24 Feb, 2010
Posted by: admin In: Home

พอดีน้องสาวนายแก้จน มีแผงค้าในตลาดสดประชานิเวศน์1 อยู่สองแผงครับ
อยากให้เซ้ง ท่านใดสนใจ ติดต่อนายแก้จนได้โดยตรง จะช่วยต่อรองราคาให้ละกันนะครับ
ให้เช่า หรือเซ้ง แผงขายของในตลาดสดประชานิเวศน์ 1 ย่านประชาชื่น
เป็นตลาดเก่าแก่ที่เพิ่งปรับปรุงใหม่ ชาวบ้านบริเวณนี้ค่อนข้างมีกำลังซื้อสูงครับ คนรวยอยู่กันเยอะ
เหมาะจะเปิดแผงขายสินค้าสด-แห้ง ในตลาดยังขาดสินค้าอีกหลายๆอย่างครับ มาสำรวจตลาดก่อนได้
สินค้าทีแนะนำ : ปลาทะเล,ลูกชิ้นปลา,ไส้กรอก,เส้นก๋วยเตี๋ยว,เครื่องเทศ,อาหารพื้นบ้าน ฯลฯ สินค้าที่ว่ามายังไม่มีขายในตลาดครับ
จำนวน 2 แผง ติดกัน
พื้นที่ หน้ากว้าง รวม 4 เมตร X ลึก 2 เมตร
รวมพื้นที่ ประมาณ 8 ตารางเมตร
เดิมที เคยขายขนมไทย แต่มีพื้นที่ด้านนอกตัวตลาดปรับปรุงใหม่ จึงย้ายออกด้านนอกครับ
สนใจ สามารถมาดู สำรวจตลาดและผู้ซื้อก่อนได้ครับ การเดินทางสะดวกมาก รถไม่ติด ไม่มีน้ำท่วมครับ
พ่อค้า แม่ค้า เจ้าของแผงใจดีจ้า^^
ราคาเซ้ง 15,000 บาท / แผง
มาก่อนสิ้นเดือนกุมภานี้ เซ้ง 2 แผง ลดเหลือ 25,000 บาท ถ้วนละกันครับ
ข้อมูลเพิ่มเติม ตลาดประชานิเวศน์1
http://203.155.220.217/market/th/info/info02_02.asp
สนใจติดต่อ
น้องยุ้ย 081 492 1358
ประพนธ์ 087 114 8920


ขอพระราชทานอัญเชิญ พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ของปวงชนชาวไทย เพื่อกระตุ้นเตือน เป็นแง่คิดไปสู่ความสุขสงบ ร่มเย็นของชาติและประชาชนคนไทย

