เขาเสริมว่า ถ้ายาฮูกับเถาเป่าร่วมมือกัน จะทำให้มีขนาดการค้าออนไลน์ที่ใหญ่กว่าใคร แม้กระทั่งอีเบย์ (ภาพเอเยนซี)</p><p>เอเยนซี-เถาเป่า อีคอมเมิร์ซ รายใหญ่ที่สุดของจีน ร่วมมือกับ ยาฮู ประเทศญี่ปุ่น เปิดขายสินค้าเพื่อเข้าถึงลูกค้าในตลาดออนไลน์ของกันและกัน โดยคาดว่าการผนึกกำลังครั้งนี้ จะสร้างตลาดซื้อขายสินค้าออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก<span
id="more-4247"></span></p><p>เถาเป่า ซึ่งเป็นกิจการของอาลีบาบา กรุ๊ป และยาฮู ประเทศญี่ปุ่น จะสร้างพื้นที่เสนอสินค้าเพื่อให้ลูกค้าจากทั้งสองชาติ โดยญี่ปุ่นมีสินค้า 8 ล้านรายการ และจีนมี 50 ล้านรายการ โดยจะเริ่มในวันที่ 1 มิถุนายน</p><p>มาซาโยชิ ซัน ประธานของยาฮู ญี่ปุ่น กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ จะทำให้มีผู้ใช้บริการ เพิ่มเป็นราว 260 ล้านคน และเปิดโอกาสทางการค้าให้กับธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมาก เขาเสริมว่า ถ้ายาฮูกับเถาเป่าร่วมมือกัน จะทำให้มีขนาดการค้าออนไลน์ที่ใหญ่กว่าใคร แม้กระทั่งอีเบย์</p><p>การร่วมธุรกิจกันครั้งนี้ มี ซอฟต์แบงก์ คอร์ป ซึ่งเป็นผู้ลงทุนของอาลีบาบา เป็นเฟืองจักรสำคัญ กับยาฮู อิงก์ ของสหรัฐฯ เจ้าของ ยาฮู ญี่ปุ่น</p><p>แจ็ค หม่า ซีอีโอ ของ อาลีบาบา กรุ๊ป กล่าวว่าในอนาคต เถาเป่ายังมีแผนที่จะขยายตัวไปยังประเทศอื่นๆ หลังจากที่ได้จับมือกับยาฮู ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นขั้นแรกๆ ของยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ ด้วยงบลงทุนมากกว่า 5 พันล้านหยวน ภายใน 5 ปีข้างหน้านี้</p><p>ความร่วมมือของทั้งสอง เกิดขึ้นหลังจากที่ ไป่ตู้ เสิร์ชเอนจิ้นรายใหญ่ที่สุดของจีน ประกาศร่วมกับ รากุเทน อิงก์ ผู้ค้าปลีกออนไลน์ญี่ปุ่น ไปก่อนแล้วเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เพื่อครองตลาดสินค้าออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างจีน</p><p>เกาเฟย นักวิเคราะห์กิจการ กล่าวว่า ในทางการค้า การเป็นพันธมิตรกันของเถาเป่า กับยาฮู คงจะช่วยสร้างแนวป้องกันจากการขยายตัวของไป่ตู้ได้บ้าง แต่ในที่สุด การแข่งขันจะยิ่งมีมากขึ้นๆ เพราะต่างมีกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน</p><p>ตามข้อมูลของศูนย์ข้อมูลเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ระบุมูลค่าการซื้อขาย สินค้าออนไลน์ของจีนเมื่อปีกลาย ว่ามีสูงถึง 2.5 แสนล้านหยวน</p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/market-online/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> <item><title>KBank &amp; NEC เชิญผู้สนใจทำธุรกิจร้านจัดดอกไม้อบรมฟรี</title><link>http://www.keajon.com/kbank-nec-florist-training/</link> <comments>http://www.keajon.com/kbank-nec-florist-training/#comments</comments> <pubDate>Wed, 26 May 2010 17:31:31 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[ข่าวฝึกอาชีพ]]></category> <category><![CDATA[ธุรกิจ SME]]></category> <category><![CDATA[ฝึกอบรม สัมนาื่อื่นๆ]]></category> <category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=4163</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/kbank-nec-florist-training/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://bp0.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RmS_evWYyMI/AAAAAAAAACs/xHLo-LCzafs/s400/Lives+and+Love,+Chiangmai+5-6-07+-+1.JPG" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="จัดดอกไม้" title="ร้านดอกไม้" /></a>ธนาคารกสิกรไทยร่วมกับโครงการเสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่ New Entrepreneurs Creation (NEC) กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมขอเรียนเชิญท่านสมาชิก K-SME Start-up Solutions ที่สนใจทำธุรกิจร้านจัดดอกไม้ สมัครเข้าร่วมอบรมหลักสูตร ?ธุรกิจจัดดอกไม้? ณ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพวันที่ 29 พ.ค. ? 10 ก.ค. 2553 (เรียนเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 9.00-17.00น. รวม13 วัน) เนื้อหาหลักสูตรการเลือกซื้อ และเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ฝึกปฏิบัติการจัดดอกไม้แบบต่างๆ - การจัดดอกไม้ทรงโดม - การจัดกระเช้าของขวัญ - การจัดช่อเจ้าสาว และช่อติดเสื้อ - การจัดช่อรับปริญญา - การจัดซุ้มดอกไม้ความสําคัญและแนวคิดการตลาดการเขียนแผนธุรกิจการจัดการด้านการบัญชีการบริหารองค์กรและทัพยากรมนุษย์กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ตารางการเรียนค่าเรียนฟรี มีค่าใช้จ่ายเฉพาะค่าดอกไม้ 3,000 บาท สมัคร ด่วนวันนี้ -27 พ.ค. 2553ใบสมัครสําหรับท่านที่สนใจ โปรดกรอกใบสมัครเข้าร่วมโครงการ แล้วแฟกซ์ใบสมัคร มาที่ K SME Care Knowledge Center [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p><img
class="alignnone" title="ร้านดอกไม้" src="http://bp0.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RmS_evWYyMI/AAAAAAAAACs/xHLo-LCzafs/s400/Lives+and+Love,+Chiangmai+5-6-07+-+1.JPG" alt=" KBank & NEC เชิญผู้สนใจทำธุรกิจร้านจัดดอกไม้อบรมฟรี" width="296" height="222" /><br
/>ธนาคารกสิกรไทย<br
/>ร่วมกับ<br
/>โครงการเสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่ New Entrepreneurs Creation (NEC) กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม<br
/>ขอเรียนเชิญท่านสมาชิก K-<a
href="http://www.keajon.com"target="_blank"rel="external"title="ธุรกิจSME" >SME</a> Start-up Solutions ที่สนใจทำธุรกิจร้านจัดดอกไม้ <br
/>สมัครเข้าร่วมอบรมหลักสูตร ?ธุรกิจจัดดอกไม้? <br
/>ณ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ<br
/>วันที่ 29 พ.ค. ? 10 ก.ค. 2553 (เรียนเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 9.00-17.00น. รวม13 วัน) <br
/> <br
/>เนื้อหาหลักสูตร<br
/><br
/>การเลือกซื้อ และเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์<br
/>ฝึกปฏิบัติการจัดดอกไม้แบบต่างๆ <br
/>- การจัดดอกไม้ทรงโดม <br
/>- การจัดกระเช้าของขวัญ <br
/>- การจัดช่อเจ้าสาว และช่อติดเสื้อ <br
/>- การจัดช่อรับปริญญา <br
/>- การจัดซุ้มดอกไม้<br
/>ความสําคัญและแนวคิดการตลาด<br
/>การเขียนแผนธุรกิจ<br
/>การจัดการด้านการบัญชี<br
/>การบริหารองค์กรและทัพยากรมนุษย์<br
/>กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ</p><p><strong>ตารางการเรียน</strong><br
/>ค่าเรียนฟรี มีค่าใช้จ่ายเฉพาะค่าดอกไม้ 3,000 บาท <br
/>สมัคร ด่วนวันนี้ -27 พ.ค. 2553<br
/><strong>ใบสมัคร</strong><br
/><br
/>สําหรับท่านที่สนใจ โปรดกรอกใบสมัครเข้าร่วมโครงการ แล้วแฟกซ์ใบสมัคร มาที่ K SME Care Knowledge Center 0 2160 5207 b<br
/>สอบถามเพิ่มเติมโทร. 0 2160 5203-4</p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/kbank-nec-florist-training/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>8</slash:comments> </item> <item><title>สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย ชี้ตลาดอีคอมเมิร์ซปี 53 โตได้อีก10-20%</title><link>http://www.keajon.com/e-commerce-news-24-05-10/</link> <comments>http://www.keajon.com/e-commerce-news-24-05-10/#comments</comments> <pubDate>Mon, 24 May 2010 16:08:43 +0000</pubDate> <dc:creator>onemanf_webmaster</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[อีคอมเมิร์ซ]]></category> <category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category> <category><![CDATA[อาหาร]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=4139</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/e-commerce-news-24-05-10/"><img