“…ความสุขความสวัสดีของข้าพเจ้า จะเกิดมีขึ้นได้
ก็ด้วยบ้านเมืองของเรามีความเจริญมั่นคง
เป็นปรกติสุข. ความเจิญมั่นคงทั้งนั้น
จะสำเร็จผลเป็นจริงได้ ก็ด้วยทุกคนทุกฝ่ายในชาติ
มุ่งที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนให้เต็มกำลัง
ด้วยสติรู้ตัว ด้วยปัญญารู้คิด และด้วยความสุจริตจริงใจ
โดยเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมยิ่งกว่าส่วนอื่น…”
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะฯ
คณะผู้จัดทำ แก้จนดอทคอม
 |
| “ฟิชสปา” บำบัดคลายเครียดแนวใหม่ |
|
 |
ด้วยความแรงของฟิชสปา (Fish spa) ที่เป็นการบำบัดคลายเครียดรูปแบบใหม่ของคนไทย ประกอบกับส่วนตัวเชี่ยวชาญในแวดวงเพาะเลี้ยงปลา เอื้อให้ “ชัยพร โลจายะ” ก้าวมาจับธุรกิจฟิชสปาอย่างจริงจัง และด้วยระยะเวลาไม่ถึงปี กิจการประสบความสำเร็จอย่างสูง ขยายสาขาทั้งของตัวเองและเครือข่าย ไปแล้วกว่า 60 จุด และยังแตกไลน์ครอบคลุมธุรกิจต่อเนื่องครบวงจร
|
 |
| ชัยพร โลจายะ |
|
 |
***เซียนขยับจับธุรกิจฟิชสปา ประมาณ 2 ปีที่แล้ว มีโอกาสไปเที่ยวประเทศสิงคโปร์ได้เห็นรูปแบบฟิชสปา คิดว่า ไม่ใช่เรื่องยาก
ส่วนตัวสามารถทำได้เช่นกัน จึงลองมาทำตลาดในบ้านเกิด
|
 |
| ปลาที่ใช้ตอดบำบัด คือ ปลาการ่า เอสพี |
|
 |
“ผมเริ่มจากไปวางระบบฟิชสปาให้ร้านของ ลูกค้ารายหนึ่ง ปรากฏว่า ประสบความสำเร็จอย่างสูง ทำให้ฟิชสปาเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น จากนั้น มีลูกค้าติดต่อมาต่อเนื่อง ผมก็เริ่มขยายสาขาของตัวเองและของลูกค้า จากแค่ต้นปีถึงเดือนตุลาคมนี้ มีทั้งหมดกว่า 60 จุดแล้ว แบ่งเป็นเปิดเอง 11 จุด ที่เหลือเป็นของลูกค้าสั่งซื้อไป” จุดแข็งที่หนุนให้ธุรกิจโตแบบก้าวกระโดด คือ มีความรอบรู้ในศาสตร์เกี่ยวกับปลาลึ้กซึ้ง สามารถทำทุกขั้นตอนได้ด้วยตัวเอง ตั้งแต่วางระบบ ประกอบตู้ปลา ติดตั้งบ่อบำบัด ที่สำคัญสามารถเพาะพันธุ์ปลา “การ่า เอสพี.” (Garra sp.) ได้เอง ในปริมาณกว่า 1 แสนตัวต่อเดือน ซึ่งหากต้องนำเข้าปลาที่จะมาทำหน้าที่ตอดบำบัดผิว มูลค่าตัวละประมาณ 2-4 เหรียญสหรัฐ แต่ปลาการ่า เอสพี ที่เพาะเลี้ยงขึ้นเอง สามารถขายให้ลูกค้าได้ในราคาตัวละ 15-20 บาท ดังนั้น ต้นทุนธุรกิจ จึงต่ำกว่าคู่แข่งมาก
|
 |
| ชุดฟิชสปา แบบนั่ง 4 คน |
|
 |
*** เปิดช่องสร้างโอกาสธุรกิจ
สำหรับช่องทางธุรกิจ แบ่งเป็น 3 ด้าน ได้แก่ 1.ขยายสาขาด้วยตัวเอง ปัจจุบัน มี 11 แห่ง เช่น ในสวนลุมไนท์บาร์ซ่า ห้างเซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ เป็นต้น 2. ออกบูทและรับจ้างนำฟิชสปาไปวางตามงานแสดงสินค้า และงานอีเว้นท์ (Event) และ 3. ลูกค้าซื้อไปเปิดเอง ปัจจุบันมีกว่า 50 จุด โดยมากจะเอาฟิชสปาไปเสริมกับธุรกิจหลัก เช่น ร้านสปา ร้านอาหาร ร้านเสริมสวย ฟิสเนส คาร์แคร์ โรงแรม และรีสอร์ท เป็นต้น ชัยพร ขยายความในส่วนขายธุรกิจให้ผู้สนใจลงทุน จะขายเป็นชุดพร้อมเปิดบริการ แบ่งขนาดลงทุนเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ แบบ ที่ 1 สำหรับ 2 คนนั่งบำบัด ราคาขายปลีก 58,000 บาท , แบบที่ 2 สำหรับ 4 คนนั่งบำบัด ราคา 120,000 บาท และแบบ ที่ 3 สำหรับ 6 คนนั่งบำบัด ราคา 150,000 บาท โดยทั้ง 3 แบบ ได้รับปลาการ่า เอสพี. 700 , 1,500 และ 2,000 ตัว (ตามลำดับขนาดลงทุน) และได้รับอุปกรณ์ประกอบครบชุด เช่น ระบบ UV ฆ่าเชื้อโรค ระบบกรองชีวภาพ + Circulate Pump ระบบสำรองไฟฟ้า รับไฟดับได้นาน 8 ชม. และการฝึกอบรม
|
 |
| ค่าบริการ “ฟิชสปา” |
|
 |
“คนที่อยากจะทำธุรกิจนี้ ไม่ใช่ว่ามีแค่เงินจะทำได้ แต่ผู้มาร่วมธุรกิจ ผมจะคัดคนที่เอาใส่ใจอย่างจริงจัง รวมถึงมีทีมวิเคราะห์ทำเลก่อนจะลงฟิชสปาให้ และจัดอบรมระบบต่างๆ ช่วยให้คนที่เลี้ยงปลาหางนกยูงยังตาย ก็สามารถทำธุรกิจนี้ได้ โดยสอนทุกขั้นตอนตั้งแต่การสังเกตพฤติกรรม และธรรมชาติของปลา การเปลี่ยนน้ำ ดูแลรักษา และทำความสะอาด นอกจากนั้น มีบริการหลังการขาย เช่น ประกันอุปกรณ์ 5 ปี และถ้ามีปัญหาโทร.มาปรึกษาได้ตลอดเวลา สมมติถ้าปลาตาย 1 ตัว เก็บซากไว้ในตู้เย็น โทร.มาแจ้ง ผมไปเปลี่ยนปลาให้ทันที” ชัยพร กล่าว สำหรับค่าบริการตั้งไว้ที่เวลา 15 นาที = 150 บาท , เวลา 30 นาที = 250 บาท และ 1 ชั่วโมง = 350 บาท โดยอัตราบริการดังกล่าว ที่ผ่านมาสามารถคืนเงินลงทุนได้ในเวลา 1 เดือนเท่านั้น ตัวอย่างรายได้ยังไม่หักค่าใช้จ่าย สาขาที่ต่ำสุด 69,000 บาทต่อเดือน และสูงสุด คือ 190,000 บาทต่อเดือน ได้แก่ ถนนข้าวสาร และในเมืองพัทยา เท่าที่เปิดมากว่า 60 สาขา กล้ายืนยันว่า ยังไม่มีสาขาใดล้มเหลวจนต้องยกเลิกทิ้ง
|
 |
| ชุดฟิชสปา แบบนั่ง 2 คน |
|
 |
***ไม่หวั่นเป็นแค่ธุรกิจแฟชั่น เมื่อถามว่า ธุรกิจฟิชสปาจะเป็นแค่ธุรกิจแฟชั่นหรือไม่ เหมือนกับสปานวดเท้า ซึ่งทุกวันนี้ เปิดกันจนเกลื่อน ล้นความต้องการของลูกค้า จนที่สุดแล้วผู้ลงทุนเป็นเหมือนแมลงเม่าบินเข้ากองไฟเพราะความโลภ ชัยพร ตอบคำถามดังกล่าวว่า ส่วนตัวจะปล่อยจุดบริการฟิชสปาไม่ให้ซ้ำซ้อนกัน ป้องกันแย่งลูกค้ากันเอง อีกทั้ง เมื่อดูจากกระแสตลาดของธุรกิจฟิชสปาในต่างประเทศที่ฮิตมาก่อนเมืองไทย กว่า 4-5 ปีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นที่ตุรกี ไต้หวัน เกาหลี ฮ่องกง มาเลเซีย ฯลฯ ทุกวันนี้ กระแสฮิตยังอยู่ในระดับสูง และสำหรับในเมืองไทยแล้ว ฟิชสปายังเป็นของใหม่ มีมาแค่ไม่ถึง 2 ปี ดังนั้น ยังมีคนไทยอีกจำนวนมากอยากจะลองใช้บริการสักครั้ง และถึงแม้จะเป็นแค่ธุรกิจแฟชั่น ก็ยังมีเวลาให้ผู้ทำธุรกิจนี้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์กับกระแสฮิตได้อีกอย่าง น้อยๆ 3-4 ปี
|
 |
| นำไปบริการในโชว์รูม รถยนต์ |
|
 |
“ผมกล้าประกาศว่า ถ้าคุณลงทุนไปแล้ว ต่อวันลูกค้าน้อยกว่า 10 คน ผมขอรับซื้อกลับเลย แต่สิ่งที่ผมกังวลจริงๆ คือ ปัจจุบัน คนมีเงินสนใจจะมาทำกันธุรกิจนี้เยอะ แต่คนที่ทำแบบมีความรู้จริงๆ มีน้อย ซึ่งคนพวกนี้จะทำให้ ฟิชสปาเสียชื่อไปหมด ดังนั้น แนวทางของผมจะพยายามนำเสนอตัวเองในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านฟิชสปาโดยตรง ถึงขนาดที่พูดถึงฟิชสปาก็ต้องคิดถึงหน้าผมประกอบไปด้วย” ชัยพร ทิ้งท้าย
|
| รู้จักการบำบัดฟิชสปาโดย ปลาการ่า เอสพี |
ปลาการ่า เอสพี. (Garra sp.) คุณลักษณะเป็นปลาที่ไม่มีฟัน กินอาหารโดยการดูดหรือตอด มีอายุราว 5 ปี เมื่อโตเต็มที่จะมีขนาดประมาณ 7 เซนติเมตร นำมาใช้ในการทำฟิชสปา เพื่อให้ตอดและดูดกำจัดเซลล์ที่ตายแล้วตามผิวหนัง ช่วยทำความสะอาด ลดปัญหากลิ่น กำจัดแบคทีเรียและเชื้อราที่เท้าหรือมือ กระตุ้นประสาทสัมผัสผิวให้สร้างเซลล์ใหม่ จึงช่วยให้เท้าเนียนนุ่ม และช่วยผ่อนคลายความเครียด
เคล็ดลับในการทำฟิชสปา ต้องวางระบบบ่อหรือตู้บำบัดให้อุณหภูมิน้ำ แสง และคุณภาพน้ำ มีความสัมผัสและเหมาะกับปลา ดังนั้น ผู้ทำธุรกิจนี้ต้องใส่ใจในการดูแลคุณภาพของบ่อหรือตู้บำบัดอย่างสูง เช่น ต้องเปลี่ยนน้ำทุกวันตามกระบวนการที่ถูกต้อง และตรวจสอบอุปกรณ์ต่างๆ ให้ใช้งานได้ดีเสมอ ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาความสกปรก ที่สุดปลาจะตาย และธุรกิจจะตายตามไปด้วย
|
| โทร.08-4744-4590 , 08-1684-6518 หรือ www.bangkokdrfishspa99.com |
|
|

|
|
นายนะริศธิ์ ชูศรี เจ้าของผลิตภัณฑ์สายธารบุญ |
|
|

|
การทำงานอะไรแล้วรู้สึกมีความสุขกับ งานที่ทำ โดยเฉพาะความสบายใจที่ได้ทำงานกับคนที่มีจิตใจดี ทางเลือกหนึ่งคือการทำงานในแวดวงศาสนา เพราะได้พบเจอแต่คนที่ดี มาอุดหนุนสินค้าเพื่อนำไปถวายพระ เฉกเช่นเดียวกับ “สาย ธารบุญ” ที่เจ้าของมีความผูกพันกับวัด และเห็นพฤติกรรมการถวายสังฆทานของผู้คนที่ยังมีความเข้าใจผิดอยู่ จึงคิดผลิตสินค้าที่ไม่ผิดกฎของสงฆ์ รวมถึงยังไม่ต้องกังวลในเรื่องวันหมดอายุ
|
|

|
|
ชุดสังฆทานอินเทรนด์ |
|
|

|
นะริศธิ์ ชูศรี เจ้าของผลิตภัณฑ์สังฆทาน ภายใต้แบรนด์ “สายธารบุญ” เล่าว่า เดิมตนเองเคยทำงานราชการ เพราะต้องการทำงานให้ตรงตามที่เรียนมา คือ วิศวกรรมศาสตร์ โดยสามารถสอบบรรจุเป็นข้าราชการครูสอนในเรื่องพื้นฐานการด้านงานวิศวกรรม ศาสตร์ แต่ด้วยระบบการทำงานข้าราชการ ที่ต้องมีเวลาการทำงานมาเป็นตัวกำหนด ทำให้ขาดอิสระ จึงหันเหไปทำงานกับบริษัทเอกชน และด้วยความโชคดีที่มีเจ้านายเป็นคนใจบุญ และรับประทานอาหารมังสวิรัติเหมือนกัน จึงทำให้บรรยากาศในการทำงานมีความสุขขึ้น โดยเป็นงานด้านการก่อสร้าง
|
|