align="left" hspace="5" width="150" height="150" src="http://www.keajon.com/wp-content/plugins/thumbnail-for-excerpts/tfe_no_thumb.png" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="" title="" /></a>กก.ส.ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย ชี้ตลาดอีคอมเมิร์ซปี 53 โตได้อีก10-20% เชื่อสังคมออนไลน์กระตุ้นให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน เผยกลยุทธ์ใช้เซเล็บโฆษณาแฝงมาแรง&#8230; สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) เผยผลสำรวจสถานภาพการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย จากการเก็บรวบรวมในเดือน เม.ย.-มิ.ย. 2552 โดยวิธีส่งเจ้าหน้าที่ออกไปสัมภาษณ์เพื่อเก็บข้อมูลตามแบบสอบถาม รวมทั้งนำแบบสอบถามขึ้นเว็บไซต์ให้ผู้ประกอบธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) เข้ามาตอบ จากจำนวนผู้ประกอบการทั้งหมดประมาณ 47,000 ราย มีแบบสอบถามที่ สามารถนำมาประมวลผลได้ทั้งสิ้นประมาณ 1,606 ราย ผลการสำรวจ สรุปได้ดังนี้ 1.ลักษณะทั่วไปของธุรกิจธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของไทยส่วนใหญ่ 76.5% เป็นธุรกิจขนาดเล็กมีคนทำงานไม่เกิน 5 คน และเป็นธุรกิจประเภท B2C ถึง82.6% แยกตามกลุ่มอุตสาหกรรมที่ทำ พบว่า อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมแฟชั่น เครื่องแต่งกาย อัญมณีและเครื่องประดับมากที่สุด คิดเป็น 42.1% ของธุรกิจทั้งหมด รองลงมาเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และอินเทอร์เน็ตคิดเป็น 17.7%เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2550 และ ปี 2551 พบว่า กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นในปี 2552 ได้แก่ กลุ่มแฟชั่น เครื่องแต่งกาย อัญมณีและเครื่องประดับ [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p>กก.ส.ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย ชี้ตลาดอีคอมเมิร์ซปี 53 โตได้อีก10-20% เชื่อสังคมออนไลน์กระตุ้นให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน เผยกลยุทธ์ใช้เซเล็บโฆษณาแฝงมาแรง&#8230;</p><p>สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) เผยผลสำรวจสถานภาพการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย จากการเก็บรวบรวมในเดือน เม.ย.-มิ.ย. 2552 โดยวิธีส่งเจ้าหน้าที่ออกไปสัมภาษณ์เพื่อเก็บข้อมูลตามแบบสอบถาม รวมทั้งนำแบบสอบถามขึ้นเว็บไซต์ให้ผู้ประกอบธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) เข้ามาตอบ จากจำนวนผู้ประกอบการทั้งหมดประมาณ 47,000 ราย มีแบบสอบถามที่ สามารถนำมาประมวลผลได้ทั้งสิ้นประมาณ 1,606 ราย</p><p>ผลการสำรวจ สรุปได้ดังนี้ 1.ลักษณะทั่วไปของธุรกิจธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของไทยส่วนใหญ่ 76.5% เป็นธุรกิจขนาดเล็กมีคนทำงานไม่เกิน 5 คน และเป็นธุรกิจประเภท B2C ถึง82.6% แยกตามกลุ่มอุตสาหกรรมที่ทำ พบว่า อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมแฟชั่น เครื่องแต่งกาย อัญมณีและเครื่องประดับมากที่สุด คิดเป็น 42.1% ของธุรกิจทั้งหมด รองลงมาเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และอินเทอร์เน็ตคิดเป็น 17.7%เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2550 และ ปี 2551 พบว่า กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นในปี 2552 ได้แก่ กลุ่มแฟชั่น เครื่องแต่งกาย อัญมณีและเครื่องประดับ จาก18% ในปี 2550 เป็น 29.4% ในปี 2551 และเพิ่มขึ้น 42.1% ในปี 2552</p><p>เมื่อพิจารณาในรายละเอียดตามประเภทอุตสาหกรรมของธุรกิจ B2B พบว่า อุตสาหกรรมที่ทำกันมาก 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.น้ำหอม เครื่องสำอาง และอุปกรณ์เสริมความงาม 2.เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 3.รถยนต์ เครื่องยนต์ อะไหล่ชิ้นส่วนรถยนต์ 4.ระบบซอฟต์แวร์ และ5.สิ่งทอหัตถกรรม เสื้อผ้า และเครื่องหนังส่วนอุตสาหกรรมที่มีมากในธุรกิจ B2C คือ 1.สิ่งทอ หัตถกรรม เสื้อผ้า และเครื่องหนัง 2. น้ำหอม เครื่องสำอาง และอุปกรณ์เสริมความงาม 3.การท่องเที่ยว/จองตั๋วเดินทาง/ที่พัก 4.คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง 5.อาหาร อาหารแปรรูป และเครื่องดื่ม และการพิมพ์/หนังสือ และสิ่งพิมพ์ธุรกิจอีคอมเมิร์ซประมาณ 51.2% ขายผ่านอิเล็กทรอนิกส์มาไม่เกิน 1 ปี หากพิจารณาตามลักษณะการขาย ประมาณ 60.5% ของธุรกิจอีคอมเมิร์ซทั้งหมด ขายผ่านอิเล็กทรอนิกส์เพียงอย่างเดียว นอกจากนั้นธุรกิจอีคอมเมิร์ซ มีการขายผลิตภัณฑ์ชุมชน (OTOP) ด้วย ประมาณ 4.5% ของธุรกิจทั้งหมด 2.ผลการประกอบการในปี 2551 ธุรกิจอีคอมเมิร์ซมียอดขายผ่านอิเล็กทรอนิกส์ทั้งสิ้นประมาณ 527,538 ล้านบาท (ในจำนวนนี้เป็นมูลค่าที่เกิดจากการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ (e-Auction) จำนวน 288,749 ล้านบาท หรือคิดเป็น 54.7%ของยอดขายทั้งหมด) ส่วนที่เป็นยอดขายของผู้ประกอบการ B2B มีประมาณ 190,751 ล้านบาทคิดเป็น 36.2% ส่วนที่เหลือ 45,951 ล้านบาท คิดเป็น 8.7% เป็นยอดขายของผู้ประกอบการ B2C</p><p>เมื่อพิจารณามูลค่าขายแยกตามกลุ่มอุตสาหกรรม พบว่า ในปี 2551 มูลค่าขายเกิดจากกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และผลิตภัณฑ์มากที่สุดประมาณ 71,617 ล้านบาท (30%) รองลงมาเกิดจากกลุ่มคอมพิวเตอร์อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และอินเทอร์เน็ตประมาณ 59,420 ล้านบาท (24.9%) กลุ่มแฟชั่น เครื่องแต่งกาย อัญมณี และเครื่องประดับประมาณ 11,811 ล้านบาท(4.9%) เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2550 พบว่า กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนของมูลค่าขายเพิ่มขึ้น คือ กลุ่มยานยนต์ และผลิตภัณฑ์ จากร้อยละ 16.8 ในปี 2550 30% ในปี 2551 และกลุ่มคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และอินเทอร์เน็ต จาก16.1% ในปี 2550 เป็น 24.9% ในปี 2551</p><p>สำหรับตลาดของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (ที่ไม่รวม e-Auction ของภาครัฐ) จะเป็นตลาดในประเทศประมาณ 85.9% ของมูลค่าขายทั้งหมด ส่วนที่ขายไปยังตลาดต่างประเทศมีประมาณ 14.1% โดยมีลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้า/บริการจากหลายประเทศ เช่น อเมริกา ออสเตรเลีย อังกฤษ ญี่ปุ่น แคนาดา เยอรมนี เป็นต้น</p><p>ส่วนวิธีการดำเนินธุรกิจ ประมาณ 39.9% ของธุรกิจ e-Commerce ทั้งหมด มีการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการตลาดผ่านสื่อออนไลน์อย่างเดียว ในขณะที่เป็นธุรกิจที่ทำ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ประมาณ 18.3% โดยวิธีการประชาสัมพันธ์แบบออนไลน์ที่ใช้กันมากที่สุด คือ การโฆษณาผ่านเว็บบอร์ดตามเว็บไซต์ต่าง ๆ 65.2% ทางอีเมล์ 53.8% และการโฆษณาผ่านแบนเนอร์บนเว็บไซต์ต่าง ๆ 46.9% ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ส่วนใหญ่ 73.8% มีเว็บไซต์เป็นของตนเอง 18.7% ไม่มีแต่มีแผนที่จะจัดทำ ส่วนที่เหลือ 7.5% ไม่มีและไม่มีแผน ที่จะจัดทำ โดยในกลุ่มที่มีเว็บไซต์ส่วนใหญ่จะใช้โปรแกรมสำเร็จรูปในการพัฒนาเว็บไซต์มากที่สุด 69.9% ส่วนที่จ้างพัฒนา มี 17.1%สำหรับระบบการชำระเงินค่าสินค้า/บริการนั้น 31.3% ของธุรกิจทั้งหมดเปิดให้ชำระได้ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ และที่เป็นออนไลน์อย่างเดียว 23.5% ส่วนใหญ่นิยมชำระผ่าน e-Banking/ATM 68.2% ชำระผ่านบัตรเครดิต 38.7% และชำระผ่านผู้ให้บริการกลาง เช่นPaysbuyThai e-pay 29.6% วิธีการจัดส่งสินค้าธุรกิจอีคอมเมิร์ซส่วนใหญ่ 74.9% ใช้วิธีส่งทางไปรษณีย์ 35.5% ใช้พนักงานขนส่งของตนเอง 23.9% ใช้บริการขนส่งของบริษัทเอกชนอื่นๆสำหรับระยะเวลาการส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าของธุรกิจอีคอมเมิร์ซกว่าครึ่งหนึ่งของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ53.9% ส่งมอบได้ภายใน 2?3 วัน</p><p>ส่วนปัญหาเกี่ยวกับการจัดส่งสินค้าที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นอุปสรรคมากที่สุดคือปัญหาเกี่ยวกับราคาค่าขนส่งที่ค่อนข้างสูง 64.1% รองลงมาคือ ความล่าช้าของการจัดส่ง 43.4% ปัญหาเรื่องคุณภาพ ในการจัดส่ง 39.2% สำหรับความคิดเห็นผู้ประกอบการธุรกิจอีคอมเมิร์ซทั้งหมดประมาณ 53.1% ตอบว่า ยอดขายในปี 2551 เหมือนเดิมเมื่อเทียบกับปี 2550 ส่วนที่คาดว่าในปี 2552 จะมียอดขายที่ดีขึ้นกว่าปี 2551 มีมากถึง 68.3% ปัญหาอุปสรรคที่ผู้ประกอบการพบในการดำเนินธุรกิจอีคอมเมิร์ซมีดังนี้ ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังไม่นิยม/ไม่มั่นใจในการซื้อสินค้าทางอินเทอร์เน็ต 46.3% รองลงมา ลูกค้าใช้ข้อมูลปลอมในการสั่งซื้อสินค้าหรือจองแล้วไม่ชำระเงิน 20% การทำการตลาด/การประชาสัมพันธ์ธุรกิจอีคอมเมิร์ซทำได้ยาก 17.8% สำหรับความต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐ ผู้ประกอบธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ต้องการให้ภาครัฐประชาสัมพันธ์/ส่งเสริม/สนับสนุนธุรกิจอีคอมเมิร์ซให้มากขึ้น 31.9% ควรมีหน่วยงานที่ดูแลโดยตรงเพื่อให้คำปรึกษาแนะนำการกำหนดมาตรฐานในการทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซ30% ควรมีการอบรมให้ความรู้และทักษะในการประกอบธุรกิจอีคอมเมิร์ซแก่ ผู้ประกอบการ 16.9%</p><p>นายสมหวัง เหลืองไพบูลย์ กรรมการการสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย กล่าวว่า ปี 2553 คาดการณ์ว่า ธุรกิจอีคอมเมิร์ซน่าจะเติบโตขึ้นราว 10-20% ส่วนสินค้าที่ได้รับความนิยมผ่านการซื้อออนไลน์ คือ แฟชั่น และเครื่องสำอาง ขณะที่ สินค้าประเภทดิจิตอล คอนเทนต์ ก็เริ่มเพิ่มสูงขึ้น จากปัจจัย ของพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ประกอบยุคของสังคมออนไลน์ หรือโซเชียลเน็ตเวิร์ค ที่เข้าถึงได้ง่าย แม้ว่าจะยังกลัวต่อการซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์อยู่ แต่คิดว่าจะมีเพื่อนในเครือข่ายช่วยโดยผ่านทางเว็บบอร์ด</p><p>กรรมการการสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย กล่าวต่อว่า กลยุทธ์การขายสินค้าแตกต่างจากเดิม โดยเริ่มหันมาใช้เซแลบริตี้ให้เป็นผู้ใช้ และมีความแตกต่างในกลุ่ม โดยพูดให้เกิดความเชื่อถือ พอใช้แล้วก็เกิดการพูดต่อ ทั้งนี้ เป็นวิธีทางอ้อม กลายเป็นว่าคนที่เป็นต้นแบบให้มาพูดถึงสินค้า พอคนเริ่มรู้สึก ก็อยากลองใช้ แตกต่างจากเมื่อก่อน</p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/e-commerce-news-24-05-10/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> <item><title>แนะธุรกิจโลจิสติกส์เอสเอ็มอีไทย รับการค้าบริการเสรีอาเซียน</title><link>http://www.keajon.com/logistic-sme-kbank/</link> <comments>http://www.keajon.com/logistic-sme-kbank/#comments</comments> <pubDate>Mon, 24 May 2010 08:55:47 +0000</pubDate> <dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator> <category><![CDATA[Home]]></category> <category><![CDATA[จุดประกายอาชีพ]]></category> <category><![CDATA[ธุรกิจ SME]]></category> <category><![CDATA[ASEAN]]></category> <category><![CDATA[sme]]></category> <category><![CDATA[การค้าเสรีอาเซียน]]></category> <category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category> <category><![CDATA[บริการขนส่ง]]></category> <category><![CDATA[ลงทุน]]></category> <category><![CDATA[เส้นทาง]]></category> <category><![CDATA[เอสเอ็มอีไทย]]></category> <category><![CDATA[โลจิสติกส์]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=4143</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/logistic-sme-kbank/"><img
align="left" hspace="5" width="150" height="150" src="http://www.keajon.com/wp-content/plugins/thumbnail-for-excerpts/tfe_no_thumb.png" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="" title="" /></a>แนะธุรกิจโลจิสติกส์เอสเอ็มอีไทย รับการค้าบริการเสรีอาเซียน สาขาโลจิสติกส์เป็นสาขาบริการหนึ่งที่ต้องทำการเปิดเสรีการค้าบริการภายใต้กรอบความตกลง AFAS (ASEAN Framework Agreement on Services) ซึ่งได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2539 ทั้งนี้ การเปิดเสรีดังกล่าวเป็นขั้นตอนหนึ่งของการสนับสนุนเป้าหมายในการรวมกลุ่มเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) โดยมีเป้าหมายในการรวมกลุ่มในปี 2558 เพื่อให้เกิดการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ โดยจะมีตลาดและฐานการผลิตร่วมกัน (single market and single production base) ซึ่งจะทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ แรงงานมีฝีมือ การลงทุน และเงินทุน อย่างเสรี สำหรับการเปิดเสรีสาขาบริการมีกรอบระยะเวลาดังนี้ เปิดเสรีในบริการที่เป็นสาขาเร่งรัด (Priority Services Sectors) 4 สาขา ที่ต้องดำเนินการโดยเร่งด่วน ได้แก่ สาขาการขนส่งทางอากาศ สาขา e-ASEAN (บริการที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และโทรคมนาคม) สาขาการท่องเที่ยว และสาขาสุขภาพ มีเป้าหมายภายในปี 2553 สาขาโลจิสติกส์ มีเป้าหมายในปี 2556 สาขาบริการอื่นๆ มีเป้าหมายภายในปี [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p>แนะธุรกิจโลจิสติกส์เอสเอ็มอีไทย  รับการค้าบริการเสรีอาเซียน</p><table
border="0" cellspacing="10" cellpadding="0" width="600"><tbody><tr><td
width="600"><dd><p>สาขาโลจิสติกส์เป็นสาขาบริการหนึ่งที่ต้องทำการเปิดเสรีการค้าบริการภายใต้กรอบความตกลง  AFAS (ASEAN Framework Agreement on Services) ซึ่งได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2539  ทั้งนี้  การเปิดเสรีดังกล่าวเป็นขั้นตอนหนึ่งของการสนับสนุนเป้าหมายในการรวมกลุ่มเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน  (ASEAN Economic Community: AEC) โดยมีเป้าหมายในการรวมกลุ่มในปี 2558  เพื่อให้เกิดการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ โดยจะมีตลาดและฐานการผลิตร่วมกัน (single  market and single production base) ซึ่งจะทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ  แรงงานมีฝีมือ การลงทุน และเงินทุน อย่างเสรี  สำหรับการเปิดเสรีสาขาบริการมีกรอบระยะเวลาดังนี้</p><ul
type="square"><li>เปิดเสรีในบริการที่เป็นสาขาเร่งรัด (Priority Services Sectors) 4 สาขา  ที่ต้องดำเนินการโดยเร่งด่วน ได้แก่ สาขาการขนส่งทางอากาศ สาขา e-ASEAN  (บริการที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และโทรคมนาคม) สาขาการท่องเที่ยว และสาขาสุขภาพ  มีเป้าหมายภายในปี 2553</li><li>สาขาโลจิสติกส์ มีเป้าหมายในปี 2556</li><li>สาขาบริการอื่นๆ มีเป้าหมายภายในปี 2558</li><li>สำหรับการเปิดเสรีตามเป้าหมายที่กำหนดไว้  จะต้องมีเงื่อนไขที่ไม่ขัดกับกฎหมายภายในประเทศ  ขณะเดียวกันต้องปฏิบัติต่อนักลงทุนอาเซียนเยี่ยงคนในชาติ  ซึ่งเมื่อมีการเปิดเสรีอย่างเต็มที่จะอนุญาตให้นักลงทุนอาเซียนเข้ามาจัดตั้งธุรกิจและถือหุ้นได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ  70 อย่างไรก็ตาม  การเปิดให้นักลงทุนอาเซียนเข้ามาลงทุนมีขั้นตอนแตกต่างสำหรับในแต่ละสาขาบริการ  ซึ่งสาขาโลจิสติกส์ ต้องเปิดให้นักลงทุนอาเซียนถือหุ้นได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 49 ในปี  2551 จากนั้นเพิ่มเป็นไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ในปี 2553 และร้อยละ 70 ในปี 2556  ทั้งนี้ เป้าหมายในการเปิดเสรีดังกล่าวข้างต้นอาจมีความยืดหยุ่น (Flexibility)  ได้ตามความเหมาะสม และขึ้นอยู่กับการพิจารณาร่วมกันของประเทศสมาชิก</li></ul><p>&nbsp;</p><p><strong>สัดส่วนการให้นักลงทุนอาเซียนเข้ามาถือหุ้นในสาขาบริการ</strong></p><table
width="100%" align="center"><tbody><tr><td
align="right">หน่วย: ร้อยละ</td></tr><tr><td><table
border="0" cellspacing="1" cellpadding="5" width="100%" bgcolor="#000000"><tbody><tr
bgcolor="#ffffff"><td
width="326" valign="top"><p><strong>ปี</strong><strong> </strong></p></td><td
width="61" valign="top"><p><strong>2551</strong><strong> </strong></p></td><td
width="61" valign="top"><p><strong>2553</strong><strong> </strong></p></td><td
width="61" valign="top"><p><strong>2556</strong><strong> </strong></p></td><td
width="61" valign="top"><p><strong>2558</strong><strong> </strong></p></td></tr><tr
bgcolor="#ffffff"><td
width="326" valign="top"><li>บริการที่เป็นสาขาเร่งรัด 4 สาขา</li></td><td
width="61" valign="top"><p>51</p></td><td
width="61" valign="top"><p>70</p></td><td
width="61" valign="top"><p>-</p></td><td
width="61" valign="top"><p>-</p></td></tr><tr
bgcolor="#ffffff"><td
width="326" valign="top"><li>สาขาโลจิสติกส์</li></td><td
width="61" valign="top"><p>49</p></td><td
width="61" valign="top"><p>51</p></td><td
width="61" valign="top"><p>70</p></td><td
width="61" valign="top"><p>-</p></td></tr><tr
bgcolor="#ffffff"><td
width="326" valign="top"><li>บริการสาขาอื่น (นอกเหนือจากข้างต้น)</li></td><td
width="61" valign="top"><p>49</p></td><td
width="61" valign="top"><p>51</p></td><td
width="61" valign="top"><p>-</p></td><td