|
|
ข้าวของเครื่องใช้ใน ชุดสังฆทานที่จะใช้ถวายพระ |
|
|

|
แต่ด้วยใจรักในการทำบุญ และศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก ทำให้เมื่อนายนะริศธิ์ มีโอกาสเดินทางกลับไปเยี่ยมพ่อแม่ที่ภาคใต้ หลังจากที่ไหว้พ่อแม่ และไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบเรียบร้อยแล้ว แต่ครั้นเมื่อถึงเวลานอน จะอาศัยวัดเป็นที่นอนอยู่เสมอ เพราะรู้สึกผูกพัน และเมื่อใช้ชีวิตในทางพระพุทธศาสนามากขึ้น ทำให้สังเกต เห็นว่า คราใดที่ศาสนิกชนไปถวายสังฆทานให้แด่พระภิกษุสงฆ์ มักจะเลือกซื้อชุดสังฆทานที่เป็นถังสีเหลืองจนชินตา ซึ่งบางครั้งสินค้าก็หมดอายุ หรือเป็นสิ่งของที่ไม่เหมาะสำหรับพระสงฆ์ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วการถวายสังฆทานคือ การนำเอาสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นต่อพระสงฆ์ไปถวาย โดยไม่เจาะจงว่าจะเป็นพระรูปใด นั่นคือการถวายสังฆทานอย่างแท้จริง
|
|

|
|
หมอนอิง |
|
|

|
จากการข้อสังเกตดังกล่าว ทำให้นายนะริศธิ์ ศึกษาข้าวของเครื่องใช้สำหรับพระสงฆ์อย่างถ่องแท้ว่า มีเครื่องใช้ใดบ้างที่มีความจำเป็น และเหมาะสมต่อการนำไปใช้งานของพระสงฆ์ในชีวิตประจำวัน หรือการออกธุดงค์ อย่างแท้จริง เพื่อทำออกมาเป็นชุดสังฆทานให้กับพุทธศาสนิกชนได้ทำไปถวาย และพระสงฆ์ได้ทำไปใช้ได้จริง ไม่ผิดกฎของสงฆ์
“ผมคิดอยู่นานกว่าจะมาลงตัวที่ ชุดสังฆทาน ที่ผมให้คำจำกัดความเพื่อให้ลูกค้าจำง่ายคือ สังฆทานอินเทรนด์ คือเป็นชุดสังฑทานที่ไม่มีวันหมดอายุ เพราะไม่มีการนำเครื่องบริโภคมาบรรจุไว้เลย แต่เป็นการรวบรวมข้าวของเครื่องใช้ที่เกิดจากการสังเกตของตนเอง ที่ใช้เวลาส่วนใหญ่คลุกคลีอยู่ในวัด สุดท้ายมาลงตัวที่ ชุดสังฆทานประกอบด้วย กระเป๋าอเนกประสงค์, ซองใส่ช้อนและส้อม, ซองใส่แว่น, ผ้ารับประเคน, ผ้าเช็ดหน้า และดอกบัวทอง 3 ดอก ซึ่งทุกชิ้นจะมีการถักไหมเป็นรูปธรรมจักรประดับไว้ด้วย”
|
|
ส่วนขั้นตอนการผลิตนายนะริศธิ์ จะให้คนในหมู่บ้านอมรพันธ์ ย่านดอนเมืองเป็นผู้เย็บให้ โดยในช่วงแรกเกิดปัญหาลูกค้าไม่พอใจในเรื่องสีของผ้าที่นำมาตัดเย็บ เพราะผ้าในแต่ละล็อตมีโทนสีที่แตกต่างกัน ในขณะที่ลูกค้าที่กลับมาซื้อซ้ำไม่ได้สีของผ้าตามที่ต้องการ ทำให้นายนะริศธิ์ เริ่มสั่งให้ทางโรงงานย้อมผ้าเอง เพื่อให้สีที่ได้สม่ำเสมอ หลังจากที่ทำธุรกิจเครื่องสังฆทานมาได้ประมาณ 1 ปี
|
|

|
|
หมอนหนุนสำหรับพระ สงฆ์ |
|
|

|
“ในส่วนของการตัดเย็บ เราจะละเอียดเป็นพิเศษ มีการตรวจคุณภาพทุกชิ้น เพราะเราเชื่อว่าพุทธศาสนิกชนการที่จะถวายสังฆทานในแต่ละครั้งจะต้องคัดสรร สิ่งที่ดีที่สุดไปถวาย ต้องเป็นของที่ไม่มีตำหนิ ดังนั้นเราจึงตั้งใจตัดเย็บอย่างดี รวมถึงการเลือกวัตถุดิบก็ต้องแข็งแรงทนทาน โดยเราเลือกใช้ผ้าคอตตอน 100% ซึ่งที่ผ่านมามีลูกค้าที่รับไปจำหน่ายต่อทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เช่น จ.เพชรบุรี ภูเก็ต ประจวบคีรีขันธ์ เป็นต้น โดยลูกค้าจะนำไปขายในราคาชุดละ 340 บาท จากการสั่งขึ้นต่ำประมาณ 20-50 ชุด/ครั้ง (ขายในราคาส่ง) โดยเราจะจัดส่งให้ทางไปรษณีย์ หรือรถทัวร์ ซึ่งรายได้ในการจำหน่ายสินค้าเครื่องสังฑทานจะเราจะนำไปทำบุญอีกต่อหนึ่ง ด้วย และล่าสุดได้มีการนำสินค้าไปจำหน่ายที่ร้าน ASTVบ้านเจ้าพระยาด้วย ถ.พระอาทิตย์ด้วย”
|
|