width="61" valign="top"><p>70</p></td></tr></tbody></table><p>ที่มา:  สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา, รวมรวมโดย  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย</p></td></tr></tbody></table></dd><dd><p>ล่าสุด สมาชิกอาเซียนได้ลงนามพิธีสารอนุวัติข้อผูกพันเปิดตลาดการค้าบริการชุดที่  7 ไปแล้ว เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2552  และทุกประเทศสมาชิกได้จัดทำข้อผูกพันเปิดตลาดบริการชุดที่ 7  ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดขั้นต่ำ 65 สาขาย่อย ยกเว้น ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม  สำหรับประเทศไทย  กระทรวงพาณิชย์ได้นำข้อเสนอข้อผูกพันดังกล่าวเสนอต่อรัฐสภาพเพื่อให้ความเห็นชอบแล้ว  สำหรับสาระสำคัญของข้อผูกพันเปิดตลาดบริการชุดที่ 7 ครอบคลุมประเด็นหลัก คือ</p></dd><dd><p>1) ให้ต่างชาติซึ่งอยู่นอกอาณาเขตไทย  สามารถให้บริการข้ามพรมแดนเข้ามาในประเทศไทย (โดยให้บริการผ่านสื่อ เช่น โทรศัพท์  โทรสาร หรืออินเตอร์เน็ต)</p></dd><dd>2) อนุญาตให้คนไทยเดินทางไปใช้บริการในต่างประเทศได้</dd><dd>3) ให้ต่างชาติเข้ามาจัดตั้งธุรกิจในประเทศไทย  โดยจำกัดสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติไม่เกินร้อยละ 49</dd><dd><p>โดยข้อผูกพันทั้งหมดไม่เกินกว่าขอบเขตของกฎหมายไทย  ซึ่งไทยสามารถปฏิบัติตามข้อผูกพันได้โดยไม่ต้องแก้ไขกฎหมายใดๆ  ในขั้นตอนต่อไปของการเปิดเสรี อยู่ในระหว่างการดำเนินการจัดทำข้อผูกพันชุดที่ 8  ซึ่งมีเป้าหมายเปิดเสรีเพิ่มเติมและมีกำหนดให้ได้ข้อสรุปภายในปีนี้ อย่างไรก็ตาม  หลายประเทศอาจมีปัญหาในการดำเนินการ เนื่องจากติดขัดกฎระเบียบและกฎหมายภายในประเทศ</p><p><strong><span
style="color: #0000ff;">การเปิดเสรีโลจิสติกส์ตามข้อตกลงอาเซียนจะนำมาทั้งโอกาส  และผลกระทบต่อผู้ประกอบการ</span> </strong></p></dd><dd><p>สำหรับการเปิดเสรีภาคบริการสาขาโลจิสติกส์อาจนำมาทั้งผลกระทบทั้งด้านบวกและลบต่อผู้ประกอบการโลจิสติกส์ในประเทศ  ดังนี้</p><p><strong><span
style="text-decoration: underline;"><span
style="color: #8b0000;">โอกาส</span></span></strong></p><ul
id="list-style-url14"><li><strong><span
style="color: #005900;">การเปิดเสรีทั้งการค้า การบริการ และการลงทุน  จะเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดที่ใหญ่ขึ้น:</span></strong> การเปิดเสรีทั้งการค้า  บริการ และการลงทุนอาเซียน  จะเป็นโอกาสของผู้ประกอบการโลจิสติกส์ที่จะเข้าสู่ตลาดอาเซียนที่มีขนาดใหญ่และมีศักยภาพที่ขยายตัวได้ดีจากการเปิดเสรี  ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการค้าระหว่างประเทศ  และการเคลื่อนย้ายฐานการผลิตและการลงทุนเข้าสู่อาเซียนมากขึ้น ทั้งนี้  หลังจากมีการลดภาษีนำเข้าระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553  ส่งผลให้การส่งออกของไทยไปยังประเทศอาเซียน 5 ประเทศ (สิงคโปร์ มาเลเซีย  อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และบูรไน) ในเดือนกุมภาพันธ์ 2553  ขยายตัวในอัตราเร่งที่ร้อยละ 73.2 จากร้อยละ66.6 ในเดือนก่อน  และมีโอกาสจะขยายตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากการเปิดประเทศที่มากขึ้น นอกจากนี้  การรวมกลุ่มอาเซียนยังช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ  จากการถูกมองว่าอาเซียนกลุ่มเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่และสามารถเชื่อมโยงกับตลาดในภูมิภาคอื่นๆ  ได้ด้วย โดยเฉพาะจีน สำหรับประเทศไทยมีความได้เปรียบด้านภูมิประเทศ  เนื่องจากตั้งอยู่ใจกลางของภูมิภาคอินโดจีน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ทำให้เป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญของเส้นทางขนส่งหลายสาย  ซึ่งทางบกสามารถเชื่อมต่อประเทศในภูมิภาคอินโดจีน และมีการพัฒนามากขึ้น เช่น จีน  เวียดนาม เป็นต้น  ทำให้เริ่มเห็นการขนส่งสินค้าสำหรับการค้าชายแดนและผ่านแดนทางถนนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ</li><li><strong><span
style="color: #005900;">โอกาสในการเป็นพันธมิตรกับผู้ประกอบการต่างชาติ:</span></strong> การเปิดเสรีทำให้มีโอกาสมากขึ้นในการหาพันธมิตร รับจ้างช่วง  หรือรวมกิจการกับผู้ประกอบการต่างชาติที่มีจุดแข็งด้านเงินทุน เทคโนโลยี  การให้บริการที่ครบวงจร และมีสาขาในหลายประเทศ  ซึ่งผู้ประกอบการขนาดใหญ่จะไม่ดำเนินการให้บริการทุกอย่าง  โดยอาจว่าจ้างผู้ประกอบการรายย่อยในบางสาขาโดยเฉพาะการขนส่ง  ซึ่งยังพึ่งพิงผู้ประกอบการในท้องถิ่นที่มีความชำนาญในแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน  นอกจากนี้ การได้ร่วมงานกับผู้ประกอบการรายใหญ่ยังเป็นโอกาสในการเรียนรู้  และศึกษาการดำเนินกิจการในต่างประเทศ</li></ul><p><strong><span
style="text-decoration: underline;"><span
style="color: #8b0000;">ผลกระทบ</span></span></strong></p><ul
id="list-style-url15"><li><strong><span
style="color: #008000;">การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น:</span> </strong>การเปิดเสรีภาคโลจิสติกส์คงยากที่จะหลีกเลี่ยงการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น  ซึ่งอาจจะทำให้ผู้ประกอบการไทยซึ่งส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก  และส่วนใหญ่ดำเนินกิจกรรมยังไม่ครบวงจร ส่วนใหญ่เน้นไปที่การขนส่ง  และบริการพิธีการศุลกากร  จึงอาจได้รับผลกระทบจากการแข่งขันที่สูงขึ้นจากบริษัทต่างชาติขนาดใหญ่  ซึ่งมีจุดแข็งในด้านเงินทุน เทคโนโลยีที่ทันสมัย<strong> </strong>และการให้บริการที่ครบวงจร หรือวันสต็อปเซอร์วิส อย่างไรก็ตาม  การแข่งขันหลังจากการเปิดเสรีแล้วไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง  เนื่องจากในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา  มีผู้ประกอบการชาวต่างชาติรายใหญ่เข้ามาดำเนินการในสาขาโลจิสติกส์ค่อนข้างมากในรูปแบบกิจการร่วมทุน  ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญกับภาวะการแข่งขันที่สูงอยู่แล้ว นอกจากนี้  ในบางกิจการเช่น การขนส่งทางบก ผู้ประกอบการชาวต่างชาติหลายๆ  รายยังไม่นิยมดำเนินการเองทั้งหมด เนื่องจากต้องลงทุนสูง  ต้องอาศัยความได้เปรียบในพื้นที่ การบริการจัดการทรัพยากร ซึ่งในระยะสั้น  การขนส่งทางถนนในเส้นทางท้องถิ่นอาจจะยังไม่มีผู้ประกอบการชาวต่างชาติเข้ามาให้บริการโดยตรง</li><li><strong><span
style="color: #008000;">ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเผชิญแรงกดดันจากอำนาจการต่อรองของผู้ประกอบการต่างชาติรายใหญ่  ขณะที่ภาวะราคาน้ำมันมีความผันผวนและกำลังเข้าสู่ช่วงขาขึ้น: </span></strong>ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่รับงานจากผู้ประกอบการขนาดใหญ่จะมีอำนาจในการต่อรองต่ำ  อีกทั้งต้องแข่งขันกับผู้ประกอบการรายอื่นๆ ที่อยู่ในตลาดอีกจำนวนมาก  ทำให้การขึ้นราคาค่าบริการไม่สามารถทำได้โดยง่าย อีกทั้ง  ภาวะราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มผันผวนและเข้าสู่ช่วงขาขึ้น  อาจทำให้อยากต่อการบริหารจัดการต้นทุน  ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องเผชิญแรงกดดันจากทั้งสองด้านไปพร้อมๆ กัน</li></ul><p><strong><span
style="color: #0000ff;">การปรับตัวของผู้ประกอบการขนาดเล็ก  เพื่อรับมือการเปิดเสรีโลจิสติกส์อาเซียน</span></strong></p><ul><li><strong><span
style="color: #4b0082;">ปรับเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ  และการเปิดเสรี:</span> </strong>กระแสการเปิดเสรีเกิดขึ้นทั่วโลก  และเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งนำมาทั้งโอกาสและการแข่งขันที่มากขึ้น  นอกจากนี้ จากเชื่อมโยงของโลกที่มากขึ้นจะส่งผลให้เกิดความผันผวนทางเศรษฐกิจ  และกระทบต่อธุรกิจได้ง่ายขึ้น เช่น การปรับเปลี่ยนค่าเงิน  หรืออัตราดอกเบี้ยในบางประเทศอาจกระทบต่อเศรษฐกิจไทยได้รวดเร็วและมากขึ้นกว่าในอดีต  ?จึงทำให้ผู้ประกอบการต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา  เช่น ภาวะการเมือง เศรษฐกิจ ภัยทางธรรมชาติ  และสามารถเชื่อมโยงประเด็นดังกล่าวเข้าสู่ธุรกิจของตนได้ ซึ่งจะทำให้มองเห็นโอกาส  และผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และจะช่วยให้สามารถปรับตัวได้อย่างทันท่วงที</li><li><strong><span
style="color: #4b0082;">สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง:</span> </strong>เพื่อปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ จึงจำเป็นต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ  พัฒนาตัวเอง เช่น ศึกษาความรู้ด้านโลจิสติกส์ให้มากขึ้น ความรู้ด้านเศรษฐกิจ  เทคโนโลยี เพื่อนำมาใช้ในการปรับปรุงการดำเนินการให้มีประสิทธิภาพ  และได้มาตรฐานที่เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า  โดยเฉพาะผู้ประกอบการต่างชาติรายใหญ่ นอกจากนี้ การติดตามข่าวสารในประเด็นต่างๆ  จะทำให้เกิดโอกาสในการให้บริการใหม่ๆ เช่น  การขนส่งทางถนนสำหรับการค้าชายแดนและพรมแดน ตามเส้นทางต่างๆ  เพื่อไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ ลาว เวียดนาม และจีนตอนใต้ ตามเส้นทางต่างๆ  ซึ่งสามารถเลือกใช้ให้เหมาะสมกับจุดหมายปลายทาง และประเภทสินค้า เช่น เส้นทาง R3A  หรือ R8 (ผ่าน R13) กรุงเทพฯ-คุนหมิง, เส้นทาง R9 (ผ่านมุกดาหาร) หรือ R12  (ผ่านนครพนม) กรุงเทพฯ-หนานหนิง เป็นต้น  ทั้งนี้การค้าชายแดนและข้ามแดนสู่จีนตอนใต้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง  และหากการลงทุนในโครงพื้นฐานต่างๆ แล้วเสร็จมากขึ้น เช่น สะพานข้ามแม่น้ำโขง 2  แห่งที่กำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่แล้วเสร็จ  หรือความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภาคลุ่มแม่น้ำโขงที่มีมากขึ้น  จะทำให้การขนส่งเส้นตามเส้นทางดังกล่าวมีความน่าสนใจมากขึ้น  โดยสามารถย่นระยะเวลาการเดินทางได้ค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับทางเรือ</li><li><strong><span
style="color: #4b0082;">เข้าใจเกี่ยวกับธุรกิจของตนทั้งระบบ:</span> </strong>ทำความเข้าใจ และสามารถวิเคราะห์ธุรกิจของตนทั้งระบบ  ซึ่งจะทำให้มองเห็นจุดอ่อน จุดแข็ง ซึ่งอาจจำไปสู่การปรับปรุงการทำงาน  โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่การขยายการให้บริการเพื่อเพิ่มผลกำไรอาจนำไปสู่การลงทุนค่อนข้างสูง  แต่การลดส่วนรั่วไหล และต้นทุนที่ไม่ควรเกิดขึ้น  ก็สามารถเพิ่มอัตราผลกำไรได้เช่นกัน อีกทั้งไม่ต้องไปแย่งชิงตลาดกับคู่แข่งรายอื่น  และในบางกรณีอาจจะแทบไม่ลงทุนเพิ่มเลย</li><li><strong><span
style="color: #4b0082;">นำการวิเคราะห์ธุรกิจมาใช้เพื่อวางแผนปรับปรุงการดำเนินงาน:</span></strong> หลังจากนั้น จึงหาแนวทางเพื่อปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลง  และปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานบางอย่าง เช่น การลดส่วนรั่วไหล  หรือต้นทุนไม่ควรเกิดขึ้น ด้วยการแก้ไขปัญหาการสื่อสารในองค์กรที่ไม่ชัดเจน  ตัวอย่างเช่น การลงรายละเอียดสินค้าและที่อยู่ที่ไม่ชัดเจน อาจทำให้การขนส่งล่าช้า  ต้องทำงานช้ำ  จึงอาจปรับปรุงการทำงานด้วยการสร้างกระบวนการเรียนรู้ของพนักงานให้เป็นระบบ  และให้เกิดความเข้าใจตรงกัน นอกจากนี้ ยังอาจลดต้นทุนด้วยการว่าจ้างงานจากภายนอก  (Outsourcing) ในกรณีที่ดำเนินการเองแล้วมีต้นทุนสูง  การวางแผนก่อนทำการขนส่งสินค้าจริง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เช่น  สามารถบรรทุกสินค้าได้มากขึ้นทั้งในขาไปและกลับ อีกทั้งอาจจะวางแผนเส้นทาง  ระยะเวลาก่อนการขนส่ง การลดต้นทุนส่วนเพิ่มที่เกิดจากเหตุฉุกเฉิน เช่น  ว่าจ้างการขนส่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดจากการจัดเตรียมเอกสาร  ด้วยการเตรียมเอกสารล่วงหน้า เป็นต้น</li><li><strong><span
style="color: #4b0082;">การนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้:</span> </strong>ผู้ประกอบการขนาดเล็กควรตระหนักในการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อการวางแผน  ปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน  รวมทั้งให้สอดคล้องกับระบบเทคโลยีสารสนเทศของรัฐที่มีขึ้น และอาจจะมีขึ้นในอนาคต  (National Single Window: NSW) ?ตัวอย่างประโยชน์ของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น  ระบบ tracking และGPS ที่มีมานานแล้ว ซึ่งจะทำให้สามารถตรวจสอบการเดินทางของสินค้า  ทำให้สามารถวางแผนการขนส่ง ลดการออกนอกเส้นทาง ทำให้การให้บริการมีความตรงต่อเวลา  และน่าเชื่อถือขึ้น นอกจากนี้ ข้อมูลที่ได้จากการใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ  สามารถนำมาวิเคราะห์ เช่น ข้อมูลการใช้รถในแต่ละช่วงเวลา ต้นทุนน้ำมัน ระยะทาง  เพื่อนำมาวิเคราะห์ต้นทุนสำหรับลดต้นทุน จำกัดหรือลดการรั่วไหล อย่างไรก็ดี  การนำเทคโนโลยีสารสนเทศอาจจะมีต้นทุน  ซึ่งผู้ประกอบการควรประเมินผลได้และผลเสียก่อนนำมาใช้ สำหรับผู้ประกอบการรายเล็ก  อาจเริ่มต้นจากการนำเทคโนโลยีสารสนเทศที่เข้าใจง่าย และมีต้นทุนต่ำมาใช้ก่อน เช่น  การเก็บข้อมูลต่างๆ เพื่อใช้ในการวิเคราะห์การทำงานให้เกิดความชัดเจนขึ้น</li><li><span
style="color: #4b0082;"><strong>ปรับขนาดธุรกิจให้ใหญ่ขึ้น  หรือหาพันธมิตรทางธุรกิจ</strong>:</span> ผู้ประกอบการธุรกิจอาจต้องปรับขนาดธุรกิจให้มีขนาดใหญ่ขึ้น และให้บริการที่หลากหลาย  และครบวงจร ซึ่งอาจทำให้เกิดต้นทุนในการลงทุนอีกมาก  รวมทั้งความเสี่ยงจากการให้บริการที่ยังไม่มีความชำนาญ  จึงอาจใช้วิธีการรวมตัวกันเพื่อให้บริการในลักษณะเป็นพันธมิตร  เพื่อให้บริการได้ครบวงจรขึ้น ซึ่งจะทำให้ต้นทุนต่ำกว่าการดำเนินการเองทั้งหมด  และการรวมตัวกันจะทำให้มีอำนาจต่อรองกับผู้ให้บริการขนาดใหญ่ด้วย นอกจากนี้  อาจหาพันธมิตรในประเทศสมาชิกอาเซียนเพื่อสร้างเครือข่ายการขนส่งสินค้าและบริการได้มากขึ้น  เพื่อรองรับการขยายตัวของความต้องการที่จะมีเพิ่มขึ้น และยังลดอุปสรรคจากปัญหาด้าน  ความชำนาญในพื้นที่ ทักษะด้านภาษา และวัฒนธรรม  ขณะเดียวกันการดึงบริษัทที่ประกอบธุรกิจ โลจิสติกส์ข้ามชาติมาร่วมลงทุนกับธุรกิจไทย  หรือเป็นในลักษณะรับจ้างขนส่ง จะเป็นการเพิ่มศักยภาพของบริษัทไทย  โดยอาจใช้แนวทางสำหรับการขยายการลงทุนในอนาคต  หรือร่วมงานกับผู้ประกอบการต่างชาติรายอื่น</li><li><span
style="color: #4b0082;"><strong>ปรับปรุงทรัพยากรมนุษย์:</strong> </span>ทรัพยากรมนุษญ์เป็นส่วนที่มีความสำคัญมากในสาขาโลจิสติกส์  โดยเฉพาะบริการที่ต้องใช้แรงานในสัดส่วนสูง เช่น การขนส่ง  จึงควรมีกระบวนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างต่อเนื่อง เช่น  ความเข้าในกระบวนการทำงานที่ตรงกัน การมีส่วนร่วมในองค์กร นอกจากนี้  อาจต้องพัฒนฒด้านภาษาอื่นๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการให้บริการระหว่างประเทศ  และการเป็นพันธมิตรกับบริษัทต่างชาติ นอกจากนี้ ควรให้บุคลากร  โดยเฉพาะในระดับเจ้าของกิจการ ผู้บริหาร มีความเข้าใจด้านโลจิสติกส์มากขึ้น</li><li><span
style="color: #4b0082;"><strong>การเข้าถึงมาตรการของรัฐ: </strong>เนื่อง</span>จากภาครัฐมีมาตรการเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดเล็กโดยทั่วไป  หรือเป็นมาตรการเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการในสาขาโลจิสติกส์โดยตรง  แต่ผู้ประกอบการขนาดเล็กบางกลุ่มเข้าถึงความช่วยเหลือไม่เต็มที่ ทั้งนี้  อาจเนื่องจากปัญหาด้านการประชาสัมพันธ์ และความตระหนักของผู้ประกอบการเอง  ผู้ประกอบการจึงควรติดตามข่าวสารจากหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ  รวมทั้งมาตรการความช่วยเหลือ เพื่อให้ได้รับประโยชน์มากที่สุด</li></ul></dd><dd><p>การเปิดเสรีภาคโลจิสติกส์ อาจนำไปสู่ผลกระทบต่อผู้ประกอบการขนาดเล็กค่อนข้างมาก  เนื่องจากศักยภาพในการรองรับการแข่งขันมีไม่มาก  การเข้ามาช่วยเหลือของภาครัฐอาจเป็นสิ่งที่จะช่วยบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้น  โดยอาจจะช่วยในการอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น การเร่งพัฒนาระบบขนส่งต่างๆ  ให้มีความเชื่อมโยงกัน  และเชื่อมโยงกับระบบโลจิสติกส์ของการค้าและบริการของทั้งในประเทศ  ประเทศสมาชิกอาเชียน ประเทศจีนและอินเดีย  การปรับปรุงกฎหมายให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของประเทศ  การปรับปรุงบุคลากรของภาครัฐเพื่อให้เข้าใจงานเกี่ยวกับโลจิสติกส์มากขึ้น  การจัดตั้งหน่วยงานหลักเพื่อเป็นแกนกลางในการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์เพื่อวางแผนนโยบายเกี่ยวกับโลจิสติกส์โดยรวม  และก่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม  ในส่วนมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการโลจิสติกส์เอสเอ็มอีโดยตรง  อาจมีมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ได้มีการดำเนินการแล้วบางส่วน)  การให้การอบรมความรู้เพื่อปรับปรุงกิจการโลจิสติกส์สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี  การพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้สำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็ก  การกำหนดมาตรฐานการประกอบธุรกิจโลจิสติกส์ และสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน  เป็นต้น</p></dd></td></tr></tbody></table> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/logistic-sme-kbank/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> <item><title>?