|
|
อาสนะ ที่รองนั่งสำหรับพระสงฆ์ |
|
|

|
ปัจจุบันผลิตภัณฑ์แบรนด์ “สายธารบุญ” ไม่มีหน้าร้านเน้นการออบูธตามสถานที่ราชการ โรงพยาบาล และย่านออฟฟิศ แต่มีการปรับราคาลงไม่ถึง 340 บาท ขึ้นอยู่กับระยะทาง และค่าเช่าที่ตามทำเลที่ไปออกบูธ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มคนเป้าหมายโดยตรง และเป็นการสนับสนุนให้คนเข้าวัดทำบุญกันมากขึ้น ซึ่งนอกจากจะมีผลิตภัณฑ์เครื่องสังฆทานแล้ว ทางสายธารบุญยังได้ผลิตอาสนะ (ที่รองนั่งสำหรับพระสงฆ์), ย่าม 2 ชั้นที่เน้นความคงทน สามารถรับน้ำหนักได้จำนวนมาก รวมถึงความพิเศษของย่ามอีกอย่างหนึ่งคือ มี 2 สี พระสงฆ์สามารถเลือกใช้ย่ามได้ทั้งสีอ่อน และสีเข้มตามนิกายที่สังกัด และหมอนอิง โดยในอนาคตจะผลิตสินค้าที่เกี่ยวกับกับแม่ชี และพุทธศาสนิกชน ที่นิยมการไปปฏิบัติธรรม และนั่งวิปัสสนา เพื่อทำให้สินค้าครอบคลุมกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้มากขึ้น
|
***สนใจติดต่อ 08-0453-5639***
|
หมูสะเต๊ะ ยี่ห้อ “สะเต๊ะ ยิ้มสยาม” สร้างจุดขายด้วยสูตรหมูนุ่ม มาพร้อมกับน้ำจิ้มสมุนไพรที่คิดค้นขึ้นเอง เร่งบุกตลาดด้วยกลยุทธ์ขายธุรกิจแฟรนไชส์ เปิดโอกาสสร้างอีกทางเลือกหนึ่งของผู้สนใจมีอาชีพเล็กๆ เป็นของตัวเอง
|
 |
| พิธาน อิมราพร |
|
 |
พิธาน อิมราพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยิ้มสยาม มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์ “สะเต๊ะ ยิ้มสยาม” เล่าว่า ทั้งตัวเองและภรรยาสนใจทำธุรกิจอาหาร จนได้โอกาสจากญาติชวนให้ทำเมนูอาหารวางขายในร้านอาหารของเขา จึงคิดถึงเมนูหมูสะเต๊ะ เพราะเป็นอาหารจานด่วนที่คนทั่วไปรู้จักกันดีอยู่แล้ว หากินง่ายแต่หาอร่อยได้ยาก “พอคิดจะทำหมูสะเต๊ะ ผมหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต และไปทดลองชิมหมูสะเต๊ะเจ้าดังๆ ทั้งหมด เพื่อนำกลับมาปรับปรุงและพัฒนาสูตรของตัวเอง ลองผิดลองถูกอยู่กว่า 3 เดือน ทดลองทำอยู่ไม่ต่ำกว่า 20 ครั้ง จนได้สูตรลงตัว แทบทุกคนพอได้กินคำแรกจะพูดคล้ายๆ กันว่า หมูนุ่ม ไม่เคยกินหมูสะเต๊ะที่ไหนเนื้อนุ่มขนาดนี้ ” พิธาน เล่า
|
เคล็ดลับหมูนุ่ม เกิดจากการหมักด้วยสมุนไพรและเครื่องปรุง 7-8 ชนิด ซึ่งเป็นความลับไม่สามารถเปิดเผยได้ ส่วนน้ำจิ้มเติมสมุนไพรต่างๆ ลงไป เช่น ตะไคร้ ข่า มะกรูด หอมแดง เป็นต้น ช่วยให้รสชาติอร่อยและมีประโยชน์ต่อร่างกาย
|
เมื่อได้สูตรหมูสะเต๊ะที่ลงตัว พิธานมองถึงการขยายตลาดในรูปแบบขายธุรกิจแฟรนไชส์ เพราะเห็นว่า ในท้องตลาดยังไม่มีแฟรนไชส์หมูสะเต๊ะอย่างจริงจัง อีกทั้ง แฟรนไชส์หมูสะเต๊ะที่เคยเปิดมาก่อนหน้านี้ ประมาณ 6-7 ราย ล้วนประสบปัญหาเดียวกัน คือ ทุกรายจะใช้ระบบจัดส่งวัตถุดิบสำเร็จรูปพร้อมขาย ในแบบหมูหมักเสียบไม้ แช่แข็งบรรจุซอง ส่วนผู้ซื้อแฟรนไชส์ทำหน้าที่แค่ปิ้งขายเท่านั้น
|
 |
| ผงหมักสะเต๊ะ (รูปซ้าย) และน้ำจิ้มดิบ |
|
 |
ข้อเสียของระบบดังกล่าว เจ้าของแฟรนไชส์ต้องลงทุนสูง ทั้งค่าจ้างพนักงานหมัก หั่น เสียบไม้ และค่าขนส่ง เป็นต้น ซึ่งต้นทุนเหล่านี้ต้องนำไปบวกลงในค่าสินค้า ดังนั้น ผู้ลงทุนจะได้กำไรต่อหน่วยค่อนข้างน้อย เฉลี่ยไม่เกิน 1 บาทต่อไม้ เมื่อรวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีก ทั้งค่าพนักงาน ค่าเช่าสถานที่ ทำให้โอกาสที่ธุรกิจจะอยู่รอดก็ยาก ดังนั้น ระบบของ “สะเต๊ะ ยิ้มสยาม” จะ กำหนดส่งแค่ผงหมักหมูสะเต๊ะ และน้ำจิ้มดิบเท่านั้น (ผงหมัก 50 บาท / น้ำจิ้มดิบ 100 บาท สามารถทำหมูสะเต๊ะได้ 500 ไม้) ส่วนวัตถุดิบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นหมูที่กำหนดต้องเป็นเนื้อสันนอก ขนมปัง และผักต่างๆ สำหรับทำอาจาด ผู้ลงทุนต้องเป็นฝ่ายจัดหาเองทั้งหมด
|
 |
| รูปแบบ Kisok ลงทุน 56,000 |
|
 |
อย่างไรก็ตาม ก่อนจะเปิดร้านจะจัดอบรมทำทุกขั้นตอน 3 วัน ทั้งหมัก การหั่นหมูต่อไม้ การปิ้ง เป็นต้น รวมถึงจะไปสำรวจตลาดสดร่วมกัน เพื่อหาแหล่งวัตถุดิบที่ถูกต้องและเหมาะสม “คนที่จะมาทำธุรกิจนี้ต้องลงแรงเองค่อน ข้างมาก จึงเป็นการคัดคนที่อยากจะทำอาชีพนี้จริงๆ ดีกว่าระบบที่ผู้ลงทุนซื้อแฟรนไชส์แล้วจ้างพนักงานมานั่งขาย แต่ระบบนี้ คนลงทุนต้องมีความพร้อมที่จะลงมือทำเอง ซึ่งความเอาใจใส่จะสูงกว่ากันมาก” เจ้าของแฟรนไชส์ ระบุ
|
 |
| รูปแบบ Shop ลงทุน 96,000 บาท |
|
 |