มอร์เก้น? ไส้กรอกเยอรมันพรีเมี่ยม รุกแฟรนไชส์ขายอร่อยแบบต้นตำรับ</title><link>http://www.keajon.com/morgen-by-ez-s/</link> <comments>http://www.keajon.com/morgen-by-ez-s/#comments</comments> <pubDate>Tue, 18 May 2010 02:59:42 +0000</pubDate> <dc:creator>prim_webmaster</dc:creator> <category><![CDATA[ธุรกิจแฟรนไชส์]]></category> <category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category> <category><![CDATA[มาตรฐานสากล]]></category> <category><![CDATA[ลงทุน]]></category> <category><![CDATA[อาหาร]]></category> <category><![CDATA[อาหารเยอรมัน]]></category> <category><![CDATA[เจา้ของธุรกิจ]]></category> <category><![CDATA[แฟรนไชส์]]></category> <category><![CDATA[ไส้กรอกเยอรมัน]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=4111</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/morgen-by-ez-s/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="" title="" /></a>พัชราวดี หมื่นนิกร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท อีซี่ส์ อินเตอร์เนชั่นแนล แฟรนไชส์ จำกัด ผู้ดูแลธุรกิจแฟรนไชส์ ?มอร์เก้น บาย อีซี่ส์? (Morgen by EZ?S) เผยว่า จากที่บริษัทดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์ไส้กรอกเยอรมัน แบรนด์ อีซี่ส์ (EZ?S) มากว่า 15 ปี ซึ่งเน้นเป็นไส้กรอกกินเล่นสำหรับลูกค้าตลาดกว้าง ขณะเดียวกันเห็นโอกาสธุรกิจว่า ยังมีลูกค้าอีกกลุ่มที่เป็นคนรุ่นใหม่ มีกำลังซื้อสูง และอยากกินไส้กรอกเยอรมันขั้นพรีเมี่ยมแท้ๆ ที่สามารถกินเป็นอาหารหลักได้ ประกอบบริษัทมีศักยภาพในการผลิต และในตลาดยังไม่มีสินค้าที่จะตอบความต้องการดังกล่าวเลย ดังนั้น บริษัท จึงแตกแบรนด์มาเป็น?มอร์เก้น บาย อีซี่ส์? รูปแบบเป็นร้านอาหารสไตล์เยอรมันทันสมัย ให้บริการแบบเคาน์เตอร์เซอร์วิช มีโต๊ะให้กินในร้าน เริ่มเปิดสาขาแรกเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ.2551 ที่เทสโก้ โลตัส สาขาศาลายา &#160; ทั้งนี้ เลือกขยายธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์ พัชราวดี เผยว่า บริษัทเปิดสาขาแรกด้วยตัวเองที่เทสโก้ โลตัส สาขาศาลายา เพื่อเป็นร้านต้นแบบ ซึ่งประสบความสำเร็จด้วยดี จากนั้น [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p><strong> <span
style="color: #ff9900"> พัชราวดี หมื่นนิกร</span></strong> รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท อีซี่ส์  อินเตอร์เนชั่นแนล <a
href="http://www.keajon.com/franchise/"target="_self"title="ธุรกิจแฟรนไชส์" >แฟรนไชส์</a> จำกัด ผู้ดูแลธุรกิจแฟรนไชส์ ?มอร์เก้น บาย  อีซี่ส์? (Morgen by EZ?S) เผยว่า  จากที่บริษัทดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์ไส้กรอกเยอรมัน แบรนด์ อีซี่ส์ (EZ?S)  มากว่า 15 ปี ซึ่งเน้นเป็นไส้กรอกกินเล่นสำหรับลูกค้าตลาดกว้าง  ขณะเดียวกันเห็นโอกาสธุรกิจว่า ยังมีลูกค้าอีกกลุ่มที่เป็นคนรุ่นใหม่  มีกำลังซื้อสูง และอยากกินไส้กรอกเยอรมันขั้นพรีเมี่ยมแท้ๆ  ที่สามารถกินเป็นอาหารหลักได้ ประกอบบริษัทมีศักยภาพในการผลิต  และในตลาดยังไม่มีสินค้าที่จะตอบความต้องการดังกล่าวเลย ดังนั้น <strong>บริษัท จึงแตกแบรนด์มาเป็น?มอร์เก้น บาย อีซี่ส์?  รูปแบบเป็นร้านอาหารสไตล์เยอรมันทันสมัย ให้บริการแบบเคาน์เตอร์เซอร์วิช  มีโต๊ะให้กินในร้าน </strong>เริ่มเปิดสาขาแรกเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ.2551  ที่เทสโก้ โลตัส สาขาศาลายา</p><table
border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center"><tbody><tr><td
align="center" valign="top"><table
border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="400"><tbody><tr><td
width="400" align="center" valign="Top"><p></p><p>&nbsp;</p></td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td
height="5" align="center" valign="top">ทั้งนี้  เลือกขยายธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์ พัชราวดี เผยว่า  บริษัทเปิดสาขาแรกด้วยตัวเองที่เทสโก้ โลตัส สาขาศาลายา  เพื่อเป็นร้านต้นแบบ ซึ่งประสบความสำเร็จด้วยดี จากนั้น  มีผู้สนใจมาเป็นแฟรนไซซี่ เปิดสาขา 2 ที่เทสโก้ โลตัส ศรีนครินทร์ สาขา 3  ที่เอสพลานาด ถ.รัตนาธิเบศร์ และกำลังเปิดสาขา 4 ที่ จ.พิษณุโลก  ในกลางเดือนพฤษภาคม 2553 ที่จะถึงนี้<br
/> <br
/> ด้านงบลงทุนแฟรนไชส์ <strong><span
style="color: #333333">ประมาณ 2-2.5  ล้านบาท</span></strong> <em>(แล้วขนาดพื้นที่ เฉลี่ยประมาณ 50-70  ตารางเมตร)</em> ซึ่งงบจำนวนดังกล่าว จากการสำรวจพบว่า  เป็นระดับที่ยังมีผู้สนใจลงทุนจำนวนมาก โดยยอดขายหลังหักค่าใช้จ่ายทุกๆ  อย่างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าพื้นที่ ค่าซื้อวัตถุดิบ ค่าพนักงาน ฯลฯ <strong><span
style="color: #330066">แฟรนไชซี่จะเหลือกำไรสุทธิประมาณ 20%</span></strong> <strong><span
style="color: #cc0000">ทำให้มีอัตราคืนทุนได้ใน 1-2 ปี<br
/> </span></strong><br
/> <br
/><table
border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center"><tbody><tr><td
align="center" valign="top"><table
border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="410"><tbody><tr><td
width="410" align="center" valign="Top"></td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td
height="5" align="center" valign="top"><img
src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="blank ?มอร์เก้น? ไส้กรอกเยอรมันพรีเมี่ยม รุกแฟรนไชส์ขายอร่อยแบบต้นตำรับ" width="1" height="5" title="?มอร์เก้น? ไส้กรอกเยอรมันพรีเมี่ยม รุกแฟรนไชส์ขายอร่อยแบบต้นตำรับ" /></td></tr></tbody></table> เจ้าของธุรกิจ ระบุด้วยว่า จากการเปิดมา 3 สาขาแล้ว  ทุกแห่งยอดขายยังอยู่ระดับน่าพอใจ ไม่มีสัญญาณต้องปิดกิจการ  โดยเฉลี่ยลูกค้าจะใช้จ่ายในร้านประมาณ 70-200 บาทต่อคน กลุ่มลูกค้าหลัก คือ  ครอบครัวและคนรุ่นใหม่ฐานะระดับกลางขึ้นไป<br
/> <br
/> ในส่วนของระบบบริหารแฟรนไชส์ โดยเฉพาะการควบคุมคุณภาพ <strong><span
style="color: #990000">กำหนดว่าต้องรับวัตถุดิบจากแฟรนไชซอร์เท่านั้น </span></strong>ซึ่ง บริษัทมีโรงงานผลิตได้มาตรฐานสากล GMP และ HACCP  ใช้เครื่องจักรสั่งตรงจากเยอรมัน และประเทศแถบยุโรป  ซึ่งวัตถุดิบที่ส่งให้แฟรนไชซี่ทั้งหมดจะมาในรูปแบบกึ่งสำเร็จ  ง่ายและสะดวกจะนำไปปรุงอาหาร รวมถึง จัดอบรมพนักงาน  และวิธีบริหารร้านให้พร้อม และมีทีมตรวจสอบคุณภาพต่อเนื่อง นอกจากนั้น  จะมีแผนส่งเสริมการตลาดให้ต่อเนื่อง เช่น มีโปรโมชั่นทุกๆ 45 วัน  พัฒนาสินค้าใหม่ต่อเนื่อง  และจัดกิจกรรมการตลาดเพื่อประชาสัมพันธ์ช่วยแฟรนไชซี่ โดยสำรองงบส่วนนี้ 3%  จากรายได้ของบริษัทที่ได้จากยอดขายรวมของร้านมอร์เก้น<br
/><img
src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="blank ?มอร์เก้น? ไส้กรอกเยอรมันพรีเมี่ยม รุกแฟรนไชส์ขายอร่อยแบบต้นตำรับ" width="1" height="5" title="?มอร์เก้น? ไส้กรอกเยอรมันพรีเมี่ยม รุกแฟรนไชส์ขายอร่อยแบบต้นตำรับ" /><table
border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center"><tbody><tr><td
align="center" valign="top"><table
border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="400"><tbody><tr><td
width="400" align="center" valign="Top"></td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td
height="5" align="center" valign="top"><img
src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="blank ?มอร์เก้น? ไส้กรอกเยอรมันพรีเมี่ยม รุกแฟรนไชส์ขายอร่อยแบบต้นตำรับ" width="1" height="5" title="?มอร์เก้น? ไส้กรอกเยอรมันพรีเมี่ยม รุกแฟรนไชส์ขายอร่อยแบบต้นตำรับ" /></td></tr></tbody></table><table
border="0" cellspacing="1" cellpadding="2" width="450" align="Center" bgcolor="#000000"><tbody><tr><td
width="450" bgcolor="#cccccc"><strong>@@@@ ตารางธุรกิจแฟรนไชส์  Morgen by EZ?S @@@@@ <br
/></strong></td></tr><tr><td
width="450" bgcolor="#eeeeee">- งบลงทุน 2-2.5 ล้านบาท (แล้วขนาดพื้นที่  เฉลี่ยประมาณ 50-70 ตารางเมตร)<br
/>- กำไรสุทธิหักหลังค่าใช้จ่ายทั้งหมด  ประมาณ 20%ของยอดขาย <br
/>- คาดการณ์คืนทุน ใน 1-2 ปี <br
/>-  ควรมีเงินทุนหมุนเวียนธุรกิจ ประมาณ 2 แสนบาทต่อเดือน<br
/>- แ ฟรนไชซอร์  ตั้งงบช่วยทำการตลาด 3% จากยอดขายรวมของธุรกิจ</td></tr></tbody></table> <br
/> <br
/> @@@@@@@@@@@@@@@@@@<br
/> <br
/> <strong>โทร.0-2538-1925 หรือ www.ezssausage.com</strong><br