ด้านการควบคุมคุณภาพรสชาตินั้น พิธาน เผยว่า หัวใจสำคัญอยู่ ที่กำหนดต้องสั่งผงหมัก และน้ำจิ้มดิบจากส่วนกลางเท่านั้น ซึ่งผลิตโดยกรรมวิธีชั่งตวงวัด ได้คำปรึกษาจากสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม ทำให้มีรสชาติสม่ำเสมอ เก็บไว้ได้นานกว่า 6 เดือน ถ้านำไปใช้หมักหมูหรือทำน้ำจิ้มในอัตราส่วนที่กำหนด รสชาติของหมูสะเต๊ะและน้ำจิ้มจะเหมือนเดิมทุกครั้ง โดยขณะนี้มีกำลังผลิต ประมาณ 100 ถุงต่อวัน เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า ราคาขายปลีก “สะเต๊ะ ยิ้มสยาม” อยู่ ที่ชุดละ 50 บาท (หมูสะเต๊ะ 10ไม้ เฉลี่ยไม้ละ 5 บาท) ผู้ลงทุนจะมีกำไรสุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมด เช่น ค่าวัตถุดิบ พนักงาน ค่าเช่า ฯลฯ ประมาณ 50% ของยอดขาย ควรจะขายได้อย่างต่ำประมาณ 300 ไม้ต่อวัน หรือวันละ 30 ชุด ระยะเวลาคืนเงินทุนขึ้นอยู่กับทำเล แต่โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 3-5 เดือน
|
สำหรับการขยายสาขานั้น ประเดิมตั้งแต่กลางปีที่แล้ว (2552) แบ่งการลงทุนเป็นแบบ Kisok 56,000 บาท และ Shop 96,000 บาท ปัจจุบัน มีทั้งหมด 8 สาขา เช่น สาขา ซ.รามคำแหง 164 สาขา ถ.สายไหม สาขาโลตัส พัทลุง สาขาประชาอุทิศ และสาขาเสรีเซ็นเตอร์ เป็นต้น ยอดขายเฉลี่ย สาขาละ 500 ไม้ต่อวัน ส่วนสูงสุดที่สาขาโลตัส พัทลุง เฉลี่ย700-800 ไม้ต่อวัน พิธาน บอกว่า จากการเก็บข้อมูลสาขาต่างๆ ในช่วงเดือนแรก จะขายดีมาก เพราะคนอยากทดลองชิม พอเข้าเดือนที่สองและสาม ยอดขายจะลดลง 20-30% และพอเข้าเดือนที่สี่ ถ้ายอดยังคงตัวอยู่ แสดงว่า สาขานั้นอยู่รอดได้แล้ว เพราะลูกค้าจะเป็นขาประจำ ซึ่งติดใจความอร่อย แล้วกลับมาซื้อซ้ำ ทั้งนี้ ที่ผ่านมา อัตราการล้มเหลว ของธุรกิจอยู่ที่ 20% มีสาขาที่ต้องปิดไป 2 จุด จากปัจจัยสำคัญคือ ทำเลไม่เหมาะสม และผู้ลงทุนไม่พร้อมลงมาบริหารร้านได้ด้วยตัวเอง
|
เป้าหมายในปีนี้ (2553) อยากจะขยายสาขาให้ได้ถึง 100 จุดทั่วประเทศ เพื่อให้แบรนด์เป็นที่รู้จักและจดจำของคนทั่วไปได้อย่างดี โดยการตลาดจะอาศัยออกงานแฟร์ และโรดโชว์ตามทำเลและกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย รวมถึง โฆษณาผ่านสื่ออินเตอร์เน็ต และนิตยสารต่างๆ และเมื่อแบรนด์เป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีแล้ว เป้าหมายสูงสุดจะต่อยอดนำผลิตภัณฑ์ผงหมัก และน้ำจิ้มดิบวางขายในซูเปอร์มาร์เกตและร้านสะดวกซื้อ @@@@@@@@@@@@@@@@
|
****ตารางลงทุนธุรกิจ “สะเต๊ะ ยิ้มสยาม” โดยสังเขป **** |
-เงินลงทุนเบื้องต้น 56,000 และ 96,000 บาท ได้รับKisok/Shopพร้อมอุปกรณ์เริ่มธุรกิจ - ต้องรับผงหมัก/น้ำจิ้มดิบ จากส่วนกลางเท่านั้น - มีอบรมทุกขั้นตอน ก่อนเปิดร้าน 3 วัน และแนะนำแหล่งซื้อวัตถุดิบ และวิธีคัดเลือกวัตถุดิบ - ผู้ร่วมธุรกิจต้องมีความพร้อมในการปฏิบัติตามคำแนะนำและเงื่อนไขของบริษัท - ควรมีเงินทุนหมุนเวียนต่อเดือน ประมาณ 30,000 บาท - กำไรสุทธิโดยเฉลี่ยประมาณ 50% ของยอดขาย - ระยะเวลาคืนทุนแล้วแต่ทำเล โดยเฉลี่ยประมาณ 3-5 เดือน |
|
ปัจจุบันสถาบันพัฒนาด้านการศึกษาของ เด็กเล็ก เริ่มเข้ามามีบทบาทในสังคมเมือง ที่ทุกคนต้องแข่งขัน ซึ่งพ่อแม่ต้องหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกๆตั้งแต่ยังเล็กเพื่อให้สามารถ แข่งขันได้ เป็นที่มาของสถาบันพัฒนาเด็กเล็กที่เกิดขึ้นมาเป็นจำนวนมากในเมืองหลวง โดยเฉพาะสถาบันพัฒนาเด็กเล็กจากต่างประเทศ
“ชิจิดะ” สถาบันพัฒนาศักยภาพการใช้สมองเด็ก จากประเทศญี่ปุ่น ที่แจ้งเกิดในตลาดเมืองไทย และประสบความสำเร็จ อย่างงดงามไม่แพ้ในต่างประเทศ ในเวลาเพียงแค่ 2 ปี ด้วยเหตุผลเรื่องของความเชื่อมั่นที่ผู้ปกครองมั่นใจในชื่อเสียงของสถาบัน ที่สร้างสมมาจากในหลายประเทศ
ดร. วิริยา อุดมผล หรือ ครูดี้ เจ้าของสถาบันพัฒนาศักยภาพการใช้สมองเด็ก ชิจิดะ ประเทศไทย เล่าว่า สถาบันชิจิดะเกิดขึ้น ในช่วงที่ครูดี้กำลังตั้งครรภ์ลูกคนแรก ซึ่งตอนนั้นสามีมีเพื่อนเป็นชาวสิงคโปร์ และสกถาบันชิจิดะในสิงคโปร์ กำลังดังมากๆ มีเด็กเป็นสมาชิกถึง 3,000 คน ด้วยรูปแบบการเรียนการสอนที่โดดเด่น แตกต่างจากสถาบันพัฒนาเด็กทั่วไป จุดนี้เองทำให้ครูดี้เกิดแนวคิด ที่จะให้ลูกได้เรียนกับโรงเรียนในลักษณะนี้ ซึ่งในเมืองไทยยังไม่เคยมีมาก่อน จึงได้เปิดสถาบันชิจิดะ แห่งแรกในเมืองไทย ขึ้นที่ศูนย์การเซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อปี 2551 และ สาขาล่าสุด ที่อาคาร S31 สุขุมวิท โฮเต็ล

สถาบันชิจิดะ มีความแตกต่างจากสถาบันพัฒนาเด็กทั่วไป ตรงที่ เน้นการเรียน การสอนพัฒนาศักยภาพของเด็ก ทั้งสมองซีกซ้าย และ สมองซีกขวา ไปพร้อมๆกันซึ่งในการพัฒนาด้านการศึกษาของเด็ก เป็นที่ทราบกันว่าสมองซีกซ้าย นั้นจะเกี่ยวข้องกับการใช้หัวคิดคำนวณ ใช้สติและเหตุผลเป็นหลัก ส่วนสมองซีกขวา คือ การเรียนรู้ เด็กใช้สมองในการคิดตัดสินใจเอง นอกจากนี้ยังเน้นสร้างสายสัมพันธ์ รักในครอบครัว โดยให้พ่อ แม่ และลูกได้ เข้ารับการอบรม การเรียน การสอน ไปพร้อมๆกัน

“สมองคนเรานั้นมี สองซีก แต่แนวการศึกษาในปัจจุบันส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นพัฒนาศักยภาพของสมองซึกซ้ายซึ่ง เป็นด้านที่เกี่ยวกัยการคิดวิเคราะห์เหตุผล จนละเลยสมองซีกขวา ซึ่งมีพลังในการเรียนรู้อย่างรวดเร็วและการให้จินตนาการสูง ทำให้ความสามารถของสมองซีกขวาลดน้อยถอยลง และการทำงานของสมองขาดความสมดุลไม่สามารถดึงศักยภาพที่มีอยู่ออกมาใช้ได้ อย่างเต็มที่อีกทั้งการเรียนการสอนในรูปแบบเดิมนั้นไม่เน้นความสำคัญด้านจิต ใจ ขาดการโอบกอดการชื่นชมตลอดจนเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดจากผู้ปกครอง”
ครูดี้บอกว่า การเรียนการสอนของสถาบันชิจิดะ จะเน้นการฝึกสมองทั้งซีกซ้ายและซีกขวา ให้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเด็กที่จะเข้ามาพัฒนาศักยภาพกับสถาบัน จะเริ่มตั้งแต่ อายุ 6 เดือน ถึง 6 ปี เรียนสัปดาห์ละ 1 ครั้งๆ ละ50 นาที ในชั้นเรียนจะมีประมาณ 15-20 กิจกรรม