/></td></tr></tbody></table> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/morgen-by-ez-s/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> <item><title>&#8216;ลูกเสือไอศกรีม&#8217; ตกทอดทายาทรุ่น 2 ทวงตลาดคืนหลังครองใจลูกค้า50 ปี</title><link>http://www.keajon.com/gusto-ice-cream/</link> <comments>http://www.keajon.com/gusto-ice-cream/#comments</comments> <pubDate>Mon, 17 May 2010 11:50:23 +0000</pubDate> <dc:creator>prim_webmaster</dc:creator> <category><![CDATA[ธุรกิจแฟรนไชส์]]></category> <category><![CDATA[กัสโต้]]></category> <category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category> <category><![CDATA[รถเข็นไอศกรีม]]></category> <category><![CDATA[ลงทุน]]></category> <category><![CDATA[อาหาร]]></category> <category><![CDATA[ไอศกรีมถ้วย]]></category> <category><![CDATA[ไอศกรีมลูกเสือ]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=4108</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/gusto-ice-cream/"><img
align="left" hspace="5" width="150" src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="" title="" /></a>ไอศกรีมลูกเสือ ถือเป็นแบรนด์ที่คนไทยรู้จักมายาวนาน จากภาพที่ติดตากับรถเข็นไอศกรีมขนาดเล็ก ที่ข้างในอัดแน่นไปด้วยไอศกรีมหลากรสชาติ พร้อมตักใส่โคนหรือถ้วย เสิร์ฟให้แก่ลูกค้า โดยเฉพาะบรรดาเด็กๆ ที่ชื่นชอบในรสชาติ มาวันนี้ธุรกิจดังกล่าวคุมบังเหียนโดยทายาทธุรกิจรุ่นที่ 2 คือ ?นาย ปิยะวรรธน์ สุขสมใจนึก? กรรมการผู้จัดการ บริษัท สมใจไอศกรีม จำกัด เล่าว่า ภารกิจที่สำคัญในการเข้ามาสานต่อธุรกิจนี้คือ การทำตลาดอย่างจริงจัง หลังจากคู่แข่งมีการรุกตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะการขยายจำนวนรถเข็นที่ครอบคลุมในหลายพื้นที่.. จากการดำเนิน ธุรกิจนี้มาหลาย 10 ปี ทุกกระบวรนการผลิตอยู่ในสายตาของลูกชาย คือ นายปิยวรรธน์มาโดยตลอด ที่ตอนเด็กๆ ก็เริ่มจากการปลอกลูกมะพร้าวมะพร้าว มาจนถึงการทำไอศกรีมพร้อมจำหน่าย จนได้รับหน้าที่ในการสานต่อธุรกิจดังกล่าว เน้นการชูจุดขายสำคัญของไอศกรีมลูกเสือ ที่ผ่านมา คือ รสชาติ คุณภาพ และราคาที่ไม่แพง ที่ทำให้เวลาเอเย่นต์ไปทำตลาด สามารถขายได้และมีกำไรสูง ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งที่เป็นแบรนด์อินเตอร์ที่ต้นทุนขายสูง ซึ่งถือเป็นความได้เปรียบ ส่วนสิ่งที่ต้องปรับกระบวนทัพครั้งใหญ่คือ การทำให้ผู้บริโภคจดจำแบรนด์ให้ได้ พร้อมปรับรูปลักษณ์ของรถเข็นให้ดูทันสมัย และน่ารับประทานมากยิ่งขึ้น ล่าสุดทางบริษัทฯ ได้แตกไลน์สินค้าใหม่ เจาะกลุ่มลูกค้าตามร้านอาหารและภัตตาคาร กับไอศกรีมถ้วยพร้อมรับประทานแบรนด์ กัสโต้ (Gusto) เน้นรสชาติผลไม้ไทยเข้มข้น [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p><strong>ไอศกรีมลูกเสือ</strong> ถือเป็นแบรนด์ที่คนไทยรู้จักมายาวนาน  จากภาพที่ติดตากับรถเข็นไอศกรีมขนาดเล็ก  ที่ข้างในอัดแน่นไปด้วยไอศกรีมหลากรสชาติ พร้อมตักใส่โคนหรือถ้วย  เสิร์ฟให้แก่ลูกค้า โดยเฉพาะบรรดาเด็กๆ ที่ชื่นชอบในรสชาติ  มาวันนี้ธุรกิจดังกล่าวคุมบังเหียนโดยทายาทธุรกิจรุ่นที่ 2 คือ <strong>?นาย ปิยะวรรธน์ สุขสมใจนึก?</strong> กรรมการผู้จัดการ บริษัท สมใจไอศกรีม  จำกัด เล่าว่า ภารกิจที่สำคัญในการเข้ามาสานต่อธุรกิจนี้คือ  การทำตลาดอย่างจริงจัง หลังจากคู่แข่งมีการรุกตลาดมากขึ้น  โดยเฉพาะการขยายจำนวนรถเข็นที่ครอบคลุมในหลายพื้นที่..</p><p
style="text-align: center"></p><table
border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td
align="left" valign="baseline">จากการดำเนิน ธุรกิจนี้มาหลาย 10 ปี ทุกกระบวรนการผลิตอยู่ในสายตาของลูกชาย คือ <span
style="color: #3300cc"><strong>นายปิยวรรธน์มาโดยตลอด ที่ตอนเด็กๆ  ก็เริ่มจากการปลอกลูกมะพร้าวมะพร้าว มาจนถึงการทำไอศกรีมพร้อมจำหน่าย</strong> </span>จนได้รับหน้าที่ในการสานต่อธุรกิจดังกล่าว  เน้นการชูจุดขายสำคัญของไอศกรีมลูกเสือ ที่ผ่านมา คือ รสชาติ คุณภาพ  และราคาที่ไม่แพง ที่ทำให้เวลาเอเย่นต์ไปทำตลาด สามารถขายได้และมีกำไรสูง  ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งที่เป็นแบรนด์อินเตอร์ที่ต้นทุนขายสูง  ซึ่งถือเป็นความได้เปรียบ ส่วนสิ่งที่ต้องปรับกระบวนทัพครั้งใหญ่คือ  การทำให้ผู้บริโภคจดจำแบรนด์ให้ได้  พร้อมปรับรูปลักษณ์ของรถเข็นให้ดูทันสมัย และน่ารับประทานมากยิ่งขึ้น<br
/> <br
/> <strong><span
style="color: #cc0000">ล่าสุดทางบริษัทฯ  ได้แตกไลน์สินค้าใหม่ เจาะกลุ่มลูกค้าตามร้านอาหารและภัตตาคาร  กับไอศกรีมถ้วยพร้อมรับประทานแบรนด์ กัสโต้ (Gusto)  เน้นรสชาติผลไม้ไทยเข้มข้น</span></strong> ภายใต้คอนเซ็ปต์ ?อร่อยจุใจ  ได้เนื้อผลไม้แท้?หวังขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมมากขึ้น<br
/> <br
/></td></tr><tr><td
align="left" valign="baseline"><table
border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center"><tbody><tr><td
align="center" valign="top"><table
border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="250"><tbody><tr><td
width="250" align="center" valign="Top"></td></tr><tr><td
align="left" valign="baseline">แตกไลน์ธุรกิจด้วย ไอศกรีมถ้วยสำเร็จรูปแบรนด์ Gusto ส่งขายตามร้านอาหารและภัตตาคาร</td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td
height="5" align="center" valign="top"><img
src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="blank ลูกเสือไอศกรีม ตกทอดทายาทรุ่น 2 ทวงตลาดคืนหลังครองใจลูกค้า50 ปี" width="1" height="5" title="ลูกเสือไอศกรีม ตกทอดทายาทรุ่น 2 ทวงตลาดคืนหลังครองใจลูกค้า50 ปี" /></td></tr></tbody></table> <strong><span
style="color: #3300cc">การลงทุนไอศกรีมลูกเสือ</span></strong><strong></strong><br
/> <br
/> ? <strong>ลงทุนราคา 25,605 บาท</strong><br
/> <br
/> 1.ตู้แช่ไอศกรีมขนาด 8 คิว<br
/> 2.ธงญี่ปุ่น/ขาตั้ง<br
/> 3.เมนูไอศกรีม 2 แผ่น<br
/> 4.ไอศกรีมกล่องกระดาษ 8 กล่อง<br
/> 5.ร่มลูกเสือ 1 คัน<br
/> 6.ที่ตักไอศกรีม 1 อัน<br
/> 7.โคนแหลม 100 ชิ้น<br
/> 8.โคนตัด 60 ชิ้น<br
/> 9.ถ้วย6oz. 100 ใบ (พร้อมช้อน)<br
/> <br
/> <strong>ลงทุนราคา 33,680 บาท</strong><br
/> <strong><br
/> </strong>1.ตู้แช่ไอศกรีมขนาด 11 คิว<br
/> 2.ธงญี่ปุ่น/ขาตั้ง<br
/> 3.เมนูไอศกรีม 5 แผ่น<br
/> 4.เมนูติดผนังขนาดใหญ่ 1ใบ<br
/> 5.ไอศกรีมกล่องกระดาษ 10 กล่อง<br
/> 6.ร่วมลูกเสือ 1 คัน<br
/> 7.ที่ตักไอศกรีม 1 อัน<br
/> 8.โคนแหลม 200 ชิ้น<br
/> 9.โคนตัด 60 ชิ้น<br
/> 10ถ้วย6oz. 100 ใบ (พร้อมช้อน)<br
/> <br
/></td></tr><tr><td
align="left" valign="baseline"><table
border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center"><tbody><tr><td
align="center" valign="top"><table
border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="350"><tbody><tr><td
width="350" align="center" valign="Top"></td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td
height="5" align="center" valign="top"><img
src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="blank ลูกเสือไอศกรีม ตกทอดทายาทรุ่น 2 ทวงตลาดคืนหลังครองใจลูกค้า50 ปี" width="1" height="5" title="ลูกเสือไอศกรีม ตกทอดทายาทรุ่น 2 ทวงตลาดคืนหลังครองใจลูกค้า50 ปี" /></td></tr></tbody></table> ***<strong><span
style="color: #cc3300">สนใจธุรกิจติดต่อ 0-2833-0911-2</span></strong>***<br
/></td></tr></tbody></table> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/gusto-ice-cream/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>2</slash:comments> </item> <item><title>?เดนตาเมท? ยาสีฟันสมุนไพรไทย ฝีมือวิศวกรหนุ่ม</title><link>http://www.keajon.com/dentamate-thai-toothpaste/</link> <comments>http://www.keajon.com/dentamate-thai-toothpaste/#comments</comments> <pubDate>Mon, 17 May 2010 06:34:25 +0000</pubDate> <dc:creator>prim_webmaster</dc:creator> <category><![CDATA[ธุรกิจ SME]]></category> <category><![CDATA[tops supermarket]]></category> <category><![CDATA[ค้าขาย]]></category> <category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category> <category><![CDATA[ธุรกิจส่วนตัว]]></category> <category><![CDATA[ยาสีฟันสมุนไพรไทย]]></category> <category><![CDATA[สมุนไพร]]></category> <category><![CDATA[สสว.]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=4105</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/dentamate-thai-toothpaste/"><img
align="left" hspace="5" width="150" height="150" src="http://www.keajon.com/wp-content/plugins/thumbnail-for-excerpts/tfe_no_thumb.png" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="" title="" /></a>?เดนตาเมท? ยาสีฟันสมุนไพรไทย ฝีมือวิศกรหนุ่ม แนวความคิดที่ว่า ?ยาสีฟันเป็นสินค้า อุปโภคที่มีเสน่ห์ที่สุด? คือ จุดเริ่มต้น ?ยาสีฟัน สมุนไพร เดนตาเมท? ของ บริษัท โนวัส อินเตอร์เทรด จำกัด จากการบุกเบิกของ ?คุณประพันธ์พงษ์ นทกุล? ชายหนุ่มไฟแรงที่หันหลัง ให้งานทางด้านวิศวกรรมเพื่อที่อยากจะมีธุรกิจ เป็นของตัวเอง แม้จะมีพื้นฐานในครอบครัวคนจีนที่ทำการค้ามาก่อน แต่หนุ่มวิศวะอย่างเขาก็ดูจะห่างไกลจากทักษะด้านการค้าขายอย่างมาก อาจจะเรียกได้ว่าเป็นลูกไม้หล่นไกลต้นของครอบครัว แต่นั่นไม่ใช่อุปสรรค ใหญ่ของการทำธุรกิจ เพราะเขามีความกล้า มุ่งมั่น ตั้งใจสูง ลุยแหลกกับทุกสิ่งที่ขวางหน้า ?การทำธุรกิจตั้งแต่ อายุยังน้อยมีข้อได้เปรียบหลายอย่าง คือ1. กำลังทางด้านร่างกาย มันสมอง กล้าลุย มีความพร้อม และ 2. ภาระยังไม่เยอะ ยังไม่มีภาระอะไร เพราะฉะนั้นยังทุ่มเทให้กับการทำงานได้? เอาเข้าจริง คุณประพันธ์พงษ์ก็ไม่ใช่ว่าจะด้อยทักษะทางด้านการค้าขาย ย้อนกลับไปเมื่อสมัย ที่เขาเรียนจบวิศวะ เขาร่วมกับเพื่อนเปิดโรงเรียนกวดวิชาสอนพิเศษด้วยเงินเก็บทั้งหมดที่มีมา ?ผมมีทักษะส่วนตัว คือ สอนพิเศษได้ ได้เงินเก็บประมาณหลักแสนบาท ตอนอยู่ปี 4 พอเรา [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p><strong><span
style="color: #0000cc"> ?เดนตาเมท? ยาสีฟันสมุนไพรไทย  ฝีมือวิศกรหนุ่ม แนวความคิดที่ว่า ?ยาสีฟันเป็นสินค้า  อุปโภคที่มีเสน่ห์ที่สุด? คือ จุดเริ่มต้น ?<span
style="color: #990000">ยาสีฟัน สมุนไพร เดนตาเมท</span>? ของ บริษัท โนวัส อินเตอร์เทรด จำกัด  จากการบุกเบิกของ ?<span
style="color: #336633">คุณประพันธ์พงษ์ นทกุล</span>?  ชายหนุ่มไฟแรงที่หันหลัง ให้งานทางด้านวิศวกรรมเพื่อที่อยากจะมีธุรกิจ  เป็นของตัวเอง</span></strong></p><p
style="text-align: center"><strong><span
style="color: #0000cc"><br
/></span></strong></p><p>แม้จะมีพื้นฐานในครอบครัวคนจีนที่ทำการค้ามาก่อน  แต่หนุ่มวิศวะอย่างเขาก็ดูจะห่างไกลจากทักษะด้านการค้าขายอย่างมาก  อาจจะเรียกได้ว่าเป็นลูกไม้หล่นไกลต้นของครอบครัว แต่นั่นไม่ใช่อุปสรรค  ใหญ่ของการทำธุรกิจ เพราะเขามีความกล้า มุ่งมั่น ตั้งใจสูง  ลุยแหลกกับทุกสิ่งที่ขวางหน้า<br
/> <br
/> <em><span
style="color: #330099">?การทำธุรกิจตั้งแต่  อายุยังน้อยมีข้อได้เปรียบหลายอย่าง คือ1. กำลังทางด้านร่างกาย มันสมอง  กล้าลุย มีความพร้อม และ 2. ภาระยังไม่เยอะ ยังไม่มีภาระอะไร  เพราะฉะนั้นยังทุ่มเทให้กับการทำงานได้?</span></em><br
/> <br
/> เอาเข้าจริง คุณประพันธ์พงษ์ก็ไม่ใช่ว่าจะด้อยทักษะทางด้านการค้าขาย  ย้อนกลับไปเมื่อสมัย ที่เขาเรียนจบวิศวะ  เขาร่วมกับเพื่อนเปิดโรงเรียนกวดวิชาสอนพิเศษด้วยเงินเก็บทั้งหมดที่มีมา<br
/> <br
/> ?ผมมีทักษะส่วนตัว คือ สอนพิเศษได้ ได้เงินเก็บประมาณหลักแสนบาท  ตอนอยู่ปี 4 พอเรา จบออกมาความรับผิดชอบเรายังน้อย เรามีเวลาเยอะ  เลยคิดว่าเราเปิดโรงเรียนสอนพิเศษดีกว่าคือ ผมอยากลอง?<br
/> <br
/> <strong>?พอเริ่มทำ&#8230;วิธีคิดการทำงานของเราก็เปลี่ยน?</strong></p><p>คุณประพันธ์พงษ์เข้าร่วมโครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมชื่อว่าโครงการ NEC  ซึ่งทำให้ มีรายชื่ออยู่ในข้อมูลขององค์กรภาครัฐ  เพื่อการเชื่อมต่อกับองค์กรส่งเสริมอุตสากรรมทั้งของรัฐและเอกชนอื่นๆ  และทำให้ได้รับคำแนะนำให้มาพบกับ  สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)</p><p>การวางกลยุทธ์ในการขายยาสีฟันของเขา คือ  การทุ่มทรัพยากรทุกอย่างลงไปที่สินค้าตัวเดียว และเขาใช้เวลา 6 เดือน  เพื่อขึ้นเป็น Best seller ในหมวดสินค้าของใช้ในโกลด์เด้นเพลสซึ่งนั่นทำให้  สามารถยืนยันได้ว่าถ้าสินค้าไม่ดีจริงขายไม่ได้  เขาเชื่อว่าประสิทธิภาพการทำการตลาดแบบปากต่อปาก</p><p
style="text-align: left">ทำให้สินค้าถูกพูดถึงมากขึ้นโดยเฉพาะบนอินเทอร์เน็ต ?ต่อไปที่เราจะเข้า คือ  Tops supermarket เพราะ เรามี Reference ที่ดี  การเป็นหัวสุนัขดีกว่าเป็นหางมังกร เพราะเรามีทางเลือกไม่มากนักเราจะต้อง  ไปเป็นอันดับหนึ่งในกลุ่มเล็กๆ ดีกว่าไปเป็นลิ่วล้อ?</p><p
style="text-align: left"><br
/> คุณประพันธ์พงษ์ ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว  ในการเป็นผู้บริหารที่มีอายุเพียง 31 ปี ?วันนี้การที่เราทำอะไรก็แล้วแต่  เราเก่งแค่อย่างเดียวดีกว่า คล่องตัวกว่าเราสามารถควบคุมคุณภาพ  ควบคุมต้นทุนได้ดีกว่า?<br
/> <br
/> ทุกวันนี้ใครๆ ก็โหนกระแส  กระแสไหนแรงคนก็แห่ไปทำธุรกิจนั้นจนแน่นล้นไม่มีที่ว่างสำหรับ  อะไรที่แตกต่างเพราะใครๆ  ก็อยากรวยแต่วันนี้ขุมทรัพย์จะเกิดขึ้นจากการค้นพบช่องว่างในทางธุรกิจ  ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเจอก่อนกัน<br
/> <br
/> <span
style="color: #0000cc">@@@@@@@@@@@@@</span><br
/> <br
/> <em><span
style="color: #006633">**** ข้อมูลโดย  สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ****</span></em></p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/dentamate-thai-toothpaste/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> <item><title>จำหน่าย ไอศครีมทอด ปลีก-ส่ง</title><link>http://www.keajon.com/retail-icecream/</link> <comments>http://www.keajon.com/retail-icecream/#comments</comments> <pubDate>Thu, 13 May 2010 11:28:12 +0000</pubDate> <dc:creator>bannitim</dc:creator> <category><![CDATA[ธุรกิจแฟรนไชส์]]></category> <category><![CDATA[ประชาสัมพันธ์สินค้า]]></category> <category><![CDATA[อาชีพเสริม]]></category> <category><![CDATA[อาหารพารวย]]></category> <category><![CDATA[ไอเดียอาชีพแปลก]]></category> <category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category> <category><![CDATA[ลงทุน]]></category> <category><![CDATA[แฟรนไชส์]]></category> <category><![CDATA[ไอติม]]></category> <category><![CDATA[ไอศครีม]]></category> <category><![CDATA[ไอศครีมทอด]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=4078</guid> <description><![CDATA[<a
href="http://www.keajon.com/retail-icecream/"><img
align="left" hspace="5" width="150" height="150" src="http://www.keajon.com/wp-content/plugins/thumbnail-for-excerpts/tfe_no_thumb.png" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="" title="" /></a>จำหน่ายไอศครีมทอด ปลีก-ส่ง ใช้เงินลงทุนไม่มาก ผลตอบแทน เฉลี่ย 500 &#8211; 1,500 บาท ต่อวันขึ้นไป สามารถตกแต่งร้านค้าได้ตามใจชอบ &#8220;ทางเรามีป้ายโฆษณาเพื่อตกแต่งร้านให้ยืม&#8221; ขายในราคา ลูกละ 15 &#8211; 20 บาท ขึ้นอยู่กับสถานที่ตั้งทำเล วัสดุ &#8211; อุปกรณ์ที่ใช้ทอดสามารถหาใช้ได้ตามครัวเรือนทั่วไป เป็นธุรกิจที่ไม่เสียค่าแรกเข้าหรือค่าแฟรนไชส์สามารถทดลองขายได้โดยไม่มีข้อผูกมัดใดๆ ไอศครีมทั้งหมดมี 5 รสชาติ ได้แก่ ช็อคโกแลต, วนิลา, สตอเบอรี่, มะนาว, ช็อคโกแลตชิพ &#8221; ส่งในราคาลูกละ 8 บาท &#8220;( packing ใส่กล่องโฟมอัดน้ำแข็งแห้งให้ โดยลูกค้าไม่ต้องเสียค่าน้ำแข็งแห้งเพิ่มเติม ) สนใจติดต่อ คุณ อั้ม 083-7124428 E-MAIL : bann_itim@hotmail.com Http://www.bannitim.ob.tc &#160;]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p>จำหน่ายไอศครีมทอด ปลีก-ส่ง</p><p>ใช้เงินลงทุนไม่มาก ผลตอบแทน เฉลี่ย 500 &#8211; 1,500 บาท ต่อวันขึ้นไป <br
/>สามารถตกแต่งร้านค้าได้ตามใจชอบ &#8220;ทางเรามีป้ายโฆษณาเพื่อตกแต่งร้านให้ยืม&#8221; <br
/>ขายในราคา ลูกละ 15 &#8211; 20 บาท ขึ้นอยู่กับสถานที่ตั้งทำเล <br
/>วัสดุ &#8211; อุปกรณ์ที่ใช้ทอดสามารถหาใช้ได้ตามครัวเรือนทั่วไป <br
/>เป็นธุรกิจที่ไม่เสียค่าแรกเข้าหรือค่า<a
href="http://www.keajon.com/franchise/"target="_self"title="ธุรกิจแฟรนไชส์" >แฟรนไชส์</a>สามารถทดลองขายได้โดยไม่มีข้อผูกมัดใดๆ</p><p>ไอศครีมทั้งหมดมี 5 รสชาติ ได้แก่ ช็อคโกแลต, วนิลา, สตอเบอรี่, มะนาว, ช็อคโกแลตชิพ &#8221; <br
/>ส่งในราคาลูกละ 8 บาท &#8220;<br
/>( packing ใส่กล่องโฟมอัดน้ำแข็งแห้งให้ โดยลูกค้าไม่ต้องเสียค่าน้ำแข็งแห้งเพิ่มเติม )</p><p>สนใจติดต่อ คุณ อั้ม 083-7124428 <br
/>E-MAIL : <a
href="mailto:bann_itim@hotmail.com">bann_itim@hotmail.com</a> <br
/><a
title="จำหน่าย ไอศครีมทอด ปลีก-ส่ง" href="http://www.bannitim.ob.tc" target="_blank">Http://www.bannitim.ob.tc</a></p><p>&nbsp;</p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.keajon.com/retail-icecream/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>8</slash:comments> </item> </channel> </rss>