กิจกรรมที่ชิจิดะใช้ในการเรียน การสอน สอดคล้องกับช่วงอายุของเด็กในแต่ละวัย เป็นการเรียนรู้ผ่านการเล่นเกมส์ กิจกรรมเสริมความสามารถในการเรียนรู้ของสมองซีกขวา เช่น การฝึกจินตนาการ การฝึกความจำในรูปแบบต่างๆ กิจกรรมเสริมความสามารถในการเรียนรู้ของสมองซีกซ้าย ด้านเชาวน์ปัญญา ภาษา และคณิตศาสตร์ มีการสอดแทรก เพลง นิทาน เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการทางอารมณ์ ในการเรียนทุกครั้ง คุณพ่อคุณแม่ต้องเข้าร่วมชั้นเรียนกับลูกด้วยเพื่อร่วมเรียนรู้และเติบโตไป พร้อมๆ กัน โดยอุปกรณ์เสริมความสามารถในการเรียนรู้ ตัวอย่างเช่น แฟลชการ์ด นิทาน และของเล่นเสริมพัฒนาการต่างๆ
ทั้งนี้จากผลการวิจัยด้านการศึกษา พบว่าสมองของคนเราจะเติบโตถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงอยู่ในครรภ์จนอายุ 3 ปี ซึ่งนับว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดในการพัฒนา สมองมนุษย์ ดังนั้นการใช้สมองซีกซ้ายและขวา ให้เท่าเทียมกันเป็นสิ่งที่สำคัญ สถาบันชิจิดะจึงไม่ได้เน้นไปที่การพัฒนาสมองซีกซ้าย หรือสมองซีกขวาเพียงอย่างเดียว แต่จะเน้นให้เด็กได้ใช้สมองทั้งหมดให้ได้เต็มที่ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์

นอกจากการเรียนรู้ในห้องเรียนจากชิจิดะในแต่ละสัปดาห์แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ และจำเป็นไม่แพ้กันคือ การให้คุณพ่อคุณแม่มีส่วนร่วมในการนำสิ่งที่ได้จากชิจิดะไปฝึกกับน้องๆ ที่บ้าน โดยเชื่อว่าบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความรักจากพ่อแม่เป็นสภาวะที่เหมาะสมกับ การเรียนรู้ของเด็กมากที่สุด
สถาบันชิจิดะเราได้สิทธิ์เป็นมาสเตอร์เฟรนไช ส์ เพียงรายเดียวในเมืองไทย โดยเสียค่ารอยัลตี้ประกัน 5 % จากรายได้ โดยคาดว่าจะเริ่มขยายธุรกิจโดยขายเฟรนไชส์ ให้กับผู้สนใจได้ประมาณปลายปีนี้ ซึ่งในกรุงเทพฯ คงจะดำเนินการเอง ส่วนต่างจังหวัดจะเน้นขยายธุรกิจในลักษณะแฟรนไชส์ โดยใช้งบประมาณการลงทุนต่อสาขา ประมาณ 6 ล้านบาท สำหรับรูปแบบการดำเนินการจะมุ่งสนับสนุนด้านสื่อการเรียนการสอน การฝึกอบรมโดยครูจากสถาบันชิจิดะจากประเทศญี่ปุ่น โดยทำเลที่มองไว้ คือ จังหวัดใหญ่ ตามหัวเมืองทั่วประเทศ ได้แก่ เชียงใหม่ ภูเก็ต เป็นต้น
กลุ่มเป้าหมายของสถาบันชิจิดะ คือ ลูกค้ารายได้บีบวก ถึง เอ โดยเปิดสอนเด็กตั้งแต่อายุ 6 เดือน ถึง 6 ปี มีค่าใช้จ่ายในการเรียนคอร์สละ 10,000 บาท จำนวน 10 ครั้ง ครั้งละ 50 นาที ปัจจุบันมีนักเรียน กว่า 200 คน และสามารถรองรับนักเรียนได้ถึง 648 คน ต่อสัปดาห์ ทั้งนี้อาจารย์ที่มาสอนจะต้องได้รับการอบรมมาจากสถาบัน ที่สำคัญอาจารย์ทุกคนต้องมีความรักเด็ก และเป็นผู้หญิง เพราะมองว่าผู้หญิงทุกคนมีสัญชาติญาณในความเป็นแม่ และพร้อมที่จะถ่ายทอดความรัก และความรู้สึกดีๆให้กับเด็กได้อย่างมีศักยภาพ
“ปัจจุบันตลาด สถาบันพัฒนาด้านการศึกษาเด็กในเมืองไทย มีการแข่งขันที่สูง โดยเฉพาะในด้านวิชาการ แต่ตลาดก็ยังมีการเติบโตสูง ตามความต้องการของเด็ก รวมถึงพ่อ แม่ ผู้ปกครองที่เพิ่มสูงขึ้นอยู่ตลอด ดังนั้นการที่จะอยู่ในตลาดนี้ได้ คงต้องมีจุดขายที่โดดเด่น แตกต่างจาก สถาบันอื่นๆ ซึ่งชิจิดะ เองคาดว่าจะมีการเติบโตของธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยจุดขายของสถาบันที่ไม่เหมือนใคร และมีเพียงรายในตลาดสถาบันพัฒนาเด็กของเมืองไทย”
สถาบันชิจิดะ ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ปัจจุบันมีนักเรียนกว่า 1 แสนคน และมีสาขากว่า 500 แห่งในญี่ปุ่น ไทย สหรัฐอเมริกา ไต้หวัน สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และออสเตรเลีย
โทร. 02 -662 -1510 หรือ 08-6610-2726